ยามอรุณรุ่งสาดแสงสีทองจัดจ้าจับยอดป้อมปราการหินแกรนิตอันเกรียงไกรของเมืองตงหยาง ลานกว้างหน้าหออักษรหลวงที่เคยเงียบสงบกลับเนืองแน่นไปด้วยฝูงชนปานมวลมหาเมฆาที่พัดพามารวมตัวกัน กลิ่นน้ำหมึกชั้นเลิศขวดละหลายตำลึงทองจากเมืองหลวงหอมอบอวลตลบอบอวลไปทั่วชั้นบรรยากาศ ผสมผสานกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าบัณฑิตนับพันที่ต่างแต่งกายด้วยผ้าไหมเนื้อดีจากต่างเมือง บ้างถือพู่กันเลี่ยมทองคำ บ้างพกพัดจีบหยกมันแพะเดินเชิดหน้าชูคอราวกับนกยูงรำแพน
ลู่ชิงเดินแคะฟันอย่างไม่สะทกสะท้านท่ามกลางสายตาดูแคลนที่ทิ่มแทงมาจากทุกทิศทาง ร่างกายของเขาดูอิดโรยเล็กน้อยแต่แววตากลับสว่างจ้า ใครจะรู้ว่าเมื่อคืนนี้เพื่อที่จะประหยัดเงินทองอันน้อยนิดไว้ซื้อเสบียง บัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่คนนี้กลับยอมไปอาศัยนอนใน "คอกม้า" ของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง กลิ่นฟางแห้งและกลิ่นสาบสัตว์ยังติดอยู่ที่ชายเสื้อปะชุนของเขาเบาๆ แต่เขากลับรู้สึกปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก เขามิได้พกเครื่องเขียนราคาแพง มีเพียงพู่กันเก่าๆ ที่ด้ามไม้เริ่มผุและขนพู่กันก็หลุดลุ่ยประหนึ่งผ่านศึกคัดตำรามานับร้อยปี กับความหิวที่ยังคงทำหน้าที่ส่งเสียงโครกครากประท้วงอยู่ในกระเพาะอย่างซื่อสัตย์
การประลองรอบที่หนึ่ง ศาสตร์แห่งลายลักษณ์บัณฑิตกว่าพันชีวิตนั่งประจำโต๊ะไม้เนื้อแข็งที่วางเรียงรายเป็ระเบียบสุดลูกหูลูกตาจนมองดูคล้ายกระดานหมากรุกขนาดมหึมา เสียงลมพัดผ่านแผ่นกระดาษหอมกรุ่นดังสวบสาบดูน่าเกรงขาม โจทย์ในรอบนี้คือการคัดอักษรตามแบบฉบับมาตรฐาน "ข่ายซู" ที่เน้นความสม่ำเสมอ ลู่ชิงสูดลมหายใจลึก แววตาที่เคยดูง่วงงุนพลันเปลี่ยนเป็สงบนิ่งล้ำลึก
เขาวางมาดนิ่งสนิท มือขวาจับพู่กันเก่าๆ ด้วยท่าทีผ่อนคลายแต่หนักแน่น ลายมือปกติของเขาที่เคี่ยวกรำมาจากการคัดตำราขายประทังชีวิตมานานนับปีนั้น งดงามและมีระเบียบอย่างน่าอัศจรรย์ ทุกตัวอักษรมีความหนักเบาที่ลงตัวจนดูเหมือนอักษรพิมพ์ ส่งให้เขาผ่านเข้ารอบ 287 คนไปอย่างนิ่มนวล
ในขณะที่ประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบ คุณชายเหวินเทียน บุตรชายเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลพลันแค่นหัวเราะเยาะเสียงดังลั่นจนนกที่เกาะอยู่บนหลังคาหออักษรถึงกับบินหนี
"หึ! แค่ดวงดีเจอกรรมการตาฟางล่ะมั้ง" เหวินเทียนสะบัดพัดจีบพลางเชิดหน้าขึ้นฟ้า
"เ้ารอดมาได้เพราะลายมือระดับทาสคัดตำรา แต่รอบหน้าสิของจริง... เ้าขอทานพเนจรที่นอนดมขี้ม้ามาเมื่อคืนอย่างเ้า คงมีความรู้ไม่เกินหน้ากระดาษห่อถั่วต้มที่มันเก็บกินตามพื้นหรอก!"
