ณ บริเวณจุดกึ่งกลางของลานประลอง เป้าธนูจะอยู่ฝั่งตรงข้ามของกลุ่มพระราชวงศ์ ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตารอชมอย่างใจจดใจจ่อ และดูเหมือนว่าพลธนูที่แม่นยำที่สุดของแคว้นมันตรายาจะขอเป็ฝ่ายแสดงฝีมือก่อน
ทหารหนุ่มดึงเอาดอกธนูขึ้นมา แนบทาบเข้าใส่คันธนูอย่างประณีต และวาดแขนตั้งลำเล็งมันไปที่เป้าหมาย
เพียงเสี้ยววินาทีที่ลมหายใจของเขาหยุดชะงัก จากนั้นก็คลายนิ้วมือ ซวบ!
ลูกธนูตรงดิ่งปักเข้ากึ่งกลางเป้าอย่างไม่ต้องลุ้น
เสียงตบมือดังลั่นจากกลุ่มพระราชวงศ์ของแคว้นมันตรายา ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเคยเห็นมันบ่อยครั้งแล้วก็ตาม
ยังไม่จบเพียงแค่นั้นทหารหนุ่มพลธนู หยิบตวัดดอกธนูอีกลูกขึ้นมา ยกขึ้นทาบและเล็งไปยังเป้าหมายเดิม ก่อนที่เขาจะปล่อยมือ ลูกธนูพุ่งพรวดอย่างไม่น่าเชื่อ ลูกธนูดอกที่สอง พุ่งเข้าชนกับหางของธนูดอกแรกเต็มๆ มันแหวกทะลุเข้าไปปักยังตำแหน่งเดียวกันกับดอกแรกราวกับว่าใช้มีดผ่า ทำเอาเสียงปรบมือทางฝั่งราชวงศ์แคว้นมันตรายาดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง หนนี้เ้าชายชานุกูลผู้ที่เห็นเหตุการณ์ชัดกว่าใคร ก็ปรบมือให้เช่นเดียวกัน
“ถ่างเชือกให้กว้างขึ้นเป็การเพิ่มแรงสินะ เ้าเองก็มีฝีมือ สมแล้วล่ะที่เป็ลำดับหนึ่งของแคว้น มันตรายา -- เอาล่ะถึงทีของข้าแล้วใช่ไหม”
เ้าชายชานุกูลเอ่ยพลางเงยหน้าไปมองที่เป้าของตัวเอง พระองค์หยิบลูกธนูขึ้นมาสองดอกพร้อมๆ กันด้วยท่าทีที่เฉยชาราวกับเป็เื่ปกติ
“สองดอกเลยหรือขอรับ”
พลธนูหนุ่มท้วงติงขึ้น
เ้าชายชานุกูลหันหน้ากลับมามองเขา
“ใช่ ข้าจะใช้สองลูกเลย ไม่ได้หรือ”
เ้าชานุกูลถามกลับ ด้วยน้ำเสียงสุดแสนจะมั่นใจ
พลธนูหนุ่มไม่โต้แย้ง เขาทำได้แค่โค้งคำนับอย่างไม่กล้าปฏิเสธ
ลูกธนูทั้งสองดอกค่อยๆ ถูกยกขึ้นมา แนบติดกับคันธนูอย่างนุ่มนวล
ในขณะเดียวกันเหล่าคณะพระราชวงศ์ที่เฝ้ารอดู พวกเขาต่างก็ตั้งหน้าตั้งตารออย่างตาไม่กะพริบ
เ้าชายชานุกูลเพ่งสมาธิไปที่หัวลูกศรและเป้าหมายที่อยู่ตรงหน้า พระองค์ค่อยๆ ทำการถ่างเชือกออก สุดแขน หลังจากนั้นก็ปล่อยมือ
ลูกธนูทั้งสองดอกถูกปล่อยออกคันธนูของเ้าชายชานุกูลพร้อมๆ กัน แต่ทว่าเมื่อใกล้ที่จะถึงเป้า มันกลับต่อติดกันเป็หนึ่งเดียว (ต่อหัวต่อท้าย)
ราวกับมีเชือกผูกมัดมันเอาไว้ ซวบ! ซวบ!
