18.....
“พอได้แล้วค่ะ คุณพจมานแห่งบ้านทรายทอง”
ไปรยาปรามเพื่อนแบบแซวไปด้วย
“ใครบอก ฉันขอเป็หญิงเล็กย่ะไม่อยากจะเป็นางเอกคู่กับพระเอกชายกลางแบบนั้นหรอกย่ะ”
“จ้า..เชิญคุณหญิงเล็กมาช่วยกันตรวจสอบเ้าดุ๊กดิ๊กกันดีกว่าค่ะ”
ลิลลี่เดินอมยิ้มมาช่วยเพื่อนด้วยความกระตือรือร้นลืมเื่บาดหมางกับชายเ้าของบ้านไปได้ชั่วคราว แต่เวลาต่อมาลิลลี่ก็เริ่มมีปัญหากับเ้าของบ้านหนุ่มอีกครั้งหลังจากที่สองสาวยืนยันตรงกันแล้วว่าสุนัขตัวที่ตรวจสอบนั้นเป็เ้าดุ๊กดิ๊กจริงทว่า..ปัญหาก็คือชายหนุ่มเ้าของบ้านไม่ยอมให้เอาเ้าดุ๊กดิ๊กไปง่าย ๆ นั่นเอง
“คุณต้องให้เพื่อนของคุณที่เป็เ้าของตัวจริงมายืนยันก่อน ผมจึงจะอนุญาตให้เอามันออกไปจากบ้านผมได้”
ปัญจพลบอกกับสองสาวว่าการที่เขาเชิญมาดูดุ๊กดิ๊กนี้ก็เพราะเขารู้สึกเห็นใจเ้าของสุนัข ซึ่งเขาได้อ่านข้อความที่เล่าถึงเื่ราวของหญิงสาวคนหนึ่งชื่อดรีมที่ต้องสูญเสียคนรักไปจากอุบัติเหตุแล้วยังจะต้องมาพบกับความเศร้าเสียใจที่สุนัขตัวโปรดหายตัวออกไปจากบ้านจึงต้องมาประกาศหาคนใจดีที่พบตัวของเ้าดุ๊กดิ๊กส่งมอบให้กับหญิงสาวชื่อดรีมเพื่อที่เธอจะได้มีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตต่อไป หลังจากที่ต้องสูญเสียคนรักไปแล้ว
“แต่ฉันสองคนเป็เพื่อนกับคนที่เป็เ้าของดุ๊กดี๊ก” ลิลลี่ยืนยัน
“คุณชื่ออะไรล่ะครับ”
ปัญจพลถามพร้อมกับมองหน้าลิลลี่
“ลิลลี่...” เธอบอกเสียงไม่ค่อยเต็มใจนัก
“แล้วคุณล่ะครับ”เขาหันไปถามไปรยาบ้าง
“ไปรยาค่ะ”
“นั่นไง..ไม่เห็นมีใครชื่อดรีมสักคนฉะนั้นผมจะคืนเ้าดุ๊กดิ๊กนี้ให้กับผู้หญิงที่ชื่อดรีมตามรูปภาพที่ลงในประกาศตามหาสุนัขหายเท่านั้น”
“โอ้ย..จะบ้าตาย ทำไมมันยุ่งยากอย่างนี้เนี่ย..ก็บอกแล้วไงว่าพวกเราเป็เพื่อนยัยดรีมเ้าของหมาแล้วคุณจะมีปัญหาอะไรนักหนา แค่ให้หมาพวกเรามา แล้วคุณก็รับเงินรางวัลไปก็แค่เนี้ย..เอ๊ะ.หรือว่าเงินรางวัลน้อยไป” ลิลลี่ถามเสียงประชด
