บทที่ 114 ตำราหวงจื่อ
“โอ้ เช่นนั้นขนมหวานนี้ก็คือความคิดของคุณชายหลี่งั้นหรือ? สมแล้วที่เป็นเขา” ทงยูหัวเราะออกมา เขายังพยักหน้าให้กับหลี่ชิงหมิน แสดงให้เห็นว่าพวกเขาทั้งสองคนมีไมตรีที่ดีต่อกันตั้งแต่ก่อนหน้านี้ด้วย
การที่กลุ่มการค้าสกุลทงสนิทสนมกับคุณชายหลี่เป็นพิเศษนี้ หากไม่ใช่เพราะแม่ทัพใหญ่ได้รับสมรสพระราชทาน พวกเขาก็เกรงว่าคุณชายหลี่ผู้นี้อาจจะได้ติดตามว่าที่ผู้นำตระกูลทงคนต่อไปผู้นี้เป็นแน่ ความสนใจของเขาไม่เหมือนกับที่มอบให้คนอื่นๆเลย สายตาเป็นมิตรและไร้ซึ่งความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจอย่างที่มองขุนนางคนอื่นทำให้ผู้คนต้องอิจฉา
“เป็นเรื่องบังเอิญที่กระหม่อมเคยได้ยินเกี่ยวกับขนมนี้มาบ้างก็เท่านั้นพะย่ะค่ะ” หลี่ชิงหมินไม่ต้องการรับความดีความชอบทั้งหมด เดิมทีเขาต้องการนั่งเงียบๆแล้วก็กินขนมจนพอใจ แต่ก็เตรียมใจเอาไว้อยู่แล้วว่ามันไม่น่าง่ายดายเช่นนั้น ตั้งแต่ที่รู้ว่าตำแหน่งที่นั่งของตนเองอยู่แยกกับครอบครัวสกุลหลี่นั่นแหละ
“จะบังเอิญหรือไม่ก็ช่าง แต่ขนมหวานของเจ้าทำให้ผู้คนพึงพอใจยิ่ง ข้าจะมอบรางวัลชิ้นใหญ่ให้เจ้าอย่างแน่นอน ขันทีจงนำตำราหวงจื่อออกมา” เมื่อสิ้นเสียงองค์จักรพรรดิ ดวงตาของผู้คนก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ
“อะ องค์จักรพรรดิพะย่ะค่ะ ตำราหวงจื่อนั่น....”
“ไม่ได้นะพะย่ะค่ะ ตำราหวงจื่อเป็นตำราที่เรียกว่าเป็นสมบัติของอาณาจักรเซิน ควรเก็บอยู่ในคลังวังหลวง ไม่อาจจะนำออกมาได้พะย่ะค่ะ”
“ตำราหวงจื่อคือตำราโบราณที่กล่าวถึงวิธีการเปิดพรสวรรค์ของผู้คน เพียงแค่ข้อมูลเล็กๆน้อยๆที่สามารถถอดออกมาได้ ก็ทำให้การพัฒนาศักยภาพของผู้คนในอาณาจักรเซินเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดแล้ว ตำราล้ำค่าเช่นนี้ควรจะเป็นของราชวงศ์เพื่อที่จะได้ทำการศึกษาและพัฒนาวิธีการเปิดพรสวรรค์ต่อไปพะย่ะค่ะ ไม่ควรมอบเป็นของส่วนบุคคล”
เสียงคัดค้านของขุนนางแทบจะดังขึ้นพร้อมๆกัน เหมือนกับที่ขุนนางได้กล่าวถึง ตำราหวงจื่อนี้เป็นตำราวิเศษอย่างแท้จริง ว่ากันว่าอายุตำรานี้มากกว่าหมื่นปีแล้ว เป็นยุคที่ผู้มีพรสวรรค์รุ่งเรืองมาก แต่ไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุใด ผ่านมาหมื่นปีแล้วก็ไม่ค่อยมีคนสืบสานต่อ
คำที่เขียนอยู่ในตำราหวงจื่อเป็นภาษาเฉพาะของผู้เขียน มีภาษาโบราณกับการใช้คำที่ประหลาดจนทำให้เข้าใจได้ยากเย็นมาก กว่าจะแกะออกมาได้แต่ละบทแต่ละเรื่องยังต้องใช้เวลาหลายสิบหลายร้อยปี ในขณะที่ตำราหวงจื่อนั้นมีมากกว่าพันหน้า ตอนนี้พวกเขาทำได้เพียงแกะเนื้อหาออกมา 10 หน้าเท่านั้น
หน้าแรกๆเป็นวิธีการทำยาปลุกพลังให้กับมนุษย์ที่พรสวรรค์ลดลงไปอย่างต่อเนื่อง หากเป็นในยุคหมื่นปีที่พลังธรรมชาติยังอัดแน่นและเต็มไปด้วยพลังงานฟ้าดิน ผู้คนไม่ต้องใช้ยาปลุกพรสวรรค์เลยด้วยซ้ำ
นอกจากยาปลุกพลังแล้ว ก็ยังมีวิธีการฝึกการใช้พลังงานธรรมชาติและการดูดซับพลัง ซึ่งแม้จะเป็นการเขียนกว้างๆ แต่ก็เป็นแม่บทที่ทำให้เกิดการสร้างวิธีสำหรับดูดซับพลังที่หลากหลายมาจนถึงทุกวันนี้
ตำราวิเศษมากเช่นนั้นสมควรที่จะมอบเป็นรางวัลให้ผู้อื่นหรือ? อีกอย่าง...ความดีความชอบของเขาไม่ได้ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น ก็แค่หาวิธีการทำขนมหวานขึ้นมาเอง เหตุใดจำเป็นต้องมอบเป็นรางวัลใหญ่ที่มีค่าควรเมืองด้วย!!
