เมื่อพอหลานไฉ่เตี๋ยพูดขึ้นมาเช่นนี้จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ทำให้ชีเหนียงนึกถึงเรื่องโรงชานมที่มีคนตาย
“ที่นี่ไม่สะดวกคุยเข้าไปด้านในแล้วค่อยว่ากัน”
ชีเหนียงรอจนหลานไฉ่เตี๋ยเข้าร้านไปในห้องพักผ่อน หลานไฉ่เตี๋ยก็พยายามคิดอยู่ตลอดว่าคนผู้นั้นคือใครกัน
“คิดไม่ถึงจริงๆแต่ว่าคนผู้นี้ข้าเคยเจอเขาที่ไหนมาก่อนแน่ๆ” หลานไฉ่เตี๋ยพูดอย่างมั่นใจ
“เหตุใดจึงแน่ใจเช่นนี้? บางทีอาจจะแค่เคยเจอกันผ่านๆก็เป็นได้?”
“เป็นไปไม่ได้!” หลานไฉ่เตี๋ยโต้ตอบทันใด “ข้าผู้นี้ไม่มีความสามารถใดนับตั้งแต่เด็กก็เก่งกาจอยู่เรื่องเดียวไม่ว่าคนที่ข้าเคยเจอหรือเสียงที่เคยได้ยิน ชั่วชีวิตนี้ไม่มีทางลืมแน่มิเช่นนั้นเหตุใดข้าฟังแค่เสียงของเจ้า ถึงแน่ใจว่าคือเจ้าจริงๆ ก็เพราะข้าจำได้อย่างไรเล่า”
“แต่ว่าชีเหนียงเจ้าควบคุมตนเองได้แย่เกินไปหรือไม่ นี่เพิ่งจะไม่นาน เจ้าก็กินจนอ้วนพีหากไม่ใช่เพราะดวงตาคู่สวยของเจ้า กับเสียงอันเป็นเอกลักษณ์เช่นนี้มิเช่นนั้นข้าคงไม่กล้าคิดว่าเป็นเจ้าจริงๆ”
ชีเหนียงเห็นนางมั่นใจเพียงนี้ก็อยากพาหงหนี่ว์มาทดสอบนาง หลายวันมานี้หงหนี่ว์คอยแอบตามดูนางจากที่ลับไม่รู้ว่าตอนที่หงหนี่ว์มาแทนที่ตนเอง จะถูกนางจับได้หรือไม่หากหลานไฉ่เตี๋ยจับได้จริง บางทีนางอาจจะต้องคิดหาหนทางอื่นจึงจะดี
“น้ำเสียงของคนผู้นี้ไม่ใช่คนทางนี้คงมาจากเมืองหลวง ผู้คนทางนั้น ข้าเคยพบอยู่แค่ไม่กี่คน”
ชีเหนียงจงใจชี้แนะนางดั่งที่คาด ดวงตาของหลานไฉ่เตี๋ยเบิกขึ้นด้วยความตกใจ
“มารดาสิ! เจ้าบ้านี่กล้ามาถึงอำเภอเฉาข้าจะฟันมันให้ตาย!” หลานไฉ่เตี๋ยถลกแขนเสื้อขึ้นและสบถ “ชีเหนียงเจ้าสุนัขตัวนี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเขาอยู่ที่ไหน? รีบพาข้าไปเร็ว!”
ชีเหนียงรู้ว่านางน่าจะนึกอะไรได้จึงรีบคว้าแขนนางไว้
“ไม่ว่าเจ้าจะคิดอะไรได้ตอนนี้ยังไม่ควรวู่วามเช่นนี้ เจ้าอยากทำอะไรก็ควรต้องวางแผนให้ละเอียดรอบคอบจะดีกว่า”
“แผนละเอียดรอบคอบบ้าบอสิ! ตอนนั้นเจ้าสุนัขตัวนี้หลอกลวงข้าแล้วยังบอกว่าจะพาข้าไปเสวยสุขที่เมืองหลวง อีกทั้งยังลูบแก้มข้า พอถึงเวลาไม่เพียงคิดจะฆ่าข้ายังทำให้ข้าต้องเข้าคุกอีก! เจ้าว่าตอนนี้ข้าควรใจเย็นได้อย่างไร! หืม?”
