“ข้าจะส่งพวกเ้าไปยัง ห้องเทพยาตรา เป็ห้องที่อยู่ชั้นเก้าของหอคัมภีร์แห่งนี้ ั้แ่สร้างที่นี่มายังไม่เคยมีใครใช้ ห้องนี้เทพอัสนีย์เป็ผู้สร้างมาเพื่อใช้ฝึกวิชาเทพชั้นสูง ภายในเป็อีกมิตินึงไม่มีกลางคืน ประกอบด้วย ลานฝึกปราชญ์ิญญา หอเทพนิลกาฬ น้ำตกเทพศาสตรา บึงปราณมารจารวี พวกเ้าจะเป็ 2 คนแรกที่ได้ใช้” เทพัเขียวกล่าวจบก็โบกมือร่างคนทั้งสองก็หายวับไปปรากฏอยู่ภายในห้องเทพยาตรา
“ที่นี่ใช่ไหมที่ท่านตากล่าวว่า 100 วันในห้องเทพยาตรา เท่ากับ 1 วันในห้องฝึกยุทธ ดูกว้างใหญ่อะไรเช่นนี้” เทพสุญตากล่าว
“ใช่แล้ว แต่เ้าควรจะรีบตั้งใจฝึกนะ ข้าคือเทพศาสตราเป็เสี้ยวิญญาที่ดูแลที่นี่ นอกจากนี้ยังมีอีกสามท่าน” เทพศาสตรากล่าว
“ข้าเทพนิลกาฬ” เทพนิลกาฬกล่าว
“ข้ามารจารวี” มารจารวีกล่าว
“ข้าปราชญ์ิญญา” ปราชญ์ิญญากล่าว
เทพศาสตราเป็สุภาพบุรุษที่ดูเข้มแข็งดุดัน เทพนิลกาฬเป็สุภาพบุรุษดูสุภาพเรียบร้อย ส่วนมารจารวี เป็สุภาพสตรีที่ฟังจากน้ำเสียงแล้วคงจะแสบและยากที่จะคาดเดาที่สุดแล้ว ส่วนปราชญ์ิญญา ดูสงบเยือกเย็นและสงวนท่าที
“คารวะทั้งสี่เทพ” ผู้มาใหม่ทั้งสองคนกล่าว
“ข้าไม่ใช่เทพ…. เทพมันจะแน่สักแค่ไหนกัน.. เชอะ…ข้าอยู่ที่บึงปราณมารจารวี ถ้าได้เรียนกับข้าเมื่อไหร่ค่อยคิดบัญชีกับพวกเ้าที่ดูถูกว่าข้าเป็เทพ” นางมารจารวีกล่าวด้วยน้ำเสียงดัง แบบไม่พอใจอย่างที่สุดแล้วก็หายตัวไปในทันที
ผู้มาใหม่ทั้งสองหน้าแดงเหมือนสำนึกผิด แต่ไม่ทันจะได้กล่าวคำขอโทษ
“อย่าไปใส่ใจนางเลย นางเคยเป็อดีตคนรักของเทพอัสนีย์ แต่สุดท้ายเทพอัสนีย์ก็หนีนางไปหมั้นกับเทพเหมันต์ นางเลยฆ่าตัวตาย เทพอัสนีย์รู้ข่าวจึงได้นำเสี้ยวิญญาของนางมาเก็บไว้ที่นี่” เทพนิลกาฬกล่าว
“ก่อนตายอารมณ์ บ่จอย ตายแล้วก็เลยอารมณ์ค้าง ฮ่าๆๆๆๆ” เทพศาสตรากล่าว
ทันใดนั้นมีฝ่ามือขนาดใหญ่ตบลงมาที่แก้มของเทพศาสตราเสียงดังเพี้ยะ “โอ๊ย…” เทพศาสตราร้องลั่น
“เป็เทพอย่าทำปากหมาน…” มารจารวีกล่าว
“ข้าเป็หัวหน้าที่นี่ แต่ข้าต้องเกรงใจนาง เพราะเทพอัสนีย์ฝากมา ข้าจึงต้องลำบากใจเช่นนี้ เ้าทั้งสองจงจำไว้ทั้ง 4 ท่านนี้เป็เสี้ยวิญญาที่ถูกขนานนามว่า 4 ผู้พิทักษ์อัสนี ประกอบด้วย 2 เทพ 1 มาร 1 พ่อมด” เทพศาสตรากล่าว
