ยามซวี ณ ชายป่าท้ายเมืองลู่เกาอี้าุโแห่งสำนักธรรมะเหนือมาร ได้มาตามนัดหมายที่ฉินฟงมอบให้ และพอมันมาถึง ก็ได้พบกับเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังยืนรออยู่ เด็กหนุ่มผู้นี้ดูอ่อนเยาว์นักอายุอานามน่าจะมิเกินสิบหกสิบเจ็ดขวบปี ดูเหมือนพึ่งผาดโผนในยุทธภพได้ไม่นาน และที่กลางหลังยกสะพายกระบี่ประหลาดที่ทำจากหินอีกด้วย ลู่เกาอี้หรี่ตามองด้วยท่าทางเพ่งพินิจ "เขารึ ฉินฟงที่ผู้คนร่ำลือ ดูอายุน้อยนัก ข้ามิเห็นความเก่งกาจฉายออกมาจากตัวแม้แต่น้อย แต่กระบี่กลางก็ตรงกับที่ได้รับรายงานมา หากเขาคือ ฉินหน้าพรหม แล้วชายที่แสร้งเป็ขอทานผู้นั้นเล่าคือผู้ใดกัน? "
ลู่เกาอี้ได้แต่ครุ่นคิดในใจ "หรือชายหนุ่มผู้นั้นอยากจะลองใจข้าจึงได้ส่งเด็กหนุ่มผู้นี้มาแทน หากข้าเผลอแสดงกิริยาดูถูกหรือพูดจาไม่ดีออกไป เกรงว่าเด็กหนุ่มคนนี้คงเอาเื่ไปบอกเขาเป็แน่ จากนั้นแผนที่จะโค่นพรรคมารร่วมกันคงมิบังเกิด ข้าต้องใจเย็น ๆ เข้าไว้" ลู่เกาอี้ลูบเครายาวก่อนจะบ่นพึมพำกับตนเอง ฉินฟงจึงเป็ฝ่ายเอ่ยปากขึ้นก่อน "ผู้าุโมีจุดประสงค์ใดจึง้าสนทนากับข้า จะบอกธุระของท่านมา" ฉินฟง กล่ามขึ้นพร้อมรอยยิ้มสว่างบนใบหน้า ลู่เกาอี้เองก็ยิ้มตอบอย่างเป็มิตร" ข้าน้อยมีนามว่า ลู่เกาอี้ เป็เ้าสำนักธรรมะเหนือมาร ยินดีที่ได้พบท่านฉินฟง" ลู่เกาอี้เล่นละครไปตามน้ำอย่างแเี "ที่เดินทางมาพบท่าน ก็้าจะหารือเื่การไปปราบพวกพรรคมาร" พอฉินฟงได้ยินเช่นนั้นมันก็เลิกคิ้วเล็กน้อย
"อันใดรึท่านผู้าุโ? รึว่าท่าน..คิดจะไปกับข้าด้วย"
"มิกล้า มิกล้า ตัวข้านั้นอายุมากโขแล้ว แม้นจะพอมีวิชาติดตัวอยู่บ้าง แต่จะให้ไปสู้รับปรบมือกับพรรคมารเฉกเช่นคนหนุ่มอย่างท่านเห็นทีคงจะเป็เื่ยาก ดังนั้นข้าจึงมาเป็ตัวแทนของแต่ล่ะสำนักเพื่อขอให้ทุกคนร่วมเดินทางไปกับท่านด้วย ท่านฉินบุปผาคิดเห็นเป็ประการใด" พอลู่เกาอี้บอกออกมาเช่นนั้น ฉินฟงก็นิ่งไปเล็กน้อย
"ร่วมเดินทางไปปราบพวกพรรคมารกระนั้นรึ? ก็ฟังดูเข้าท่าเหมือนกัน ก่อนหน้านี้สำนักคุณธรรมน้อยใหญ่ถูกพรรคมารทำลายจนย่อยยับ บางสำนักก็ต้องหลบซ่อนตัว เช่นนั้นก็ถือเป็เื่ดีสินะ" ฉินฟงพยักหน้ากับตนเองเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยปากกับลู่เกาอี้ "ความคิดของท่านก็เข้าท่าอยู่ไม่น้อย เช่นนั้นข้ายินดีที่จะให้ทุกคนไปกับข้าด้วย" พอลู่เกาอี้ได้ยินเช่นนั้นมันก็ดีใจมาก ดวงตาพลันเบิกกว้าง ออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม
