บรรยากาศภายในคฤหาสน์ตระกูลลี่ในยามค่ำคืนนั้นเงียบงันจนน่าอึดอัด กลิ่นไอความชื้นจากพายุที่กำลังก่อตัวพัดผ่านหน้าต่างบานสูงเข้ามา ปะทะกับเปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันจนไหววูบราวกับิญญาที่กำลังหวาดผวา แสงไฟสีส้มสลัวสาดกระทบผนังไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง สร้างเงาที่บิดเบี้ยวทอดตัวยาวราวกับอสุรกายที่กำลังร่ายรำ
ลี่ช่งยังคงยืนอยู่หน้าแผนที่เมืองจือจี้ ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเืฝอยจ้องมองจุดตำแหน่งหมู่บ้านชิงอวิ๋นราวกับจะเผามันให้กลายเป็เถ้าถ่านด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว เขารู้สึกถึงความแค้นที่สุมอยู่ในอก ดั่งไฟที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างที่ขวางหน้า มือที่สั่นเทาของเขากำแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อไม้
เมืองจือจี้แห่งนี้เปรียบเสมือนหมากกระดานใหญ่ที่เขาสร้างขึ้นมากับมือ โครงสร้างอำนาจของเมืองถูกแบ่งออกเป็สามเสาหลักที่ค้ำยันกันไว้อย่างเปราะบาง
**เสาแรกคือ 'สภาการค้าตระกูลลี่'** ซึ่งลี่ช่งกุมบังเหียนอยู่ ขุมอำนาจนี้ไม่ได้มีเพียงทรัพย์สมบัติที่กองเป็ูเา แต่ยังครอบคลุมไปถึงเส้นทางขนส่งสินค้าจากูเาตะวันออกจนถึงหัวเมืองชั้นใน ทำให้เขาสามารถว่าจ้างผู้ฝึกตนระดับสูงมาเป็องครักษ์ส่วนตัวได้โดยไม่สะทกสะท้าน
**เสาที่สองคือ 'ศาลาพิทักษ์ธรรม'** กลุ่มข้าราชการระดับสูงที่วางตัวเป็กลางในนาม แต่ในเงามืดพวกเขากลับกลายเป็สุนัขรับใช้ที่คอยทำลายหลักฐานและปิดปากผู้ที่หาญกล้าต่อกรกับตระกูลลี่ ลี่ช่งรู้อยู่แก่ใจว่า ตราบใดที่ทองคำในหีบสมบัติของเขายังไม่หมดไป ศาลาพิทักษ์ธรรมก็จะคอยเป็เกราะกำบังให้เขาเสมอ
และ **เสาสุดท้ายคือ 'สมาคมผู้ฝึกตนพเนจร'** กลุ่มคนที่ดูเหมือนจะไร้หลักแหล่ง แต่กลับเป็เครือข่ายข่าวกรองที่กว้างขวางและน่าสะพรึงกลัวที่สุดในเมือง พวกเขาขายข่าว ขายความลับ และขายชีวิต เพียงแค่มีราคาที่เหมาะสม
แต่ทว่า... ในค่ำคืนนี้ แม้แต่ข้อมูลจากสมาคมผู้ฝึกตนที่เคยแม่นยำดั่งตาเห็น กลับไม่สามารถสืบหาตัวตนที่แท้จริงของ 'หลี่เฉิน' ได้เลยแม้แต่น้อย
---
"ยาจกพเนจร... หรืออาจจะเป็ผู้ฝึกตนที่เร้นกายมานานนับร้อยปี?" ลี่ช่งพึมพำ เสียงของเขาสั่นพร่าและแหบแห้งเหมือนคนอดนอนมาหลายคืน กลิ่นอายความกดดันภายในห้องโถงหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก เขารู้สึกถึงรอยร้าวที่กำลังเกิดขึ้นในโครงสร้างอำนาจที่เขาสร้างมาตลอดหลายทศวรรษ หากคนผู้นี้ไม่ถูกกำจัด ชื่อเสียงและทรัพย์สินที่เขาสั่งสมมาอาจพังทลายลงในชั่วข้ามคืน ความโกรธแค้นต่อการสูญเสียบุตรชายทำให้เขากลายเป็คนบ้าคลั่งที่มองหาทางออกไม่ได้