ข้ารับใช้คนหนึ่งรีบสอพลอทันที
"จริงอย่างที่คุณชายว่าครับ! ดูสารรูปมันสิครับ กลิ่นคอกม้ายังติดตัวอยู่เลย ลายมือสวยแต่หัวกลวงก็เหมือนแจกันสวยแต่ใส่น้ำครำ รอบต่อไปต้องแต่งกวีสดๆ มันคงได้ยืนเอ๋อเรียกหาแม่กลางลานประลองเป็แน่แท้!"
ลู่ชิงที่ได้ยินดังนั้นเพียงแต่ยิ้มกวนประสาทกลับไปพลางทำท่าแคะขี้หูดีดใส่พื้นปานคนไร้การศึกษา ท่าทางของเขาดึงดูดสายตาของ คุณชายจ้าวเฟิง ที่นั่งอยู่ในศาลาพักรับรองชั้นสูง
"เ้าดูคนผู้นั้น" จ้าวเฟิงเอ่ยกับคนสนิทเสียงเรียบ
"ท่ามกลางเสียงด่าทอ เขากลับนิ่งเฉยราวกับมองเห็นธาตุอากาศ กลิ่นสาบคอกม้ามิอาจบดบังรัศมีบางอย่างในตัวเขาได้ ลายมือของเขาเมื่อครู่... ดูเรียบง่ายแต่กลับมีใจที่แข็งแกร่งอย่างประหลาด เ้าระบุชื่อเขาไว้ 'ลู่ชิง'... ข้าอยากรู้ว่าเขาจะไปได้ไกลเพียงใดในดงเสือหมอบัซ่อนแห่งนี้"
การประลองรอบที่สอง บุปผาใต้เหมันต์
บรรยากาศทวีความเข้มข้นขึ้น หัวข้อถูกประกาศออกมาอย่างฉับพลันบนป้ายผ้าแพรสีแดงฉาน "ดอกบัวในฤดูหนาว"
"หัวข้อบ้าอะไรกัน! บัวจะบานในฤดูหนาวได้อย่างไร นี่มันจงใจจะตัดกำลังพวกเราชัดๆ!" บัณฑิตคนหนึ่งสบถออกมาพลางกุมขมับ
เหวินเทียนยิ้มกว้างอย่างลำพองใจ
"หึ หัวข้อนี้แหละที่จะแยกแยะระหว่าง 'ปราชญ์' กับ 'เปรต' คนที่มีแต่ลายมือแต่ไร้จินตนาการและปัญญาชั้นสูงย่อมดับสูญ" เขาหันไปสั่งข้ารับใช้ด้วยท่าทีหยิ่งยโส
"ฝนหมึกให้ข้า! หมึกหอมขวดนี้จะช่วยล้างกลิ่นคอกม้าของเ้าคนชั้นต่ำนั่นให้หายไปจากลานประลอง!"ลู่ชิงเพียงแค่หมุนพู่กันเล่นราวกับกำลังควงกระบี่ เขาสบสายตากับเหวินเทียนครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
"คุณชายเหวิน... ข้าว่าท่านควรเอาเวลาพ่นน้ำลายไปคิดบทกวีนะขอรับ เพราะถ้าบัวของท่านมันเน่าเสียก่อนที่จะเริ่มเขียน เดี๋ยวความอับอายจะถามหาท่านกลางลานประลองจนไม่มีที่ยืนนะขอรับ"
"เ้า...! เจียมตัวไว้บ้างไอ้สวะเศษเดน!" เหวินเทียนตะคอกกลับ
"พู่กันในมือข้าด้ามเดียวมีค่ามากกว่าชีวิตเ้าทั้งชาติ ข้าจะแต่งกวีพยัคฆ์ชมบัวเหมันต์ที่เ้าไม่มีวันจินตนาการถึง!"
เวลาผ่านไปจนสิ้นธูปหนึ่งก้าน กรรมการาุโจากสำนักอักษรหลวงเดินตรวจดูผลงานอย่างถี่ถ้วน จนกระทั่งถึงเวลาประกาศผลที่ทำให้ทั้งเมืองตงหยางต้องสั่นะเื
"อันดับหนึ่งในรอบที่สอง... บัณฑิตลู่ชิง!"