"นับว่าเป็เื่น่ายินดีจริง ๆ ท่านฉินฟงคงจะตัดสินใจไว้นานแล้วสินะ ถึงได้ให้เ้านำคำพูดนี้มาบอกข้า
เช่นนั้นข้าฝากขอบคุณเขาด้วย และบอกเขาว่าอีกสองอาทิตย์จะมีตัวแทนแต่ล่ะสำนักไปพบเขาที่โรงเตี๊ยม ข้าต้องขอตัวไปส่งเทียบเชิญสำนักอื่นก่อน ลาล่ะนะน้องชาย"
พอลู่เกาอี้กล่าวจบมันก็เดินจากไปพร้อมรอยยิ้มอย่างมีความสุข ฉินฟงได้ยืนงงเกาหัวแกรก ๆ "นี่เขานึกว่าข้าเป็เด็กส่งสารของ ฉินฟงหรือไร แต่ก็ไม่แปลก เพราะยามที่พบกันก่อนหน้าข้าได้ใช้วิชาสายธารหวนคืน เพิ่มอายุของตัวเองให้กลายเป็คนอายุสามสิบกว่า ในร่างนั้นข้ามักจะทำตัวเป็ขอทานหนุ่มเร่ร่อนไปมาในเมือง หนึ่ง เพื่อคอยตรวจตราความสงบ สองเพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวาย แต่ดูเหมือนสุดท้ายข้าก็มิอาจหลีกหนีพวกมันได้สินะ ข้าอยากจะไปจัดการพวกพรรคมาผู้เดียวแท้ ๆ จะได้มิมีผู้ใดาเ็ แต่ในเมื่อพวกเขาอยากจะไปช่วย ข้าเองก็มิอาจขัดศรัทธา" ฉินฟงบ่นพึมพำสักพัก ก่อนที่ร่างของมันจะหายไปอย่างรวดเร็ว..
หลังจากลู่เกาอี้กลับไปที่สำนัก มันก็ได้ส่งเทียบเชิญไปยังสำนักต่าง ๆ เพื่อบอกเจตนารมณ์ หลายสำนักตอบปฏิเสธเพราะเกรงจะมีอันตราย แต่ก็ยังอีกหลายสำนักตอบตกลง ก่อนที่จะส่งตัวแทนมาพบกับฉินฟงที่เมืองตอนใต้ในอีกสองสัปดาห์ต่อมา
***
และแล้ววันนั้นก็มาถึง ณ เมืองตอนใต้วันนี้คลาคล่ำไปด้วยคนจากหลายสำนัก บางสำนักเพียงแค่มองด้วยหางตาชาวบ้านถึงกับส่งเสียงออกมาด้วยใ บางสำนักพวกเขาก็ไม่เคยรู้จัก แต่ที่รู้ ๆ วันนี้พวกพ่อค้า แม่ค้าชาวเมืองคงจะขายของได้เยอะเป็พิเศษแน่ ๆ
"ดูท่าทางคงจะเป็โรงเตี๊ยมแห่งนี้สินะ เช่นนั้นเราเข้าไปด้านในกันเถิดศิษย์น้อง" เสียงของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกล่าวขึ้น คนผู้นี้รูปร่างสูงโปร่ง ท่าทางสง่างาม มีใบหน้าหล่อเหลา ราวกับเทพบุตรจาก์ สวมใส่ชุดสีเขียวอ่อน ในมือถือกระบี่ยาว มันมาพร้อมกับหญิงสาวอีกคน นางรูปร่างสะโอดสะอง ส่วนสูงเตี้ยกว่าชายหนุ่มเล็กน้อย สวมใส่ชุดสีชมพูอ่อน ในมือถือกระบี่เช่นกัน แต่มิอาจเห็นใบหน้าของนางอย่างถนัดถนี่เนื่องจากนางสวมใส่ผ้าคลุมปิดบังเอาไว้ แต่ถึงจะเห็นแค่ดวงตา หลายก็คิดว่า ภายในผ้าผืนนั้นจะต้องซุกซ่อนความงามอย่างหาที่สุดไว้เป็แน่
