เสนาบดีหนุ่มยังคงรักษาท่าทีสงบเยือกเย็น หลังโต๊ะไม้แก่นจันทน์สลักลายในกรมพิธีการ มือหนึ่งถือพู่กันค้างไว้เหนือกระดาษราชการ เบื้องหน้าเขามีม้วนตำราที่วางเรียงรายระเกะระกะ
ั์ตาเรียวคมพลันวาวโรจน์ขึ้นมา เมื่อนึกถึงพี่ชายร่วมสาบาน...
ท่านอ๋องกุมอาญาสิทธิ์เด็ดขาดไว้เหนือหัวคนทั้งแผ่นดิน หากบุรุษผู้นั้นคิดจะรวบตึงหว่านฉิงไว้ผู้เดียว หรือแม้แต่จะสั่งปลิดชีพสองพี่น้องตระกูลไป๋เพื่อกำจัดก้างขวางคอ ก็คงไม่เสียเวลาไตร่ตรองเพียงอึดใจ
ขนาดว่าตำแหน่งเสนาบดีกรมพิธีการ รุ่ยอ๋องก็เป็ผู้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ประทานมาให้ยามที่เขายังเป็เพียงขุนนางทั่วไป เพียงเพราะความรำคาญใจที่มีต่อพวกเสนาบดีเฒ่าหัวแข็งที่กอดเก้าอี้ไว้แน่นไม่ยอมตายเสียที
เยี่ยนเฉิงในเวลานั้นต้องพิสูจน์ตนเองว่าเหมาะสมคู่ควร ถึงแม้ว่าเขาจะเป็เสนาบดีอายุน้อยที่สุด ทว่าทำงานอย่างชำนาญการไร้ข้อผิดพลาดมาถึงสามปีกว่า ๆ จนปีนี้เขาอายุสามสิบจะย่างเข้าสามสิบเอ็ดปีแล้ว
“ใต้เท้าลู่...” ผู้ช่วยกรมพิธีการก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อม “ราชโองการรับรองคณะทูตเป่ยเหลียงในงานเทศกาลโคมไฟมาถึงแล้วขอรับ... ท่านอ๋องกำชับนักว่าต้องจัดการให้สมเกียรติที่สุด ห้ามมิให้มีข้อผิดพลาดโดยเด็ดขาด”
เยี่ยนเฉิงแค่นยิ้มเย็นที่มุมปาก วางพู่กันลงช้า ๆ ‘หึ... คิดจะใช้งานข้าให้ท่วมหัวจนปลีกตัวไปหาเจี่ยเจียมิได้สินะ พี่ใหญ่... ท่านมันเ้าเล่ห์นัก’ เขากวาดตามองแผนผังงานเทศกาลโคมไฟเบื้องหน้า มุมปากยกยิ้มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า หากท่านอ๋อง้าให้งานนี้สมเกียรติ เขาก็จะจัดให้ในแบบที่อีกฝ่ายคาดไม่ถึงทีเดียว
‘ท่านคงลืมไปแล้วว่างานรื่นเริงหรูหราเช่นนี้ ใครเล่าจะเชี่ยวชาญไปกว่าข้า ดีล่ะ... ข้าจะได้พาเจี่ยเจียเที่ยวชมงานเคียงข้างกายข้าให้หนำใจ’
เยี่ยนเฉิงพินิจผังการจัดที่นั่งในงานเลี้ยงที่กำลังจะมาถึง นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนตำแหน่งหนึ่ง ตำแหน่งที่จะบีบให้องค์หญิงมู่อวี่อยู่ใกล้ชิดแม่ทัพหรงเยว่มากที่สุด เขาจะได้หาจังหวะเข้าหาเจี่ยเจียโดยไม่มีใครมาขัดขวาง
“ท่านไปเรียนท่านอ๋องว่ากรมพิธีการจะจัดการงานนี้ให้ยิ่งใหญ่จนทุกฝ่ายต้องตกตะลึง”
“ขอรับใต้เท้า”
เยี่ยนเฉิงแค่นหัวเราะในลำคอ หลังจากที่ชายในชุดเสนาบดีสีเืนกจากไป ก่อนจะหันไปสั่งการเื่สำคัญอีกประการกับรองเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ที่เรียกตัวมาพบอีกท่านหนึ่ง
“ท่านเว่ยเฉิง ฮ่องเต้น้อยเริ่มเติบโตเป็หนุ่มแล้ว ข้าคิดว่าเื่นางสนมในวังหลังควรจะรื้อระเบียบใหม่เสียที...”
“ใต้เท้าหมายความว่าอย่างไรขอรับ?”
