หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 68 บันทึกสำมะโนครัว

            ตัวอำเภอนั้นใหญ่กว่าค่ายบนภูเขามากนัก เมื่อผ่านประตูเมืองและถนนเฟิงเยว่มาแล้วก็จะถึงถนนซื่อชู

            บนถนนซื่อชูนั้นอวลไปด้วยกลิ่นหมึกฟุ้งตลบ

            เมื่อมองไปรอบๆ ก็เห็นตำราจัดเรียงไว้มากมาย

            สีหน้าระเรื่อของเด็กหนุ่มดูเปลี่ยนไป เมื่อเสี่ยวอู่มองไปทางร้านจำหน่ายตำราพวกนั้นในหัวก็มีเพียงเสียงหึ่งๆ

            ทว่านายท่านสามและอาสวินกลับตาเป็นประกายด้วยความหิวกระหาย

            แม้รถเทียมวัวของพวกเขาจะเคลื่อนผ่านถนนซื่อชูมาระยะหนึ่งแล้ว นายท่านสามก็ยังไม่วายหันกลับไปมองอยู่หลายครา

            “พวกเรายังมีเรื่องสำคัญต้องไปทำ จัดการเสร็จแล้วค่อยกลับมาก็แล้วกัน” นายท่านสามกล่าวขึ้นมาราวกับกำลังปลอบใจตัวเอง

            อาสวินก็พยักหน้าตอบอย่างว่าง่าย “เช่นนั้นก็ดี”

            ส่วนเฉินโย่วนั้นไม่ได้สนใจหนังสือถึงเพียงนั้น เพียงแต่อยากจะซื้อของขวัญกลับไปบนภูเขาเท่านั้น นางเห็นว่าท่านอาจารย์กัวดูจะชอบหนังสือ จึงคิดจะซื้อกลับไปให้เขาเล่มหนึ่ง

            ดังนั้นนางจึงได้พยักหน้าเช่นกัน “ตกลง”

            เด็กหญิงทำท่าทางจริงจังราวกับกำลังจะได้ทำเรื่องสนุกก็ไม่ปาน

            ทว่าเมื่อถึงถนนเส้นต่อมา เด็กหญิงก็ไม่อาจอยู่นิ่งได้อย่างแท้จริง

            ถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยอาหารอร่อยมากมาย ช่างดูละลานตานัก

            ชายชราตรงหัวมุมถนนกำลังถือลูกอมสีแดงขึ้นมาเชิญชวนให้คนเข้ามาซื้อ ลูกอมเหล่านั้นเมื่ออยู่ใต้แสงแดดก็ทำให้ยิ่งดูงดงาม

            เฉินโย่วเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ลืมธุระที่ต้องทำไปจนสิ้น แทบอยากจะกระโดดลงจากรถทันที

            กระทั่งเสี่ยวอู่เองก็ยังแอบกลืนน้ำลาย ด้วยนิสัยของเขานั้นรักการกินเหลือเกิน ไม่ว่าเห็นสิ่งใดก็ล้วนอยากกิน

            ทว่ากับพวกน้ำตาลนั้นเขากลับไม่ได้สนใจเท่าใด กลับรู้สึกสนใจร้านที่สามด้านในที่ขายเกี๊ยวไส้เนื้อมากกว่า

            ยามมองเกี๊ยวไส้เนื้อชิ้นโตที่ลอยอยู่ในน้ำแกงร้อนๆ พร้อมทั้งสูดกลิ่นหอมกรุ่นที่โชยมา ท้องของเสี่ยวอู่ก็อดจะร้องโครกครากขึ้นมาไม่ได้

            อีกทั้งยามที่เพิ่งจะยกหม้อขึ้น เขาก็เห็นพ่อค้าหยิบต้นหอมขึ้นมาโรยอีกหยิบมือหนึ่ง ก่อนจะเทลงถ้วย เมื่อกลิ่นของเกี๊ยวไส้เนื้อร้อนๆ ผสานรวมกับกลิ่นต้นหอมซอยสดใหม่ก็ทำให้ยิ่งหอมตลบอบอวลยิ่งกว่าเดิม

            เมื่อฐานะเริ่มดีขึ้น ยามอาลู่เข้าเมืองก็มักจะมาที่ร้านข้างทางแห่งนี้เพื่อซื้อเกี๊ยวน้ำกลับไป

