“ตาเฒ่ามาดูกันว่าคืนนี้ท่านจะพูดอะไรได้อีก” หลู่เส่าโหย่วแหงนหน้ามองฟ้า และเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมาจากนั้นก็เก็บกวาดพื้นที่รอบๆ แล้วจากไป
ตกดึกภายใต้แสงสลัวของห้องลับภายในห้องเก็บฟืนของตระกูลหลู่ หนึ่งชายชราและหนึ่งเด็กหนุ่มกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด
ในเวลาหนึ่งเดือนนี้ความก้าวหน้าของหลู่เส่าโหย่วได้เกินความคาดหมายของลุงหนานไปมากฝ่ามือแยกภูผาที่ถูกหลู่เส่าโหย่วใช้ออกมาในตอนนี้ได้ถึงจุดที่ชำนาญแล้วหนึ่งฝ่ามือหนึ่งท่านั้นก็ใช้ได้อย่างมีระบบ ทั้งยังควบคุมได้ดั่งใจและคล่องแคล่วมาก
“ตาเฒ่า ท่านระวังไว้ให้ดี”หลู่เส่าโหย่วกล่าวเสียงเบา หลังได้โอกาสหลบหลีก เขาก็บิดโค้งร่างกายอย่างคล่องแคล่วหลังจากหลบหมัดของลุงหนานได้ ฝ่ามือภูผาแยกนภาก็นำพาสายลมรุนแรงพุ่งตรงเข้าสู่เอวของลุงหนาน
ความชื่นชมปรากฏขึ้นในดวงตาของชายชราจากนั้นลุงหนานก็ขยับร่างไปทางซ้ายด้วยความรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากท่าประทับมือเปลี่ยนไปลุงหนานก็ปล่อยหมัดออกมาอย่างรวดเร็ว
“เกราะิญญาฟ้าคราม”หลู่เส่าโหย่วยิ้มเล็กน้อย ทันใดนั้นก็มีชุดเกราะเกล็ดสีเหลืองอ่อนปรากฏขึ้นมาเกราะิญญาฟ้าครามได้ปะทะกับหมัดของลุงหนานทันใดนั้นหลู่เส่าโหย่วก็ปล่อยฝ่ามือออกไป
ในตอนนั้นเอง มวลอากาศรอบกายของหลู่เส่าโหย่วก็ได้เพิ่มขึ้นกะทันหันเขาปล่อยพลังของนักรบขั้นหนึ่งออกมา ฝ่ามือแยกภูผานี้จึงทำให้เกิดเสียงคำรามและสายลมที่รุนแรง
“ปัง!”
ทันใดนั้น หมัดของลุงหนานก็ได้กระทบกับไหล่ของหลู่เส่าโหย่วแรงมหาศาลที่กระทบกับไหล่ของเขาทำให้หลู่เส่าโหย่วรู้สึกเจ็บหัวไหล่ แต่เกราะิญญาฟ้าครามก็ลดแรงกระแทกของพลังลงในตอนนี้เขาได้ใช้พลังของนักรบขั้นหนึ่งในการโคจรเกราะิญญาฟ้าครามแล้ว จึงทำให้เกราะิญญาฟ้าครามแข็งแกร่งขึ้นมากและเกล็ดแต่ละชิ้นบนเกราะนั้นก็ดูชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย
“เด็กน้อยเ้าคิดว่าตัวเองทะลวงระดับแล้วข้าจะไม่รู้หรือ” ความหยอกล้อปรากฏขึ้นในดวงตาของลุงหนานจากนั้นลุงหนานก็หมุนตัวและหายไปต่อหน้าฝ่ามือแยกภูผาของหลู่เส่าโหย่ว
“ปัง!”