“ก็หมายความว่า...” เยี่ยนเฉิงเว้นวรรค น้ำเสียงเปลี่ยนเป็ราบเรียบจริงจังตามฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกรม “นางสนมที่อายุมากขึ้นทุกวัน แม้ท่านอ๋องจะมิได้สั่งปะาไปพร้อมกับพระสวามีเดิมของนาง ควรคัดออกให้พ้นวังได้บ้างแล้ว เื่นี้พวกขันทีมีความเห็นอย่างไรบ้าง?”
รองเสนาบดีลูบเคราสาก พลางนึกถึงฮ่องเต้น้อยที่ยามนี้เริ่มเติบใหญ่ อีกไม่นานนักก็จะถึงวัยอันเหมาะสมต่อการแต่งตั้งฮองเฮาและคัดเลือกพระสนมตามจารีตประเพณี โดยมีขุนนางกรมพิธีการประสานงานร่วมกับเหล่าขันทีเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเคร่งครัด
“ข้าได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของนายหญิงแห่งหอคณิกามามิใช่น้อย จึงเกิดความคิดว่า... นอกเสียจากจะเป็คุณหนูตระกูลผู้ดีมีศีลธรรมแล้ว ศาสตร์แห่งการปรนนิบัติสามีก็เป็เื่สำคัญที่มิอาจละเลยได้เช่นกัน”
“อื้ม... จริงของใต้เท้า หากจักรพรรดิทรงตรากตรำกับราชกิจจนคร่ำเครียดเกินไป ทรงเบื่อหน่ายในรสรักจนไร้ทายาทสืบสกุล ย่อมไม่เป็ผลดีต่อความมั่นคงของแผ่นดิน”
“ท่านเว่ยเฉิงช่างตาแหลมคมนัก” เยี่ยนเฉิงเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแววตาจิ้งจอกกลับทอประกายพึงใจเมื่อเห็นว่ารองเสนาบดีเริ่มคล้อยตามแผนการที่เขาวางหมากไว้ “การจะขัดเกลาสตรีให้เพียบพร้อมเพื่อปรนนิบัติองค์จักรพรรดิ ควรต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยชี้แนะ พวกนางกำนัลาุโที่วัน ๆ มิได้ัับุรุษจะมีความรู้เท่าไรกันเชียว หากเราแต่งตั้งอาจารย์พิเศษจากภายนอกผู้เจนจัดในศาสตร์เหล่านี้มาช่วยขัดเกลาเหล่านางสนมใหม่...”
“ราชสำนักย่อมได้ประโยชน์เป็แน่ เช่นนั้นก็เร่งร่างฎีกากันเถิด!”
เมื่อการเจรจาสิ้นสุดลง เยี่ยนเฉิงลอบยิ้มพลางจินตนาการถึงใบหน้าของหว่านฉิง หากนางได้รับตำแหน่ง ‘อาจารย์ที่ปรึกษาฝ่ายใน’ ผู้กุมสิทธิ์ในการคัดเลือกและอบรมสนม รัศมีของนางย่อมถูกยกระดับขึ้นจนพี่สาวใจโฉด ไหนจะพวกที่เคยดูแคลนนาง คงมิอาจเอื้อมถึงนาง แม้แต่รุ่ยอ๋องเองก็คงจะไม่สามารถกักขังข่มขู่นางได้ง่ายดังเดิมอีกต่อไป
ทันทีที่เนื้อความในฎีกาส่งไปถึงหูผู้กุมอำนาจ เสนาบดีหนุ่มเยี่ยนเฉิงก็ถูกพี่ชายร่วมสาบานเรียกตัวเข้าพบด่วนในทันที ณ ตำหนักรับรองส่วนพระองค์ของรุ่ยอ๋อง
รุ่ยอ๋องในอาภรณ์สีม่วงเข้มปักดิ้นทองลายัทะยานเมฆา กระบี่เล่มโปรดเหน็บอยู่ข้างเอว แลดูเปี่ยมด้วยอำนาจข่มขวัญผู้คน เขานั่งบนตั่งไม้แกะสลักตัวหนาที่ตั้งอยู่กลางห้องโถง ด้วยใบหน้าเ็าดุจน้ำแข็งค้างในฤดูหนาว
“เ้ายังสติดีอยู่หรือไม่ เยี่ยนเฉิง!” รุ่ยอ๋องตวาดเสียงต่ำที่สั่นพร่าด้วยโทสะ มือแกร่งกระแทกจอกชาลงบนโต๊ะจนน้ำสาดกระเซ็น “คิดอย่างไรถึงจะให้นางเข้าวังหลวงมาช่วยงานราชสำนัก ที่นี่มีแต่พวกงูพิษและหลุมพราง เ้าก็รู้อยู่เต็มอก เื่พิษเย็นของนางก็ยังหาทางแก้ไม่ได้!”