“ข้ามีเื่นึงจะแนะนำ ต่อไปหากพวกเ้าพบเจอใครที่เป็พ่อมด อย่าเรียกเขาว่า พ่อมดนั้น พ่อมดนี้ เพราะว่าพ่อมดเป็ชนเผ่าที่ได้รับการดูถูกจากเทพทั้งหลาย พวกเขาจึงไม่้าแสดงตนให้ใครรู้ว่าเขาเป็พ่อมด จงจำไว้ให้ดี” ปราชญ์ิญญากล่าว
“รับทราบ” ผู้มาใหม่ทั้งสองรับคำ
“เอาละพวกเ้าไปฝึกและพักผ่อนที่หอเทพนิลกาฬก่อน อีก 1 ชั่วยามมาพบข้าที่น้ำตกเทพศาสตรา ข้าจะสอนการสร้างอาวุธและสร้างเกราะ” เทพศาสตรากล่าว
“รับทราบ” ผู้มาใหม่ทั้งสองกล่าว
ณ หอเทพนิลกาฬ ผู้มาใหม่ทั้งสองเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเทพนิลกาฬผู้มารออยู่ก่อนแล้ว
“มากันแล้วหรือ ข้าจะสอนเ้าให้รู้จักวิชาหายตัว เป็เทพครึ่งก้าวกันแล้วยังจะเดินอีกทำไม” เทพนิลกาฬกล่าว
“รับทราบ” ทั้งสองกล่าว
“ก่อนอื่นให้ทำสมาธิ นึกถึงความว่าง รวมจิตไว้ที่ศูนย์กลางกาย แล้วกระจายปราณผ่านศูนย์กลางกายพุ่งไปในเรือนร่างให้ครอบคลุมทุกๆอณู ร่างกายเ้าก็จะหายไปจากสายตาทุกคน จากนั้นให้นึกถึงสถานที่ปรายทางที่เ้าจะไปร่างกายเ้าก็จะไปปรากฎที่ปลายทาง เดี๋ยวข้าจะไปรอพวกเ้าที่หอเทพนิลกาฬชั้น 1 เดี๋ยวเ้าใช้วิธีหายตัวตามข้าไปนะ” เทพนิลกาฬกล่าว
“รับทราบ” ทั้งสองรับคำ
ทันใดนั้นร่างกายของทั้งสามคนก็ไปปรากฏที่ชั้น 1 ภายในหอเทพนิลกาฬ “ดีๆๆ ดีมาก ใช้ได้ พวกเ้าเรียนได้เร็วและทำได้ดีมากทีเดียว” เทพนิลกาฬกล่าว
“ขอบคุณท่านเทพนิลกาฬ” ทั้งสองกล่าว
“หอเทพนิลกาฬมี 3 ชั้น แต่ละชั้นเป็ห้องโล่งๆ
ชั้นที่ 1 ใช้พักผ่อน โดยการนั่งสมาธิจะมีปราณฟ้าดินคอยดูแลซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และยังเสริมพลังให้เ้ารู้สึกสดชื่นกระชุ่มกระชวยอีกด้วย
ชั้นที่ 2 เป็ชั้นฝึกวิชาเทพโบราณ โดยจะมีอักษรรูนปรากฏที่ผนังตามโชควาสนาของแต่ละคน เ้าเพียงนั่งสมาธิเพื่อซึมซับและตระหนักรู้เท่านั้น
ชั้นที่ 3 เป็ชั้นเพิ่มพลังปราณโดยการนั่งสมาธิและซึมซับปราณนิลกาฬเพื่อเพิ่มพลังปราณ จะได้มากหรือน้อยแล้วแต่โชควาสนา ดังนั้นที่นี่ไม่มีการนอนมีแต่ฝึกกับนั่งสมาธิ จึงไม่มีกลางคืน
สรุปต่อไปนี้เ้ามาที่นี่เพื่อ 1.พักผ่อน 2.เรียนรู้วิธีเดินปราณ และ 3.ศึกษาวิชาเทพชั้นสูง”เทพนิลกาฬกล่าว
หนึ่งชั่วยามผ่านไปทั้งสองคนก็หายตัวมายังน้ำตกเทพศาสตรา ปรากฏร่างเทพศาสตรายืนสง่าอยู่บนยอดน้ำตก
