“แต่นั่นเป็สัญญาระหว่างหลานชายคนโตของฝ่ายนั้นกับหลานสาวคนโตของฝ่ายเรามิใช่หรือ” นางหลี่ซื่อถามด้วยความไม่เข้าใจ
“อีกไม่นานคุณชายโจวจะมารับตำแหน่งนายอำเภอที่นี่ ทางตระกูลโจวสายรองอยากจะให้หน้าแก่สายหลักก็เลยอยากจะเกี่ยวดองกับตระกูลซูด้วย”
นางหลี่ซื่อมองไปยังอีกฝ่ายด้วยความงุนงง ด้วยปกติวิสัยแล้วสะใภ้รองมีนิสัยเอารัดเอาเปรียบและเห็นแก่ตัว เื่ดีๆ เช่นนี้ควรตกเป็ของซูเมิ่งลูกสาวยอดดวงใจของอีกฝ่ายมากกว่า มันไม่มีทางที่จะตกมาเป็ของบ้านสามได้เลย
นางหลี่ซื่อมิใช่คนโง่ เพียงแต่ว่าได้สามีที่ซื่อเกินไป จนทำให้บ้านสามต้องตกเป็รองบ้านรองเสมอมา นางจึงไม่ค่อยมีปากมีเสียงและอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว เชื่อฟังแม่สามีและสามีเป็อย่างดี ซึ่งนี่ถือเป็การตอบแทนสามีของนางที่แม้ตอนที่เขาเป็ขุนนางในเมืองหลวงก็ไม่คิดรับอนุเข้ามาสร้างความไม่สบายใจให้ฮูหยินอย่างตน
“พี่สะใภ้รอง ฉีฉีของข้านับเดือนแล้วเป็น้องของเมิ่งเมิ่งของท่านด้วยซ้ำ เกรงว่าคงไม่เหมาะที่จะยกประโยชน์เื่นี้ให้นาง อีกอย่างฉีฉีอายุเพียง 12 ปี ยังมีเวลาอีกมาก นางยังไม่ปักปิ่นด้วยซ้ำ ข้าอยากให้ลูกอยู่กับข้าก่อน ตามธรรมเนียมแล้วไม่ว่าอย่างไรฉีฉีก็เป็หลานสาวคนที่สามของตระกูลซู ในเมื่อพี่สาวทั้งสองยังไม่แต่งงาน นางที่เป็น้องเล็กก็ไม่อาจข้ามหน้าข้ามตาพี่สาวทั้งสองได้ ข้าว่าตอนนี้เราอย่าเพิ่งพูดเื่นี้กันเลย การตามหาเหยาเหยาสำคัญกว่า”
นางเฉินซื่อชักสีหน้า คิดอยู่แล้วเชียวว่าการคุยกับสะใภ้สามนั้นไม่ใช่เื่ง่าย สู้ไปคุยกับซูคังห่าวคนซื่อจะดีกว่า คนแบบนั้นตามไม่ทันเล่ห์กลของนางแน่
เฉินซื่อพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างไรนางหลี่ซื่อก็ไม่หลงกล จึงได้แต่กระทืบเท้าปึ้งปั้งเดินจากไปแล้วออกตามหาซูเหยาอีกครั้ง
และในตอนนี้หญิงสาวที่ทำให้ตระกูลซูร้อนอกร้อนใจอยู่นั้น กำลังเผชิญหน้ากับผู้ชายคนหนึ่งที่เดินเข้ามาพร้อมกับมู่หลิน
“ยินดีที่ได้รู้จัก ข้าซูเหยา”
อีกฝ่ายเลิกคิ้ว ก่อนจะหันไปมองหน้ามู่หลิน จนทำให้มู่หลินหัวเราะแห้งๆ แล้วเกาหัวแก้เก้อ
“แม้เหยาเหยาจะผอมแห้งไปหน่อย บั้นท้ายก็ไม่ได้ใหญ่ไม่เหมาะสมกับการคลอดลูก แต่นั่นก็ไม่น่าใช่ปัญหาเพราะเ้าไม่ได้อยากได้ภรรยาที่ไว้ร่วมหลับนอน แต่เ้าอยากได้คนที่ดูแลลูกให้เ้ามิใช่หรือ”
“แต่นางเด็กเกินไป”
“ข้าสิบสี่ปีแล้ว!” ซูเหยารีบเอ่ยอย่างร้อนใจ ผู้ชายคนนี้เป็ตัวเลือกเดียวที่มี อีกทั้งยังได้รับความไว้ใจจากพี่สาวมู่ เขาคงไม่ใช่คนที่เลวร้าย