ตำราหวงจื่อนี้มีทั้งหมดเพียง 17 เล่มบนโลกมนุษย์นี้ มันกระจายอยู่ตามอาณาจักรอื่นๆทั่วไป กล่าวว่าแม้แต่การคัดลอกก็ยังทำได้ยากเย็นเพราะรายละเอียดที่อยู่ในนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะทำได้ หากคัดลอกพลาดเพียงนิดเดียวก็จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเป็นอันตรายได้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีใครพยายามจะคัดลอกขึ้นมาอีก
หรือต่อให้คัดลอกขึ้นมา ก็ต้องผ่านการตรวจสอบทั้งจากผู้ถือครองทั้ง 17 อาณาจักรเพื่อยืนยันว่าไม่มีส่วนไหนผิดพลาด แต่องค์จักรพรรดิยังต้องการมอบมันให้กับหลี่ชิงหมิน? นี่มัน....เป็นเรื่องตลกระดับใดกัน!
“ฮ่าๆ พวกเจ้ากังวลเกินไปแล้ว ข้ายังไม่ได้บอกว่าจะให้ตำราหวงจื่อแก่หลี่ชิงหมินเลย เพียงแค่ต้องการมอบโอกาสให้เขาเท่านั้น หลังจากนี้ในช่วง 1 เดือน ข้าจะอนุญาตเป็นพิเศษให้คุณชายหลี่มาที่พระราชวังเพื่ออยู่กับตำราหวงจื่อได้ เขาจะได้รับสิ่งใดกลับไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเขาแล้ว”
องค์จักรพรรดิหัวเราะออกมาเมื่อเห็นท่าทางแตกตื่นของผู้คน ตำราหวงจื่อจะให้ผู้อื่นง่ายๆได้อย่างไร อีกอย่าง...การเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามาศึกษาตำรานี้มีขึ้นทุกๆ 5 ปีอยู่แล้ว เพราะในระหว่างที่เปิดให้ศึกษา จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่ควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดและทำลายตำราหวงจื่อไป
แต่กรณีของหลี่ชิงหมินถือเป็นกรณีพิเศษ นี่คือรางวัลที่พระองค์ต้องการจะใช้มันเพื่อเสี่ยงโชค ถ้าเป็นไปได้...หากหลี่ชิงหมินทำสิ่งใดสำเร็จขึ้นมา แม้จะเป็นความสำเร็จส่วนตัว แต่ในไม่ช้า...พวกเขาก็จะหาวิธีแลกเปลี่ยนมันมาอยู่ในมือของพระราชวังให้ได้
องค์จักรพรรดิเพียงอยากรู้ว่าทักษะตรวจสอบของหลี่ชิงหมินนั้นอยู่ในระดับไหนกันแน่ หากเห็นว่าเขาสามารถแกะข้อมูลได้บ้าง เมื่อถึงวันครบรอบ 5 ปีที่ให้ผู้มีความรู้เข้ามาศึกษา เขาก็จะเรียกเด็กหนุ่มคนนี้เข้ามาด้วย
หลี่ชิงหมินเคยได้ยินเรื่องตำราหวงจื่อมาก่อนจากนิยาย แต่มันเป็นการพูดถึงลอยๆเท่านั้น แม้แต่นางเอกซือซือของเขาก็ยังไม่ได้รับโอกาสให้เห็นตำรานี้ด้วยซ้ำ คิดไม่ถึงเลยว่าองค์จักรพรรดิผู้นี้จะใจกว้างมากจริงๆ