“ผมไม่ได้้าเงินรางวัลแต่ผม้าให้สุนัขตัวนี้ได้ไปอยู่กับเ้าของที่แท้จริง”
“ฉันก็จะนำเ้าดุ๊กดิ๊กไปให้ยัยดรีมอยู่นี่ไงล่ะ”
ลิลลี่บอกเขาเสียงแข็ง รู้สึกว่าผู้ชายตรงหน้าเป็คนเื่มาก
“ผมจะไปรู้ได้ยังไงว่าคุณเอาไปให้คุณดรีมจริงๆ เอาอย่างนี้ก็แล้วกันถ้าคุณสามารถทำให้ผมพูดคุยกับคุณดรีมได้ผมก็จะคืนเ้าดุ๊กดิ๊กให้ก็แล้วกัน”
“ได้ค่ะ เราจะโทรหาดรีม ให้คุณคุยกับเธอก็ได้ค่ะ” ไปรยาบอก
“ดีครับ โทรแบบวีดีโอคอล เห็นหน้าด้วยนะครับผมจะได้ดูว่าเป็คนเดียวกับที่ลงในไอจีหรือเปล่า”
พอเขาพูดจบลิลลี่ก็ดึงแขนเพื่อนไปกระซิบกระซาบทันที
“เธอจะไปบอกให้เขาโทรหายัยดรีมทำไม รู้อยู่แล้วว่าดรีมไม่รู้ว่าเ้าดุ๊กดิ๊กหายไปจากบ้านขืนให้ตานี่ได้คุยกับดรีม คนที่ซวยคือปอนด์นะ ฉันไม่ยอมหรอกที่จะให้ปอนด์ถูกยัยดรีมโกรธที่ไปโกหกไว้ว่าเ้าดุ๊กดิ๊กอยู่โรงบาล”
“เออ..จริงด้วยฉันก็ลืมนึกเื่นี้ไปเลย”
ไปรยามีสีหน้าไม่ค่อยดี จนปัญจพลเห็นความผิดปกติของสองสาวที่เอาแต่ซุบซิบคุยกัน
“ว่าไงครับคุณ...ตกลงจะให้ผมคุยกับคุณดรีมได้ไหม”
“เอ้อ..คือตอนนี้ดรีมไม่ค่อยสบายค่ะยังพักฟื้นร่างกายอยู่ที่บ้าน คุณคุยกับเพื่อนสนิทอีกคนของดรีมได้ไหมคะคนที่ลงประกาศตามหาเ้าดุ๊กดิ๊กน่ะค่ะ”
ไปรยาลองต่อรองดูก่อน
“แล้วผมจะรู้ได้ไงล่ะว่าคนที่คุณโทรไปเป็เพื่อนสนิทคุณดรีมตัวจริง..ผมจะต้องได้พบตัวเธอเสียก่อนจึงจะเชื่อ”
ปัญจพลยืนยันในหลักการของตนเอง
“คุณนี่..มันงี่เง่าเื่มากที่สุดเลย”
ลิลลี่พูดใส่หน้าเขาอย่างหมดความอดทนด้วยความไม่เกรงใจ
“คุณจะว่ายังไงผมไม่สน ผมยึดหลักความถูกต้องในเมื่อลงประกาศว่าเป็สุนัขแสนรักของคุณดรีม แล้วคุณสองคนก็บอกว่าไม่ได้ชื่อดรีมผมก็มีสิทธิที่จะไม่ให้สุนัขคุณไป ผมผิดตรงไหนที่ผม้าจะคืนสุนัขให้กับเ้าของที่แท้จริงบอกตรง ๆ ผมคงจะไม่สบายใจหรอกนะถ้าไม่ได้ส่งมอบสุนัขนี้ให้กับเ้าของจริง ๆ”
“ฉันเข้าใจคุณค่ะ..”