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
เสียงเคาะประตูที่แ่เบาแต่กังวานราวกับเสียงระฆังแห่งความตายดังขึ้น ลี่ช่งสูดลมหายใจเข้าลึก ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยและทรงอำนาจดั่งเดิม "เข้ามา" ร่างของชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง เขาคือ 'อาจารย์กวน' รูปร่างของเขาสูงโปร่งจนดูผิดธรรมชาติ ิัเหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้แห้งกรัง ซีดเผือดจนแทบไร้สีเื ดวงตาของเขาเรียวเล็กและลึกโหลคล้ายดวงตางูที่มีประกายสีเทาหม่นแฝงความอำมหิตที่ปิดไม่มิด เส้นผมสีดอกเลาสภาพยุ่งเหยิงมัดรวมไว้ลวกๆ ด้วยแถบผ้าสีดำสนิท เขาสวมชุดคลุมยาวสีเทาเข้มที่ดูเหมือนจะดึงดูดแสงรอบตัวเข้าไปหา กลิ่นอายความเย็นเยียบแผ่ออกจากกายเขาราวกับไอจากน้ำแข็งก้นบึ้งขุมนรก เขาเป็ผู้ฝึกตนขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่ 5 และเป็ไพ่ตายใบสุดท้ายที่ลี่ช่งเหลืออยู่ กลิ่นธูปเย็นๆ ที่ติดตัวอาจารย์กวนทำให้บรรยากาศในห้องยิ่งทวีความตึงเครียด กลิ่นอายสังหารจางๆ ที่แผ่ออกมาทำให้ตะเกียงน้ำมันสั่นไหวอย่างรุนแรง
"ท่านอาจารย์กวน... ท่านคงได้รับข่าวแล้ว" ลี่ช่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลง อาจารย์กวนกวาดสายตามองแผนที่เมืองจือจี้ด้วยท่าทีเนิบนาบแต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน ก่อนจะแค่นยิ้มที่มุมปากเผยให้เห็นฟันที่เหลืองเกรอะกรัง "สี่เงาสังหารหายไปโดยไม่เหลือร่องรอย... กลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่ในอากาศไม่ใช่พลังปราณธรรมดา ข้าเองก็ไม่อาจรับรู้ได้ว่ามันคือสิ่งใดหรือเป็พลังแบบไหนกัน เ้าอาจกำลังเล่นกับสิ่งที่เ้าไม่ควรแตะต้องนะ ท่านลี่ช่ง" คำพูดของเขาดุจเข็มที่ทิ่มแทงใจ ลี่ช่งรู้ดีว่าอาจารย์กวนเป็คนประเภทที่เห็นผลประโยชน์เหนือสิ่งอื่นใด แววตาสีเทาหม่นนั้นจ้องมองลี่ช่งราวกับกำลังรอให้เหยื่อหลงทางไปในวังวนของความโลภ