“ยืนนิ่งกันอยู่ทำไม พวกเ้ารีบหายตัวเข้าไปในถ้ำที่ซ่อนอยู่ในน้ำตกเทพศาสตรากันเถอะ ข้าจะเข้าไปละนะ” เทพศาสตรากล่าวไม่ทันขาดคำทั้งสามคนก็หายตัวเข้ามาในถ้ำที่เป็แก้วผลึกใส มีทั่งตีเหล็กมี เตาหลอม และอุปกรณ์มากมาย
“ต่อจากนี้ไปพวกเ้าจะต้องเรียนวิธีการสร้างอาวุธและเกราะกับข้า พอครบ 1 ชั่วยามเ้าก็ไปพบพ่อมดปราชญ์ิญญา ที่ลานฝึกปราชญ์ิญญา ฝึกวิชาวางค่ายกลและการเดินหมากที่นั่น ครบ 1 ชั่วยาม เ้าก็จะต้องไปพบมารจารวี ที่บึงปราณมารจารวี ฝึกวิชาหลอมยา และพิษต่างๆ ครบ 1 ชั่วยาม ก็วนไปยังหอเทพนิลกาฬใหม่ วนอย่างนี้จนเ้าบรรลุวิชาของคนไหนแล้วก็ไม่ต้องไปฝึกกับคนนั้นอีก” เทพศาสตรากล่าว
ทั้งสองคนก็วนเรียนจนมาถึงด่านสุดท้ายคือบึงปราณมารจารวี ซึ่งโดนคาดโทษไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งสองหายตัวมายืนอยู่หน้าบึงปราณมารจารวีที่มีน้ำใส ยืนอยู่พักใหญ่แล้วก็ไม่มีใครปรากฏตัวออกมาเลย ลมเย็นปะทะหน้าเอื่อยๆบวกกับความเงียบสงัด ช่างชวนให้ง่วงนอนยิ่งนัก ทั้งสองคนจึงเดินจูงมือกันไปนั่งพิงโคนต้นไม้ใหญ่เพื่อรอนางมารจารวี เพียงครู่เดียวทั้งคู่ก็เผลอหลับไป
“ฮ่าๆๆๆ” ได้ยินเสียงหัวเราะของหญิงสาวทั้งคู่ก็สะดุ้งตื่น ลืมตาขึ้นมาพบนางมารยืนหัวเราะอยู่บนฝั่ง ส่วนทั้งคู่ถูกจับเปลือยกายมัดกับลำไม้ไผ่ขนาดใหญ่ ปักอยู่ในบึงปราณมารจารวีหันหน้าเข้าหากันห่างกันแค่ 1 เมตรเท่านั้น ด้วยความที่น้ำใสทั้งสองจึงเห็นทุกส่วนของกันและกันได้อย่างชัดเจน
เทพเทพาสุดจะควบคุมัน้อยก็เริ่มผงาดประกาศศักดาอย่างไม่ได้ตั้งใจ
“ขอโทษ น้องนีพี่ควบคุมไม่ได้” เทพเทพากล่าว
“ใจเย็นๆไอ้หนู พวกเ้ากำลังลิ้มรสไอมารรัญจวนจิต ััไอนี้ในระยะแรกจะง่วง ทำให้ไม่ทันระวัง ต่อไปจะหลับและสะสมไอมารเข้าร่างกาย พอตื่นก็มีอารมณ์เพศจนเกินต้าน เ้าทั้งคู่มีอารมณ์ไม่ต่างกัน ข้าจึงต้องมัดเ้าไว้ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดเื่ไม่ดีขึ้นอย่างแน่นอน เป็ไงการรับน้องของข้าครั้งนี้มันสาสมกับการดูถูกของพวกเ้าไหม” นางมารจารวีกล่าว
“ผู้าุโทำไมต้องเปลื้องผ้าพวกเราด้วยล่ะไม่เห็นจำเป็เลย” เทพสุญตากล่าวด้วยน้ำเสียงแหบและสั่นเครือพูดจาตะกุกตะกัก แทบฟังไม่รู้เื่
