ตอนที่ 4 ห้องครัวไฟไหม้ (2)
ในฐานะที่เป็หญิงงามอันดับหนึ่งของหมู่บ้านการที่มีคนมาชอบก็เป็เื่ปกติ ผู้ชายตรงหน้าคนนี้ชื่อหูจื้อ ถือได้ว่าเป็ผู้ที่คลั่งไคล้ในตัวหม่าเสี่ยวเฟิ่งเป็อันดับหนึ่งหูจื้อเป็พ่อค้าบ้านนอกที่ทำการค้าไปมาระหว่างในเมืองกับหมู่บ้านมีหน้าที่เอาของในหมู่บ้านออกไปขาย และก็ช่วยคนในหมู่บ้านซื้อของจากในเมืองกลับมาเขาได้เงินจากการหักค่าส่วนต่างของที่หม่าเสี่ยวเฟิ่งใช้จำนวนไม่น้อยก็ล้วนได้หูจื้อซื้อมาให้นางจากในเมืองด้วยเหตุนี้นางย่อมทำดีกับเขาเพียงแต่ในใจนางรู้ดีว่าหูจื้อไม่ใช่คู่ครองที่เหมาะสมกับนาง
“เมื่อครู่ข้ามองเห็นจากไกลๆ ข้างกายเ้ามีผู้หญิงอยู่คนหนึ่งใครรึ”
“มีผู้หญิงที่ไหนกันเ้าคิดถึงผู้หญิงจนบ้าไปแล้วล่ะสิไม่ว่า” ถึงแม้หม่าเสี่ยวเฟิ่งจะไม่ชอบหูจื้อแต่นางก็ไม่อาจยอมให้คนที่ชอบนางไปมองแม่นางคนอื่นต่อให้แค่ถามนางก็รู้สึกไม่ดีเช่นกัน
“ไม่ใช่นะ เสี่ยวเฟิ่งเ้าก็รู้ว่าในใจข้ามีแต่เ้า...”
“อย่ามาพูดจาส่งเดชเดี๋ยวคนอื่นได้ยินเข้า ชื่อเสียงของข้าจะเสียหาย เ้ายังมีธุระอีกหรือไม่ถ้าไม่มีก็รีบไป คนอื่นเห็นเข้าจะดูไม่ดี”
คำพูดไม่ไยดีของนางทำให้หูจื้อไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด“เสี่ยวเฟิ่ง เ้าหมายความว่าอย่างไร”
“ไม่หมายความอย่างไรก็แค่ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน สนิทกับเ้ามากเกินไปจะไม่ค่อยดีต่อชื่อเสียงของข้าเ้าไม่คิดเผื่อตัวเอง แต่ข้ายังต้องรักษาชื่อเสียงของข้าให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง”หม่าเสี่ยวเฟิ่งทำเสียงหึใส่อย่างเ็า
“ชื่อเสียงบริสุทธิ์ผุดผ่องอะไรกันหรือว่าเ้าจะแต่งกับคุณชายเล็กสกุลเซวียเพื่อไปเป็แม่ม่ายจริงๆ” หูจื้อรู้สึกมึนงงเล็กน้อยกับคำพูดไม่กี่คำของนางน้ำเสียงก็เริ่มรุนแรงขึ้น
“เ้าไปฟังมาจากไหน”นางถลึงตาใส่เขา “อย่าพูดจาส่งเดช”
หูจื้อแสยะยิ้ม“ข้ามีญาติทำงานอยู่ในบ้านสกุลเซวีย สกุลเซวียเตรียมของหมั้นเอาไว้แล้วเ้ายังคิดจะปิดบังข้าอีกรึ”
เขาไม่เคยโมโหใส่หม่าเสี่ยวเฟิ่งมาก่อนตอนนี้นางเริ่มจะโมโหบ้างแล้ว “แล้วอย่างไร ข้าพอใจ”
หูจื้ออึ้งไปชั่วขณะ คำพูดนี้ะเืใจจนทำให้สมองของเขาเหมือนมีเสียงดังหึ่งๆเขาเห็นหม่าเสี่ยวเฟิ่งเป็ว่าที่ภรรยามานานแล้ว ความรู้สึกเหมือนจะพังทลายลงทันทีทันใดนั้นเขาก็รวบหม่าเสี่ยวเฟิ่งเข้ามากอดพลางะโด้วยความโมโห “ข้าไม่ยอมข้าไม่ยอม!”
หม่าเสี่ยวเฟิ่งใจนหน้าซีดขาวกำลังจะะโ แต่พอลองคิดดูอีกที ถ้าะโเรียกคนมา คำพูดคนน่ากลัวยิ่งกว่า เช่นนั้นแล้วเื่ของนางกับหูจื้อก็จะยิ่งคลุมเครือเกิดลอยไปถึงหูคนสกุลเซวีย ไม่แน่งานมงคลก็อาจต้องล้มเลิกไปนางจึงรีบทำใจให้เย็นลง สมองครุ่นคิด กะพริบตาให้น้ำตาไหลออกมา “หูจื้อ เ้าอย่าทำเช่นนี้...อันที่จริง...อันที่จริงข้าเองก็ลำบากใจ”
น้ำตาของนางที่ร่วงเผาะได้ดับไฟโกรธที่กำลังลุกโชนภายในใจของหูจื้อเขาได้สติขึ้นมาทันที “เสี่ยวเฟิ่ง ข้าขอโทษ...ข้า...ขอโทษ...”