            ด้วยถ้าเทียบกับคนอื่นๆ แล้ว หน่วยลาดตระเวนก็นับว่าได้เข้าเมืองบ่อยที่สุด

            ทว่าถึงอย่างไรเช้านี้พวกเขาก็ยังไม่ได้กินอะไร อาลู่จึงขอให้เหล่าปาช่วยหยุดรถแล้วจึงลงไปกินอาหารพร้อมกัน คาดว่าเมื่อเสร็จเรื่องเรียบร้อยแล้วก็คงถึงเวลาไปศาลาว่าการพอดี

            เหล่าปาค่อยๆ ชะลอรถ จากนั้นอาลู่จึงเดินไปซื้อลูกกวาดมาสามไม้ แล้วแบ่งให้อาสวิน เสี่ยวอู่ และเฉินโย่วคนละไม้

            เฉินโย่วรับลูกกวาดมาด้วยท่าทางตื่นเต้น

            เสี่ยวอู่เองก็ดีใจ ด้วยเพราะหลังจากกินลูกกวาดเสร็จแล้วก็ยังได้กินเกี๊ยวไส้เนื้อต่อ

            ส่วนอาสวินที่เพิ่งจะทำผมทรงใหม่นั้นก็เอาแต่กังวลว่ายามลมพัดนั้นจะพัดผมเขาไปโดนเข้ากับลูกกวาดหรือไม่ แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงยื่นมือไปรับลูกกวาดที่อาลู่แบ่งให้อย่างเท่าเทียม ในใจก็รู้สึกดีใจเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ใบหน้าที่เคร่งขรึมของเขาจึงแดงระเรื่อขึ้นมา

            เขาลองกัดลงไปคำหนึ่ง ความหวานก็ค่อยๆ กำซาบขึ้นมา

            ท่าทางยามลิ้มรสก็ดูพิถีพิถันนัก

            อาลู่เมื่อเห็นภาพนั้นก็แสร้งทำเป็นไม่เห็น ทว่ามุมปากของเขาก็อดไม่ไหวที่จะยกขึ้นน้อยๆ

            เดิมทีข้างทางนั้นก็มีเด็กรุมล้อมร้านลูกกวาดอยู่ไม่น้อย เมื่อเห็นมีคนซื้อไปทีเดียวถึงสามไม้เช่นนี้ก็รู้สึกอิจฉาไม่เบา

            เสี่ยวอู่เมื่อได้ลูกกวาดมาก็ใส่เข้าปากทั้งไม้ทันที ทั้งยังเคี้ยวตุ้ยๆ เพียงอึดใจลูกกวาดเมื่อครู่ก็เหลือแค่ไม้ไว้ให้ดูต่างหน้า

            เฉินโย่วลองลูกกวาดก้อนบนสุดก่อน รสชาติของมันช่างดีนัก ทว่าก็ยังไม่อาจสู้ขนมที่น้าหลัวของนางทำ เพียงแต่นางนั้นรู้สึกว่ายืนละเลียดลูกกวาดอยู่ข้างทางเช่นนี้ช่างสนุกนัก

            ที่เหลืออีกสามก้อนนั้นนางวางแผนเรียบร้อยแล้วว่าจะมอบให้พี่ชายหนึ่งก้อน ท่านลุงสามหนึ่งก้อน และท่านอาปาหนึ่งก้อน

            อาลู่นั้นเคยชินกับการที่น้องสาวแบ่งอาหารให้ตนอยู่แล้วจึงได้อ้าปากรอ

            ส่วนเหล่าปาที่เพิ่งจะหยุดรถก็รีบเช็ดมือให้เรียบร้อยแล้วจึงยื่นมือมารับไป

            นายท่านสามเมื่อรับลูกกวาดก้อนกลมของนางมาแล้ว ก็ยื่นก้อนทองขนาดเท่าเม็ดถั่วให้นาง

            เฉินโย่วพลันเบิกบานขึ้นมา “ขอบคุณท่านลุงสามเจ้าค่ะ”

            กล้ามเนื้อบนใบหน้านายท่านสามระริกขึ้นทันใด เขานั้นย้ำกับเจ้าเด็กนี่ไปจนคอแหบคอแห้งว่าต่อไปให้เรียกเขาว่าท่านลุงหวัง มิใช่ท่านลุงสาม

            ........