พอคนทั้งคู่ก้าวเท้าเข้ามาภายในเสียงของเสี่ยวเอ้อร์ก็ร้องทักออกมาอย่างรวดเร็ว
"ท่านลูกค้า จะแวะพักแรม หรือทานอาหารขอรับ"
ชายหนุ่มผู้นั้นระบายยิ้มก่อนจะตอบมันกลับไปว่า มาพักทานอาหาร และเฝ้ารอใครบางคน เสี่ยวเอ้อร์ค้อมศีรษะ "พวกท่านทั้งสองคงจะมาเพื่อรอพบท่านฉินฟงสินะขอรับ เช่นนั้นเชิญที่โต๊ะว่างทางนี้เดี๋ยวข้าจะไปยกน้ำชา กับของว่างมาให้" มันกล่าวขึ้นก่อนจะพาทั้งคู่ไปนั่งที่โต๊ะ ก่อนที่มันจะหายเข้าไปหลังร้าน หลังจากนั่งเรียบร้อย ชายหนุ่มก็กวาดตามองไปรอบร้านอย่างพินิจพิจารณา ดูเหมือนโรงเตี๊ยมนี้จะมิมีลูกค้าปรกติเข้ามาใช้บริการเลย มันเต็มไปด้วยชาวยุทธ์จากหลายสำนักซึ่ง คนเหล่านี้ก็คงจะมาตามเทียบเชิญของ ลู่เกาอี้ เช่นกัน
ด้านในสุดทางซ้ายสองโต๊ะเป็กลุ่มสตรีในชุดขาว ใบหน้าอ่อนเยาว์ ผิวพรรณเปล่งปลั่ง รูปร่างอรชร อ้อนแอ้นงดงามราวกับเหล่าเทพธิดาบนสรวง์ ชายใดได้พบเจอต่างล้วนตกอยู่ในภวังค์ แต่อย่าได้โอกาสเข้าไป พูดจาไม่ดีกับพวกนางเด็ดขาด เพราะอาจไปเกิดใหม่เอาง่าย ๆ ด้วยวิชาฝ่ามืออันร้ายกาจ ของสำนักหมื่นบุปผาสะพรั่ง วิชา 16 ฝ่ามือบุปผาสยบทั่วหล้า พวกนางมากันทั้งหมด 8 คน และคนที่ดูจะโดดเด่น มากที่สุด ก็คือ เย่วหลิน ศิษย์เอกอันดับหนึ่ง และว่าที่เ้าสำนักรุ่นต่อไป ความงามของนางนั้นหากเปรียบกับเสี้ยวอี้หลานแล้ว ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว เย่วหลินงามกว่าหลายเท่า เพียงแต่นางดูเป็หญิงสาวที่เย่อหยิ่ง และมุ่งมั่นมากไปสักหน่อย จึงยังไม่เคยมีชายใดได้เห็นรอยยิ้มอันสดใสของนางแม้แต่ครั้งเดียว
ชายหนุ่มชุดเขียวมองนางอยู่ชั่วครู่ก็จำได้ แต่ก็มิได้แสดงท่าทางตื่นเต้น หรือว่าสนอกสนใจเย่วหลินออกมาเหมือนชายอื่น จากนั้นมันก็กวาดตามองดูต่อ ส่วนใหญ่จะมีแต่สำนักเล็ก ๆ ที่นั่งอยู่ บางสำนักก็แทบจะมิมีผู้ใดรู้จักเลยด้วยซ้ำ คงเป็เพราะสำนักใหญ่ ๆ ยังกลัวอำนาจของพรรคมารอยู่จึงไม่คิดเสี่ยงด้วยในครานี้ สำนักเล็ก ๆ ที่มาร่วมศึกด้วยนับว่ากล้าหาญเป็อย่างยิ่ง แต่ก็น่าห่วงเช่นกัน กลัวว่าพวกเขาอาจจะเอาชีวิตมาทิ้ง แล้วเ้าคนที่ชื่อฉินฟงนั่นจะมีฝีมือจริงหรือไม่ก็ยังไม่มีใครรู้ แม้จะมีผู้คนบอกกล่าวกันว่า มันสามารถชนะ หลู่อิงฉานผู้นั้นได้ก็ตาม แต่ชายหนุ่มชุดเขียวก็ยังไม่ปักใจเชื่อหากมันไม่ได้เห็นกับตาตนเอง..
