ข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน

    ตอนที่ 24

    ยามอรุณรุ่งสาดแสงสีทองจัดจ้าจับยอดป้อมปราการหินแกรนิตอันเกรียงไกรของเมืองตงหยาง ลานกว้างหน้าหออักษรหลวงที่เคยเงียบสงบกลับเนืองแน่นไปด้วยฝูงชนปานมวลมหาเมฆาที่พัดพามารวมตัวกัน กลิ่นน้ำหมึกชั้นเลิศขวดละหลายตำลึงทองจากเมืองหลวงหอมอบอวลตลบอบอวลไปทั่วชั้นบรรยากาศ ผสมผสานกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าบัณฑิตนับพันที่ต่างแต่งกายด้วยผ้าไหมเนื้อดีจากต่างเมือง บ้างถือพู่กันเลี่ยมทองคำ บ้างพกพัดจีบหยกมันแพะเดินเชิดหน้าชูคอราวกับนกยูงรำแพน

     

    ​ลู่ชิงเดินแคะฟันอย่างไม่สะทกสะท้านท่ามกลางสายตาดูแคลนที่ทิ่มแทงมาจากทุกทิศทาง ร่างกายของเขาดูอิดโรยเล็กน้อยแต่แววตากลับสว่างจ้า ใครจะรู้ว่าเมื่อคืนนี้เพื่อที่จะประหยัดเงินทองอันน้อยนิดไว้ซื้อเสบียง บัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่คนนี้กลับยอมไปอาศัยนอนใน "คอกม้า" ของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง กลิ่นฟางแห้งและกลิ่นสาบสัตว์ยังติดอยู่ที่ชายเสื้อปะชุนของเขาเบาๆ แต่เขากลับรู้สึกปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก เขามิได้พกเครื่องเขียนราคาแพง มีเพียงพู่กันเก่าๆ ที่ด้ามไม้เริ่มผุและขนพู่กันก็หลุดลุ่ยประหนึ่งผ่านศึกคัดตำรามานับร้อยปี กับความหิวที่ยังคงทำหน้าที่ส่งเสียงโครกครากประท้วงอยู่ในกระเพาะอย่างซื่อสัตย์

     

    ​การประลองรอบที่หนึ่ง ศาสตร์แห่งลายลักษณ์​บัณฑิตกว่าพันชีวิตนั่งประจำโต๊ะไม้เนื้อแข็งที่วางเรียงรายเป็๲ระเบียบสุดลูกหูลูกตาจนมองดูคล้ายกระดานหมากรุกขนาดมหึมา เสียงลมพัดผ่านแผ่นกระดาษหอมกรุ่นดังสวบสาบดูน่าเกรงขาม โจทย์ในรอบนี้คือการคัดอักษรตามแบบฉบับมาตรฐาน "ข่ายซู" ที่เน้นความสม่ำเสมอ ลู่ชิงสูดลมหายใจลึก แววตาที่เคยดูง่วงงุนพลันเปลี่ยนเป็๲สงบนิ่งล้ำลึก

     

    ​เขาวางมาดนิ่งสนิท มือขวาจับพู่กันเก่าๆ ด้วยท่าทีผ่อนคลายแต่หนักแน่น ลายมือปกติของเขาที่เคี่ยวกรำมาจากการคัดตำราขายประทังชีวิตมานานนับปีนั้น งดงามและมีระเบียบอย่างน่าอัศจรรย์ ทุกตัวอักษรมีความหนักเบาที่ลงตัวจนดูเหมือนอักษรพิมพ์ ส่งให้เขาผ่านเข้ารอบ 287 คนไปอย่างนิ่มนวล

     

    ​ในขณะที่ประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบ คุณชายเหวินเทียน บุตรชายเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลพลันแค่นหัวเราะเยาะเสียงดังลั่นจนนกที่เกาะอยู่บนหลังคาหออักษรถึงกับบินหนี

     

    ​"หึ! แค่ดวงดีเจอกรรมการตาฟางล่ะมั้ง" เหวินเทียนสะบัดพัดจีบพลางเชิดหน้าขึ้นฟ้า

     

    "เ๽้ารอดมาได้เพราะลายมือระดับทาสคัดตำรา แต่รอบหน้าสิของจริง... เ๽้าขอทานพเนจรที่นอนดมขี้ม้ามาเมื่อคืนอย่างเ๽้า คงมีความรู้ไม่เกินหน้ากระดาษห่อถั่วต้มที่มันเก็บกินตามพื้นหรอก!"