ลูกธนูทั้งสองดอก พุ่งปักกลางเป้าแทบจะพร้อมกัน โดยมีระยะเวลาห่างกันแทบไม่ถึงเสี้ยววินาที
ลักษณะของลูกธนูที่ปักเป้าเหมือนกันทุกอย่าง ทั้งเป้าแรกและเป้าสอง เหมือนกันกับเป้าของพลธนูแห่งแคว้นมันตรายาเมื่อก่อนหน้านี้ไม่มีผิดเพี้ยน ลูกธนูแหวกทะลุและปักอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ก็คือเ้าชายแห่งแคว้นศิลารักษ์พระองค์ยิงมันแค่ครั้งเดียว
เ้าชายชานุกูลหันหน้ากลับมายิ้มราวกับว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่ใช่เื่ที่ยากเย็นอะไรเลย
“ข้าแพ้แล้ว ขอรับเ้าชาย”
พลธนูหนุ่มเอ่ย
“ไม่หรอก แค่นี้มันยังวัดอะไรไม่ได้หรอก จริงอยู่ที่ความแม่นยำก็สำคัญ แต่การเคลื่อนที่ของพลธนูเองก็สำคัญเช่นเดียวกัน”
เ้าชายชานุกูลเอ่ยพลางเอื้อมมือไปแตะบนบ่าของพลธนูหนุ่มอย่างเป็มิตร ขณะที่พลธนูหนุ่มเองก็ยิ้มออกมาด้วยความภูมิใจ (ถ้าหากไม่วัดยศถาบรรดาศักดิ์ดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งคู่จะอายุรุ่นราวคราวเดียวกันล่ะนะ)
เหล่าคณะพระราชวงศ์ของแคว้นมันตรายาต่างพากันเดินลงมายังสนามประลอง
“เป็การยิงธนูที่เฉียบคมและแม่นยำมาก”
กษัตริย์สิงหลตรัสชมเชย
เ้าชายชานุกูลโค้งศีรษะรับ ชั่วขณะหนึ่งเขาแลไปเห็นรอยยิ้มแสนสดใสบนใบหน้าของเ้าหญิงกรรณิการ์ ทำให้เ้าชายนึกอยากจะทำอะไรสนุกๆ ขึ้นมา
“จะเป็อะไรไหมขอรับ ถ้าข้าจะสอนเ้าหญิงกรรณิการ์ยิงธนูสักครั้ง”
เ้าชายชานุกูลเอ่ยท่ามกลางเหล่าคณะพระราชวงศ์ของแคว้นมันตรายา เล่นเอาบรรยากาศโดยรอบเงียบกริบไปชั่วขณะ แม้แต่เ้าหญิงกรรณิการ์เองนางก็อ้ำอึ้งไม่กล้าตกปากรับคำ
แต่ทันใดนั้นเอง ก็ได้มีเสียงหนึ่งโพล่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยขึ้นมาว่า
“ข้าอยากจะเรียนนะขอรับ ข้าเองก็ไม่เคยยิงธนูมาก่อนเลยด้วย”
เสียงของเ้าชายภูวดลเอ่ยแทรกขึ้น พลางเสนอตัวเองออกมายืนอยู่ตรงหน้าอย่างสง่าผ่าเผยท่ามกลางความเงียบงัน
เ้าชายภูวดลยิ้มร่าอย่างสาแก่ใจ ราวกับว่าเขาเพิ่งจะเอาน้ำไปดับไฟได้สำเร็จ พลางส่งสายตาเ้าเล่ห์ไปให้เ้าชายชานุกูลอย่างกะล่อนปลิ้นปล้อน
“ข้าอยากให้ท่านสอนน้องชายข้ามากกว่า เป็ผลดีที่เขาจะได้เรียนรู้การยิงธนูเอาไว้”
เ้าหญิงกรรณิการ์เอ่ยเสริม หลังจากที่นางอ้ำอึ้งอยู่นานไม่กล้าเอ่ยปากพูดเมื่อก่อนหน้านี้
มันจึงทำให้เ้าชายชานุกูลมีทางเลือกไม่มากนัก ถ้าหากทุกอย่างมันจะคล้อยตามกันมาแบบนี้ล่ะก็ เห็นทีพระองค์ก็คงจะต้องปล่อยเลยตามเลย จำใจต้องสอนเ้าชายภูวดลยิงธนูในท้ายที่สุด
เมื่อแนะนำทุกอย่างที่ควรรู้ไปหมดแล้ว ก็ถึงคราที่จะลองยิงในสนามจริง เ้าชายภูวดลจ้องเป็ตาเขม็ง เขาดึงเชือกตึง จนแขนเกือบจะเป็ตะคริว
ท้ายที่สุดก็ปล่อยมือ ลูกธนูดอกนั้นเตลิดไปทิศทางไหนก็ไม่รู้อย่างจงใจ และกิจกรรมในลานประลองก็ได้สิ้นสุดลง