ไปรยาบอกเขาทำให้สีหน้าของชายหนุ่มคลายความโกรธลงไป
“ดีครับที่คุณเข้าใจผม”
“แต่ฉันไม่เข้าใจ..ทำไมจะต้องเื่มากแบบนี้ด้วย”
ลิลลี่ยังรู้สึกเคืองเขาอยู่
“ผมไม่อยากคุยกับคนเข้าใจยากอย่างคุณเอ้อ..คุณไปรยาครับ ยังไงก็ให้เพื่อนคุณที่ชื่อดรีมเดินทางมารับเ้าดุ๊กดิ๊กด้วยตัวเองดีกว่าครับ ผมจะได้สบายใจว่าได้ส่งมอบให้กับเ้าของตัวจริง”
เขาหันไปพูดกับไปรยาอย่างสุภาพ ทำให้ลิลลี่หมั่นไส้ชายหนุ่มขึ้นมาอีกรอบ
“คือตอนนี้ดรีมเพิ่งจะออกจากโรงพยาบาลน่ะค่ะเธอยังไม่แข็งแรงพอที่จะไปไหนมาไหนได้” ไปรยาบอก
“ถ้าอย่างนั้นเอาไว้ผมจะเอาเ้าดุ๊กดิ๊กไปคืนให้เธอที่บ้านก็ได้ครับ”
“โอ้..จริงเหรอคะ ขอบคุณมากค่ะ”
ไปรยากล่าวด้วยสีหน้าเป็มิตร
“ไม่เป็ไรครับ แต่ว่า..ต้องรอให้ผมกลับจากออสเตรเลียก่อนนะครับ”
“คุณจะกลับเมื่อไหร่คะ” ไปรยาถาม
“ผมเดินทางคืนนี้และจะกลับวันอาทิตย์ครับ”
“ก็อีกสี่ห้าวัน..งั้นวันนี้พวกเรากลับก่อนนะคะขอบคุณมากค่ะที่กรุณาเลี้ยงเ้าดุ๊กดิ๊กเอาไว้”
ไปรยาแสดงความขอบคุณและเป็มิตร
“ด้วยความยินดีครับกลับมาผมจะติดต่อไปนะครับ”
“ค่ะ สวัสดีค่ะ”
ไปรยายกมือไหว้เขา ในขณะที่ลิลลี่ก้มหน้านิ่งไม่สนใจแม้แต่จะกล่าวคำขอบคุณเพราะยังเคืองกับคำพูดของเขาอยู่นั่นเอง
ิญญาชวินกุมศีรษะด้วยความกลัดกลุ้มเมื่อเห็นกระต่ายร้องห่มร้องไห้อยู่ต่อหน้านางบุญมา กับ ชโรชาภายในห้องนอนของเขา เด็กสาวกระต่ายบอกกับมารดาของชวินว่า
“ที่ต่ายมาหาคุณแม่ก็เพราะกำลังท้องลูกของพี่วิน ต่าย้าขอเงินคุณแม่ไปทำแท้งค่ะ”
นางบุญมาอ้าปากค้าง ในขณะที่ชโรชารับฟังด้วยความหดหู่ใจทั้งสองแม่ลูกรับรู้ว่ากระต่ายเป็ผู้หญิงคนหนึ่งในบรรดาหลายคนของชวิน แต่เขาก็ไม่เคยพาผู้หญิงคนไหนมาค้างที่บ้านด้วยเหมือนรายนี้ ที่ชวินพาเข้าบ้านเมื่อสองเดือนก่อนที่ชวินจะเสียชีวิตซึ่งนางบุญมาไม่เห็นด้วย นางอยากจะให้ชวินซื่อสัตย์กับนัฏนรีเพียงคนเดียว แต่ชวินก็ยืนยันว่ามีนัฏนรีเป็แฟนเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนผู้หญิงคนอื่นถือเป็รสชาติของชีวิตไม่ได้คิดจริงจังแต่อย่างใด
“ถ้าไม่ได้คิดจริงจัง แล้วเอ็งพาผู้หญิงคนนี้มาค้างที่บ้านด้วยทำไม”
นางบุญมาเคยถามลูกชายอย่างไม่เข้าใจในตอนนั้น