ทันใดนั้น ลุงหนานก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างๆหลู่เส่าโหย่วอย่างน่าเหลือเชื่อ จากนั้นก็ปล่อยหมัดเข้าใส่ฝ่ามือของหลู่เส่าโหย่วพลังของทั้งสองได้ปะทะกันจนเกิดเสียงอู้อี้ภายในห้องลับ ทำให้ร่างกายของหลู่เส่าโหย่วสั่นะเืจนก้าวถอยหลังอย่างโซเซ
“ตาเฒ่า ท่านหลงกลแล้ว”ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไหร่ที่มือซ้ายของหลู่เส่าโหย่วได้ใช้พลังิญญาเรียกเปลวเพลิงที่เป็รูปธรรมออกมาจากนั้นเขาก็เหวี่ยงมันออกไป
“ฮูฮู...”เปลวเพลิงได้คำรามออกมาทันที มันแผ่ออกไปและห่อหุ้มลุงหนานไว้ข้างในด้วยอุณหภูมิที่ร้อนแรง
“ซือ..”ในตอนที่หลู่เส่าโหย่วกำลังได้ใจ เขากลับเห็นว่ารอบตัวของลุงหนานถูกห่อหุ้มด้วยชั้นน้ำจำนวนมากและจากนั้นชั้นน้ำก็ได้ไหลลงมาและดับเปลวเพลิงลงทันที
“ทักษะเล็กน้อย”ลุงหนานถลึงตาใส่หลู่เส่าโหย่ว ดูเหมือนว่าจะมีรอยเปื้อนสีดำอยู่บนใบหน้าของลุงหนานเนื่องจากโดนไฟเผา
“จำไว้ พลังจู่โจมที่แข็งแกร่งที่สุดของพลังิญญาคือการโจมตีจิติญญาโดยตรงแต่ไม่ใช่การโจมตีภายนอก ผู้ฝึกิญญาที่ต่อสู้ระยะประชิดหากไม่ระวังก็จะถูกฝ่ายตรงข้ามฉวยโอกาสจากช่องโหว่ได้เ้าต้องระวังให้มากในภายภาคหน้า” ลุงหนานกล่าวกับหลู่เส่าโหย่วด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้าเข้าใจแล้วลุงหนาน” หลู่เส่าโหย่วตอบตัวเขาที่เป็ผู้ฝึกตนควบคู่นั้นเข้าใจดี หากเป็การต่อสู้ระยะประชิดผู้ฝึกิญญาจะเป็ฝ่ายเสียเปรียบ
“หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเ้าก็สามารถใช้มันได้แต่ต้องจำไว้ว่าเ้ามีความสามารถแค่ไหน ต้องรู้จักเก็บซ่อนไว้บ้าง หากเ้าเผยทุกอย่างให้ผู้อื่นรับรู้จะทำให้เ้าตกอยู่ในอันตรายที่สุด”ลุงหนานกล่าวต่อ
หลู่เส่าโหย่วพยักหน้าเบาๆ สิ่งที่ลุงหนานกล่าวมาทั้งหมดนั้นถูกต้องอย่างไม่ต้องสงสัยการเปิดเผยความแข็งแกร่งทั้งหมดของตนเองให้บุคคลภายนอกรับรู้นับเป็การกระทำที่อันตรายต่อตัวเขาเองมากที่สุดไม่ว่าเวลาใดก็ตาม เขาควรจะมีไพ่ลับเหลือไว้ในมือ
“วันนี้ครบหนึ่งเดือนแล้วถือว่าเ้าผ่านการทดสอบ ในภายภาคหน้าเ้าก็ไม่ต้องมายังที่แห่งนี้อีก”
“ลุงหนาน ข้ายังขาดอีกเยอะ ข้ายังมีอีกหลายเื่ที่อยากให้ท่านสอน”หลู่เส่าโหย่วกล่าว
“จำไว้ ผู้ที่แข็งแกร่งนั้นตรากตรำฝึกฝนอย่างยากลำบากด้วยตัวเองหาใช่ถูกผู้อื่นสอน ตอนนี้เ้าเป็ผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกิญญาระดับนักรบแล้ว และนั่นก็ถือว่าเ้าได้ก้าวสู่การจัดอันดับของผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกิญญาเส้นทางในอนาคตของเ้ายังอีกยาวไกล เ้าต้องเลือกเส้นทางที่จะก้าวไปด้วยตัวเอง”ลุงหนานเอ่ยอย่างลึกซึ้ง
“ลุงหนาน ข้าเข้าใจแล้ว”
“ถึงแม้เ้าจะไม่ได้เป็ลูกศิษย์ของข้าแต่ตำราโอสถเล่มนี้ข้าก็ยกให้เ้าแล้วนี่เป็สูตรโอสถและข้อมูลสมุนไพรที่ข้าร่ำเรียนและแก้ไขมาตลอดครึ่งชีวิตในภายภาคหน้ามันน่าจะช่วยเ้าได้ไม่น้อย” เมื่อกล่าวจบ ลุงหนานก็ยื่นแผ่นหยกให้กับหลู่เส่าโหย่ว
“ขอบคุณลุงหนาน”หลู่เส่าโหย่วรับแผ่นหยกมาและเก็บใส่ลงในแหวนมิติ
“ภายหลัง หากเ้าจะหลอมโอสถที่ด้านหลังหุบเขาเ้าก็ควรจะระวังมากว่านี้หน่อยในตระกูลหลู่มีอยู่คนหรือสองคนที่มีความแข็งแกร่งไม่เลว หากเ้าไปยังที่แห่งนั้นบ่อยๆก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกพบ นอกเหนือจากว่าเ้าคิดจะไม่เก็บซ่อนมันอีกต่อไปแล้วแต่ในตอนนี้ความสามารถของเ้ายังขาดอีกมาก หากเก็บซ่อนไปอีกสักพักจะเป็การดีที่สุดส่วนเื่เทียนเป่าเหมิน เื้ัของพวกมันนั้นก็ไม่เล็กและไม่ง่ายเลยเ้าที่มีความสัมพันธ์กับพวกนั้นก็ควรจะระมัดระวังไว้หน่อยจะดีกว่า” ลุงหนานกล่าว
หลู่เส่าโหย่วรู้สึกใที่ทุกสิ่งที่เขาทำนั้นอยู่สายตาของลุงหนานทั้งหมดเขาพยักหน้าเบาๆ ให้ลุงหนาน ในใจก็ได้แต่คิดว่าคงต้องระมัดระวังเื่ของเทียนเป่าเหมินมากขึ้น
“เอาล่ะ ต่อจากนี้เื่ของเ้าจะไม่เกี่ยวกับข้าอีกเ้าก็เป็คุณชายต่อไป ส่วนข้าก็เป็เพียงคนรับใช้ จำไว้ อย่ามารบกวนข้าอีก ไม่เช่นนั้นข้าจะทำลายการบ่มเพาะของเ้า”ลุงหนานกล่าวกับหลู่เส่าโหย่วด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“แต่ว่าลุงหนาน...”หลู่เส่าโหย่วอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ถูกลุงหนานขัดจังหวะไม่ให้พูดต่อ
“ข้าไปก่อนแล้ว ในภายภาคหน้าเ้าต้องพึ่งพาตัวเองเท่านั้น”หลังลุงหนานกล่าวจบก็ก้าวออกไปจากห้องลับทันที
“ปัง! ปัง! ปัง!”