มันมองต่อไปอีกเล็กน้อย ก่อนจะได้พบเข้ากับชายหนุ่มผมสีแดงเพลิงอายุราว ๆ ยี่สิบต้น ๆ กำลังนั่งซดบะหมี่ชายใหญ่เสียงดังลั่น กับใช้ปากฉีกน่องไก่ในมือ กินอย่างมูมมามไร้มารยาท ท่าทางของมันดูเหมือนจะอดอยากปากแห้งมานาน แถมพอกินหมดก็สั่งอาหารต่อทันที "ข้าขอบะหมี่อีกหนึ่งชามใหญ่ ซาลาเปาสอง กับเนื้อน่องอีกหนึ่ง" จากนั้นเสี่ยวเอ้อร์น้อยในชุดผ้าสีเก่า ๆ ผู้หนึ่งก็รีบเข้ามาจดรายการ
"ท่านจอมยุทธ์กินไปตั้งขนาดนี้ยังมิอิ่มอีกหรือขอรับ ช่างน่าเหลือเชื่อจริง ๆ " พอชายหนุ่มผมแดงได้ฟังมันก็หัวร่อ "ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า เสี่ยวเอ้อร์น้อย ข้ายังมิอิ่มง่าย ๆ ดอก เดินทางมาตั้งไกลใช้แรงไปมากโข ข้ายังกินได้อีกเยอะ ท่านลู่เป็คนเหมาโรงเตี๊ยมวันนี้แล้วมิใช่หรือ" "ขอรับท่านบุปผาเหมาโรงเตี๊ยมวันนี้ไว้หมดแล้วเพื่อต้อนรับพวกท่านที่จะมาร่วมชุมนุมหารือกับท่านฉินฟง" "เช่นนั้นก็ดี แปลว่าข้ากินเท่าไหร่ก็ได้สินะ" เสี่ยวเอ้อร์น้อยยิ้มเจื่อน ๆ ก่อนจะค้อมศีรษะ และ หันหลังไปนำรายการที่ชายหนุ่มผมสีแดงสั่งมาให้
ชายหนุ่มในชุดเขียวก็ได้แต่ส่ายหัว คนผู้นี้เป็ใครกัน มาจากสำนักใด ไฉนถึงนั่งอยู่ลำพัง หรือว่าเขาแค่แอบเนียนเข้ามากินอาหารในโรงเตี๊ยม มันได้แต่ครุ่นคิดแล้วก็สงสัยก่อนที่ เสี่ยวเอ้อร์น้อยคนเมื่อสักครู่จะนำน้ำชากับของว่าง มาให้ชายหนุ่มหญิงสาวทั้งสอง "ช้าก่อนน้องชายข้ามีเื่จะถามเ้าสักหน่อย" เสียงของชายหนุ่มในชุดสีเขียวเอ่ยขึ้น "อันใดรึขอรับนายท่าน" "เ้ารู้หรือไม่ว่าชายหนุ่มผมแดงผู้นั้นเป็ใคร" ไม่รู้ชายหนุ่มในชุดเขียวคิดอันใดอยู่ คนผู้นี้เป็แค่เสี่ยวเอ้อร์มันจะไปรู้ได้อย่างไร แต่ก็ถามไปแล้ว
เสี่ยวเอ้อร์น้อยหันไปมองที่ชายผมแดงก่อนจะหันกลับมา "อ้อ คุณชายท่านนั้นหรือขอรับ เขามีนามว่าหวังเสี่ยวอิง แห่งสำนักคุ้มภัย กระเรียน์" พอเสี่ยวเอ้อร์น้อยกล่าวตอบ ชายหนุ่มในชุดเขียวก็ใเล็กน้อย " สำนัก คุ้มภัย กระเรียน์กระนั้นรึ? ข้าพอจะเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง วิชา เพลงเตะสายฟ้าสยบมาร ของสำนักนี้นับว่าร้ายกาจมิใช่น้อย"
ชายหนุ่มชุดเขียวมีท่าทางสนอกสนใจ หวังเสี่ยวอิงขึ้นมา แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเหตุใดงานสำคัญเช่นนี้มันจึงมาเพียงลำพัง ชายหนุ่มได้แต่เก็บคำถามไว้ในใจ มันคิดว่าหากมีโอกาสได้สนทนากับหวังเสี่ยวอิงก็คงจะรู้คำตอบเอง ชายหนุ่มจึงหันไปพูดคุยกับหญิงสาวศิษย์น้องของมันต่อ และในเวลานั้นเองที่หน้าประตูทางเข้าของโรงเตี๊ยมก็ได้เกิดเสียงดังเอะอะโวยวายขึ้นมา..
จบบทที่ 27
บทต่อไป การต่อสู้อันวุ่นวายในโรงเตี๊ยม..