หม่าเสี่ยวเฟิ่งยังคงสะอื้นไห้“สกุลเซวียมีเงินมีอำนาจ พวกเขาถูกใจข้าส่งคนมาทาบทามใครไม่รู้บ้างว่าคุณชายเล็กนั่นป่วยใกล้ตายแล้ว แต่งเข้าไปก็ต้องเป็ม่ายแต่ข้า...ข้าก็แค่ผู้หญิงอ่อนแอคนหนึ่งข้าจะมีหนทางอะไรได้...แต่ไหนแต่ไรเื่แต่งงานล้วนเป็การตัดสินใจของพ่อแม่อาศัยคำพูดแม่สื่อ หูจื้อ ข้าก็รู้ว่าข้าทำผิดต่อเ้า แต่พวกเราไม่มีทางได้อยู่ด้วยกันหรอก”
พอหูจื้อได้ฟังเืในกายก็พลุ่งพล่านเขาพูดออกไปทันที “ยอดดวงใจเ้าอย่าร้องไห้ ข้า...ข้าจะลองหาทาง...ข้า...”เขารู้ว่ากวนซื่อไม่ถูกใจเขามาตลอด ที่ถูกใจสกุลเซวียก็คงเป็เพราะสกุลเซวียร่ำรวยเขายิ่งคิดก็ยิ่งเศร้า ทันใดนั้นสมองก็คิดอะไรขึ้นมาได้ เขาตัดสินใจอย่างกล้าหาญ“พวกเราหนีไปกันเถอะ ข้าจะพาเ้าไป พวกเราไปอยู่ในเมือง ข้าจะดีกับเ้าแน่นอน”
หม่าเสี่ยวเฟิ่งใ ภายในใจรู้สึกรังเกียจหูจื้อที่ไม่รู้ดีเลวขั้นสุดแต่ก็จำต้องสะกดอารมณ์ไว้ “ข้าไปแล้วท่านแม่ข้าจะทำอย่างไรนางเลี้ยงดูข้ามาเพียงลำพัง ข้าจะอกตัญญูทั้งแบบนี้ไม่ได้ถ้าข้าไปแล้ว...นางอายุมาก เกิดเป็อะไรไป ข้า...ข้าคงอยู่ต่อไปไม่ได้”พูดจบนางก็ร่ำไห้
แววตาของหูจื้อเป็ทุกข์อย่างสิ้นหวังทันใดนั้นบนใบหน้าของเขาก็ปรากฏความเด็ดเดี่ยว “สกุลเซวีย...ข้า…ข้าจะไปฆ่าเ้าคนขี้โรคนั่นให้จบๆ ไป...”
คำพูดนี้ทำเอาหม่าเสี่ยวเฟิ่งใจนลืมร้องไห้ไป“พี่จื้อ ห้ามทำเื่โง่ๆ...” นางกลัวว่าหูจื้อจะไปทำเื่ที่น่ากลัวขึ้นมาจริงๆนางกัดฟันขยับตัวเข้าไปกระซิบข้างหูของหูจื้อ หูจื้อฟังแล้วก็ใยืนอึ้งตรงนั้นอยู่นาน
“แบบ...แบบนี้ไม่ได้...”
หม่าเสี่ยวเฟิ่งหน้าแดงเล็กน้อย“พี่จื้อ ในเมื่อสองเราไม่อาจสมหวัง ข้าต้องแต่งเข้าสกุลเซวียแต่พี่รู้แค่ว่าใจข้าเป็ของพี่ก็พอแล้ว ขอเพียงชาตินี้พี่จดจำหม่าเสี่ยวเฟิ่งคนนี้ไว้ชาติหน้าพวกเรามีโอกาสค่อยสมหวังเื่ในชาตินี้เถอะ”
“เสี่ยวเฟิ่งข้าสาบานว่าเ้าจะเป็ผู้หญิงที่ข้าหูจื้อรักที่สุดในชีวิตนี้” เขาพูดคำมั่นอย่างเต็มปากมองผู้หญิงตรงหน้า แววตาเต็มไปด้วยความลุ่มหลง
ในที่สุดหูจื้อก็ถูกหม่าเสี่ยวเฟิ่งกล่อมจนสงบจากนั้นก็กลับไปอย่างอาลัยอาวรณ์
หม่าเสี่ยวเฟิ่งมองตามหลังหูจื้อพลางด่าออกมาอย่างไม่ไยดี“ถุย ทำตัวเป็คางคกอยากกินเนื้อห่านฟ้า[1]”
จากนั้นนางก็หันกลับมาอย่างอารมณ์เสียไม่รู้ว่าเวลานี้อู่เย่ว์หายไปทางไหนแล้ว
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/0bbbc3b1cc93fc7757bd93c032d45e97
[1] สำนวน หมายถึงคิดจะเด็ดดอกฟ้า