“เวลาพวกเ้าออกไปรบ จะมีศัตรูที่ไหนใจดีกับเ้าบ้างล่ะ จับเ้าเปลื้องผ้าให้เห็นกันแต่ทำอะไรกันไม่ได้นี่แหละทรมาณสุดๆแล้ว ฮ่าๆๆๆ อีกข้อหนึ่งเมื่อเ้าหนุ่มนี่ถูกเลือกเป็เทพอัสนีย์ เ้าก็คงถูกเลือกไว้แล้วให้เป็เทพผู้พิทักษ์ สมัยเทพอัสนีย์คนเก่าก็มีเทพผู้พิทักษ์คือเทพเหมันต์ คอยดูแลมิห่างกายจนมีสัมพันธ์อันลึกซึ้ง จนเทพเหมันต์ตั้งครรภ์ เทพอัสนีย์จึงต้องไปหมั้นกับนาง ทิ้งข้าไว้อย่างโดดเดี่ยว” นางมารจารวีกล่าว
“แต่ข้าได้ยินมาว่านางตั้งครรภ์กับเทพัเขียวนะ ท่านเข้าใจผิดแล้ว” เทพสุญตากล่าว
“ข้าได้ยินจากปากเทพอัสนีย์เองจะเข้าใจผิดได้ยังไงกัน เทพัเขียวแต่งเื่มาหลอกคนรุ่นหลัง แลกกับการต้องคำสาปเพียง 3 ข้อเท่านั้น แต่เทพเหมันต์กับลูกโดนเยอะมาก และที่สำคัญเทพเหมันต์นางรู้ความจริงทั้งหมด จึงถูกสาปให้กลายเป็ูเาหินไร้ความรู้สึกใดๆ การที่เทพัเขียวและเทพเหมันต์เป็ชู้กันจึงเข้าทางเทพอัสนีย์ผู้นั้นมาก” นางมารจารวีกล่าว
“ท่านฆ่าตัวตายแล้วอาฆาตข้าเข้าใจ แต่ท่านอย่าใส่ร้ายคนดีเลย” เทพเทพากล่าว
“ฮ่าๆๆๆ คนดี ฮ่าๆๆๆ ข้าไม่ได้ฆ่าตัวตายแต่ถูกหลอกมาสังหาร แล้วนำเศษิญญาข้ามากักขังที่นี่ นี่หรือที่คนดีเขาทำกัน พอข่าวลือว่าข้ามีความสัมพันธ์กับเทพอัสนีย์ เทพทั้งหลายในพิภพเทพต่างไม่พอใจ เขาจึงต้องตัดไฟแต่ต้นลม หลอกข้ามาในที่แห่งนี้ แอบวางยาพิษข้าแล้วสังหารข้าด้วยดาบเทพอัสนีย์ ไม่เชื่อก็ลองดูที่คอข้ายังมีรอยไหม้อยู่เลย ดาบเล่มนี้ทำลายข้าถึงแก่นิญญาทีเดียว ดีที่ข้ายับยั้งไว้ด้วยปราณจอมมาร จึงเหลือเศษิญญามาคุยกับเ้าในวันนี้ได้” นางมารจารวีกล่าว
“ทำไมเทพอัสนีย์ถึงต้องหลงรักมารคนนึงด้วยไม่เป็เหตุเป็ผลเลย” เทพสุญตากล่าว
“ข้าก็ไม่ใช่มารธรรมดาๆทั่วไปนะ ข้าเป็องค์หญิงสี่แห่งพิภพมารนะ เหตุที่เทพอัสนีย์คบกับข้าก็เพราะเขาคิดจะแต่งงานกับข้าเพื่อความปรองดองระหว่างสองพิภพไงล่ะ หลังจากข้าตายพี่สาม มารพยัคขาวก็ออกตามหา จนมาพบโลกภายในนี้และรู้เื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดจึงได้เข้าไปยึดเมืองเมฆอัคคีเพื่อทำเป็ที่มั่นเพื่อรบกับฝ่ายเทพ แต่ไม่คิดว่าฝ่ายเทพจะระดมยอดฝีมือมาต่อต้าน สุดท้ายพี่สามก็ถูกเทพอัสนีย์สังหาร แต่เศษเสี้ยวิญญาได้หลบหนีไปหลบในถ้ำเมฆาเลื่อนลอย จากนั้นเื่ราวก็เป็ดังที่พวกเ้ารู้มา” นางมารจารวีกล่าว
หนุ่มสาวทั้งคู่เงียบไป และอารมณ์เพศก็ปกติแล้ว