ลี่ช่งกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ "ข้าไม่สนว่ามันจะเป็อะไร! ข้า้าให้มันหายไปจากแผ่นดินนี้! ข้าจะให้สมาคมพเนจรส่งมือสังหารระดับปรมาจารย์ไปอีกห้าคน (ทุกคนอยู่ในขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่ 3) พร้อมกับอักขระพันธนาการิญญาของท่าน... เ้าจะว่าอย่างไร?" อาจารย์กวนหรี่ตาลง แววตาสีเทาของเขาดูราวกับหลุมลึกที่ไม่มีที่สิ้นสุด "ค่าจ้างของข้าสูงกว่าทองคำครึ่งหนึ่งของตระกูลลี่... และนั่นอาจยังไม่พอที่จะรักษาชีวิตของเ้าเอาไว้ได้หากคนผู้นั้นไม่ตาย" "ข้าจ่ายได้!" ลี่ช่งประกาศกร้าว "ข้าจะแลกทุกอย่างที่มี เพื่อล้างแค้นให้ลูกข้า และเพื่อรักษาอำนาจของตระกูลลี่เอาไว้ เมืองจือจี้แห่งนี้ต้องสยบแทบเท้าข้าเพียงผู้เดียว!" การเจรจาจบลงด้วยข้อตกลงที่เปื้อนเื บรรยากาศภายในห้องโถงดูอึมครึมลงถนัดตา
---
ในขณะที่ภายในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์กำลังวางแผนเพื่อการสังหารที่เหี้ยมโหดที่สุด ห่างออกไปไม่กี่ลี้ ณ หมู่บ้านชิงอวิ๋นที่เงียบสงบ หลี่เฉินกำลังนั่งขัดเกลาหม้อดินเผาใบเก่าอยู่หน้ากระท่อม เสียงขูดขีดของกระดาษทรายกับพื้นผิวหม้อดังกังวานเป็จังหวะ แสงจันทร์ทอประกายกระทบใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยน ความเงียบยามค่ำคืนในหมู่บ้านนั้นต่างจากในเมืองอย่างสิ้นเชิง มันเต็มไปด้วยเสียงแมลงขับขานและลมพัดใบไม้ไหวที่ฟังดูผ่อนคลาย "พี่หลี่... ข้าใจคอไม่ค่อยดีเลยขอรับ" อาฝูเดินเข้ามาหา พลางกระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้นเมื่อลมหนาวพัดผ่าน กลิ่นอายของค่ำคืนที่เหน็บหนาวทำให้บรรยากาศดูน่าเกรงขาม "ข้ารู้สึกเหมือนลมหายใจของเมืองนี้กำลังเปลี่ยนไป กลิ่นไอความชั่วร้ายมันโชยมากับสายลม... เหมือนมีบางอย่างที่น่ากลัวกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้หมู่บ้านเรา" อาฝูมีสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวต่อสิ่งเร้นลับ
หลี่เฉินวางหม้อดินลงช้าๆ เสียงหม้อกระทบโต๊ะไม้ดังกังวานก้องท่ามกลางความเงียบ เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดมิด ดวงตาของเขาดูเหมือนจะมีแสงดาววูบไหวอยู่ภายใน ราวกับกำลังอ่านแผนที่ของดวงดารา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้า แต่มันแฝงไปด้วยความเมตตาที่เ็า "อาฝู... เ้าไม่ต้องกลัวหรอก" หลี่เฉินกล่าวเบาๆ เสียงของเขาราวกับเสียงกระซิบจากสายลม "ธรรมชาติมีหนทางของมันเสมอ สิ่งที่ตายไปแล้วย่อมกลายเป็เถ้าถ่าน และสิ่งที่เกิดใหม่ย่อมต้องเติบโตตามวัฏจักร... ไม่ว่าใครก็ตามที่พยายามจะฝืนกฎแห่ง์ สุดท้ายก็จะได้รับสิ่งที่พวกเขาคู่ควรเอง"
เขาลุกขึ้นยืน ร่างกายที่ดูผอมบางกลับดูสง่างามราวกับยอดเขาที่ต้านทานลมพายุ "ไปพักผ่อนเถอะอาฝู คืนนี้พระจันทร์สวยงามมาก แต่มันอาจจะเป็คืนสุดท้ายที่บางคนจะได้ชื่นชมมัน... พวกเราแค่เฝ้าดูความโง่เขลาของมนุษย์ก็พอ" คำพูดของเขามีพลังบางอย่างที่ทำให้ความกังวลของอาฝูจางหายไป ความเงียบสงบกลับมาครอบงำอีกครั้ง