            อาลู่นั้นไปยืนจองที่นั่งอยู่อีกด้านเรียบร้อยแล้ว

            สีหน้าของพ่อค้ายามมองเด็กหนุ่มดูสนิทสนมอย่างยิ่ง

            ดังนั้นในทุกถ้วยจึงอัดแน่นเกี๊ยวไส้เนื้อและน้ำแกงเต็มถ้วย

            รสชาติของมันก็ช่างถึงอกถึงใจนัก

            อาลู่สั่งมาให้หกถ้วยครบจำนวนคน

            เมื่ออาหารมาถึงแล้วทุกคนก็ก้มหน้ากินด้วยความจริงจัง กระทั่งเฉินโย่วที่แม้จะดูตัวเล็ก แต่พื้นที่ในกระเพาะของนางนั้นกลับไม่เล็กตามตัว

            มีเพียงอาสวินที่กินไปได้เพียงครึ่งชามก็ยกที่เหลือให้กับเสี่ยวอู่

            ด้านข้างแผงขายเกี๊ยวนั้นยังมีธงเล็กๆ วาดรูปเกี๊ยวโบกสะบัดไปมาอยู่

            ใต้ธงนั้นเหล่าคนที่นั่งซดน้ำแกงก็ล้วนแต่หน้าแดงไปตามกันด้วยความร้อนของมัน

            เมื่ออิ่มหนำแล้ว ทุกคนก็ออกเดินทางต่อ

            พวกเขาไม่ได้โอ้เอ้ที่ใดต่อ ตรงดิ่งไปยังศาลาว่าการทันที

            จากอำเภอที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับมีคนมากหน้าหลายตามาสัญจรจับจ่ายไปมา ดูแล้วช่างครึกครื้นนัก

            ทว่าโดยส่วนใหญ่นั้นก็เดินทางมาเพื่อลงทะเบียนสำมะโนครัวเช่นกัน

            เพราะว่าช่วงนี้ไม่ว่าเดินทางไปที่ใดก็ล้วนต้องใช้ทะเบียนภูมิลำเนา ด้วยหากว่าไม่มีก็อาจจะยุ่งยากถึงขั้นโดนจับเพราะถูกเหมารวมว่าเป็นคนเร่ร่อนได้

            ไม่เพียงเท่านั้น วันดีคืนดีก็อาจจะถูกทางการมาเคาะประตูขอตรวจดูสมาชิกในครอบครัวได้ ยิ่งถ้าหากไม่มีทะเบียนภูมิลำเนาก็จะต้องถูกปรับเงิน

            กระทั่งยามเดินบนถนนก็อาจโดนทางการขอตรวจได้ตลอดเวลา

            ดังนั้นทุกคนจึงพากันมาจัดการเสียให้เรียบร้อย เพราะยิ่งเรียบร้อยเร็วเท่าไร ก็ยิ่งลดปัญหาที่จะตามมาได้เร็วเท่านั้น

            ทว่าภายในก็ยังไม่อาจกำจัดความยุ่งยากได้เสียทีเดียว

            ด้วยบางคราเหล่านายท่านนายน้อยผู้มีหน้ามีตาย่อมไม่อาจมาจัดการทะเบียนด้วยตนเอง ทางการเองก็ไม่ได้มีเจ้าหน้าที่มากพอที่จะไปดูแลถึงที่ได้ ดังนั้นจึงได้ส่งคนมาทำหน้าที่เหล่านี้แทน

            ส่วนหมู่บ้านห่างไกลก็สามารถให้ผู้ที่มีความเกี่ยวข้องมาจัดการแทนได้เช่นกัน

            นายท่านสามก็มาจัดการธุระแทนลูกบ้านในฐานะผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านไป๋กู่ ทั้งในอำเภอนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับใต้เท้าซูก็ไม่เลว

            ด้วยเพราะหมู่บ้านไป๋กู่นั้นเป็นคนดูแลเส้นทางสายการค้าบนทุ่งหญ้า พวกเขาไม่เพียงคอยจัดการเหล่าโจรที่มาคอยดักชิงทรัพย์ ทั้งยังสามารถเก็บค่าผ่านทางได้อีกไม่น้อย อีกทั้งพวกเขายังส่งมอบเงินส่วนหนึ่งให้กับศาลาว่าการอำเภอ

            ทว่าจำนวนเงินที่มอบให้แก่ศาลาว่าการอำเภอและใต้เท้าซูนั้นมีจำนวนมากเท่าใดนั้นไม่มีผู้ใดล่วงรู้

            รู้เพียงว่าตั้งแต่มีด่านเก็บค่าผ่านทาง ตำแหน่งของใต้เท้าซูในศาลาว่าการนั้นก็เติบโตอย่างรวดเร็ว

            ในอดีตยามสนทนากับจู่ปู้ก็ไม่เคยจะกล้าคัดค้านสิ่งใด ต่างกับบัดนี้ที่ไม่ว่าสิ่งใดก็สามารถกล่าวออกมาได้ทั้งสิ้น 