“ผู้าุโไอมารรัญจวนจิตของท่านหมดฤทธิ์แล้วปล่อยพวกเราเถอะนะ ข้าอายเหลือทนแล้ว” เทพสุญตากล่าว
“ได้เ้าดูนะ” นางมารจารวีโบกมือทีเดียว ทั้งคู่ก็ปลิวหลุดจากลำไม้ไผ่ในน้ำ เสื้อผ้าก็ถูกสวมใส่อย่างดี จากนั้นร่างก็ค่อยๆลอยมาปรากฏเบื้องหน้านางมารจารวี
“โอ้โห สุดยอดเลย สอนข้าทำบ้างนะ” เทพสุญตากล่าว
“ได้ งั้นเริ่มจากเ้าแก้ผ้าก่อนแล้วข้าจะสอนเ้าหนุ่มโบกมือ ทำได้เมื่อไหร่ก็ค่อยสลับ ให้พ่อหนุ่มแก้ผ้าบ้าง แล้วให้เ้าโบกมือดีไหม” นางมารจารวีกล่าว
“เอ่อๆๆ ข้ายังเขินไม่หายเลยงั้นไว้วันหน้าแล้วกัน” เทพสุญตากล่าว
“ได้ ข้ากลัวแต่เ้าหนุ่มนี่ทนไม่ไหว จะพรากไฝพรหมจารีย์ของเ้าไปก่อนจะสำเร็จวิชาสิไม่ว่า” นางมารจารวีกล่าว
“ผู้าุโ…..ท่านพูดแบบนี้……ข้าอายนะ” เทพสุญตากล่าว
“พวกเ้าไปนั่งที่โต๊ะน้ำชานั่นก่อนเถอะ” นางมารจารวีกล่าว
“รับทราบ” ทั้งสองรับคำ
“ปกติพิภพมารของข้า จะสอนใครต้องรับผู้นั้นเป็ศิษย์ก่อน เ้าหนุ่มสาวทั้งคู่มีความรักต่อกัน ข้าซาบซึ้งใจนัก อีกอย่างดูเ้ามีคุณธรรม มีเหตุผล รับฟังผู้อื่น งั้นเ้าทั้งสองยกน้ำชาคารวะข้าเป็อาจารย์ก็แล้วกัน” นางมารจารวีกล่าว
“คารวะท่านอาจารย์มารจารวี” ทั้งสองยกน้ำชาพลางกล่าวขึ้นพร้อมกัน
“ต่อไปเรียกข้าว่าอาจารย์วีนะ ข้าจะกินน้ำชาถ้วยไหนก่อนดีนะ ศิษย์ก็เหมือนลูก เอาของลูกสาวก่อนแล้วกัน ตามด้วยลูกชายนะ” นางมารกล่าวพลางยกชาขึ้นดื่มทีละถ้วยตามลำดับ
“โบราณกล่าวไว้ว่า เป็อาจารย์เป็ศิษย์กันเพียงหนึ่งวัน เหมือนเป็อาจารย์เป็ศิษย์กันชั่วชีวิต” เทพสุญตากล่าว
“ดังนั้นต่อไปนี้พวกเราจะเชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์และเป็คนดีไม่ทำให้อาจารย์ต้องผิดหวัง” เทพเทพากล่าว
“ดี…. กล่าวได้ดี ต่อไปนี้ข้าก็จะรักพวกเ้าประหนึ่งลูกแท้ๆ จะอบรมณ์สั่งสอนพวกเ้าจนหมดไส้หมดพุง โดยไม่ปิดบังความรู้เลยนะ” นางมารจารวีกล่าวไปยิ้มไปอย่างมีความสุข
“ข้ามีวิชาลับอยู่ชนิดนึงฝึกสำเร็จแล้วเ้าจะสามารถผนวกิญญาเทพเข้าไปยังมิติแห่งจิตของเ้าได้ แต่ต้องได้รับการยินยอมจากเทพผู้นั้นซะก่อนนะ เมื่อเทพเข้าไปในมิติแห่งจิตจะสามารถทำให้ิญญาแข็งแกร่ง ให้ความรู้และร่วมต่อสู้ไปกับเ้าได้ สามารถผนวกปราณของเ้ากับเทพผู้นั้นเข้าด้วยกัน ทำให้พลังของเ้าสูงขึ้น นอกจากนี้เทพยังสามารถออกมาต่อสู้ภายนอกร่างได้ครั้งละ 1 ชั่วยามเลยทีเดียว พวกเ้าน่าจะสนใจนะ” นางมารจารวีกล่าว