พอเห็นอีกฝ่ายส่ายหน้า นางจึงพูดต่อ “ั้แ่จำความได้ข้าก็ทำงานมาั้แ่เล็ก ไม่ว่าจะงานบ้าน งานครัวหรืองานในสวนไร่นาก็ทำได้หมดไม่เกี่ยง อ้อข้ายังมีประสบการณ์ดูแลผู้สูงอายุอย่างท่านปู่กับท่านย่า ข้าน่ะขยันมาก หากท่านแต่งงานกับข้าเื่ในบ้านนั้นไม่ต้องกังวลเลย”
ชายหนุ่มมองไปยังแผลที่หน้าผากของหญิงสาวด้วยความลังเล บอกตามตรงว่าเขามอบความไว้ใจให้มู่หลินแต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะหาเด็กน้อยขนาดนี้มาให้ อันที่จริงมันก็ไม่ใช่เื่แปลกอันใดเพราะอายุของเด็กสาวตรงหน้าก็ถึงวัยปักปิ่นและสามารถแต่งงานได้แล้ว เพียงแต่ร่างกายนางนั้นซูบผอมจนดูตัวเล็กกว่าอายุ อีกทั้งเขาเองก็อยากได้ภรรยามาคอยดูแลบ้านและดูแลลูก ไม่ได้อยากลูกสาวเพิ่มอีกคน
แม้จะเห็นว่าอีกฝ่ายดูคล้ายอยากปฏิเสธ แต่ซูเหยาไม่อาจล้มเหลวในเื่นี้ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องยืนหยัดให้เขารับนางเป็ภรรยาให้ได้ หาไม่ชะตาชีวิตของนางและพ่อเฒ่าแม่เฒ่าซูคงหนีไม่พ้นชะตาอันน่าสลดอย่างแน่นอน
“ข้าอายุ 14 ปี ท่านอายุ 21 ปี พี่สาวมู่กล่าวว่าลูกชายของท่านอายุ 6 ปี ข้าห่างจากท่าน 7 ปี ห่างจากบุตรชายท่าน 8 ปี จะบอกว่าอยู่ตรงกลางระหว่างพวกท่านก็ไม่ผิดนัก ข้าสามารถเข้ากับท่านที่อายุมากกว่าได้เพราะเคยดูแลผู้สูงวัยมาก่อน และข้าก็ยังเคยเป็เด็กมาก่อนจึงไม่มีปัญหาในการเข้ากับบุตรของท่าน”
“แค่กๆ” ชายหนุ่มถึงกับพูดไม่ถูก นี่มันดูเหมือนสมเหตุสมผลแบบแปลกๆ ดูเหมือนเด็กสาวผู้นี้จะคำนวณมาเป็อย่างดีและค่อนข้างมีเหตุผล เพียงแต่เหตุผลเื่การดูแลผู้สูงวัยนี่มันอะไรกัน? เขารู้ว่าตัวเองนั้นอายุห่างจากนางมาก แต่พอถูกพูดจี้จุดแบบไม่ตั้งใจ มันก็รู้สึกแปลกพิกล
“เช่นนั้นก็ตกลง แต่หากเ้าทำไม่ได้เช่นที่เ้าพูด ข้าเองก็จำเป็ต้องหาภรรยาอีกคน หรือไม่ก็หย่าร้างกับเ้า”
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของซูเหยาส่องประกายเจิดจ้า นางรีบพยักหน้าและให้คำมั่น จากนั้นทั้งสองคนก็ตรงไปยังที่ว่าการอำเภอเพื่อทำการรับทะเบียนสมรส
อันที่จริงมีชาวบ้านไม่มากนักที่เลือกจะจดทะเบียนสมรสโดยตรงกับที่ว่าการอำเภอ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายถึงสามตำลึงเงิน ซึ่งมันก็ดูไม่มีความจำเป็ คนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะบอกกล่าวกับหัวหน้าหมู่บ้านและหัวหน้าตระกูลของฝ่ายหญิงและฝ่ายชายเพื่อให้เป็การรับรู้ร่วมกันแทน