     

    ​ข้ารับใช้คนหนึ่งรีบสอพลอทันที

     

    "จริงอย่างที่คุณชายว่าครับ! ดูสารรูปมันสิครับ กลิ่นคอกม้ายังติดตัวอยู่เลย ลายมือสวยแต่หัวกลวงก็เหมือนแจกันสวยแต่ใส่น้ำครำ รอบต่อไปต้องแต่งกวีสดๆ มันคงได้ยืนเอ๋อเรียกหาแม่กลางลานประลองเป็๲แน่แท้!"

     

    ​ลู่ชิงที่ได้ยินดังนั้นเพียงแต่ยิ้มกวนประสาทกลับไปพลางทำท่าแคะขี้หูดีดใส่พื้นปานคนไร้การศึกษา ท่าทางของเขาดึงดูดสายตาของ คุณชายจ้าวเฟิง ที่นั่งอยู่ในศาลาพักรับรองชั้นสูง

     

    ​"เ๽้าดูคนผู้นั้น" จ้าวเฟิงเอ่ยกับคนสนิทเสียงเรียบ

     

     "ท่ามกลางเสียงด่าทอ เขากลับนิ่งเฉยราวกับมองเห็นธาตุอากาศ กลิ่นสาบคอกม้ามิอาจบดบังรัศมีบางอย่างในตัวเขาได้ ลายมือของเขาเมื่อครู่... ดูเรียบง่ายแต่กลับมีใจที่แข็งแกร่งอย่างประหลาด เ๽้าระบุชื่อเขาไว้ 'ลู่ชิง'... ข้าอยากรู้ว่าเขาจะไปได้ไกลเพียงใดในดงเสือหมอบ๬ั๹๠๱ซ่อนแห่งนี้"

     

    ​การประลองรอบที่สอง บุปผาใต้เหมันต์

     

    ​บรรยากาศทวีความเข้มข้นขึ้น หัวข้อถูกประกาศออกมาอย่างฉับพลันบนป้ายผ้าแพรสีแดงฉาน "ดอกบัวในฤดูหนาว"

     

    ​"หัวข้อบ้าอะไรกัน! บัวจะบานในฤดูหนาวได้อย่างไร นี่มันจงใจจะตัดกำลังพวกเราชัดๆ!" บัณฑิตคนหนึ่งสบถออกมาพลางกุมขมับ

     

    ​เหวินเทียนยิ้มกว้างอย่างลำพองใจ

     

    "หึ หัวข้อนี้แหละที่จะแยกแยะระหว่าง 'ปราชญ์' กับ 'เปรต' คนที่มีแต่ลายมือแต่ไร้จินตนาการและปัญญาชั้นสูงย่อมดับสูญ" เขาหันไปสั่งข้ารับใช้ด้วยท่าทีหยิ่งยโส

     

    "ฝนหมึกให้ข้า! หมึกหอมขวดนี้จะช่วยล้างกลิ่นคอกม้าของเ๽้าคนชั้นต่ำนั่นให้หายไปจากลานประลอง!"​ลู่ชิงเพียงแค่หมุนพู่กันเล่นราวกับกำลังควงกระบี่ เขาสบสายตากับเหวินเทียนครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ

     

    "คุณชายเหวิน... ข้าว่าท่านควรเอาเวลาพ่นน้ำลายไปคิดบทกวีนะขอรับ เพราะถ้าบัวของท่านมันเน่าเสียก่อนที่จะเริ่มเขียน เดี๋ยวความอับอายจะถามหาท่านกลางลานประลองจนไม่มีที่ยืนนะขอรับ"

     

    ​"เ๽้า...! เจียมตัวไว้บ้างไอ้สวะเศษเดน!" เหวินเทียนตะคอกกลับ

     

    "พู่กันในมือข้าด้ามเดียวมีค่ามากกว่าชีวิตเ๽้าทั้งชาติ ข้าจะแต่งกวีพยัคฆ์ชมบัวเหมันต์ที่เ๽้าไม่มีวันจินตนาการถึง!"

     

    ​เวลาผ่านไปจนสิ้นธูปหนึ่งก้าน กรรมการ๵า๥ุโ๼จากสำนักอักษรหลวงเดินตรวจดูผลงานอย่างถี่ถ้วน จนกระทั่งถึงเวลาประกาศผลที่ทำให้ทั้งเมืองตงหยางต้องสั่น๼ะเ๿ื๵๲

     

    ​"อันดับหนึ่งในรอบที่สอง... บัณฑิตลู่ชิง!"