“สนใจอย่างมากเลยอาจารย์” เทพสุญตากล่าว
“ข้าก็สนใจ” เทพเทพากล่าว
“แต่วิชานี้เป็วิชาของมารดังนั้นจึงมีข้อจำกัดว่า เ้าต้องฝึกไอมารรัญจวนจิตก่อน แล้วจึงใช้ไอมารนี้โคจรพลังไปมาระหว่างชายหญิง ถ้าสำเร็จจะได้ปราณโลกัณฑ์ แล้วจึงใช้ปราณชนิดนี้ไปดึงิญญาเทพเข้ามาในมิติแห่งจิตของเ้า” มารจารวีกล่าว
“ข้าชักจะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่แล้ว” เทพสุญตากล่าว
“ฝึกเถอะข้าว่ามันจะทำให้พวกเ้าแกร่งขึ้น พวกเทพไว้ใจไม่ได้ โลกนี้ถ้าพวกเ้าไม่เข้มแข็งก็เป็ได้แค่หมากตัวหนึ่งให้คนอื่นเดินเล่น เหมือนอย่างที่ข้าเป็มาแล้ว” มารจารวีกล่าว
“ข้าจะข่มใจไว้ คงจะไม่เกิดเื่ไม่ดีแน่” เทพเทพากล่าว
“พวกเ้าฝืนมันไม่ได้หลอก ข้ารับประกันว่าไฝพรหมจารีย์ของลูกสาวต้องสูญสิ้นแน่นอน เพราะตอนที่พวกเ้าโดนข้ารับน้อง ข้าใช้พลังเพียง 1 ใน 10 ส่วนเท่านั้น พวกเ้ายังควบคุมตัวเองไม่ได้เลย แต่ครั้งนี้น่าจะเป็หมื่นเป็แสนส่วนของครั้งนั้น เกรงว่าสิ่งที่แลกมาคือความยับเยินของลูกสาว พวกเ้ามีทางเดียวคือต้องบรรลุวิชานี้ให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นลูกสาวข้าคงจะแย่แน่ๆ” มารจารวีกล่าว
“ข้ากลัว” เทพสุญตากล่าว
“ไม่ต้องกลัวนะพี่จะดูแลเ้าเอง” เทพเทพากล่าว
“นี่คือคัมภีร์ปราณโลกัณฑ์ ที่ข้าซ่อนไว้ในมิติแห่งจิต ภายในเป็อักษรรูน ข้าจะถ่ายทอดเข้าไปยังมิติแห่งจิตของพวกเ้าทั้งสอง แล้วหลังจากนี้ข้าจะผนึกบึงปราณมารจารวีนี้ไว้จนกว่าพวกเ้าจะฝึกเสร็จ” พูดจบนางมารก็ผนึกบึงปราณมารจารวี และส่งจดหมายไปถึงอีก 3 ท่านที่เหลือว่า “ศิษย์ข้าทั้งสองกำลังฝึกวิชาสำคัญห้ามรบกวน จะออกไปฝึกกับพวกท่านเมื่อฝึกวิชานี้สำเร็จ”
ณ ริมบึงปราณมารจารวี ขณะนี้ปรากฏร่างสองหนุ่มสาวเปลือยกายนั่งขัดสมาธิแช่ในน้ำเนื่องจากเกิดไอร้อนขึ้นรอบๆตัว คนทั้งสองแบมือทั้งสองข้างยกขึ้นประสานกัน แล้วโคจรพลังส่งจากแขนซ้ายฝ่ายชายสู่แขนขวาฝ่ายหญิง และจากแขนซ้ายฝ่ายหญิงถึงแขนขวาฝ่ายชาย ไม่นานนักก็เกิดความเข้าใจจนสร้างไอมารรัญจวนจิตขึ้นสำเร็จ แล้วโคจรไอมารนี้วนไป ความร้อนเริ่มทวีขึ้นจนน้ำรอบๆเกิดเป็ไอหมอกขึ้นมา พิษของไอมารได้แทรกซึมเข้าในทุกอณูของคนทั้งสองจนสุดจะต้านทานได้ ทั้งสองจึงหยุดทำวิชาแล้วมาบรรเลงเพลงรักกันอย่างดูเดือดตลอด 3 ชั่วยาม มีแต่ความสุขที่เติมเต็มกันในรสแห่งกามารมณ์ จนลืมฝืกวิชา
