25 2-2
ตอนที่ 30 เห็ดหลินจือโลหิตหมื่นปี (2)
เหลิงหยุนเจียวสบตามองโม่เฉินหยวน ดวงตาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย ไม่คิดไม่ฝัน ชายคนนี้ยังพอมีน้ำใจเอ่ยปากเสนออะไรดีๆอยู่บ้าง
นางกวาดตาจับจ้องไปทางกระโจมหลังนั้นเช่นกัน สีหน้าการแสดงออกดูเป็ห่วงอยู่หลายส่วน
ในเวลานี้เอง โม่เฉินหยวนก็ยังมีพิษร้ายตกค้างอยู่ในร่างกายไม่น้อย นี่ยังไม่รวมไปถึงพิษที่นางแอบวางใส่อีกฝ่ายในตอนฝั่งเข็มด้วย หากหมอนี่กล้าทำอะไรบ้าๆขึ้นมาจริงๆ เขาย่อมมิได้พานพบกับจุดจบที่ดีเป็แน่!
“ตกลง”
เหลิงหยุนเจียวเดินเข้ากระโจมเพื่อปลุกเหลิงเจียวเหนียงให้ตื่น พร้อมบอกกล่าวย้ำเตือนอีกฝ่ายอยู่สองสามคำ ทิ้งอาหารจำนวนหนึ่งไว้ให้ก่อนออกไป
“เอาล่ะ เ้าร่ายคาถาม่านพลังมนตราได้แล้ว”
นางกล่าวไปกัดเคี้ยวหมั่นโถวโรยงาในมือไปพลาง กินเสร็จไปได้ครึ่งหนึ่งจึงโยนให้โม่เฉินหยวนกินต่อ
โม่เฉินหยวนจ้องหมั่นโถวโรยงาที่เหลือครึ่งเดียวในมืออย่างจนใจ ไม่ค่อยเต็มใจอยากจะกินเท่าไหร่นัก
คล้อยหลังแอบสูดดมพิสูจน์กลิ่นอย่างระแวดระวังเพื่อดูว่ามียาพิษหรือไม่ ก่อนจะกัดหมั่นโถวโรยงาเข้าปากไปคำเล็กๆ แต่ทันใดนั้น จู่ๆสีหน้าการแสดงออกของเขาพลันต้องบิดเบี้ยวน่าเกลียดดูอัปลักษณ์ยิ่งยวด
“ข้าก็บอกไปแล้ว หมั่นโถวเ้านี้ไม่อร่อย แล้วเ้าก็ยังซื้อมาตุนไว้อะไรตั้งมากมาย”
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องกิน”
เหลิงหยุนเจียวฉกหมั่นโถวโรยงาที่เหลือครึ่งนั้นกลับคืนมาจากมือของอีกฝ่าย พร้อมยัดเข้าปากตัวเองทันที
การกินอาหารเหลือทิ้งเหลือขว้าง นับเป็สิ่งที่ให้อภัยไม่ได้ที่สุดแล้ว
นางชี้ไปทางกระโจมที่อยู่ด้านหลังและกล่าวว่า
“รีบสร้างม่านมนตราได้แล้ว”
โม่เฉินหยวนกลอกตามองดูหญิงสาวนางนี้ที่แย่งข้าวเช้าของตนเองไปอย่างหน้าตาเฉย ไม่เคยนึกฝันเลยว่า ชีวิตนี้จะมีผู้ใดกล้าแย่งอาหารไปจากมือของเขาเช่นนี้
“เรียบร้อยแล้วขอรับแม่นางถัง เชิญเสด็จนำไปเลย”
กล่าวเสียดสีประโยคนี้จบ เขาก็ผายมือเรียนเชิญให้เหลิงหยุนเจียวออกเดินทางได้
“อ่อ...อืม”
เหลิงหยุนเจียวเคี้ยวหมั่นโถวแก้มตุ่ยชักสีหน้าระแวงสงสัย เท่าที่เข้าใจได้ในขณะนี้คือ เนื่องด้วยนางไร้ซึ่งพลังลมปราณ จึงอาจจะไม่สามารถมองเห็นและััม่านมนตราเหล่านี้ได้?