หลู่เส่าโหย่วคุกเข่าลงบนพื้นแล้วโขกหัวสามครั้งก่อนจะกล่าวว่า“ตาเฒ่า ถึงแม้ท่านจะไม่รับข้าเป็ศิษย์ แต่ในใจของข้านั้นท่านคืออาจารย์ของข้า”
ร่างของลุงหนานชะงักเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไปจากห้องลับในดวงตาของลุงหนานได้ปรากฏแววตาของการปลอบโยนอยู่
หลังจากอยู่ในห้องลับอีกสักพักหลู่เส่าโหย่วก็ปิดห้องลับและกลับบ้านทันที วันนี้เขากลับมาเร็วเวลาประมาณหนึ่งนาฬิกาเท่านั้น* (หนึ่งนาฬิกาคือเวลาหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม)
เขานึกถึงเหตุการณ์ั้แ่ที่ข้ามมิติมาจนถึงตอนนี้เพียงระยะเวลาสั้นๆ แค่หนึ่งเดือนกว่า แต่เื่ที่เกิดขึ้นกลับมีมากมายหลู่เส่าโหย่วไม่มีอาการง่วงงุนแม้แต่น้อยตอนนี้ตัวเขาได้บรรลุความปรารถนาที่จะเป็ผู้ฝึกยุทธ์แล้ว ทั้งยังเป็ผู้ฝึกตนควบคู่เส้นทางในภายภาคหน้า เขาจะต้องพึ่งพาตัวเองแล้ว
“ตระกูลหลู่”หลู่เส่าโหย่วแอบคิดในใจ ระหว่างเขากับตระกูลหลู่ไม่ช้าเร็วก็ต้องเผชิญหน้ากันในสักวันตอนนี้เขาควรจะปลดปล่อยแม่ของเขาออกจากเื่ทั้งหมดนี้แล้วแต่ว่าตัวเขายัง้าเวลาอีกสักเล็กน้อย เขาควรจะมีการเตรียมการไว้หน่อย
หลู่เส่าโหย่วนั่งขัดสมาธิและเริ่มบ่มเพาะขึ้นมาทักษะิญญาหยินหยางนั้นลึกลับไร้ที่เปรียบ สามารถบ่มเพาะพลังลมปราณและพลังิญญาได้ในเวลาเดียวกันทันใดนั้น ระหว่างฟ้าดินก็ได้มีพลังงานขุมหนึ่งแทรกซึมเข้าไปภายในร่างของเขาและแปรเปลี่ยนเป็พลังลมปราณกับพลังิญญา
พลังลมปราณกับพลังิญญาที่เขาบ่มเพาะได้นั้นเมื่อเทียบกับโอสถเสริมพลังแล้วนับว่ามีความแตกต่างกันมากอย่างไม่ต้องสงสัยตอนนี้เขาถึงเข้าใจสิ่งที่ลุงหนานกล่าวจริงๆ ที่ว่าหากบ่มเพาะปกติแล้วภายในหนึ่งร้อยปีตัวเขาสามารถบรรลุระดับปรมาจารย์ได้ก็นับว่าไม่เลวแล้วเพราะความเร็วเมื่อเขาเริ่มบ่มเพาะเพื่อเพิ่มพลังิญญากับพลังลมปราณนั้นช้าอย่างกับหอยทากจริงๆ
เวลาผ่านไปจนถึงเช้า เมื่อท้องฟ้าแจ่มใสหลู่เส่าโหย่วก็ได้ยินเสียงแม่ของเขากำลังจะไปห้องซักผ้า จึงได้หยุดการบ่มเพาะและค่อยๆปล่อยลมหายใจขุ่นมัวออกมา การบ่มเพาะทั้งคืนนั้น ถึงแม้จะช้าแต่ก็ทำให้เขาสามารถเก็บเกี่ยวได้เล็กน้อยยังดีกว่าไม่ได้เก็บเกี่ยวเลย
"วันนี้ข้าควรทำอะไรดี”หลู่เส่าโหย่วกล่าวเบาๆ และพบว่าตัวเขาในระยะนี้หาเื่อะไรให้ทำไม่ได้เลยจริงๆ