ตัวเขาส่งคนไปเค้นคอมู่หรงเหนียงเื่พิษเย็นแล้ว นอกเสียจากจะไม่มียาถอนพิษ ผู้กุมความลับเพียงหนึ่งเดียวคือองค์ชายจิ่งเหยียน ราชทูตคนอื่น ๆ และองค์หญิงที่ไม่ถูกชะตากับพี่ชายต่างมารดาไม่รู้เื่นี้ด้วย
“พี่ใหญ่ ท่านคิดมากเกินไปแล้ว วังหลวงเป็สถานที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนางในยามนี้ หากนางมีตำแหน่งฐานะที่คนเกรงอกเกรงใจ ใครหน้าไหนจะกล้าแตะต้องนางได้อีก”
“ปลอดภัยหรือ? เ้ากำลังพานางเข้าถ้ำเสือต่างหาก” รุ่ยอ๋องลุกพรวดขึ้น จ้องหน้าคนอายุน้อยกว่าด้วยสายตาคมกริบ “ในวังหลังมีเล่ห์เหลี่ยมร้อยแปด มู่หรงเหนียงหรือคนขององค์ชายสามย่อมต้องส่งสายสืบเข้าไปทำร้ายนาง เ้ากำลังเอาชีวิตนางมาเสี่ยงกับการเมืองของเ้าหรือ?”
“ข้าทำเพื่อให้นางหลุดพ้นจากคราบแม่เล้าที่ท่านใช้กดดันนางต่างหาก!” เยี่ยนเฉิงเริ่มขึ้นเสียงอย่างลืมตัว แววตาของเสนาบดีหนุ่มเต็มไปด้วยความแน่วแน่ “ท่านอยากเก็บนางไว้ผู้เดียว แต่ข้าอยากให้นางยืนได้อย่างสง่างามโดยไม่ต้องก้มหัวให้ใคร ข้าจะคืนเกียรติและศักดิ์ศรีที่นางสมควรได้รับกลับคืนมา!”
รุ่ยอ๋องผู้ยึดถือเหตุผลและกฎเกณฑ์มาตลอดชีวิตถึงกับนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขาไม่เคยถูกผู้ใดสบถด่าด้วยวาจาหยาบคาย โดยปกติแล้วผู้ที่บังอาจทำเช่นนั้นย่อมมีจุดจบเดียว คือเหลือเพียงชื่อที่สลักอยู่บนป้ายิญญา
“ท่านมันเห็นแก่ตัว!” เยี่ยนเฉิงตะคอกลั่น ั์ตาของเขาวาวโรจน์ทว่าสั่นเครือคล้ายสุนัขผู้จงรักภักดีที่กำลังปกป้องเ้าของ “เคยคิดบ้างหรือไม่ว่านางรู้สึกอย่างไร ท่านหวังจะเพียงร่างที่ไร้จิติญญาของนางเช่นนั้นหรือ? ท่านเคยััความสุขบ้างหรือไม่ ยามที่ได้เห็นนางยิ้มออกมาจากใจจริง...”
บรรยากาศภายในตำหนักพลันตกอยู่ในความเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงถ่านไม้ปะทุในกระถางอุ่น รุ่ยอ๋องหลับตาลงช้า ๆ ขบกรามแน่นจนเป็สันนูน คำครหาจากปากเยี่ยนเฉิงประหนึ่งคมมีดแหลมคมที่กรีดลงกลางใจ
ที่ผ่านมาเขาเพียงปรารถนาจะกักขังนางไว้ใต้อาณัติ โดยไม่เคยเอ่ยถามเลยสักคราว่าแท้จริงแล้วนางโหยหาสิ่งใด
“...ให้นางตัดสินใจเองเถิด” รุ่ยอ๋องเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ทว่ากลับแฝงร่องรอยของความโอนอ่อนอย่างที่ไม่เคยเป็ “หากนางปรารถนาจะเข้าวังหลวงเพื่อช่วยงานราชสำนักเป็ครั้งคราว ข้าก็จะไม่ขวางทางนาง”
เยี่ยนเฉิงชะงักไปเล็กน้อย ไม่คาดคิดเลยว่าพี่ใหญ่ผู้ถือดีในทิฐิจะยอมล่าถอยให้ ก่อนที่เขาจะสะบัดชายอาภรณ์เสนาบดีสีม่วงเข้มแล้วก้าวออกจากห้องไป