            ครั้งนี้ที่พวกเขาเดินทางมาลงทะเบียนสำมะโนครัวนั้น นายท่านสามก็ได้แจ้งใต้เท้าซูไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นจึงขอเพียงให้เขาพาคนที่หน้าตาพอไปวัดไปวาได้มาออกหน้าสักสี่ห้าคนเพื่อลงบันทึก คนอื่นๆ ในหมู่บ้านเขาก็สามารถลงทะเบียนไปพร้อมกันได้เลย

            แน่นอนว่านายท่านสามก็ได้เตรียมเงินไว้ล่วงหน้าสำหรับการลงทะเบียนแทนแล้ว จำนวนต่อคนนั้นต้องจ่ายเท่าไร เมื่อคำนวณเสร็จก็มอบให้ใต้เท้าซูเรียบร้อยแล้ว

            แม้ใต้เท้าซูจะโลภมาก ทว่าเขากลับทำงานว่องไว เพียงจ่ายเงินให้ก็ดำเนินการทันที

            ทางเข้าศาลาว่าการแผ่กลิ่นอายแห่งความน่าเกรงขามออกมา

            แม้จะมีคนมากมากมาย แต่ก็ยังเป็นไปอย่างมีระเบียบ

             ใต้เท้าซูเมื่อเห็นนายท่านสามมาพร้อมคนอีกกลุ่มหนึ่งก็พยักหน้าให้จากไกลๆ ทว่าก็ยังคงทำทีราวกับไม่รู้จักกัน

            ต่อมาเขาจึงให้คนมาเพิ่มอีกกลุ่มหนึ่ง ครู่ต่อมาคนเหล่านั้นก็มายื่นอยู่ตรงหน้านายท่านสาม

            ส่วนทางใต้เท้าซูนั้นยังคงดูเหมือนกับยุ่งวุ่นวายกับงานตรงหน้าตน นายท่านสามจึงนั่งลงกรอกข้อมูล

            ด้านข้างนั้นก็มีคนคอยรับลงทะเบียนโดยเฉพาะ

            หากว่าเป็นคนรู้หนังสือก็จะให้เขียนเอง หากว่าไม่รู้หนังสือก็ยื่นเหรียญทองแดงให้คนรับลงทะเบียนด้านข้างเสียหน่อย ไม่นานคนเหล่านั้นก็จะมาช่วยเขียนให้เอง

            ทว่าในกลุ่มตอนนี้นั้น นายท่านสามเป็นถึงบัณฑิต อาสวินนั้นเป็นนักเรียนหัวกะทิ พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องยืมแรงคนอื่นแม้แต่น้อย

            หน้าที่หลักของนายท่านสามในวันนี้คือการลงทะเบียนแทนชาวบ้าน

            เหล่าปาที่ตามมาด้วยนั้นต้องการลงทะเบียนแบบเล่มเดี่ยว เงินในการลงทะเบียนที่จะต้องจ่ายเพิ่มเหล่าปาก็ได้เตรียมมาเรียบร้อยแล้ว บัดนี้ในทะเบียนนั้นเขามีสถานะเป็นเจ้าบ้าน สามารถใส่ลูกบ้านได้เพิ่มอีกสองคน ทว่าเขากลับไม่ได้ใส่ชื่อใคร เพียงเว้นว่างเอาไว้

            อาลู่ยามยื่นมือไปรับสมุดทะเบียนภูมิลำเนามาก็รู้สึกตื่นเต้นนัก 

            ปกสมุดนั้นทำจากหนังวัวที่ย้อมจนเป็นสีแดงเข้ม

            ด้านในมีกระดาษแผ่นหนึ่ง

            แม้จะเป็นเพียงสมุดบางๆ เล่มหนึ่ง ทว่าดูแล้วช่างมีราคานัก

            กระดาษนั้นนับว่าเป็นสินค้าหายาก ยามนี้นำมาใช้ลงทะเบียนภูมิลำเนาเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าทางการนั้นให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

            และแน่นอนว่าการลงทะเบียนเช่นนี้จะต้องมีค่าใช้จ่าย อาทิ หากกระดาษเกิดโดนน้ำจนบวมขึ้นมา ก็ต้องทำใหม่อีกครั้ง ทั้งการทำใหม่นั้นก็ต้องจ่ายเงินใหม่อีกรอบเช่นกัน

            หากกว่าว่าเป็นครอบครัวเดียวกันก็ย่อมหมายถึงจะต้องมีแซ่เพียงแซ่เดียว

            อาลู่นั้นเขียนชื่อหัวหน้าครอบครัวบนบรรทัดแรกของกระดาษด้วยท่าทีจริงจังว่า ‘ลู่เกอ’