สุดท้ายในยามที่สี่ทั้งสองก็หมดแรงหลับไป พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเทพสุญตาก็รีบก้มมองดูที่แขนปรากฏว่าจุดแดงทั้งสองข้างหายไปสิ้น นางน้ำตาไหลพรากเพราะเสียตัวให้ผู้ชายก่อนแต่ง คงจะโดนทุกคนตำหนิอย่างแน่นอน
เทพเทพาเข้ามากอดนางไว้ทางด้านหลัง แล้วจุมพิตที่แก้มเบาๆ พลางพูดว่า “ไม่เป็ไรนะ เรามาเริ่มกันใหม่ต้องหาวิธีให้สำเร็จให้ได้ มิเช่นนั้นจะเสียเวลาเปล่า”
เริ่มใหม่ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ก็แล้ว แต่ผลก็เหมือนเดิม ก่อนเริ่มครั้งที่ 4 เทพเทพานึกถึงคำพูดของอาจารย์วีที่ว่า “พวกเ้ามีทางเดียวคือต้องบรรลุวิชานี้ให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นลูกสาวข้าคงจะแย่แน่ๆ” จึงนั่งสมาธิทบทวนเพื่อตระหนักรู้จนสำเร็จ
เทพเทพาจึงกล่าวกับเทพสุญตาว่า “น้องนีต่อไปนี้เราโคจรพลังจากซ้ายไปขวาแล้วกลับมาเป็ขวาไปซ้ายสลับไปมาดูนะ พี่ว่าน่าจะได้” เทพสุญตาได้แต่พยักหน้าเพราะเหนื่อยล้ามากแล้ว ทั้งคู่โคจรไอมารนี้วนสลับซ้ายขวาเป็การฟอกพิษให้สลายไป พลังปราณจึงะเิออกมาเกิดเป็เปลวไฟสีส้มลุกท่วมร่าง ทั้งสองจึงทำสมาธิตระหนักรู้ต่อไปจนเข้าใจพร้อมกันเกิดแรงะเิมหาศาลจนทำลายผนึกที่มารจารวีสร้างไว้จนหมดสิ้น เปลวไฟก็พลันเปลี่ยนเป็สีม่วงในทันที
มารจารวีวิ่งมาดู นัยตาเบิกโพรงด้วยความใ ปากก็ร้องะโออกมาว่า “สำเร็จแล้ว ปราณโลกัณฑ์ถือกำเนิดขึ้นแล้ว”
“พวกเ้าใส่เสื้อผ้าแล้วไปพักกันก่อน” มารจารวีกล่าวพลางดึงแขนเทพสุญตามาดูแล้วอมยิ้ม เทพสุญตาดึงแขนกลับด้วยความอาย เดินกระโผลกกระเผลกไปใส่เสื้อผ้า
“ไงลูกสาว โดนไปหลายดอกสิ เดินเป๋เชียว” มารจารวีกล่าว
“อาจารย์…ข้าอายนะ” เทพสุญตากล่าว
“ไงไอ้ลุกชาย สบายตัวไปหลายวันสินะเรา” มารจารวีเปลี่ยนมาแซวฝ่ายชายบ้าง
“ข้าก็ไม่ไหวเหมือนกัน หมดแรง” เทพเทพากล่าว
“พี่โก้” เทพสุญตา ตวาด พลางทำหน้าดุเทพเทพา
“นี่ไงเขาจึงว่ากันว่า ตอนเป็แฟนกันก็พูดกันหวานๆ พอได้กันแล้วตวาดเสียงลั่น ฮ่าๆๆๆ” มารจารวีแซวทั้งคู่
“อาจารย์…..ข้าอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนแล้ว”เทพสุญตากล่าว