อาฝูไม่เข้าใจสิ่งที่หลี่เฉินพูดนัก แต่ความรู้สึกปลอดภัยก็แล่นเข้าสู่หัวใจอย่างประหลาด เขาพยักหน้าแล้วเดินกลับเข้ากระท่อมไป ทิ้งให้หลี่เฉินยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงันเพียงลำพัง
---
*ในใจของหลี่เฉิน:* 'เฮ้อ... ประโยคเมื่อกี้เท่ชะมัด! จำมาจากนิยายเื่ "เซียนสยบฟ้า" เล่มที่ 7 ตอนที่พระเอกกำลังจะไปตบเกรียนสำนักมารชัดๆ คำพูดพวกนี้มันช่วยให้ดูเป็ยอดคนขึ้นเยอะจริงๆ สงสัยต้องสะสมคำคมไว้ใช้ตบหน้าตัวร้ายเยอะๆ แล้วเรา' หลี่เฉินอดไม่ได้ที่จะแอบหัวเราะในใจกับการสวมบทบาทเป็ยอดคนของตัวเอง เขาจินตนาการถึงสีหน้าของลี่ช่งหากได้ยินประโยคนี้
หลี่เฉินคิดทบทวนพลางยิ้มมุมปาก 'พรุ่งนี้ก่อนจะไปตรวจนา... ว่าแล้วไอ้สารเลวลี่ถังนั้นเป็อย่างไรบ้าง คิดแล้วยังแค้นไม่หายที่มันมาโกงค่าแรงข้า' เขาหยิบสมุดที่เก็บไว้ในเสื้อออกมาดูพลางถอนหายใจ 'ถ้าคำสาปในสมุดกากๆ ที่ระบบมอบให้นั้นเป็จริงก็คงดี แต่ช่างเถอะ ข้าคิดเื่ไร้สาระอะไรเนี่ย... เข้านอนดีกว่า พรุ่งนี้ยังต้องไปที่นาแต่เช้า' เขาพับเก็บความกังวลทั้งหมดไว้แล้วทิ้งตัวลงนอนบนฟูกไม้เก่าๆ ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด
เช้าวันต่อมา แสงอาทิตย์อุ่นจัดสาดส่องผ่านรอยแยกของหลังคากระท่อม เสียงไก่ขันปลุกให้บรรยากาศในหมู่บ้านกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลี่เฉินลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่น ทว่าทันใดนั้นเขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา เขามัวแต่ยุ่งกับการฝึกตนจนเผลอหลงลืม "พิธีกรรมสำคัญ" อย่างหนึ่งไปเสียสนิท... พิธีกรรมที่บุรุษทุกคนไม่อาจละทิ้งได้! มันคือสัญชาตญาณของการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่ดีที่สุดของลูกผู้ชายที่ต้องผ่านความอัดอั้นมานาน
เขาสะดุ้งสุดตัวเมื่อสมองประมวลผลได้ว่านี่คือสิ่งที่เขาโหยหามานาน พลันจินตนาการถึงภาพของดาราสาวสวยสุดเซ็กซี่ที่เขาเคยคลั่งไคล้ในชีวิตก่อนขึ้นมาในห้วงคำนึง หลี่เฉินไม่รอช้า รีบจัดการ 'ขัดจรวด' จนสำเร็จลุล่วงด้วยท่วงท่าที่ชำนาญการ เมื่อความอัดอั้นผ่อนคลายลง เขาััได้ถึงความโปร่งโล่งสบายที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย เขาอาบน้ำชำระร่างกายจนสะอาดสะอ้านก่อนจะก้าวออกจากกระท่อมด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมและพลังงานที่ล้นเหลือ แสงแดดยามเช้ากระทบผิวหน้าให้ความรู้สึกอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความหวัง
---
หลี่เฉินและอาฝูเดินทางมาจนถึงทุ่งนาหลังบ้านผู้ใหญ่ สิ่งแรกที่เห็นคือป้ายไม้เก่าๆ ที่เขาเขียนด่าเอาไว้เพื่อข่มขู่พวกคิดจะบุกรุก จากนั้นภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้พวกเขาต้องตกตะลึง ทุ่งข้าวสาลีสีเหลืองทองอร่ามที่กำลังล้อไปกับสายลม สวยงามราวกับภาพวาดที่มีชีวิต ทว่าเมื่อหลี่เฉินเดินเข้าไปดูใกล้ๆ เขากลับต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ เพราะต้นข้าวเหล่านี้ใหญ่กว่าปกติถึงสิบเท่าตัว เมล็ดข้าวแต่ละเมล็ดอวบอิ่มจนหนักอึ้ง ผิวััเปล่งประกายคล้ายทองคำแท้และมีขนาดใหญ่พอๆ กับนิ้วโป้งของเด็กเล็ก "นี่มันบ้าไปแล้ว!" เขาอุทานออกมาด้วยความใ ความสวยงามที่ดูเกินจริงทำให้เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง รวงข้าวที่หนักอึ้งสั่นไหวราวกับจะล้มลงมาได้ทุกเมื่อ
ในขณะนั้นเอง ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่เดินผ่านมาเพื่อไปทำงานในละแวกนั้นต่างหยุดมอง แต่ทว่าท่าทีของพวกเขาดูสงบนิ่งอย่างประหลาด พวกเขาไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแต่อย่างใดราวกับว่ามันเป็เื่ปกติที่เห็นกันอยู่บ่อยครั้ง "อ้าว หลี่เฉิน วันนี้มาตรวจนาแต่เช้าเลยรึ? ข้าวของเ้ายังดูงดงามเหมือนเคยเลยนะ" ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยทักทายอย่างเป็กันเองก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้หลี่เฉินยืนงงอยู่ท่ามกลางความอัศจรรย์ใจที่ชาวบ้านเหล่านี้ดูไม่แปลกใจกับปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นบนที่นาของเขากันเลย มันดูเหมือนพวกเขากำลังมองดูข้าวสาลีปกติธรรมดาทั่วไปเท่านั้น ชาวบ้านคนอื่นที่เดินตามหลังมาต่างก็มีสีหน้าเฉยเมยราวกับนี่เป็วิถีชีวิตตามธรรมชาติ
หลี่เฉินยืนนิ่งจ้องมองรวงข้าวสีทองอร่าม กลิ่นหอมจางๆ ของรวงข้าวที่สุกงอมโชยมาแตะจมูกชวนให้รู้สึกหิว ความรู้สึกตื่นเต้นผสมความกังวลแล่นพล่านอยู่ในอก เขาคำนวณด้วยสายตาคร่าวๆ หากปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้ ข้าวสาลีที่อวบอิ่มเหล่านี้อาจสุกงอมจนร่วงหล่นเสียหายก่อนที่จะได้เก็บเกี่ยว
"อาฝู... ข้าวพวกนี้มันผิดธรรมชาติเกินไปแล้ว ถ้าเราสองคนช่วยกันเก็บเกี่ยวคงต้องใช้เวลาเป็เดือนแน่ๆ" หลี่เฉินหันไปพูดกับอาฝูที่ยืนอ้าปากค้างอยู่ข้างๆ "ข้าว่าเราต้องขอแรงชาวบ้านในหมู่บ้านมาช่วยแล้วล่ะ" เขาตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมามัวตกตะลึง แต่ต้องรีบจัดการผลผลิตเหล่านี้ให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะสายเกินไป
ทั้งสองรีบมุ่งหน้าไปยังใจกลางหมู่บ้าน ทันทีที่หลี่เฉินเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ชาวบ้านทุกคนต่างก็พยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้มอย่างเต็มอกเต็มใจ "ได้สิ! เ้ามีบุญคุณกับพวกเรามาตลอด แค่ช่วยเก็บเกี่ยวนิดหน่อยจะเป็ไรไป" เสียงตอบรับดังสนั่นไปทั่วด้วยความยินดี ราวกับว่าการได้ทำงานในทุ่งนาของหลี่เฉินเป็เื่มงคลที่ใครๆ ต่างก็ปรารถนา พวกเขาดูเต็มใจและร่าเริงอย่างยิ่งที่จะได้ช่วยเหลือหลี่เฉิน ความร่วมมือของชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก
ไม่นานนัก กองทัพชาวบ้านนับสิบคนก็พร้อมใจกันถืออุปกรณ์เดินตามหลี่เฉินมาที่ทุ่งนา แต่ทว่าเมื่อไปถึงและเริ่มลงมือปฏิบัติภารกิจ ชายฉกรรจ์ที่แข็งแรงที่สุดในหมู่บ้านคนหนึ่งได้ลองใช้ "เคียว" เกี่ยวข้าวแบบปกติฟันลงไปที่ลำต้นของข้าวสาลีร่างั์นั้น เสียงใบเคียวที่คมกริบหวีดผ่านอากาศดังก้องไปทั่วทุ่งนา
*เคร้ง!*
เสียงโลหะกระทบกับลำต้นดังสะท้อนไปทั่วทุ่งนา แทนที่รวงข้าวจะขาดกระเด็นออก เคียวเกี่ยวข้าวในมือของชาวบ้านกลับบิ่นงอเสียจนแทบจะหักครึ่ง ลำต้นของข้าวสาลีเ่าั้แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าและหนาแน่นจนเคียวธรรมดาไม่อาจสร้างแม้แต่รอยขีดข่วนได้ ชาวบ้านทุกคนต่างหันมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง พลางคลำดูรอยบิ่นบนเคียวอย่างไม่เชื่อสายตา พวกเขากู้สึกได้ถึงแรงสะท้อนที่วิ่งผ่านมือขึ้นไปสู่แขนอย่างชัดเจน
"เสี่ยวหลี่... นี่มันข้าวหรือหินผากันแน่ขอรับ? เคียวของข้าบิ่นหมดแล้ว!" ชาวบ้านร้องอุทานด้วยความงุนงง มือไม้สั่นเทาด้วยความตื่นเต้น
หลี่เฉินลองเข้าไปจับลำต้นดูด้วยตัวเอง เขาััได้เพียงความแข็งกระด้างที่ผิดปกติของผิวัั เหมือนผิวของต้นไม้โบราณที่ผ่านกาลเวลามานาน แม้ในใจจะอยากตรวจสอบด้วยพลังิญญา แต่เขาเป็คนธรรมดาจะไปมีพลังแบบนั้นได้อย่างไร เขาจึงลองถามระบบในใจ "ระบบ... ข้าวพวกนี้มีพลังพิเศษใช่ไหม?" หลี่เฉินครุ่นคิดอย่างหนัก
ระบบเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "โฮสคิดมากเกินไป มันก็แค่ข้าวธรรมดาที่ไม่มีพลังใดๆ ทั้งสิ้น แต่มีขนาดใหญ่และแข็งแกร่งกว่าข้าวปกติเท่านั้น" คำตอบที่เรียบง่ายของระบบทำให้เขาต้องถอนหายใจทิ้งเบาๆ เขายังคงมองรวงข้าวด้วยสายตาที่ซับซ้อน
