ภายหลังเดินทางกลับ มาจากหอจุ้ยเซียน สภาพจิตใจของเหมยหลัน อยู่ใน่เหม่อลอย นางรู้สึกเศร้าโศกเป็ห่วงบิดา ตอนนี้นางกำลังใช้ความคิด ว่าต้องหาเงินจำนวนมากเช่นนั้นมาจากไหนกัน เมื่อคิดได้ดังนั้น วันนี้ยังพอมีเวลาที่จะขายบะหมี่ต่อ ถึงเเม้ว่าวันนี้จะออกมาขายช้าแล้วก็ตาม เพราะมัวเเต่เจรจาอยู่ที่หอจุ้ยเซียนนั่น
"บะหมี่...บะหมี่ร้อนร้อน ทำเส้นสดใหม่ทุกวัน...รับรองได้ว่าอร่อยอย่างเเน่นอน..."เสียงเรียกลูกค้า ที่เหมยหลันต้องเปล่งเสียงร้องะโออกมา ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมา ต่างเข้ามาตามเสียงของนาง วันนี้ทำให้นางขายเกือบหมด เหลืออยู่บ้างเเต่ก็ไม่มากนัก พอที่จะขายได้อีก สักห้าถึงหกถ้วย
"นี้...ก็ใกล้จะมืดเเล้ว...ยังขายไม่หมด...หรือว่าที่เหลือจะเก็บไว้กินเองดี" เหมยหลันกล่าวออกมา ทั้งทีก่อนหน้านี้ นางกินบะหมี่ไปแล้วหนึ่งถ้วย ปกตินางเป็คนกินเก่ง เเต่ด้วยความที่นางจะต้องหาเงินมาใช้หนี้พนันแทนบิดา นางเลยต้องฝืนใจตนเองที่จะไม่กินบะหมี่เพิ่ม วันนี้นางตั้งใจไว้ว่าต้องขายบะหมี่ที่เหลือให้หมด
เสียงฝีเท้าที่วิ่งพลุกพล่านชุลมุนไปทั่ว อีกทั้งเสียงร้องะโดังลั่นไล่หลังกันมา จนคนพวกนั้นไม่รู้มาจากที่ใด ชนเอาร้านบะหมี่ของนาง ถ้วยชามหล่นตกแตกกระจัดกระจายลงสู่พื้นดิน
โชคดีที่เหมยหลันได้ยินเสียงร้องะโมาแต่ไกล นางจึงหลบหลีกได้ทัน ไม่เช่นนั้นนางคงถูกคนกลุ่มนั้น ชนจนนางล้มไปแล้ว เมื่อตั้งสติได้นางจึงได้ยินเสียงคนเอ่ยคำสั่งมาแต่ไกล
"จับเขาไป...แล้วนำตัวไปคุมขังเอาไว้ก่อน พรุ่งนี้ข้าจะสอบสวนด้วยตนเอง" บุรุษในชุดอาภรณ์สีเืหมู บนตัวผ้าถูกปักดิ้นสีเหลืองเป็ลวดลายั ั์ตาสีน้ำตาล ใบหน้าหล่อเหล่าแต่มีสีหน้าที่เ็า ช่างดูน่าเกรงขามเป็อย่างยิ่งเขาคือหัวหน้าองค์รักษ์เสื้อเเพรเเห่งวังหลวง มีนามว่าฟานหยาง กำลังเอ่ยสั่งการให้องครักษ์มิ่งลู่ จัดการกับคนร้ายที่เขาจับคุมตัวไว้ได้
"พวกเ้า...ได้ยินคำสั่งของใต้เท้าแล้ว...ก็จงทำตาม...นำตัวเขาไป" องครักษ์มิ่งลู่จึงถ่ายทอดคำสั่งเมื่อครู่ให้เหล่าบรรดาองค์รักษ์ ที่ติดตามมาด้วยสองคนให้จับคุมตัวคนร้ายรายนี้