“ฮ่าๆๆๆ ไม่ต้องเอาไปไว้ไหนหรอก หน้าเ้าก็ไว้บนหน้าเ้านั่นแหละ ฮ่าๆๆๆ” มารจารวี หัวเราะอย่างมีความสุข
“ทั้งสองคนมานี่เอาเป็ว่าอยู่ในนี้เ้าเป็สามีภรรยากันแล้ว ในพิภพมารข้ามีพิธีนึงเรียกว่า “พิธีแลกแหวนแต่งงาน” ใช้เป็พิธีแต่งงานสำหรับคู่บ่าวสาว ในนี้ไม่มีสิ่งของใด ไม่มีญาติพี่น้องฝ่ายใด เอาเป็ว่าเ้านำแหวนที่จะแลกกันส่งมาให้ข้า” มารจารวีกล่าว
“บังเอิญจริงๆแหวนรุ่นสมัยเรียนอาชีวะที่ข้าใส่ติดตัวตลอดเวลาดันติดตัวข้ามาในโลกนี้ด้วย ไม่งั้นข้าคงจะไม่มีแหวนแน่นอน” เทพเทพานึกในใจ
นางเอาแหวนใส่ในอุ้งมือแล้วประสานมือทั้งสองกำแหวนเอาไว้พลางกล่าวว่า “พวกเ้าแตะที่มือข้า”
“ฟ้า ดิน จงเป็พยาน คนทั้งสองนี้รักกัน และยินดีจะใช้ชีวิตฉันสามีภรรยา เคียงคู่กันตลอดไป จนกว่าความตายจะมาพรากไป ด้วยสัจจะวาจานี้ จงบันดาลให้แหวนทั้งสองวงนี้กลายเป็แหวนแทนใจ สลับกันสวมให้ที่นิ้วนางข้างซ้ายของแต่ละคนเทอญ….” สิ้นคำอธิษฐานแหวนทั้งสองก็เปลี่ยนรูปเป็แหวนที่มีตัวเรือนทำจากทองคำขาว โดยแหวนรุ่นของเทพเทพาได้กลายเป็แหวนที่มีหัวแหวนประดับเพชรเป็รูปสายฟ้า และแหวนของเทพสุญตามีหัวแหวนประดับเพชรเป็รูปเกล็ดหิมะ แหวนทั้งสองลอยทะลุมือนางมารจารวีขึ้นมาลอยเด่นต่อหน้าคนทั้งสาม
“งดงามยิ่งนัก” เทพสุญตากล่าว
“เ้ายอมรับเทพสุญตาเป็ภรรยาของเ้าหรือไม่” นางมารจารวีถาม
“ข้ายอมรับ” เทพเทพาตอบ
“เ้ายอมรับเทพเทพาเป็สามีของเ้าหรือไม่” นางมารจารวีถาม
“ข้ายอมรับ” เทพสุญตาตอบ
“เมื่อทั้งสองยอมรับซึ่งกันและกันแล้วข้าตัวแทนผู้ทำพิธี ขอตั้งชื่อแหวนของฝ่ายชายว่าแหวนอัสนี และแหวนของฝ่ายหญิงว่าแหวนเหมันต์ ขออัญเชิญแหวนทั้งสองสถิตในที่อันสมควรเทอญ” นางมารจารวีกล่าวจบแหวนอัสนีก็พลันมาปรากฏอยู่ที่นิ้วนางข้างซ้ายของเทพสุญตา และแหวนเหมันต์ก็มาปรากฏบนนิ้วนางข้างซ้ายของเทพเทพา
“ทั้งสองจูบกัน” มารจารวีกล่าว
ทั้งสองก็นำริมฝีปากมาประกบกันอย่างว่าง่าย
“ไอ้หนูๆๆ พอๆๆ นานไปแล้วพิธีเสร็จแล้ว พอให้จูบก็จุ๋บกันเพลินเลยนะ ต่อไปนี้จะทำอะไรก็ไม่ต้องให้ข้าเห็นแล้ว ฮ่าๆๆๆๆ” นางมารจารวีกล่าวอย่างมีความสุข
“อาจารย์……ท่านแกล้งข้าอีกแล้ว” เทพสุญตากล่าว
“ข้ามีลูกสาวน่ารัก น่าเอ็นดูแบบเ้า ย่อมมันเขี้ยวเป็ธรรมดานะ ฮ่าๆๆๆ” นางมารจารวีกล่าวด้วยความสุขราวกับว่าเป็แม่ลูกกันจริงๆ