ครึ่งชั่วโมงต่อมาในที่สุดตงจื่อก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กทารก
พยาบาลอุ้มทารกน้อยผิวเหี่ยวย่นออกมาจากห้องผ่าตัด
“ใครคือญาติของหลี่ชุ่ยเฟินคะ”
ตงจื่อยังคงนิ่งอึ้ง
สวีหว่านหนิงเตะเขาหนึ่งทีแล้วรีบก้าวตรงไปหาพยาบาล
“อยู่นี่ค่ะญาติของหลี่ชุ่ยเฟินอยู่นี่”
“คนไข้คลอดบุตรชายน้ำหนักสองจุดสี่กิโลกรัมแต่เพราะอยู่ในครรภ์แม่นานเกินไปจึงมีภาวะขาดอากาศหายใจเล็กน้อยจำเป็นต้องส่งตัวเข้าตู้อบค่ะ ตู้อบราคาแพงมากอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายวันละสองถึงสามหยวนพวกคุณต้องตัดสินใจว่าจะส่งเขาเข้าตู้อบหรือเปล่า”
“ส่งค่ะพวกเราส่ง!” สวีหว่านหนิงตอบอย่างไม่ลังเล
ตอนนั้นเองตงจื่อก็เดินมาเขาอ้าปากเล็กน้อยแต่ก็หุบปากลงอีกครั้งเขาอยากพูดบางอย่างแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่มองพยาบาลอุ้มลูกของเขาจากไป
“ได้ลูกชายทำไมดูไม่ดีใจเลยล่ะ”
ตงจื่อหน้านิ่วคิ้วขมวดเขาเขย่งเท้าชะเง้อมองประตูห้องผ่าตัดที่ปิดสนิท
“ไม่รู้ว่าชุ่ยเฟินเป็นอย่างไรบ้าง”
“ในเมื่อพยาบาลไม่ได้พูดถึงอาการของชุ่ยเฟินแสดงว่าเธอไม่เป็นอะไรมาก ไม่ต้องห่วงนะ”
ตงจื่อแย้มยิ้มที่ดูน่าเกลียดกว่าตอนร้องไห้ออกมา
ผ่านไปอีกสองชั่วโมงกว่าในที่สุดชุ่ยเฟินก็ถูกเข็นออกจากห้องผ่าตัด
ดวงตาสองข้างของตงจื่อเปล่งประกายทันทีเขารีบก้าวตรงไปถามอย่างร้อนใจว่า “หมอครับภรรยาของผมเป็นอย่างไรบ้างครับ”
“ตอนนี้คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วแต่ว่า...”
“แต่อะไรครับ”
“แต่การคลอดบุตรครั้งนี้ทำให้ร่างกายของเธอได้รับความเสียหายหากไม่ฟื้นฟูสภาพร่างกายให้ดี เกรงว่าคงจะมีลูกยากแล้วละครับ”
“แค่นี้หรือครับ”
“ไม่เป็นไรครับไม่เป็นไร ถึงอย่างไรพวกเราก็คงไม่มีลูกแล้ว พวกเราจะไม่มีลูกอีกแล้ว”
ก่อนหน้านี้เขามัวแต่ตั้งตารอการถือกำเนิดของชีวิตใหม่แต่ไม่เคยรู้เลยว่าการคลอดลูกเป็นอันตรายต่อชีวิตเช่นนี้
เคราะห์ดีที่ทั้งแม่และลูกปลอดภัย
สวีหว่านหนิงได้ยินคำพูดของตงจื่อแล้วประหลาดใจ
ความคิดและค่านิยมของคนยุคนี้ยังล้าหลังมากและมักคิดว่ายิ่งมีลูกมากก็จะยิ่งมีบุญบารมี ผู้หญิงคนไหนมีลูกแค่คนเดียวมักจะถูกแม่สามีดูแคลน
ตงจื่อคิดจากมุมมองของชุ่ยเฟินและประกาศกร้าวอย่างไม่ลังเลว่าจะไม่มีลูกอีกแล้ว ช่างหาได้ยากนัก
ดูออกว่าเขารักและทะนุถนอมชุ่ยเฟินจากใจจริงถือเป็นผู้ชายที่มีความรับผิดชอบ
เพราะฤทธิ์ของยาทำให้ชุ่ยเฟินยังสลบไสลตงจื่อนั่งเฝ้าข้างเตียงพลางจ้องมองเธอตาไม่กะพริบ