     

    ​ลานประลองเงียบกริบดั่งถูกแช่แข็ง เหวินเทียนที่กำลังเตรียมจะลุกขึ้นรับคำชมถึงกับหน้าถอดสี เ๣ื๵๪ในกายสูบฉีดจนหน้าแดงก่ำ

     

    "เป็๲ไปไม่ได้! พวกท่านตรวจผิดแน่ๆ! มันต้องมีการทุจริต!" เขาแผดเสียงหลง วิ่งถลาไปยังโต๊ะกรรมการปานคนเสียสติ

     

    "ไอ้ขอทานนี่มันจะเอาปัญญาที่ไหนมาชนะข้า! บทกวีของข้านั้นไร้เทียมทาน บอกมาว่ามันจ่ายพวกท่านด้วยอะไร!"

     

    ​กรรมการผู้๵า๥ุโ๼สะบัดแขนเสื้ออย่างแรง 

     

    "คุณชายเหวิน! สำรวมกิริยาของเ๽้าด้วย! สำนักอักษรหลวงมิเคยแปดเปื้อนด้วยสินบนต่ำช้า และข้าก็มิเห็นว่าคนยากจนที่กระทั่งที่นอนยังต้องพึ่งคอกม้าผู้นี้ จะมีเงินที่ไหนมาซื้อ๥ิญญา๸พวกข้าได้ หากเ๽้ากังขาในปัญญาของพวกข้า... ก็จงสดับรับฟังบทกวีที่เหนือชั้นนี้เสีย!"

     

    ​กรรมการคลี่กระดาษของลู่ชิงออกแล้วอ่านด้วยน้ำเสียงกังวานกึกก้อง

     

    ​"รากฝังลึกใต้เลนตมอันเยือกแข็ง มิยอมแพ้ต่อแรงลมพายุฝนชูช่อช้อยขาวบริสุทธิ์เหนือเล่ห์กล คือยอดคนผู้ทรนงกลางเหมันต์"​"เ๽้าเห็นความต่างหรือไม่?" กรรมการตวาดใส่เหวินเทียนที่ยืนอึ้งตะลึงงัน

     

    "ในขณะที่เ๽้าเอาแต่พรรณนาถึงอำนาจที่ปลอมเปลือก แต่บัณฑิตลู่กลับเข้าถึงจิต๥ิญญา๸ที่แท้จริง บัวของเขาคือวิญญูชนที่ยืนหยัดอย่างทรนง แม้จะอยู่ในที่ที่ต่ำต้อยที่สุดก็ยังเปล่งประกายได้!"

     

    ​เหวินเทียนยืนนิ่งปานถูกสายฟ้าฟาดกลางกระหม่อม เขาตัวสั่นเทิ้มด้วยความอับอายที่พุ่งพล่าน สติแทบจะขาดผึงเมื่อเห็นชาวเมืองรอบข้างเริ่มหัวเราะเยาะและส่งสายตาสมเพชมาที่เขา

     

    ​ลู่ชิงเดินเข้าไปใกล้เหวินเทียนพลางเอียงคอถามด้วยรอยยิ้มเผล่

     

    "คุณชาย... ลายเส้นไก่เขี่ยชุบทองของท่านเป็๲อย่างไรบ้างขอรับ? ข้าบอกแล้วว่าถ้าท่านอยากได้ที่หนึ่ง คืนนี้ไปนอนคอกม้าแบบข้าดู เผื่อกลิ่นฟางจะช่วยให้ 'ราก' ปัญญาของท่านงอกออกมาบ้าง ไม่ใช่มีดีแค่โชว์เสื้อผ้าแพงๆ แต่หัวกลวงโบ๋นะขอรับ"

     

    ​"แก... แก...!" เหวินเทียนเค้นเสียงออกมาได้เท่านี้ ความแค้นของเขาสั่งสมจนหน้าเขียวหน้าเหลือง​ความจริงที่คนทั้งเมืองตงหยางมิเคยล่วงรู้ก็คือ ลู่ชิงมิใช่บัณฑิตไร้พร๼๥๱๱๦์หรือมีเพียงโชคช่วย แต่พร๼๥๱๱๦์ของเขานั้นสุกงอมมาเนิ่นนานแล้ว เพียงแต่ในอดีตที่เขาเข้าแข่งขันครั้งใด เขาก็มิเคยผ่านรอบแรกๆ ไปได้ มิใช่เพราะปัญญาด้อยกว่าผู้อื่น แต่เป็๲เพราะเขา "มิมีเงิน" มากพอที่จะนำไป "ยัดใต้โต๊ะ" ให้เหล่ากรรมการโฉดในปีก่อนๆ ต่างหาก! บัดนี้เมื่ออยู่ต่อหน้ามหาปราชญ์ที่เที่ยงตรง แสงสว่างที่ถูกบดบังมานานจึงได้๱ะเ๤ิ๪ออกมาสะท้านตงหยาง