“อะไรกัน บุคคนที่ชี้นิ้วสั่งตายผู้นั้น ทำไมบัดนี้ช่างดูกระจอกงอกง่อยเสียแล้วเล่า”
ขณะนั้นเอง บุรุษหน้าเหี้ยมที่สั่นงันงกอยู่เมื่อครู่ บัดนี้กลับฮึกเหิมกล้าสมเพชเขามาทันควัน
เ้าพวกนั้นที่บัดนี้ไร้ความหวาดเกรงในตัวเขาแล้วนั้น เริ่มมีสีหน้าถมึงทึงยิ่งผยองอย่างเหี้ยมโหด
การกระจายตัวกันหางของพวกมัน เริ่มเข้ามาเป็กลุ่มล้อมรอบตัวเขามาเรื่อยๆ
ก่อนชายร่างโตผู้หนึ่งทำท่าจะสะบั้นดาบลงมาที่ตัวอวี้เหยียน แต่กลับต้องชะงักค้างไว้เช่นนั้น ดวงตาทองทอประกายเข้มแข็งกร้าว กำลังจ้องเข้าไปที่ทรราชผู้นั้น
รังสีอำมหิตแผ่กระจายสะท้านเสียวสันหลังวาบ อำพาให้รู้สึกว่าองค์ชายรองนั้น อาจยังมีพลังที่สามารถคร่าชีวิตพวกตนได้อยู่กระนั้น
ทำให้ผู้ที่ถูกจ้องรู้สึกได้ว่า หากเ้ากล้า นั้นแสดงว่าเ้าพร้อมที่จะตายอย่างอนาถ
ชายร่างโตผู้นั้นพลันรู้สึกหน้าเจื่อนขึ้นสีแดง ก่อนจะเปลี่ยนเป็ดำถมึงทึงด้วยความดาลเดือด ทรราชผู้นั้นรู้สึกหน้าเสียต่อหน้าพวกพ่อง จึงเปลี่ยนจากท่าชะงักที่เผลอลืมตัวค้างไว้เช่นนั้น เป็ใช้ดาบเล่มนั้นชี้ปลายตรงไปยังใบหน้าอวี้เหยียนทันที
ก่อนเอ่ยถ้อยคำเหยียดหยามออกมาอย่างไม่กลัวเกรง
“องค์ชายรอง บัดนี้ท่านกำลังจะสิ้นลมหายใจอยู่รอมร่อ กลับยังกล้าส่งสายตาไอสังหารเยี่ยงนั้นมาอีกรึ มิสู้ตายไปด้วยดาบเดียวของข้าผู้นี้เป็ไร!!”
สิ้นคำพูดนั้นแทนที่ตนจะเป็ฝ่ายสะบั้นคอของอีกฝ่าย
แต่ในชั่วพริบตาเดียวอวี้เหยียนกับเร็วกว่า ไม่ทันที่คนผู้นั้นจะได้ตั้งตัว เรียวขาเล็กน้อยของอวี้เหยียนพลันกระโจนขึ้นรัดคอคนผู้นั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้กรงเล็บแหลมคมดั่งสั่งการได้ แท่งเข้าไปยังใบหน้าเหี้ยมเกรียม พลันอีกข้างก็กระซวกลงไปยังไหล่หนากว้าง ก่อนจะกระชากศรีษะคนผู้นั้น ชีกขาดออกจากบ่าอย่างไม่ใยดี ภาพสยดสยองพลันปรากฎต่อสายตาผู้คน อวี้เหยียนคลายท่อนขาออกจากร่างใหญ่โต ส่งผลให้ร่างไร้ิญญานั้นล่วงลงตามแรงโน้มถ่วงพสุธา เหลือไว้เพียงศรีษะที่ถูกมือเล็กแหลมคมเจาะทึ่งไว้ที่ปลายเล็บ ก่อนจะค่อยๆล่วงหล่นตามเ้าของไป
ภาพที่สะท้อนออกมาทำเอาพวกมันหลังจากที่คิดว่าตนนั้นรอดแล้ว แต่บัดนี้กับต้องกลับมาหวาดกลัวอีกเช่นเดิม พวกมันคนหนึ่งพูดขึ้นมาอย่างวิตกว่า
“นี้มันอะไรกัน ทำไมยังไม่สิ้นฤทธิ์อีก”
สิ้นคำพูดนั้น ฉับไวราวสายฟ้าวาบผ่านร่างคนผู้หนึ่งในนั้นก็ถูกอวี้เหยียนกระซวกลงที่กลางอก เล็บแหลมคมแท่งทลุหัวใจก่อนจะกระชากมันออกมาอย่างโเี้ไร้ความปรานี สายโลหิตของพวกมันกระเซ็น กระจุยกระกระจายไปทั่วร่างเล็ก
สิ้นฤทธิ์หรือ!!!