ถึงแม้ว่าเขาอยากจะนอนอยู่บ้านเฉยๆ แต่ตำราหวงจื่อนี้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ารำคาญเกินไป อีกอย่าง...ก็แค่เข้ามาที่พระราชวังเพื่ออ่านตำราไม่ใช่หรือ? เตรียมชาและขนมจากจวนสกุลหลี่มานอนเล่นเปลี่ยนสถานที่ก็ไม่ได้แย่เลย
“กระหม่อมขอขอบพระทัยองค์จักรพรรดิที่มอบโอกาสพิเศษให้พะย่ะค่ะ” เมื่อรู้ว่านี่เป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆสำหรับเขา หลี่ชิงหมินก็รับเอาไว้อย่างมีความสุข
เห็นเด็กน้อยของเขากำลังตื่นเต้นดีใจกับการที่จะถูกสั่งให้ไปอ่านตำรา หวงซีเฉิงก็รู้สึกว่าห้องตำราในจวนสกุลหวงสมควรต้องปรับปรุงเล็กน้อย เขาเดินทางไปทั่วสารทิศ เคยเห็นตำรามากมายแต่ก็ไม่ได้สนใจ หลังจากนี้สมควรที่จะต้องรวบรวมพวกมันทั้งหมดมาไว้ที่จวนสกุลหวงเสียแล้ว
หลี่ชิงหมินไม่ได้รู้ว่าเจ้าคนคลั่งชาคนนี้กำลังวางแผนทำสิ่งใดเพื่อตนเองลับหลังบ้าง หากเขาเข้าไปในจวนสกุลหวงยามนี้จะได้เห็นว่าทุกอย่างเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่มีเค้าโครงตระกูลหวงที่รอแต่จะฉกกัดเหมือนในนิยายเลย กลับกัน....ในส่วนที่หวงซีเฉิงผู้เป็นจ้าวตระกูลหวงเตรียมเอาไว้ให้เขานั้น ไม่ต่างอะไรกับสรวงสวรรค์ขนาดย่อม
คนถึงกับกว้านซื้อที่ดินในเมืองเพิ่ม จวนใหญ่โตรอบๆ จวนสกุลหวงถูกซื้อมาในราคาแพง แม้แต่ร้านอาหารก็ถูกรื้อทิ้งทั้งหมดเพื่อเปลี่ยนเป็นสวนดอกไม้ให้กับเด็กหนุ่ม กว่าหลี่ชิงหมินจะรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น...ก็ปาไปหลายเดือนแล้ว จึงมีแค่ตอนนี้เท่านั้นที่เขายังคิดกังวลใจอยู่
“คุณชายหลี่นั้นมีพรสวรรค์ บางทีอาจจะใช้เวลา 1 เดือนเพื่อศึกษาจนได้ความมาก็ได้” เจ้ากรมพิธีการเอ่ยยกยอ เขาคิดว่าคุณชายตัวเล็กผู้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วยคำพูดของเขา...ขุนนางคนอื่นๆจึงเริ่มพูดขึ้นมาบ้าง
“โอกาส 1 เดือนนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ”
“เป็นพระกรุณาขององค์จักรพรรดิแล้ว”
“คุณชายหลี่ต้องเก็บโอกาสนี้ให้ดี หากทำสำเร็จ...ภายภาคหน้าคงจะช่วยเหลือท่านแม่ทัพได้ไม่น้อย” หลังจากที่ได้ยินความคิดเห็นในทิศทางเดียวกันเช่นนั้น องค์จักรพรรดิก็พยักหน้ารับแล้วสั่งให้เริ่มพิธีการต่อไป
การเลี้ยงดูปูเสื่อกลุ่มการค้าสกุลทงสมควรจบลงตั้งแต่ที่พวกเขาได้ลิ้มลองขนมหวานตัวหนอนแล้ว แต่เมื่อได้รับมากเกินไป ทั้งยังสร้างความพึงพอใจให้เช่นนี้ ทงยูจึงไม่สามารถรับมามือเปล่าได้ เขาจึงสั่งให้คนของตนเองนำของที่เตรียมไว้มาถวายแด่องค์จักรพรรดิบ้าง