เหมยหลันที่มองดูเหตุการณ์ตรงหน้า แล้วหันไปมองยังร้านบะหมี่ของตนเอง ที่ตอนนี้สภาพเสียหาย ยับเยิน วันนี้เป็วันอะไรกันนะ บิดาติดหนี้การพนันไม่มีเงินจ่ายจนต้องถูกขังไว้ที่หอจุ้ยเซียน ซ้ำยังมาเกิดเื่ที่คนพวกนี้วิ่งมาชน จนถ้วยชามตกแตกไม่มีชิ้นดี แล้วใครจะรับผิดชอบกัน
พอคิดได้ดังนั้นเท่าที่นางสังเกต บุรุษที่เอ่ยสั่งการครั้งเเรก คนผู้นี้ต้องรับผิดชอบของที่เสียหายเหล่านี้ นางไม่รู้ว่าพวกเขาเป็ใคร แต่จากการที่นางได้ยินคำว่า 'ใต้เท้า' น่าจะเป็พวกขุนนาง เช่นนี้เเน่นอนคนพวกนี้ต้องมีเงินชดใช้ค่าเสียหายให้นางอย่างเเน่นอน
เมื่อได้โอกาสนางจึงรีบเข้าไปขวางทาง ไม่ให้บุรุษผู้นั้นเดินจากไป
องครักษ์มิ่งลู่ที่เดินตามหลังใต้เท้าหยางเห็นสตรีผู้นี้เข้ามาขวางทางผู้เป็นาย เขาไม่รอช้ารีบเอ่ยขึ้นมาทันที
"แม่นางผู้นี้เป็ใคร...เหตุใดถึงมาขวางทางพวกเราทั้งสอง"
"พวกท่าน...ทำอะไรไว้ มิทราบหรือไง...พวกท่านไล่จับคนร้ายเมื่อครู่ได้...เเต่ร้านบะหมี่ของข้าเสียหายหมด...พวกท่านต้องรับผิดชอบ"
สายตาของใต้เท้าหยางที่จ้องมองสตรีตรงหน้า ด้วยสายตาที่เ็า และเริ่มรู้สึกรำคาญ
"น่ารำคาญเสียจริง" ฟานหยางไม่ได้สนใจนาง พร้อมเอ่ยคำพูดออกมา จนเหมยหลันที่ฟังอยู่จึงต่อว่าเขายกใหญ่
"ท่านกล่าวเช่นนี้...หมายความว่าอย่างไรกัน...พวกท่านทำร้านบะหมี่ของข้าเสียหายหมด...เหตุใดถึงเอ่ยคำนั้นออกมาได้...ทั้งที่เื่นี้เป็ความผิดของพวกท่านเเท้ๆ"
ฟานหยางเห็นนางด่าว่าเขา เเต่ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก พร้อมจะก้าวเท้าย่างไปข้างหน้าเพราะเขารู้สึกรำคาญนางเต็มที
พอนางเห็นเขาไม่มีท่าทีจะรับผิดชอบ และกำลังจะก้าวเท้าเดินออกไปจากที่นั่น สตรีตัวเล็กๆอย่างนางจะไปทำอะไรเขาได้ นางยังนึกถึงตอน เขาจับกุมตัวคนร้ายรายนั้นได้ ภาพที่ปรากฏทำให้นางได้เห็น พอเขาวิ่งไล่จับคนร้ายได้ เขาจึงแตะคนร้ายไปที่ขาจากทางด้านหลัง ทำให้คนร้ายรายนั้น ถึงกับล้มลงไปกองกับพื้น แล้วหักข้อมือจนคนร้ายจนร้องขึ้นด้วยความเ็ป นึกภาพเ่าั้แล้วทำให้นางเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที แต่ไม่มีทางเลือกไม่ว่าจะเป็อย่างไร
วันนี้นางต้องได้เงินจากเขา ไม่รู้อะไรดลใจให้นางใจกล้าขึ้นมา เมื่อเขาเดินออกไป ก้าวย่างเท้าได้เพียงสองสามก้าว นางจึงวิ่งตามไปคว้าขาของเขาไว้ ทำให้ฟานหยางต้องกลับหันมาจ้องมองสตรีที่จับขาไว้เเน่น