ในยามนี้อวี้เหยียนเจ็บทรมานไปทั่วสับพรางกาย เส้นเืชีกขาดไปแล้วไม่รู้กี่สาย ดวงตาพร่ามัวใกล้จะมืดบอดอยู่รอมร่อ เขาแสร้งทำเป็เกรี้ยวกราดเพื่อบดบังร่างกายอันอ่อนแอก็เท่านั้น ในยามนี้ทำได้เพียงกัดฟันกรอดฝืนร่างกาย ดึงพลังเฮือกสุดท้าย ฆ่าเ้าพวกทรราชนี้ ไม่ให้หลงเหลือรอดแม่แต่ตนเดียว
คนพวกนั้นที่คิดว่าคงไม่มีทางรอดแล้ว จึงพร้อมใจกันเข้ามาหวังฟาดฟันอวี้เหยียนให้ตายกันไปข้างหนึ่ง
ร่างเล็กกระโจนเข้าใส่คนพวกนั้นอย่างไม่ลังเล พร้อมใช้กรงเล็บปลิดชีพพวกมันไปอย่างรวดเร็ว เขารวดเร็วเกินไปจนน่ากลัว
คนสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่รีบกลับหลังพุ่งหนีไปหวังเอาตัวรอด แต่พริบตาเดียวอวี้เหยียนก็พุ่งกระโจนเข้าเกาะหลังคนผู้นั้น ก่อนจะสะบั้นคอคนผู้นั้นไปอย่างเืเย็น ร่างของเหยื่อคนสุดท้ายจึงล่วงหล่นไปตามพวกพ่องที่ได้สิ้นชีพตายจากไปก่อนหน้า
ทุกอย่างพลันสงบเงียบมีเพียงตัวเขาที่ยังลอยเคว้งคว้างอยู่เช่นนั้น ร่างเล็กเริ่มโอนเอนไปมา การใช้ลมปรานสกัดจุดกั้นพิษของเข้าเริ่มต้านไม่อยู่เสียแล้ว ชั่วพริบตานั้นทุกอย่างพลันมืดบอด สติเลือนหายลับ ก่อนที่ร่างน้อยนั้นจะดิ่งลงทะลุก้อนเมฆาอยู่หลายชั้นฟ้า อย่างไม่รู้ว่าร่างน้อยนั้นจะไปหยุดอยู่ที่ใด
ลึกลงไปยังภพดินแดนโลกมนุษย์ วันที่ฟ้ามืดครื้มไปด้วยเมฆดำ แสงสายอสนีบาตวาดผ่านเป็เงาติดตา เสียงฟ้าคำรนกึกก้อง ประหนึ่งจะถล่มลงมา สายฝนกระกระหน่ำแรงตามสายลมพัดกรรโชก
ปรากฎเด็กสาวนางหนึ่ง กำลังแบกฟืนวิ่งตากฝนกลับบ้านของตน ด้วยความเร่งรีบ
ฝนหนอฝนทำไมถึงมาตกในตอนนี้!