“น้องต่ายมีปัญหากับเพื่อนร่วมห้องผมสงสารก็เลยให้เขามาค้างที่บ้านเราสักพักก่อนไม่นานหรอกแม่”
“ถ้าเกิดหนูดรีมมาที่บ้านแล้วเห็นผู้หญิงของแกจะว่ายังไง”
มารดายังอดเป็ห่วงไม่ได้นางไม่อยากจะให้ลูกชายต้องเลิกรากับนัฏนรี
“่นี้ดรีมเขากำลังยุ่ง ๆ อยู่ คงไม่แวะมาหาผมหรอก”
ชวินบอกด้วยความมั่นใจและตอนหลังนางบุญมาก็รับรู้ว่าชวินไปเช่าห้องที่คอนโดให้เด็กสาวกระต่ายอยู่
“ท้องได้กี่เดือนแล้วล่ะ”
นางบุญมาถามขึ้นด้วยความเวทนาที่เห็นสภาพของเด็กสาวกระต่าย ทำให้บุญมานึกถึงหัวอกผู้เป็พ่อแม่ของเด็กสาวคนนี้ และอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเื่นี้เกิดขึ้นกับลูกสาวของตนจะเป็อย่างไร
“ก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าท้องค่ะ คงจะสองเดือนมังคะ” กระต่ายบอกเสียงปนสะอื้น
“แล้วทำไมถึงจะต้องไปทำแท้งด้วยล่ะ” นางบุญมาถามต่อ
“หนูยังเรียนอยู่ปีสองเองค่ะถ้าไม่ทำแท้งหนูก็ต้องออกจากมหาลัยแล้วพ่อแม่หนูก็คงจะ...”
“เฮ้อ!..เวรรกรรมจริง ๆ” นางบุญมาถอนหายใจ
“พี่้าเงินเท่าไหร่ล่ะ”ชโรชาเป็คนถามขึ้น
“ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่แต่คิดว่าไม่น่าจะเกินสองหมื่นค่ะ”
“หา!..ตั้งสองหมื่นจะเอาที่ไหนไปให้ ทำแท้งบ้าอะไรตั้งสองหมื่นเชียว” ชโรชาโวยวาย
“นั่นสิ..สักพันสองพันยังพอไหว” นางบุญมาว่า
“ต่ายต้องเอาไปจ่ายค่าเช่าห้องที่พี่วินค้างไว้ด้วยค่ะ”
นางบุญมานิ่งเงียบมีเพียงแววตาเท่านั้นที่เหม่อมองไปนอกหน้าต่างด้วยความกลัดกลุ้มเช่นเดียวกับชโรชาผู้เป็ลูกสาวที่คิดอะไรไม่ออกกับสิ่งที่ชวินได้ทิ้งไว้ให้ปวดหัว
“ไงไอ้วิน เห็นผลงานของแกแล้วใช่ไหมว่าทำให้แม่ ให้น้องแกเดือดร้อนแค่ไหน”
เสียงของิญญาทองก้อนบอกกับชวินที่กำลังนั่งหน้าละห้อยมองภาพของผู้หญิงสามคนที่นั่งอยู่บนเตียงนอนในห้องของเขาด้วยความรู้สึกหดหู่ใจกับการกระทำของตัวเองที่เคยก่อไว้เมื่อครั้งมีชีวิตอยู่
“อย่าซ้ำเติมผมได้ไหมพ่อ ผมยิ่งกลุ้มๆ อยู่”
ชวินหันไปปรามบิดาด้วยสีหน้าระทมทุกข์
“แล้วจะทำยังไงดีล่ะจะช่วยแม่แกไปหาเงินที่ไหนมาให้ยัยหนูนั่นทำแท้งล่ะ ตั้งสองหมื่นเชียวนะ”
ทองก้อนทำหน้าครุ่นคิดแต่เพียงครู่เดียวก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ
“คิดออกแล้ว!..”