“เพื่อตอบแทนความกรุณาขององค์จักรพรรดิ และการต้อนรับที่ยอดเยี่ยม พวกเรากลุ่มการค้าสกุลทงไม่ได้มีอะไรมากมายที่จะนำมาถวายให้ ทว่า...ก็มีอยู่สิ่งหนึ่งที่คิดว่าอาณาจักรเซินอาจจะต้องการมากที่สุด และสิ่งนี้ก็คือสิ่งประดิษฐ์จากอาณาจักรวู่เสียน อาณาจักรที่ได้ชื่อว่าเป็นอาณาจักรแห่งสิ่งประดิษฐ์อย่างแท้จริง”
ทงยูเกริ่นนำมาเนิ่นนาน แสดงให้เห็นว่าเขาภูมิใจกับสิ่งประดิษฐ์นี้ที่ตนเองนำมาอย่างมาก กล่องขนาดใหญ่ถูกยกเข้ามา กล่องไม้ที่ปิดทึบนั้นทำให้ผู้คนต้องสนใจ แม้แต่องค์จักรพรรดิก็ยังลอบกำหมัดด้วยความตื่นเต้นเลย
เห็นท่าทางของทุกคนที่อยากรู้อยากเห็นนี้ ทงยูก็พอใจอย่างมาก เขามองไปที่หลี่ชิงหมินราวกับต้องการทดสอบ ปรากฏว่าครั้งนี้ชิงหมินก็ไม่สามารถมองของที่อยู่ข้างในได้ว่าคืออะไร เขารู้เพียงแค่ว่ากล่องที่ใส่ของชิ้นนี้มานั้นถูกปิดผนึกเอาไว้โดยตระกูลทงแล้ว แสดงให้เห็นว่าพวกเขารู้ว่าที่ผ่านมา...หลี่ชิงหมินสามารถมองของที่อยู่ด้านในได้
ครั้งนี้พวกเขาสามารถหาวิธีการบดบังสายตาของชิงหมินและผู้ประเมินทั้งหมดได้จริงๆ ตระกูลทงเป็นพวกที่ชอบทำอะไรโดยให้เป็นส่วนตัวมากที่สุด พวกเขาต้องการชิงความได้เปรียบจากทุกสถานการณ์ หลายครั้งถ้าข้าวของที่นำออกไปถูกมองเห็นจะทำให้พวกเขาเดือดร้อนได้
ชิงหมินถอนหายใจออกมา พวกเขายังถือว่าเป็นกลุ่มการค้าขนาดใหญ่ที่ทำสิ่งใดรอบคอบจริงๆ ถ้าทุกคนรู้วิธีการแบบเดียวกับที่กลุ่มการค้าสกุลทงทำอยู่ ต่อไปชิงหมินคงจะโกงใครไม่ได้อีกแล้ว
ทุกการใช้พลังย่อมมีจุดอ่อนของมัน...
ทงยูเคลื่อนไหวไม่ช้าไม่เร็ว แต่ในสายตาของคนอื่นเหมือนจะกินเวลานานเกินไป พวกเขาอยากจะลงไปเปิดกล่องใส่ของประดิษฐ์นั้นด้วยตนเองเสียเหลือเกิน
“นั่นคือสิ่งใดหรือ?” กล่องขนาดใหญ่ถูกเปิดออก เผยให้เห็นสิ่งของด้านในที่มีสีดำ รูปทรงสี่เหลี่ยมประหลาดและไม่เคยเห็นมาก่อน ถึงอย่างนั้นก็ยังรับรู้ได้ถึงพลังจางๆที่กระจายออกมาจากสิ่งของเหล่านั้น
“สิ่งนี้ถวายแด่องค์จักรพรรดิ มันมีชื่อเรียกว่า “แท่งเตือนภัย” พะย่ะค่ะ”
“แท่งเตือนภัยหรือ?” แม้จะได้ยินชื่อสิ่งประดิษฐ์นี้ แต่องค์จักรพรรดิก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันคือสิ่งประดิษฐ์ที่มีประโยชน์อะไร ทงยูคลี่ยิ้มก่อนจะหยิบแท่งสีดำออกมาถือไว้ในมือ
หลี่ชิงหมินจึงได้เห็นอุปกรณ์ที่ทงยูนำมา ทักษะในการตรวจสอบของเขากลับมาใช้งานได้อีกครั้ง และสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ก็ทำให้เขามีดวงตาลุกวาว...