สวีหว่านหนิงสะกิดแผ่นหลังของเขา“ชุ่ยเฟินยังหลับอยู่ อยากไปดูลูกชายก่อนไหม”
“ดูผมสิลืมไปเลยว่าผมมีลูกชายแล้ว!” ตงจื่อเขกหัวตัวเองหลังรู้ว่าตู้อบตั้งอยู่ที่ไหน เขาก็รีบไปหาลูกชายทันที
เมื่อครู่เขามัวแต่ห่วงชุ่ยเฟินจึงไม่ได้สนใจอาการของลูกชาย
ตอนนี้เมื่อเห็นลูกชายนอนอยู่ในตู้อบร้องไห้งอแงจนผิวแดงระเรื่อ แต่เขากลับอุ้มไม่ได้เขารู้สึกเหมือนมีมือล่องหนมาบีบหัวใจจนทำให้เขาหายใจไม่คล่อง
“พยาบาลพยาบาล!” ตงจื่อเรียกพยาบาลที่เดินผ่านมา “ลูกชายผมกำลังร้องไห้ ผมขออุ้มเขาได้หรือเปล่า”
“ไม่ได้!” พยาบาลปฏิเสธด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ลูกชายคุณจำเป็นต้องอยู่ในตู้อบสักระยะหนึ่งจนกว่าสภาพร่างกายของเขาจะแข็งแรงสมบูรณ์ดีถึงจะออกมาได้ เพื่อความแข็งแรงของลูกคุณอดทนหน่อยเถอะ”
ตงจื่อจนปัญญาทำได้แค่เกาะกระจกมองดูลูกชายร้องไห้แล้วร้องไห้ตาม
หลังชุ่ยเฟินฟื้นแล้วตงจื่อถึงรีบกลับไปที่ห้องคนไข้
ร่างกายของชุ่ยเฟินยังคงอ่อนเพลียมากเธอไม่มีแรงพูด ทำได้เพียงจับมือตงจื่อไว้
สวีหว่านหนิงออกจากห้องไปเงียบๆให้พื้นที่ส่วนตัวกับพวกเขา
ผ่านไปสักพักตงจื่อก็ออกมาจากห้อง
“ชุ่ยเฟินหลับไปแล้วหรือ”
“ครับ” ตงจื่อเม้มปาก “พี่สะใภ้ ครั้งนี้ต้องขอบคุณพี่มากถ้าพี่ไม่ตัดสินใจเด็ดขาดพาชุ่ยเฟินมาส่งโรงพยาบาล และตัดสินใจให้เธอผ่าคลอดผมคงต้องเสียทั้งภรรยาและลูกไป”
“ไม่เป็นไรความรู้สึกของเธอในตอนนั้น ฉันเข้าใจได้”
“จริงสิครับค่ารักษาพยาบาลที่พี่ออกให้ก่อน ผมจำได้เป็นอย่างดีผมหาเงินได้เมื่อไรจะรีบคืนให้พี่ทันที”
“ได้สิ” สวีหว่านหนิงยกมือตบไหล่เขา “ดูแลชุ่ยเฟินให้ดีฉันคงต้องกลับบ้านก่อน”
เพราะเกิดเรื่องของชุ่ยเฟินอย่างกะทันหันวันแรกเธอจึงกลับไปที่บ้านมาหนึ่งรอบเพื่อบอกให้แม่หลินกับลูกๆ รู้ข่าวก่อนจะกลับมาเฝ้าอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลาสองวัน
เธอเองก็เป็นห่วงว่าตงจื่อคนเดียวจะรับมือไม่ไหว เพราะเวลาอยู่ในช่วงคับขันคนเรามักจะขาดสติ
เมื่อครู่ตอนเห็นภาพตงจื่อมองดูลูกชายมันทำให้เธอคิดถึงต้าชุนกับเยาเม่ย
ในเมื่อชุ่ยเฟินปลอดภัยแล้วเธอก็ได้เวลากลับบ้านสักที
ก่อนกลับสวีหว่านหนิงจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้ชุ่ยเฟินเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง
หลังออกมาจากโรงพยาบาลสวีหว่านหนิงก็ตรงไปที่ตลาดมืดของตำบลเหอตง เพื่อขายของในช่องมิติจำนวนหนึ่ง