“ทำไงพ่อ” ชวินตาโตด้วยความตื่นเต้น
“ข้าจะช่วยแม่แกไม่ให้เสียเงินสักบาทเลย..”
“แล้วพ่อจะทำยังไงล่ะ”
“ไม่ยากรอให้ยัยต่ายเดินลงบันไดไปข้างล่างก่อน ข้านี่แหละจะถีบมันตกบันไดเองรับรองมันแท้งลูกแน่ เป็ไงความคิดข้าเยี่ยมไปเลยใช่ไหมวะ” ผู้เป็บิดาบอกด้วยความภูมิใจ
“เยี่ยมโคตร ๆ เลยพ่อ ในหัวของพ่อนี่คิดแต่เื่เลวร้ายเื่ชั่ว ๆ เลยนะครับเนี่ย”
“เฮ้ย!..หลอกด่ากันนี่หว่า นี่พ่อนะโว้ยพูดจาอะไรระวังนรกจะกินหัว”
“ก็เพราะผมกลัวนรกจะกินหัวน่ะสิครับถึงต้องพูดแบบนี้ พ่อจะคิดหรือทำอะไรในตอนนี้ต้องระวังให้ดีจะทำเหมือนตอนมีชีวิตอยู่ไม่ได้นะครับ เวลาไม่พอใจอะไรก็เตะตีทำร้ายผู้หญิง ตอนนี้พ่อก็รู้แล้วนี่ว่าผลของการกระทำนั้นมันจะเป็คะแนนสะสมแต้มให้กับเราทุกอย่างไม่ว่าเื่ดีหรือเื่ไม่ดี”
“จริงด้วย ขอบใจว่ะที่เตือน..แล้วแกจะทำยังไงกับเื่ของยัยกระต่ายตื่นตูมนี่วะ”
ทองก้อนเกาศีรษะไปมา
“ผมจะต้องขัดขวางไม่ให้น้องต่ายทำแท้ง”
ชวินโพล่งออกมา
“แกไม่ได้ยินรึไงที่ยัยหนูนั่นมันบอกว่าเพิ่งเรียนอยู่ปีสอง จะให้เขาแบกท้องโย้ไปเรียนให้อายเพื่อนรึไง”
“ยังไงลูกในท้องของน้องต่ายก็เป็ลูกของผมผมจะไม่ให้เธอทำบาปทำกรรมเด็ดขาด”
“มาสำนึกเป็คนดีหลังจากตายแล้วเนี่ยนะมันไม่สายไปหน่อยหรือวะไอ้วิน” บิดาต่อว่า
“ยังดีกว่าไม่สำนึกซะเลย พ่อลืมแล้วหรือไงว่า่นี้เราจะต้องคิดแต่สิ่งดี ๆ เราก็ต้องเริ่มคิดดี ทำดีนะพ่อ” ลูกชายเตือนซ้ำอีกรอบ
“เออว่ะ...เผลอคิดไม่ดีซะเรื่อยการทำแท้งนี่มันผิดศีลใช่ไหมวะ”
“ใช่..อยู่ข้อที่หนึ่งเลยล่ะพ่อห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไงครับถือเป็บาปหนักเลยล่ะ”
“แต่แกไม่ได้ลงมือฆ่านี่หว่ายัยเด็กนั่นต่างหากที่จะไปทำแท้ง”
“แต่คนที่รู้เห็นและสนับสนุนก็บาปพอๆ กันแหละพ่อ ถ้าแม่ให้เงินไปแม่ก็บาป เราได้ยินแล้วยังสนับสนุนก็บาป”
“โอ้ย..งั้นข้าไม่ช่วยแกคิดแล้ว เดี๋ยวจะเผลอคิดเลว ๆ อีก แกแก้ปัญหาเอาเองแล้วกันไอ้ขุนแผนแดนสยาม”
“งั้นผมจะไปปรึกษาท่านจัตุรัสดูก่อนนะพ่อ”
ขาดคำร่างของชวินก็หายออกไปจากบริเวณนั้นทันที