นางรำพึงในใจด้วยความรู้สึกหนาวเย็นจับขั้วกระดูก ในยามเช้าก่อนออกจากบ้าน ท้องนภายังสดใส หาได้มีเมฆดำสักก้อนไม่ แต่พอตกบ่ายมากลับมีเมฆฝนกระหน่ำลงมาอย่างน่าแปลกยิ่ง
ท้องฟ้าหนอท้องฟ้าจงใจแกล้งนางหรืออย่างไร!
พอเห็นบ้านของตนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล นางจึงเร่งรีบยิ่งกลัวเดิม เสื้อผ้าที่นางสวมใส่ในยามนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยขี้ดินขี้โคลนไปเสียหมด นางก็หาได้สนใจ ในยามนี้ขอให้ถึงบ้าน ก่อนที่ตัวนางจะได้จับไข้ก็เป็พอ เพราะตอนนี้นางหนาวเหลือเกิน
เมื่อถึงจุดหมาย นางใช้มือข้างหนึ่งพลักบานประตูเข้าไป ก่อนนำฟืนที่แบกมาไปพิงไว้ข้างห้องครัว
“ไว้ตรงนี้ก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยมาตากแล้วกัน”
นางเอ่ยออกมาด้วยร่างกายที่สั่นงันงก รีบเดินไปยังห้องของตน เพื่อหวังเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกโชกนี้เสียก่อน ค่อยไปต้มน้ำอุ่นอาบทีหลัง แต่ก่อนที่นางจะเดินไปถึงห้องตน ต้องผ่านห้องโถงของบ้านเสียก่อน
“ท่านแม่พูดจริงหรือ นางนิงเหนียงหัวเน่านั่น ไม่ใช่พี่สาวแท้ๆของข้า”
เสียงนั้นดังออกมาจากห้องโถง และนางก็ได้ยินเข้าพอดี
เด็กสาวหยุดชะงัก เมื่อได้ยินเสียงน้องฝาแฝดพูดถึงชื่อนาง ในยามนี้นางอยู่ไม่ไกลจากหน้าห้องโถงนัก ถึงแม้ว่าเสียงฝนที่สาดกระหน่ำลงมา จะดังมากเสียเหลือเกิน แต่เสียงน้องของตนกลับดังยิ่งกว่า และดูเหมือนว่าเป็เพราะเสียงฝนเช่นเดียวกัน ที่กลบเสียงทุกอย่างภายนอกจนดับไปสิ้น จึงทำให้คนที่อยู่ด้านในหาได้รับรู้การมาของอีกฝ่าย จึงเปล่งวาจาออกมาอย่างไม่คิดเบาเสียง
“เป็เช่นนั้นจริงลูกแม่ นางนั่นอัปลักษณ์เสียขนาดนั้น ไม่มีทางเป็แฝดพี่ของเ้าอย่างแน่นอน ”
เสียงของมารดาที่เอ่ยประโยคหนึ่งออกมา ด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันเช่นนั้น ทำเอาร่างสาวที่เหน็บหนาวเมื่อครู่ รู้สึกด้านชาไปในทันที คำพูดที่บอกว่านางอัปลักษณ์นั้น นางไม่ว่า เป็เพราะนางมีปานสีแดงติดที่ใบหน้าด้านซ้ายมาั้แ่เกิด ชาวบ้านจึงพากันว่านางอัปลักษณ์ เมื่อพบเจอนางเมื่อใดก็ทำท่ารังเกลียดนางอยู่ร่ำไป ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัวก็เช่นเดียวกัน แต่นางชินชาเสียแล้ว กับคำว่ากล่าวเช่นนั้น แต่ประโยคหลังที่ว่า นางไม่มีทางเป็แฝดพี่ของน้องสาวตนอย่างแน่นอน คำพูดนั้น ไม่ได้แปลว่านางไม่ใช่ลูกแท้ๆของผู้ว่ากล่าวมาเช่นนั้นหรอกหรือ