หลานไฉ่เตี๋ยโอดครวญอย่างไม่พอใจหากมิใช่เพราะอยู่ด้านใน คนด้านนอกไม่ได้ยิน เกรงว่าหากมีคนคิดไม่ซื่อมาแอบฟังคงได้ยินไปนานแล้ว
“เจ้าบอกเองว่าเขากล้าฆ่าเจ้าขืนเจ้าไปโวยวายเช่นนี้ให้เขารู้ว่าเจ้าจำเขาได้ เจ้าคิดว่าเขาจะไม่คิดฆ่าเจ้าเป็นหนที่สองหรือ?”
คำพูดของชีเหนียงทำให้หลานไฉ่เตี๋ยคิดได้ “ชีเหนียง! ตอนนั้นเจ้าคนเลวนั่นมาหาข้าก็เพื่อทำร้ายเจ้าในเมื่อครั้งนี้เราเห็นเขาก่อน ก็อย่าให้เขาหนีไปได้เด็ดขาด”
แม้ว่าคำพูดนี้จะจี้ใจชีเหนียงแต่นางก็อยากล้วงข้อมูลจากปากของหลี่ซื่อ ในเมื่อเรื่องของหลานไฉ่เตี๋ยเป็นเขาที่ลงมือแล้วยังเป็นคนสนิทใกล้ชิดของจี้ฉงเหวิน ย่อมรู้ความลับไม่น้อยแน่
หลังจากตัดสินใจได้ชีเหนียงก็ปลอบโยนหลานไฉ่เตี๋ย ใครจะรู้ว่าหลานไฉ่เตี๋ยกลับไม่ยินยอมรอ
“เจ้าลืมแล้วหรือตอนนั้นที่ข้าเข้าคุกเคยพูดไว้ว่า ต่อไปจะขอติดตามข้างกายเจ้า” หลานไฉ่เตี๋ยเกาะแขนชีเหนียงไม่ยอมปล่อยไม่ว่าชีเหนียงจะดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด
พี่หลิวเห็นแล้วโกรธมากคนผู้นี้มาเกาะแกะชีเหนียงเช่นนี้ โหวกเหวกโวยวายไม่มีท่าทีของกุลสตรีที่พึงสำรวม อีกทั้งพอฟังอย่างละเอียดก็รู้ว่านางเพิ่งออกมาจากคุกแสดงว่าต้องทำผิดหนักหนามาแน่ ตอนนี้ยังกล้ามาระรานชีเหนียงอย่างหน้าไม่อายแล้วนางจะทนได้อย่างไร
“เจ้ารีบออกมานะอย่าคิดว่าชีเหนียงนิสัยอ่อนโยน แล้วเจ้าจะเอาเปรียบนางได้! เจ้าบอกว่าจะติดตามชีเหนียงก็ติดตามได้เลยหรือเจ้าไม่ลองสืบมาก่อนว่า คนที่อยู่ข้างกายชีเหนียงได้คนใดบ้างไม่พึ่งพาความสามารถที่มาจากโอกาสเจ้าคิดว่าแค่เจ้ากอดแขนชีเหนียงอย่างหน้าไม่อาย ก็จะทำได้สำเร็จหรือ?
ข้าจะบอกเจ้าให้นั่นคือเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด แม้ว่าชีเหนียงจะยอม แต่ข้าไม่ยอมโรงชานมกับสถานความงามเองก็ไม่มีทางยอมเช่นกัน! เจ้ามาจากไหนกลับไปทางนั้นเลยนะที่นี่ไม่มีที่สำหรับเจ้า”
พี่หลิวพูดกับหลานไฉ่เตี๋ยอย่างไม่เกรงใจโดยเฉพาะแววตาที่เผยความไม่ชอบใจจนทำให้หลานไฉ่เตี๋ยรู้สึกจิตใจถูกทำร้ายอย่างหนัก
นางปล่อยแขนชีเหนียงจากนั้นนั่งปาดน้ำตาบนพื้น
“ตอนนั้นเพราะข้าถูกความโลภครอบงำจึงได้ทำผิดพลาด ตอนนี้ท่านพ่อท่านแม่ไม่ยอมรับข้า คนรอบข้างมองข้าเหมือนเป็นแมลงมีพิษหากอยู่ใกล้ก็จะแปดเปื้อน จะทำให้เน่าเฟะได้แต่ข้าแค่อยากไล่ตามชีวิตที่ข้าต้องการ ข้าผิดตรงไหน!