แต่ที่กู้เซียงทำเช่นนี้ก็คล้ายกับว่านี่เป็สัญญาผูกมัดกลายๆ เนื่องด้วยว่าเขาจะพานางไปที่เมืองชายแดน หากนางทำตัวไม่ดีหรือคิดเลวร้ายกับลูกของเขา นางก็จะถูกตราหน้าว่าเป็สตรีที่ผ่านการหย่าร้างมาก่อน และชีวิตหลังจากนั้นย่อมไม่ใช่เื่ราบรื่นนัก แม้นางจะแต่งงานใหม่ตัวเลือกก็คงมีไม่มาก
กลับกันถ้าการแต่งงานครั้งนี้มีเพียงการบอกกล่าวกับหัวหน้าหมู่บ้าน การแต่งงานของนางก็มีเพียงแค่การลงบันทึกในหมู่บ้าน เวลาย้ายไปถิ่นอื่นนางสามารถอ้างว่าเป็สตรีโสดไร้พันธะได้เพราะข้อมูลมีเพียงแค่ในหมู่บ้านและตระกูลซู แต่ถ้าจดทะเบียนสมรสนั้นจะต่างออกไป เพราะนั่นหมายความว่าเขาได้ตีตราเป็เ้าของนางอย่างสมบูรณ์ ผู้เป็ภรรยาจะเป็เหมือนสมบัติของสามี ไม่ว่าสามีจะกระทำการใด ผู้เป็ภรรยาก็ไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง แม้กระทั่งขายภรรยาให้ผู้อื่นก็ตาม
เรียกได้ว่าจากเดิมสิทธิสตรีที่มีเพียงน้อยนิด เมื่อถูกผูกมัดด้วยทะเบียนสมรสแล้วจะถูกลิดรอนสิทธิ์ที่มีเพียงน้อยนิดจนไม่เหลือเลย...
เมื่อซูเหยาเห็นทะเบียนสมรส เธอก็หัวเราะเล็กน้อยด้วยความยินดี แม้จะไม่รู้ว่าคนตัวสูงข้างๆ คิดอย่างไรถึงยอมจ่ายเงินเพื่อรับกระดาษสองแผ่นนี้ก็ตาม แต่นี่มันดีสำหรับนางอย่างแน่นอน แม้บิดามารดาจะไม่เห็นด้วยหรือคิดจะจับนางไปให้คุณชายโจวสติเฟื่อนก็ไม่อาจทำได้อีกต่อไป คำกล่าวของบิดามารดาหรือจะสู้กระดาษที่อยู่ในมือนาง
“แต่งกับข้ามีความสุขถึงเพียงนั้นเลยหรือ?” ชายหนุ่มอดถามไม่ได้ นี่นางไม่รู้จริงๆ หรือว่าทะเบียนสมรสนั้นเอื้อประโยชน์ต่อใครกันแน่
“แน่นอนว่าใช่ เห็นแผลที่หัวข้าหรือไม่ นี่เป็สิ่งที่น้องสาวตัวดีของข้าและมารดาผู้ให้กำเนิดได้สร้างมันขึ้น”
ซูเหยาชี้ไปที่แผลบนหน้าผากของตัวเอง พอพูดถึงตรงนี้โทสะในใจของนางก็ลุกโหม จากนั้นเริ่มเล่าที่มาที่ของเื่ราวให้อีกฝ่ายฟังอย่างไม่ปิดบัง
กู้เซียงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ “เ้าและข้าต่างได้รับผลประโยชน์”
ซูเหยาพยักหน้า “อ่า โดยเฉพาะเมื่อท่านเป็ทหาร แม้จะไม่ใช่คนสูงศักดิ์ แต่ทหารนั้นย่อมมีเกียรติเพราะช่วยปกป้องแว่นแคว้น กระทั่งทหารผู้น้อยชาวบ้านก็ไม่อาจดูิ่ได้ อีกอย่างท่านก็ดูแข็งแรงคงไม่ยอมให้ใครมาพรากภรรยาของท่านไปใช่หรือไม่”
“แน่นอน แม้ข้าจะเป็เพียงทหารผู้น้อยแต่ก็ไม่ยอมให้ใครมากระทำเช่นนั้น ถ้าเ้าดีต่อลูกข้า ข้าย่อมไม่ทำสิ่งเลวร้ายต่อเ้าและจะคอยปกป้องเ้าเอง” แม้จะพูดด้วยใบหน้านิ่ง แต่ใบหูเขากลับแดง ดีที่อีกฝ่ายไม่ได้สังเกตเห็น เพราะมัวแต่ชื่นชมกับทะเบียนสมรสอยู่