"สตรีที่ดื้อด้าน...หน้าหนาอย่างเ้าไม่อาย...ผู้คนบ้างหรือไง...มาจับขาบุรุษไว้เเน่นถึงเพียงนี้" ฟานหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เ็า และดุดัน ต่อสตรีที่เกาะจับขาของเขาไว้แน่น จนผู้คนในบริเวณนั้นต่างหันมามองดู
องครักษ์มิ่งลู่ถึงกับใ คิดไม่ถึงสตรีนางนี้จะเข้ามาจับขาผู้เป็นายของเขา อย่างไม่เกรงกลัวเลยสักนิด ซึ่งเขาไม่เคยเจอใครที่เป็เเบบนี้มาก่อน
เหมยหลันที่ได้ยินเขาต่อว่านาง หน้าหนา ทำให้นางยิ่งรู้สึกโมโห ถึงเขาจะต่อว่านางเช่นนี้ อย่างไรวันนี้นางไม่มีวันยอมปล่อยขาของเขาเเน่ หนำซ้ำยังจับขาของชายผู้นี้เเน่นกว่าเดิม ร้านบะหมี่ของนางเสียหายขนาดนี้ จะให้เอาเงินตนเองออกได้อย่างไรกัน ลำพังหนี้ที่มีอยู่ก็ยังหาเงินชดใช้ไม่ได้เลยตั้งสองพันตำลึง ร้านบะหมี่เป็แหล่งสุดท้ายที่จะหาเงินไปใช้หนี้แทนบิดาได้ เหตุใดเขาถึงได้ใจร้ายเช่นนี้นะ เขากำลังสบัดขาให้นางยอมปล่อยเขา นางใช้เเรงที่มีอยู่เกาะขาของเขาไว้เเน่นกว่าเดิมอีก
ฟานหยางนึกในใจ สตรีตัวเล็กอย่างนางเหตุใดถึงมีเเรงมากเพียงนี้ เมื่อเห็นว่านางคงไม่ยอมปล่อย หากเขาใช้กำลังกับนาง ก็คงไม่เหมาะสมเท่าไหร่ อยู่ด้านนอกเช่นนี้ ผู้อื่นจะเห็นว่าเขารังเเกนางซึ่งเป็สตรี และตอนนี้เองเขาก็เริ่มรู้สึกเบื่อ ซ้ำยังรำคาญสตรีที่เอาเเต่เกาะขาเขาไว้แน่น จนเขารู้สึกอึดอัด
"เ้า...ช่างกล้าดีอย่างไร...ทำเช่นนี้กับใต้เท้า"องครักษ์มิ่งลู่ เอ่ยออกมา เมื่อเห็นว่านางไม่ยอมปล่อยขาผู้เป็นายเสียที ผู้คนที่จับจ้องมองมาทางพวกเขา เป็สิ่งที่ทำให้เขาไม่กล้าชักกระบี่ออกมาข่มขู่นาง
"มิ่งลู่...จ่ายเงินให้นาง...ข้ารู้สึกรำคาญนางเต็มที"ฟานหยางเอ่ยสั่งให้องครักษ์มิ่งลู่ ผู้ติดตามของเขา จ่ายเงินให้เเก่นาง
เมื่อได้ยินคำสั่งผู้เป็นาย องครักษ์มิ่งลู่จึงหยิบยกเอาถุงเงินจากแขนเสื้อ แล้วโยนลงพื้นใกล้กับนาง พอเห็นว่า ถุงเงินอยู่ตรงพื้น นางจึงยอมปล่อยแล้วเข้าไปหยิบถุงเงิน จากนั้นจึงรีบเปิดออกมาดู และนับเงิน นางยิ้มออกมาอย่างดีใจ
"ได้มา...สิบตำลึงก็ยังดี...พอได้ซื้อถ้วยใส่บะหมี่ได้หน่อย" นางกล่าวออกมา เมื่อหันไปมองอีกที พวกเขาทั้งสองก็เดินหายไปแล้ว