เงินหลายร้อยหยวนที่ทวงคืนมาจากกู้จวิ้นเธอทยอยใช้ซื้อของเข้าบ้านหมดแล้ว ก่อนพี่รองจะกลับปักกิ่งเขาให้เงินเธออีกสองร้อยหยวน เธอจึงใช้มันแลกกับทองคำของหยวนซิน
ชุ่ยเฟินเข้าโรงพยาบาลเธอจ่ายเงินค่ารักษารวมๆ แล้วเป็นร้อยหยวนเงินที่อยู่ในมือของสวีหว่านหนิงเหลือไม่มากแล้ว มันทำให้เธอไม่สบายใจ
เพราะฉะนั้นการเอาของจากช่องมิติมาขายจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำ
ใกล้สิ้นปีเข้ามาเต็มทีอาหารประเภทเนื้อสัตว์ขาดแคลนมาก สวีหว่านหนิงขายไก่และเป็ดสองตัว เนื้อหมูบางส่วนรวมถึงพวกแป้งข้าวเจ้าต่างๆ ได้เงินมาทั้งสิ้นหนึ่งร้อยกว่าหยวนเงินทั้งหมดที่เธอมีในปัจจุบันยังไม่ถึงห้าร้อยหยวน
ดูท่าก่อนตรุษจีนเธอคงต้องมาที่ตลาดมืดอีกหลายครั้ง
ฉลองตรุษจีนจำเป็นต้องซื้อของเข้าบ้านหลายอย่าง
นี่เป็นตรุษจีนแรกหลังเธอเข้ามาในหนังสือนิยายต่อให้ไม่มีเงินเธอก็จะต้องหาเงินมาให้ได้ เธอจะต้องฉลองปีใหม่อย่างมีความสุข
หลังเทศกาลตรุษจีนผ่านไปอากาศคงจะอบอุ่นขึ้นจากนั้นเธอก็จะต้องทุ่มเทสมาธิทั้งหมดให้กับการผลิตอาหารแปรรูป
ก่อนการผลิตอาหารแปรรูปจะประสบความสำเร็จเงินทุนเริ่มต้นทั้งหมดคือเงินทุนของเธอเองไม่ว่าจะเป็นการร่วมงานกับโรงงานผลิตแก้ว หรือเรื่องจิปาถะต่างๆจำนวนค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อยๆ
ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้วสวีหว่านหนิงเพิ่งเสร็จธุระกลับมาที่บ้าน
ต้าชุนกับเยาเม่ยนั่งเผามันเทศอยู่หน้าเตาเมื่อได้ยินเสียงจักรยาน สองพี่น้องก็แย่งกันวิ่งไปหาคุณแม่
มือของต้าชุนยังถือมันเผาเอาไว้
สวีหว่านหนิงเข้าบ้านมาก็ได้กลิ่นหอมของมันเผาทำเอาท้องของเธอส่งเสียงร้อง
“แม่ครับแม่กินมันเผาสิครับ มันอุ่นกำลังดี ไม่ลวกมือแน่นอน”
ต้าชุนยื่นมันเผาที่ปอกเปลือกแล้วครึ่งหัวให้กับสวีหว่านหนิงสวีหว่านหนิงกัดเข้าปากคำโต “หวานจริงๆ”
“ในเตายังมีอีกครับผมจะไปปอกมาให้แม่อีกหัว” ใบหน้าเปื้อนเขม่าควันของต้าชุนแย้มยิ้มกว้างแม่กินมันเผาที่เขาปอกให้ มันคือความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา
แม่หลินยังไม่เข้านอนเธอรอสวีหว่านหนิงเข้าบ้านมาก่อนแล้วจึงถามว่า “เมียตงจื่อคลอดแล้วหรือยัง”
“ได้เด็กผู้ชายตัวอ้วนกลมมาคนหนึ่งค่ะแต่เพราะคลอดยาก ตอนนี้สองแม่ลูกจึงต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล”
“ไม่เป็นอะไรมากก็ดี” แม่หลินโล่งอก “ผู้หญิงเวลาคลอดลูกไม่ต่างจากการเดินผ่านประตูยมโลกแม่ว่าตระกูลหลินของเรามีต้าชุนกับเยาเม่ยสองคนก็พอแล้ว อย่ามีลูกอีกเลย”