ถึงแม้โม่เฉินหยวนจะกล่าวแบบนั้นก็ตามที แต่นางก็ยังอดรู้สึกสงสัยไม่ได้อยู่ดี
โดยผิวเผิน แม้ว่าบุรุษผู้นี้จะดูไร้ซึ่งพิษภัยใดๆ แต่นางย่อมตระหนักทราบเป็อย่างดี ทั้งหมดเป็เพียงภาพลวงตา
คนประเภทนี้ล่ะ ยิ่งต้องระมัดระวังตัวเป็พิเศษ!
เผชิญหน้ากับบรุษผู้นี้แค่คนเดียว กลับสร้างความครั่นคร้ามและยุ่งยากเกินจะต่อกรด้วยยิ่งกว่าตระกูลเหลิงทั้งตระกูล แน่นอนว่านี่ย่อมเป็เื่โง่เขลามาก หากนางคิดจะตั้งใจจับผิดและบีบให้เขาเผยตัวออกมาในเวลานี้ ภายใต้สถานการณ์ที่ยังไม่สามารถฝึกปรือลมปราณใดๆได้ นางทำได้เพียงแสร้งหลับตามองไม่เห็นอะไรเลยเป็ดีที่สุด
สถานการณ์ในยามนี้ นางจำต้องใจเย็นและค่อยๆก้าวเดินไปทีละขั้นละตอนเท่านั้น
เดินทางไปได้ครึ่งวัน โม่เฉินหยวนก็ขึ้นกลายเป็ผู้นำและมุ่งหน้าออกไปด้วยความเร็วที่สูงมาก อาศัยเพียงแค่พลังทางกายภาพ เหลิงหยุนเจียวก็แทบเร่งฝีเท้าตามแทบไม่ทันแล้ว
ดูท่าหลังจากที่กลับไป นางควรจะต้องฝึกฝนและขัดเกลาสมรรถภาพร่างกายนี้ให้แข็งแกร่งทนทานเพิ่มมากขึ้น
ทั้งสองชะงักหยุดบริเวณชายป่า ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้น้อยใหญ่
ไม่ไกลจากกันนี้เป็ธาราน้ำตก มีพยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีตนหนึ่งอยู่ที่นั่น
เหนือน้ำตกเป็หน้าผาโขดหินแผ่นกว้างคล้ายจานขนาดใหญ่ ภายใต้แสงตะวันแรกยามรุ่งอรุณสาดฉาย สิ่งหนึ่งที่เบ่งบานยืนหยัดอยู่บนนั้นก็คือ เห็ดหลินจือโลหิตหมื่นปี
โม่เฉินหยวนเหลือบมองเหลิงหยุนเจียวที่อยู่ด้านหลัง และกล่าวกระซิบเสียงทุ้มต่ำว่า
“เดี๋ยวข้าจะไปล่อมันเอง อาศัย่จังหวะนั้นไปขโมยมันมาแล้วรีบกลับไปทันที ไม่ต้องสนใจข้า เดี๋ยวข้าจะไปหาสมุนไพรที่เหลือต่อเอง”
เหลิงหยุนเจียวทราบดี ในเวลานี้ บุรุษผู้นี้ไม่คิดที่จะเปิดเผยพลังความแข็งแกร่งของตนต่อหน้านาง อีกทั้งเวลาก็บีบคั้นเข้ามาทุกที วัตถุดิบสำหรับหลอมกลั่นโอสถขับพิษของเขายังคงขาดอีกหลายชนิด
และถึงแม้ว่าโอสถขับพิษดังกล่าวจะถูกหลอมกลั่นเสร็จสิ้นแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเช่นกัน หากเขาไม่ได้นำตัวลงไปแช่ในอ่างสมุนไพรโอสถ สารพิษที่ตกค้างในร่างกายก็จะไม่มีวันถูกระบายขับออกมา
“เข้าใจแล้ว”
เหลิงหยุนเจียวพยักหน้าเห็นด้วยทันควัน นำแผนที่ออกมาและส่งมอบแก่โม่เฉินหยวนโดยเร็ว ก่อนจะตั้งท่าเตรียมออกวิ่ง โดยมีอีกฝ่ายพุ่งตัวทะยานออกไปหลอกล่อก่อน
“โฮกกก!!”
พยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีตนนั้นสังเกตเห็นโม่เฉินหยวนได้ในพริบตา ส่งเสียงคำรามร้องขู่เตือนอย่างเกรี้ยวกราด
คู่เท้าโม่เฉินหยวนท่องทะยานออกไปอย่างไม่มีกลัวเกรง หาได้สนใจแรงกดดันและอันตรายที่พยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีตนนั้นนำพามาให้ ไม่มีปริปากพูดอะไรโต้ตอบแม้สักคำ เ้าตัวเร่งความเร็วเท้าสุดขั้ว วิ่งหลอกล่อให้มันวิ่งฉีกตามออกไปอีกทางหนึ่ง
“โฮกกก!!!”
พยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีส่งเสียงคำรามเป็คำรบสอง สี่ตีนยิ่งทวีความว่องไวดุจสายฟ้าปราดพุ่งใส่โม่เฉินหยวน
เห็นเป็เช่นนั้น โม่เฉินหยวนยิ่งตีฝีเท้าเพิ่มความเร็วเป็ทวีเท่า ก่อนที่เหลิงหยุนเจียวจะปรับขนาดสายตาจับจ้องให้ชัดเจน หนึ่งคนกับหนึ่งสัตว์ก็วิ่งฝุ่นตลบหายไปในป่าแล้ว
พยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีคำรามลั่นด้วยความโกรธจัดไม่พอใจ ยกอุ้งเท้าหน้าระดมพละกำลังทั้งหมดหวังพุ่งตะปบอีกฝ่ายให้ตายสิ้นใจในคราเดียว แต่ชั่วอึดใจที่มันกระโจนค้างเติ่งอยู่กลางอากาศนั้น จู่ๆก็มีเงาประกายสีดำประหนึ่งสายอัสนีบาตุเฉี่ยวโฉบจู่โจมสวนตอบทันควัน
แลเห็นว่าพยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีจากไปแล้ว เบื้องหน้าก็ทางสะดวกในทันที เหลิงหยุนเจียวจึงรีบวิ่งออกจากที่ซ่อนหลังต้นไม้ไปทางธาราน้ำตาอย่างรวดเร็ว
เห็ดหลินจือโลหิตหมื่นปีอยู่บนหน้าผาส่วนยอดน้ำตก เหลิงหยุนเจียวกวาดมองสังเกตการณ์สภาพแวดล้อมรอบตัวคร่าวๆ ก่อนจะตัดสินใจใช้มือเปล่าปีนขึ้นไป
คำนวณจากระยะ ใช้เวลาหนึ่งในสามก้านธูปก็เพียงพอ
……
ในป่าพงไพรไกลลึกออกไป
พยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีถูกร่างดำกระแทกชนอย่างแรงกลางเวหาจนตัวปลิวกระเด็น เมื่อพยุงร่างตั้งตัวได้อีกครา มันก็จับจ้องไปทางโม่เฉินหยวนที่หยุดอยู่เบื้องหน้า กู่ร้องส่งเสียงคำรามด้วยความโกรธสุดขีด
“โฮกกก!!”
“เ้าสัตว์อสูรโง่เขลา! นายท่านไม่เป็อะไรกระมัง?”
เงาร่างนั้นเป็ชายที่แต่งกายในชุดคลุมสีดำ เขาปรากฏตัวประดุจภูตผีอยู่ข้างกายโม่เฉินหยวนั้แ่เมื่อใดมิทราบ