“เช่นนั้นแล้วท่านแม่ แฝดพี่สาวที่แท้จริงของข้าตอนนี้ อยู่ที่ใด”
หญิงสาวที่อยู่ภายในห้อง เอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“ยามนี้คงกำลังสุขสำราญในวังเป็อย่างดีแน่นอน เพราะเมื่อวานนี้แม่ได้บังเอิญไปพบเห็นเข้า พี่สาวของเ้ากำลังเดินเข้าร้านเครื่องประดับชื่อดังในย่านนี้ แม่จำได้ในทันทีเพราะใบหน้าที่ถอดแบบมาจากเ้าและในยามที่เข้าไปในร้าน แม่ก็แอบเข้าไปสังเกตตอนที่นิ้วมือนางยิบจับเครื่องประดับ มีไฝเม็ดหนึ่งที่แม่จำได้อย่างแม่นยำ แม่จึงมั่นใจว่านางต้องเป็แฝดพี่ของเ้าแน่ๆ และก็เห็นด้วยว่านางมีบ่าวรับใช้พร้อมองครักษ์ของวังหลวงมากมาย คอยติดตามอยู่ไม่ห่าง แม่จึงคิดได้ว่าหญิงแก่ที่นำยัยอัปลักษณ์นั่น มาแรกกับพี่สาวเ้าไปเมื่อสิบหกปีก่อน คงต้องเป็บ่าวสักคนในวัง ที่ถูกใช้ให้นำเด็กมาสลับสับเปลี่ยนเป็แน่ โชคดีของพี่สาวเ้าในยามนั้น ที่แม่กำลังเพิ่งคลอดพวกเ้าออกมา ก็มีคนนำก้อนเงินหลายกองพร้อมยัยอัปลักษณ์นั้นมาแลก กับพี่สาวเ้า ยามนั้นพ่อกับแม่เ้าช่างยากจนนัก จึงจำใจยอมทำตามหญิงแก่ผู้นั้น แต่ในตอนนี้…”
หญิงสาวที่ยืนแอบฟังมาจนถึงตรงนี้ก็เข้าใจได้อย่างแจ่มชัด ไม่รอฟังคำกล่าวประโยคหลังต่อไป จะเป็อันใดไปได้ ประโยคที่จะว่ากล่าวต่อจากนี้ คงหนีไม่พ้นความโลภมากของพวกนางที่คิดจะหาทางได้มาอย่างไม่ต้องสงสัย พวกนางมักเป็เช่นนี้ อย่างที่เคยเป็
นางรีบวิ่งฝ่าฝนตรงไปยังห้องของตน ก่อนเดินไปหยิบเสื้อผ้าออกมาสองสามชุด แล้วใช้ผ้าผืนหนึ่งห่อมัดไว้ ก่อนวิ่งฝ่าฝนหนีออกจากบ้านหลังนี้ไปให้เร็วที่สุด
เหตุใดนางจักต้องอยู่ต่อด้วย อยู่ต่อให้คนสมน้ำหน้า ให้คนสมเพช ให้คนรังเกลียด ให้โดนกดขี่ไปตลอดชีวิต เช่นนี้หรือ เพียงเพราะปานที่ใบหน้านาง แต่จิตใจนางเล่านางเป็คนดี นางคอยทำทุกอย่างให้กับครอบครัวมาโดยตลอด หากความจริงมันเป็เช่นนี้แล้ว นางไม่ขออยู่ต่อ ในเมื่ออยู่กับผู้คน มีแต่คนรังเกลียด เช่นนั้นนางขอไปอยู่ที่ใดก็ได้ที่ไม่มีผู้คน ผู้คนที่เอาแต่รังเกียจนาง นางขอไป ขอไปให้พ้น
นางวิ่งฝ่ากลางฝนออกไปเช่นนั้น โดยไม่คิดถึงสิ่งใดอีก