อีกอย่างข้าเองก็ได้ชดใช้ในสิ่งที่ข้าทำไปหมดแล้วก่อนใต้เท้าหยางจากไปก็บอกแล้วว่า คนเราไม่ใช่เทพเซียนที่จะไม่เคยทำผิดพลาดเลยขอเพียงรู้สำนึกผิดและแก้ไขความ ต่อไปอย่าได้ทำอีกก็ยังเป็นคนดีได้ จะได้รับการให้อภัยแต่เหตุใดเจ้าจึงเอ่ยข้าเช่นนี้? ข้าล่วงเกินอะไรเจ้าตรงไหน? ข้าก็แค่ชอบชีเหนียงและอยากอยู่ข้างกายนางไม่ว่าจะเป็นบ่าวก็ดี หรือเป็นวัวเป็นม้าก็ดี ข้าก็แค่อยากติดตามคนที่ไม่ดูหมิ่นข้าไม่ได้หรือ?”
นางนั่งสูดน้ำมูกกับพื้นและเอ่ยเรื่องที่อัดอั้นตันใจออกมาจนดูเหมือนเด็กน้อยน่าสงสารที่ถูกทอดทิ้ง
ในที่สุดชีเหนียงก็เข้าใจว่าเหตุใดหลานไฉ่เตี๋ยจึงตอแยตนเองเช่นนี้ที่แท้ก็เพราะว่านางอยากได้รับการยอมรับ การให้เกียรติและการปฏิบัติตัวแบบปกติจากชีเหนียงดังนั้นนางจึงอยากอยู่กับชีเหนียง
พี่หลิวเห็นนางเช่นนี้ก็เบะปาก “ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไรก็แค่แปลกใจ ไยเจ้าจึงต้องร้องไห้หนักเช่นนี้ คนไม่รู้คงคิดว่าข้ากลั่นแกล้งเจ้า”
เมื่อเห็นนางร้องไห้อย่างน่าสงสารพี่หลิวก็ทำตัวไม่ถูก นางเพียงพูดไม่กี่คำ ไหนเลยจะคิดว่าสตรีนางนี้มีเรื่องน่าน้อยเนื้อต่ำใจถึงเพียงนี้พี่หลิวมองชีเหนียงอย่างอ่อนแรง ข้าทำเพื่อเจ้าจึงทำให้นางร้องไห้เจ้ายังรอดูเรื่องสนุกอยู่อีกหรือ? ไยไม่รีบปลอบนางอีก!
ท่ามกลางการสายตาเร่งเร้าอย่างไร้สุ้มเสียงของพี่หลิวชีเหนียงจึงเดินไปประคองหลานไฉ่เตี๋ยให้ลุกขึ้น
“ฮึ…” หลานไฉ่เตี๋ยตอบอย่างไม่สมยอมและไม่คิดจะลุกยืน
“เอาล่ะพี่หลิวเราก็อย่าไปกวนนางร้องไห้ดีกว่า คนเขาไม่รับน้ำใจด้วยซ้ำ” ชีเหนียงพูดและไม่ปลอบนางต่อจากนั้นก็ก้าวออกจากประตูไป
พี่หลิวเห็นนางเป็นเช่นนี้จึงเอ่ย “นี่ชีเหนียง…”
ขณะพูดก็เดินตามชีเหนียงออกไป “ชีเหนียงเช่นนี้จะดีหรือ?”
เมื่อพูดจบกลับได้ยินชีเหนียงพึมพำขึ้นมา “หนึ่ง สอง…”
ยังไม่ทันนับถึงสามหลานไฉ่เตี๋ยก็วิ่งตามออกมา
“ชีเหนียงเจ้าช่างใจร้ายนัก คนเขาขอบตาแดงขนาดนี้แล้วจะออกมาเจอผู้เจอคนได้อย่างไรเจ้าก็ไม่รอข้าบ้างเลย” หลานไฉ่เตี๋ยเช็ดน้ำตาบนแก้มก่อนจะยื่นมือไปคล้องแขนขวาของชีเหนียง ครั้งนี้นางเรียนรู้แล้วและไม่ได้แกล้งเบียดพี่หลิว “เจ้ามองอะไร ไม่เห็นหรือว่าข้าไม่ร้องไห้แล้ว? แบร่...”
ขณะพูดนางก็ทำหน้าทะเล้นใส่พี่หลิวเห็นแบบนั้นพี่หลิวก็รู้สึกพูดไม่ออกนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เจอกับหญิงสาวหน้าด้านเช่นนี้
-----