            ด้วยท่านพ่อท่านแม่ของเขานั้นเป็นเพียงคนใช้ในตระกูลต้าปาซือ เดิมทีจึงไม่ได้มีแซ่อยู่แล้ว

            เขาเองก็รู้เพียงว่าตนนั้นชื่ออาลู่ จึงอยากให้คำว่าลู่นั้นเป็นแซ่ของตน อีกทั้งเขานั้นพี่ชายของเฉินโย่ว จึงตั้งชื่อแซ่ให้ตนเองว่าลู่เกอ

            เมื่ออาลู่เขียนเสร็จก็เรียงตามลำดับอายุ ส่งพู่กันให้เสี่ยวอู่ต่อ

            ในบรรทัดที่สองที่เสี่ยวอู่ต้องเขียน เมื่อพู่กันมาอยู่ในมือ เขาก็พลันรู้สึกประหม่าขึ้นมาจนแทบจะบีบพู่กันในมือนั้นให้แหลก เขาค่อยบรรจงเขียนลงไปในกระดาษ ‘ลู่อู่’

            ตัวอักษรเพียงสองตัวทำเอาเสี่ยวอู่กว่าจะเขียนเสร็จก็ปรากฏเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้าเสียแล้ว รู้สึกเสียใจนักที่ปกติไม่ยอมตั้งใจเรียน ทว่าก็รู้สึกพอใจอยู่เล็กน้อยที่เขานั้นยังตั้งใจฝึกเขียนชื่อตัวเอง เพียงแต่แซ่ลู่ของพี่ลู่นั้นออกจะเขียนยากอยู่สักหน่อย ไม่สู้ตัวอักษรอู่ที่เขียนง่ายกว่ากันเป็นกอง

            เมื่อเขียนเสร็จเขาก็รีบส่งพู่กันให้อาสวินด้วยท่าทีกระตือรือร้น

            ตัวอักษรของอาสวินนั้นดูดีที่สุด

            เพียงแต่เพราะความตื่นเต้น จึงทำให้มือของเขาสั่นเทา

            เขามีแซ่แล้ว

            เขาเป็นคนแซ่ลู่

            มือสั่นเทานั้นจรดพู่กันเขียนคำว่าลู่สวิน ตัวอักษรของเขายังงดงามเช่นเคย แต่เขานั้นคิดว่าครั้งนี้คือครั้งที่เขาเขียนอักษรได้ดีที่สุด

            ทว่าเมื่อมาถึงตาที่เฉินโย่วต้องเขียน

            เด็กหญิงนั้นเดิมทีก็นับว่าหน้าตาพริ้มเพราอยู่แล้ว ทั้งบนศีรษะยังมีผมทรงชี้ๆ ที่ดูแสนจะน่ารัก เมื่อจับพู่กันด้วยท่าทางจริงจังขึ้นมาก็พลันดึงดูดคนรอบข้างให้ล้อมวงเข้ามาดู

            เฉินโย่วหยิบพู่กันขึ้นมา ทว่ายังไม่ทันจะจรดลงก็กล่าวขึ้นเสียงดังว่า “ชื่อของของข้านั้นเขียนยากที่สุด มีตัวอักษรตั้งสามตัว แถมยังมีขีดอีก พี่ชาย เช่นนั้นข้าขอเปลี่ยนตัวอักษรสักตัวได้หรือไม่”

            อาลู่ “...”

            “ไม่ได้”

            เฉินโย่วเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็คิดว่าเอาเถิด แล้วจึงเขียนชื่อตนลงไปในบรรทัดที่สี่อย่างว่าง่าย ‘ลู่เฉินโย่ว’ สามตัวอักษร

            ช่วงนี้นั้นนางกำลังพยายามลอกเลียนลายมือของท่านอาจารย์กัวอยู่ บัดนี้จึงเขียนเหมือนถึงแปดส่วนแล้ว ชายชราที่ยืนอยู่ด้านข้างเมื่อเห็นตัวอักษรของนางก็พลันอ้าปากค้าง

            เมื่อเขียนชื่อครบแล้ว อาลู่จึงส่งสมุดคืนให้กับเสมียนเพื่อประทับตรา

            ทันใดก็มีเสียงหัวเราะเจือแววเสียดสีดังขึ้น “ทางการอนุญาตให้เด็กที่เพิ่งจะหย่านมมารดาเช่นนี้มาขึ้นทะเบียนได้ตั้งแต่เมื่อใด”

            เมื่อหันไปมองก็เห็นชายหนุ่มในอาภรณ์หรูหราเคียงคู่มากับท่านจู่ปู้อู๋ พวกเขากำลังเดินทางที่อาลู่และน้องๆ

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577