การวิ่งของนางทำให้ขี้โคลนกระเด็นไปโดนผู้คนที่เฉียดผ่าน กำลังเดินกางร่ม พลันมีเสียงโวยวายด่าว่านาง นางก็หาได้สนใจไม่
ยามนี้ใจของนางช่างอัดอั้น ช่างเ็ป และโดดเดี่ยวยิ่งนัก
กระทั่งฝนเริ่มซาลง นางกำลังจะออกหมู่บ้านนั้นแล้วเชียว แต่ดวงตานางดันเผลอเหม่อมองไปยัง ผู้คนกลุ่มหนึ่ง กำลังมุงกันทำร้ายสัตว์ตัวหนึ่ง
“จิ้งจอกตัวนี้ ลำตัวมีลายด่างดำน่ากลัวเยี่ยงนี้ ข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อน มันต้องเป็ปีศาจจำแลงกายมาแน่ๆ”
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยออกมา ขณะพยายามใช้ไม้ยาวด้ามหนึ่งไล่ฟาดตีจิ้งจอกตัวนั้น แต่ก็ตีไม่โดน เพราะจิ้งจอกน้อยนั้นหลบได้หมด ก่อนจะะโเข้าไปข่วนชายผู้นั้น จนเกิดเป็รอยกรงเล็บสายหนึ่ง มีเืซึมออกมาจากที่ต้นแขนคนผู้นั้น
“โอ้ย”
ผู้คนที่เริ่มเห็นว่ามันดุร้าย จึงต่างพากันไล่ฟาดตีมันอย่างเดือดดาล กระทั่งมีคนผู้หนึ่งตีไปโดนที่หน้าท้องมันอย่างจัง ทำให้มันเริ่มโซเซไปมา
นางเห็นว่าถ้าจะไม่ดีเสียแล้ว จึงพุ่งตัวเข้าไปใช้ตัวเอง บังจิ้งจอกไว้ด้วยความรวดเร็ว
คนพวกนั้นจึงหยุดชะงักมือที่ถือไม้ยาวนั้น เมื่อเห็นว่ามีคนเข้ามาปกป้องจิ้งจอก ก่อนจะเปลี่ยนเป็ด่าว่า
“เ้าเด็กอัปลักษณ์ เ้าเข้ามาขวางทำไม หรือจิ้งจอกปีศาจตัวนี้เป็สัตว์เลี้ยงของเ้า”
ชายผู้หนึ่งเอ่ยถามไปเยี่ยงนั้น
“ใช่ เ้าจิ้งจอกตัวนี้ เป็สัตว์เลี้ยงของข้าเอง แต่เดี๋ยวก่อนพวกท่าน”
นางพูดเช่นนั้น พลันชี้นิ้วไปทางด้านหลังคนพวกนั้น ด้วยใบหน้าตกตระลึง
“พวกท่านนั้นมันปีศาจ”
นางเอ่ยออกไปเช่นนั้น ก่อนหันไปมองจิ้งจอกน้อย พลางทำท่าให้มันหนีเข้าป่าไปเสีย และดูเหมือนว่ามันจะรู้เื่ จิ้งจอกน้อยตัวนั้นพลันะโเข้าป่าไปในทันที นางเองก็ไม่รีรอ รีบวิ่งไปอีกทางในทันควัน
คนพวกนั้นที่ต่างพากันหันไปตามที่เรียวนิ้วมือชี้ไป ก็เห็นเป็เพียงหญิงธรรดานางหนึ่ง หาได้เป็ปีศาจไม่ พอหันกลับมาหวังด่าว่านางที่กล้าหลอกพวกพวกเขา ร่างของเด็กสาวก็วิ่งไปไกลเสียแล้ว
“อ๊ะ พวกมันหนีไปแล้ว!!!”
เสียงตระโกนด่าว่า อยู่ที่เดิมหาได้ตามนางไปไม่ เนื่องจากพวกมันยังไม่แน่ใจว่าจะตามจิ้งจอกไป หรือตามเด็กสาวไปกันแน่ กว่าจะคิดได้ว่าต้องตามผู้ที่เป็เ้าของไป ก็ไร้เงาของเด็กสาวเสียแล้ว