ลานประลองเงียบกริบดั่งถูกแช่แข็ง เหวินเทียนที่กำลังเตรียมจะลุกขึ้นรับคำชมถึงกับหน้าถอดสี เืในกายสูบฉีดจนหน้าแดงก่ำ
"เป็ไปไม่ได้! พวกท่านตรวจผิดแน่ๆ! มันต้องมีการทุจริต!" เขาแผดเสียงหลง วิ่งถลาไปยังโต๊ะกรรมการปานคนเสียสติ
"ไอ้ขอทานนี่มันจะเอาปัญญาที่ไหนมาชนะข้า! บทกวีของข้านั้นไร้เทียมทาน บอกมาว่ามันจ่ายพวกท่านด้วยอะไร!"
กรรมการผู้าุโสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง
"คุณชายเหวิน! สำรวมกิริยาของเ้าด้วย! สำนักอักษรหลวงมิเคยแปดเปื้อนด้วยสินบนต่ำช้า และข้าก็มิเห็นว่าคนยากจนที่กระทั่งที่นอนยังต้องพึ่งคอกม้าผู้นี้ จะมีเงินที่ไหนมาซื้อิญญาพวกข้าได้ หากเ้ากังขาในปัญญาของพวกข้า... ก็จงสดับรับฟังบทกวีที่เหนือชั้นนี้เสีย!"
กรรมการคลี่กระดาษของลู่ชิงออกแล้วอ่านด้วยน้ำเสียงกังวานกึกก้อง
"รากฝังลึกใต้เลนตมอันเยือกแข็ง มิยอมแพ้ต่อแรงลมพายุฝนชูช่อช้อยขาวบริสุทธิ์เหนือเล่ห์กล คือยอดคนผู้ทรนงกลางเหมันต์""เ้าเห็นความต่างหรือไม่?" กรรมการตวาดใส่เหวินเทียนที่ยืนอึ้งตะลึงงัน
"ในขณะที่เ้าเอาแต่พรรณนาถึงอำนาจที่ปลอมเปลือก แต่บัณฑิตลู่กลับเข้าถึงจิติญญาที่แท้จริง บัวของเขาคือวิญญูชนที่ยืนหยัดอย่างทรนง แม้จะอยู่ในที่ที่ต่ำต้อยที่สุดก็ยังเปล่งประกายได้!"
เหวินเทียนยืนนิ่งปานถูกสายฟ้าฟาดกลางกระหม่อม เขาตัวสั่นเทิ้มด้วยความอับอายที่พุ่งพล่าน สติแทบจะขาดผึงเมื่อเห็นชาวเมืองรอบข้างเริ่มหัวเราะเยาะและส่งสายตาสมเพชมาที่เขา
ลู่ชิงเดินเข้าไปใกล้เหวินเทียนพลางเอียงคอถามด้วยรอยยิ้มเผล่
"คุณชาย... ลายเส้นไก่เขี่ยชุบทองของท่านเป็อย่างไรบ้างขอรับ? ข้าบอกแล้วว่าถ้าท่านอยากได้ที่หนึ่ง คืนนี้ไปนอนคอกม้าแบบข้าดู เผื่อกลิ่นฟางจะช่วยให้ 'ราก' ปัญญาของท่านงอกออกมาบ้าง ไม่ใช่มีดีแค่โชว์เสื้อผ้าแพงๆ แต่หัวกลวงโบ๋นะขอรับ"
"แก... แก...!" เหวินเทียนเค้นเสียงออกมาได้เท่านี้ ความแค้นของเขาสั่งสมจนหน้าเขียวหน้าเหลืองความจริงที่คนทั้งเมืองตงหยางมิเคยล่วงรู้ก็คือ ลู่ชิงมิใช่บัณฑิตไร้พร์หรือมีเพียงโชคช่วย แต่พร์ของเขานั้นสุกงอมมาเนิ่นนานแล้ว เพียงแต่ในอดีตที่เขาเข้าแข่งขันครั้งใด เขาก็มิเคยผ่านรอบแรกๆ ไปได้ มิใช่เพราะปัญญาด้อยกว่าผู้อื่น แต่เป็เพราะเขา "มิมีเงิน" มากพอที่จะนำไป "ยัดใต้โต๊ะ" ให้เหล่ากรรมการโฉดในปีก่อนๆ ต่างหาก! บัดนี้เมื่ออยู่ต่อหน้ามหาปราชญ์ที่เที่ยงตรง แสงสว่างที่ถูกบดบังมานานจึงได้ะเิออกมาสะท้านตงหยาง