"ถ้าเคียวใช้ไม่ได้... ก็ลองใช้อย่างอื่น!" หลี่เฉินสั่งการทันที เขา้าหาวิธีการที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตที่แข็งแกร่งนี้ให้ได้ ความมุ่งมั่นของเขาแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ
ชาวบ้านจึงรีบไปหยิบขวานถางป่ามาแทน คราวนี้ชายฉกรรจ์หลายคนช่วยกันระดมฟาดฟันขวานลงไปที่โคนต้นข้าว
*ฉึก! ฉึก!*
เสียงขวานกระทบเนื้อไม้ดังสนั่นหวั่นไหว แม้จะใช้ขวานแต่ก็ต้องออกแรงฟันซ้ำแล้วซ้ำเล่ากว่าที่ต้นข้าวแต่ละต้นจะยอมล้มลง รวงข้าวที่ใหญ่โตและหนักอึ้งร่วงหล่นลงสู่พื้นจนดินะเื การเก็บเกี่ยวในวันนี้กลายเป็ภารกิจที่หนักหน่วงราวกับการทำากับพืชพรรณที่ดูเหมือนไม่มีวันหมด หลี่เฉินมองภาพชาวบ้านที่เหงื่อโซกพลางใช้ขวานสับข้าวสาลีด้วยความทึ่ง... เขาเองก็ยังคงงุนงงว่าเหตุใดข้าวธรรมดาถึงได้แข็งแกร่งปานนี้! ทุ่งนาที่เคยสงบสุขกลับกลายเป็ลานกิจกรรมที่เต็มไปด้วยเสียงสับไม้และเสียงหอบหายใจของชาวบ้านที่กำลังมุ่งมั่นกับงานอย่างเต็มที่ ในขณะที่รวงข้าวสีทองยังคงตั้งตระหง่านท้าทายแรงงานของพวกเขาอยู่ต่อไปอย่างไม่ลดละ ทุกย่างก้าวของการเก็บเกี่ยวเต็มไปด้วยความยากลำบากที่ทดสอบความอดทนของทุกคนในหมู่บ้านชิงอวิ๋น
---
เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนอาทิตย์คล้อยต่ำ กลิ่นอายของความเหนื่อยล้าอบอวลไปทั่วทั้งทุ่งนา เสียงขวานกระทบลำต้นยังคงดังกึกก้องสลับกับเสียงหอบหายใจของเหล่าชายฉกรรจ์ที่ผลัดกันเข้ามาระดมฟันต้นข้าวสาลีร่างั์ หลี่เฉินยืนเช็ดเหงื่อที่ไหลเข้าตาพลางมองกองไม้ที่ดูไม่ต่างจากท่อนซุงขนาดใหญ่กองระเกะระกะอยู่เต็มพื้น เขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาว่าข้าวเพียงไม่กี่กอจะทำให้คนนับสิบต้องใช้แรงกายมหาศาลถึงเพียงนี้
"เอาล่ะ... ลองดูอีกที!" หลี่เฉินะโบอกเมื่อเห็นว่าข้าวรวงแรกที่ถูกฟันจนขาดเริ่มโอนเอนลงมา ชาวบ้านสามคนช่วยกันใช้ไม้พลองค้ำยันและผลักต้นข้าวที่มีลำต้นหนาเท่าต้นขาให้ค่อยๆ ล้มลงกับพื้นอย่างช้าๆ เสียงฟุ่บดังสนั่นเมื่อรวงข้าวสีทองอร่ามที่หนักอึ้งฟาดลงกับดินจนฝุ่นตลบ
ทันทีที่รวงข้าวแตะพื้น ชาวบ้านต่างกรูกันเข้ามาล้อมวงด้วยความตื่นเต้น หลี่เฉินก้มลงไปสำรวจรวงข้าวรวงแรกที่เก็บเกี่ยวสำเร็จ เมล็ดข้าวแต่ละเมล็ดมีขนาดใหญ่และเงางามราวกับอัญมณีสีทองที่เปล่งประกายล้อกับแสงอาทิตย์ยามเย็น "นี่มัน... ข้าไม่เคยเห็นข้าวที่สวยงามขนาดนี้มาก่อนในชีวิต" ชาวบ้านผู้เฒ่าคนหนึ่งเอ่ยพลางยื่นมือที่สั่นเทาไปััรวงข้าวด้วยความเลื่อมใส ราวกับว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่เพียงพืชผล แต่เป็สมบัติล้ำค่าจาก์