“แท่งเตือนภัยนี้ขอมอบให้อาณาจักรเซิน เนื่องจากกระหม่อมรู้มาว่าอีก 2-3 เดือนให้หลังนี้ จะเป็นฤดูที่อาณาจักรเซินต้องเจอกับปัญหาอุทกภัยในหลายๆพื้นที่ หากเป็นปัญหาน้ำท่วมจากแหล่งน้ำมาเจอกับทะเลที่ขึ้นสูงก็คงจะเตรียมพร้อมรับมือได้”
“ทว่า...ปัญหาที่ทำให้เกิดความสูญเสียอย่างมากในช่วงอุทกภัยนี้ก็คือ การที่ประชาชนและทางการไม่สามารถเตรียมรับมือกับปัญหาน้ำจากป่าสูงได้ทัน คนที่เดือดร้อนมากที่สุดคือผู้อยู่อาศัยในหุบเขา ไม่สิ! แม้แต่ผู้อาศัยบนภูเขาก็ยังได้รับผลกระทบด้วย หากน้ำป่าไหลท่วมกะทันหัน พวกเขาเองก็เตรียมการรับมือไม่ทันการณ์”
“แท่งเตือนภัยนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตรวจสอบและแจ้งเตือนเกี่ยวกับพายุฝนที่จะตกหนักล่วงหน้า ทำให้รู้ว่าในช่วง 7 วันหลังจากนี้จะมีโอกาสเกิดน้ำป่ารุนแรงหรือไม่ หากมีสัญญาณเตือนก็สามารถเก็บข้าวของได้ทันเวลา”
“ผู้คนก็จะไม่สูญเสียชีวิตไปง่ายดายเช่นนี้ พวกเขายังเลี่ยงที่จะออกไปเดินเขา นักเดินทางหรือกลุ่มพ่อค้าก็ยังสามารถได้รับคำเตือนล่วงหน้าและเลี่ยงเส้นทางอันตรายได้อีกด้วย”
“ด้วยประโยชน์ของมันนี้ จะทำให้อาณาจักรเซินลดความสูญเสียลงไปมาก กระหม่อมเตรียมเอาไว้สำหรับ 5 จุด เนื่องจากมีราคาที่ค่อนข้างแพงและสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก ทว่า...ด้วย 5 จุดนี้ กระหม่อมคิดว่าจะทำประโยชน์ให้อาณาจักรเซินได้ไม่น้อย”
ทงยูให้รายละเอียดแก่ทุกคน ยิ่งเขาพูดก็ยิ่งทำให้สีหน้าของคนอาณาจักรเซินดูน่าขัน ปากของพวกเขาเปิดกว้าง เห็นเส้นทางที่จะพัฒนาอาณาจักรไปอีกอย่างได้เลย
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้พวกเขายังกังวลใจอยู่ เมื่อสิ้นสงครามแล้วจะต้องเจอกับปัญหาเรื่องอุทกภัย อาณาจักรเซินไม่มีความพร้อมในการรับมือกับปัญหาทั้งหมดนั่นแล้ว แค่พวกเขาจะรอดไปจากภาวะหลังสงครามยังถือว่ายาก หากต้องรีดไถเก็บเงินเพื่อนำไปช่วยเหลือจัดการอุทกภัยอีก คงจะทำให้แม้แต่ขุนนางใหญ่ก็ต้องขายบ้านขายจวนทิ้งกันบ้าง
ไม่คิดเลยว่ากลุ่มการค้าสกุลทงจะใจกว้างเช่นนี้ พวกเขาโยนเบ็ดชิ้นใหญ่ให้แก่อาณาจักรเซินแล้ว ถึงจะบอกว่าครั้งนี้เป็นของขวัญให้เปล่า แต่สุดท้าย...ของขวัญ 5 ชิ้นนี้เพียงพอได้อย่างไร
เมื่อพวกเขาได้ลองใช้งานครั้งแรก ต่อไปถ้าต้องการก็สามารถหาซื้อกับกลุ่มการค้าสกุลทงได้เท่านั้น ของดีเช่นนี้ยิ่งมีไว้มากเท่าไรยิ่งช่วยลดความสูญเสียได้มากขึ้นเท่านั้น หากเป็นไปได้...ทั้งอาณาจักรเซินก็อยากจะติดตั้งอุปกรณ์นี้เอาไว้รอบๆ มันถือว่าเป็นการลงทุนครั้งเดียวแต่สามารถจัดการปัญหานี้ได้ตลอดไป
หลี่ชิงหมินก็ทึ่งกับนวัตกรรมที่อาณาจักรวู่เสียนคิดค้นได้เช่นกัน เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีสิ่งประดิษฐ์ที่เหมือนกับในโลกปัจจุบันขนาดนี้ ไม่สิ! ต้องบอกว่ามันล้ำหน้าไปมากกว่าโลกที่เขาเคยอยู่ด้วยซ้ำ
แจ้งเตือนล่วงหน้า 7 วันหรือ? หากในช่วงที่เขาจากมามีการแจ้งเตือนนี้ล่วงหน้า 7 วัน ประเทศที่เขาอยู่ก็คงจะสามารถเลี่ยงความเสียหายเหล่านี้ได้เช่นกัน
…………………………………………………………..