ความสำเร็จเล็กๆ ครั้งนี้เป็ดั่งเชื้อไฟที่ปลุกเร้าให้ทุกคนมีกำลังใจขึ้นมาทันตาเห็น พวกเขาเริ่มเปลี่ยนวิธีการทำงานอย่างเป็ระบบ ชายฉกรรจ์แบ่งหน้าที่กันชัดเจน กลุ่มหนึ่งฟัน กลุ่มหนึ่งค้ำยัน และอีกกลุ่มคอยตัดรวงข้าวแยกออกจากลำต้นที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า เสียงหัวเราะและเสียงะโให้กำลังใจกันดังขึ้นท่ามกลางความเหน็ดเหนื่อย ทุกคนทำงานด้วยความฮึกเหิมราวกับกำลังทำภารกิจอันยิ่งใหญ่เพื่อหมู่บ้าน
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งแสงอาทิตย์สีแสดค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีม่วงครามของยามโพล้เพล้ ท้องฟ้าเริ่มมืดมิดลง แต่ทุ่งนาที่เคยรกชัฏด้วยข้าวสาลีั์กลับแปรเปลี่ยนเป็พื้นที่ราบโล่งเตียนที่เต็มไปด้วยกองรวงข้าวที่เรียงรายราวกับปราการทองคำ ชาวบ้านทุกคนอยู่ในสภาพเหงื่อชุ่มโชก เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนดินโคลนและเศษละอองข้าว แต่ละคนนั่งพักอยู่ตามขอบคันนาด้วยความอิดโรย ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขากลับเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ
"เสร็จสิ้นเสียที..." หลี่เฉินพึมพำขณะมองดูผลงานของทุกคน เขารู้สึกทึ่งในความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านที่ไม่ได้บ่นสักคำแม้จะเป็งานที่หนักหน่วงจนแทบขาดใจ แสงจันทร์เริ่มทอประกายผ่านก้อนเมฆลงมาอาบไล้กองข้าวสีทองให้ดูเรืองรองขึ้นอีกครั้ง ราวกับว่ามันรับรู้ได้ถึงความเหนื่อยยากของผู้คน
"เ้าทำได้ดีมากเสี่ยวหลี่ หากไม่มีเ้า พวกเราคงไม่ได้เห็นปาฏิหาริย์เช่นนี้ในชีวิต" ผู้ใหญ่บ้านที่เพิ่งเดินมาถึงกล่าวพลางตบไหล่หลี่เฉินเบาๆ หลี่เฉินเพียงแต่ยิ้มรับด้วยความอ่อนแรง แม้ในใจจะยังคงสงสัยถึงที่มาของข้าวที่แข็งแกร่งผิดปกตินี้ แต่ความสุขที่เห็นชาวบ้านทุกคนดูมีความหวังและเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอมก็ทำให้ความสงสัยเ่าั้ถูกปัดทิ้งไปชั่วขณะ
สายลมเย็นยามค่ำพัดผ่านทุ่งนาหอบเอาไอเย็นของพายุที่ลี่ช่งกวลถึงมากระทบผิวกาย หลี่เฉินแหงนหน้ามองดวงจันทร์ที่ส่องแสงเด่นชัดอีกครั้ง พลางคิดในใจ 'วันนี้เราคงหลับเป็ตายแน่ๆ' ท่ามกลางความมืดมิดของหมู่บ้านชิงอวิ๋น แสงสีทองจากรวงข้าวที่พวกเขาเก็บเกี่ยวได้ยังคงสะท้อนเงาที่งดงาม ราวกับเป็สัญลักษณ์แห่งโชคชะตาที่กำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาลหลังจากก้าวแรกอันหนักหน่วงนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี