บทที่27 พิรุณหลงฤดู
“นี่นายทำได้ยังไง”
“อะไรหรือ”
“ก็ที่นายพาเราบินมาเมื่อกี้ไงนายเป็ยอดมนุษย์ทีมอเวนเจอร์ หรือป่าววะเนี่ย”
“???..... เ้ากล่าววาจาพิกล”
“ที่แปลกมันนายต่างหาก ตกลงนายเป็พวกซุปเปอร์แมนไอร่อนแมน ธอร์ อะไรพวกนี้ป่าว แต่เดี๋ยวนะ การแต่งกายของนายคล้ายพวกนักแสดงนวนิยายกำลังภายในเทพเซียน….”
“เทพเซียนหรือ นั่นคือจุดสูงสุดที่เหล่าผู้ฝึกญาณทุกคนต่างใฝ่ฝันถึงรวมทั้งตัวข้าด้วย”
“นายเป็ผู้ฝึกเซียนจริงๆ ในโลกนี้ยังมีผู้ฝึกเซียนข้านึกว่ามีเพียงในนิยายที่ข้าชอบอ่านซะอีก”
“ทั่วแผ่นดินใหญ่ ทั่วทุกแคว้นทั่วทุกที่ ต่างมีผู้ฝึกญาณกันทั้งนั้น หรือว่าที่เมืองของเ้าจะไม่มีผู้ฝึกญาณ…..มิน่าพลังธรรมชาติถึงได้เข้มข้นมหาศาลถึงเพียงนี้”
“เดี๋ยวนะ นายบอกว่าแผ่นดินใหญ่แว่น แคว้น?.... นายเป็คนที่ไหนกัน”
“ข้ามาจากชนเผ่าอุยฮู หลังเขาเถาิซานทว่าจริงๆ แล้ว ชาติกำเนิดของข้าเป็คนของแคว้นซีเซี่ย แผ่นดินใหญ่”
“แคว้นซีเซี่ย แผ่นดินใหญ่?นายจะบอกว่า นายมาจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ชาติจีน งั้นเหรอ……...ฮ่าฮ่าฮ่า นี่นายชักจะบ้าเกินไปแล้ว นายจะบอกว่านายทะลุมิติมาอย่างนั้นหรือฮ่าฮ่าฮ่า”
“เ้าหัวเราะอะไร”
“หัวเราะนาย”
“เ้าคิดว่าข้าโกหก ข้าดูไม่คล้ายคนแผ่นดินใหญ่หรือ”
“เราคิดว่านายบ้าต่างหาก ที่นี่ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดยังไม่มีเครื่องทรานแมชชีนด้วยซ้ำ แต่นายบอกว่ามาจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ อย่างนั้นนายนั่งอะไรมาถึงมายังอนาคตได้ถึงเราจะชอบอ่านนิยายแนวกำลังภายใน เทพเซียน แต่นั้นมันก็แค่นิยาย จะมีเื่เช่นนี้เกิดขึ้นจริงได้ยังไงหรือเ้าจะบอกว่าตัวเองเป็ หนิงเซวี่ย หยุนเซ่อ เมิ่งฮ่าว หรือจอมปราชญ์ดี ฮ่าฮ่าฮ่า”
“อนาคต ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ข้ามิเข้าใจที่เ้ากล่าว”
“เอาล่ะ เอาล่ะ ขอบใจอีกครั้งที่นายช่วยเราในวันนี้เอ่อแต่ว่านายก็มีฝีมืออยู่ไม่น้อย สนใจมาช่วยงานเราไหม”
“ข้ามีภารกิจสำคัญที่รออยู่ ที่นั่นมีคนที่รอคอยความหวังจากข้าเช่นนั้นข้าเพียง้ากลับบ้าน”
“เขาเถาิซานอะไรนั่นใช่ไหม”
“มิผิด”
“นายมีชื่อว่าอะไร”
“ข้ามีนามว่า เฟยหลง”
“เรา หลงเหอ เห็นแก่ที่นายยื่นมือช่วยเหลือเราตลอดงั้นเราจะพานายตามหาบ้านเอง ป่านนี้คนที่บ้านนายน่าจะเป็ห่วง หรือไม่เขาอาจจะตามหาตัวนายอยู่”
“ขอบใจเ้ามาก”
เฟยหลงอธิบายลักษณะของเขาเถาิซานให้หลงเหอฟังอย่างละเอียดหลงเหอก็รับฟังอย่างแล้วไปที มันเพียงครุ่นคิดว่าสถานที่ลักษณะที่ว่าสามารถมีที่ไหนให้เทียบเคียงได้บ้างแต่แล้วมันพลันนึกถึงเื่หนึ่งได้ เื่ที่ว่าคือกลุ่มมาเฟียที่มันคอยตามสืบข่าวอยู่จะทำการลักลอบค้าอาวุธแถวเทือกเขาหิมาลัยในธิเบต ซึ่งลักษณะเขาเถาิซานที่เฟยหลงบอกกล่าวกลับมีความคล้ายคลึงเทือกเขาหิมาลัยอยู่หลายส่วนคนจึงครุ่นคิดขึ้น
“หรือมันจะเป็ชาวธิเบตใต้ ประชาชนในเขตเทือกเขาหิมาลัย”
ได้คิดเช่นนั้นหลงเหอจึงถือโอกาสชักชวนให้เฟยหลงติดตามไปยังธิเบตด้วยนอกจากจะได้มือดีในการช่วยสืบข่าวติดตามพวกลักลอบค้าอาวุธแล้ว ยังเป็การตอบแทนที่เฟยหลงเคยช่วยเหลือไปในตัวด้วยนับว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว เฟยหลงก็ไม่มีทางเลือก เพราะสถานที่อันแปลกประหลาดนี้ทำให้มันหมดความสามารถในการค้นหาทางกลับบ้านจริงๆมันเปรียบดั่งเมฆฝนที่หลงฤดูกาลมิอาจพัดหวนกลับได้ด้วยตัวของตนเอง เช่นนั้นได้แต่ฝากความหวังกับบุคคลที่พึ่งรู้จักกันได้ไม่นานแล้ว
หลงเหอได้นำเฟยหลงมายังสถานที่แห่งหนึ่งที่มีคนพลุกพล่านมากมายจากนั้นก็ได้พาชายหนุ่มเข้าไปยังท้องนกวิเศษที่มันเคยเห็นเมื่อตอนอยู่ที่อารามแปลกประหลาดนั่น
“วิหคในเมืองเ้ากลับตัวใหญ่โตถึงเพียงนี้ทั้งยังบรรทุกคนไว้ในท้องได้ ช่างอัศจรรย์เสียจริง”
“นี่นายล้อเราเล่นใช่ไหม ขนาดเครื่องบินนายยังไม่รู้จัก”
“วิหคชนิดนี้กลับมีชื่อที่แปลกพิศดารยิ่ง”
“เฮ้อออ ตามที่นายจะคิดล่ะกัน”
ครืนๆๆๆ เสียงของวิหคเหล็ก(เครื่องบิน) พุ่งทะยานไปตามท้องนภา ส่งให้คนเดินทางในระยะไกลๆได้ในเวลาไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น และก็ส่งให้พวกมันทั้งสองได้เดินทางมาถึงทิเบตในที่สุด
“กลับรวดเร็วยิ่งนัก โดยที่ไม่สิ้นเปลืองพลังญาณแม้แต่น้อย”
“เฟยหลง นายรู้สึกคุ้นมาบ้างหรือยัง”
“อาจจะไม่แปลกประหลาดเท่าเมืองของเ้าแต่ก็ยังแตกต่างจากสถานที่ที่ข้าจากมานัก”
“ถ้าอย่างนั้นต้องไปที่เทือกเขาหิมาลัยดู”
“เขาหิมาลัย?.. ข้า้าไปที่เขาเถาิซาน”
“รู้แล้ว รู้แล้ว”
ทั้งสองมุ่งหน้าลงสู่ทางตอนใต้ของทิเบตจุดหมายของพวกมันก็คือเทือกเขาหิมาลัย พวกมันเดินทางได้พักใหญ่ก็ได้บรรลุถึงจุดหมายทว่าเมื่อมาถึงเวลาก็ได้ล่วงเลยถึงยามพลบค่ำแล้ว หลงเหอจึงเสนอให้หาที่พักในเมืองรอบนอกที่ไม่ห่างจากเทือกเขาขณะที่ทั้งสองกำลังเดินหาที่พักอยู่ในตรอกซอยแห่งหนึ่ง ที่ด้านหลังของพวกมันพลันมีเสียงคนกล่าวขึ้น
“ในที่สุดอั๊วก็ตามหาลื้อจนเจอนะฮ่าาาาาา”
ปรากฏกลุ่มคนชุดดำหลายสิบคนถืออาวุธครบมือเดินเข้าหาเฟยหลงและหลงเหอ ที่แท้กลุ่มคนเหล่านี้กลับเป็กลุ่มคนที่ไล่ทำร้ายหลงเหอก่อนหน้านั่นเองเฟยหลงพลันกางแขนซ้ายออกมาขวางเบื้องหน้าหลงเหอ ก่อนกล่าวขึ้น
“เ้าหลบไปก่อน เ้ามิใช่คู่มือของพวกมัน”
หลงเหอรู้สึกสะท้านขึ้นมาในจิตใจั้แ่ที่มันเกิดมานับแต่เล็กจนโต กลับเจอแต่เหตุการณ์ที่เลวร้าย เจอแต่ผู้คนที่เห็นแก่ตัวขนาดเพื่อนสนิทที่สุดยังสามารถขายมันได้ ไม่เคยมีใครที่คิดปกป้องมัน แต่บุคคลเบื้องหน้านี้แม้จะดูสติไม่ค่อยดีแม้จะพบเจอกันได้ไม่นาน แต่ทุกครั้งมันกลับยื่นมือเข้าช่วยเหลือโดยไม่มีข้อแม้ หรือไม่มีข้อแลกเปลี่ยนใดๆพอนึกขึ้นได้ว่าตนเองกลับคิดหวังพามันมาเสี่ยงอันตรายด้วย ก็รู้สึกผิดขึ้นมาในใจ ทั้งยังอดรู้สึกสนิทสนมกับนิสัยอันซื่อตรงของมันขึ้นมาไม่ได้คนจึงกล่าวขึ้น
“ถ้าจะสู้ก็สู้ไปด้วยกัน มา”
กลุ่มคนชุดดำโห่ร้องเสียงดังก้องก่อนวิ่งเข้าหาเฟยหลงและหลงเหอ ดาบที่พวกมันชูขึ้นสะท้อนแสงไฟที่อยู่ตามรายทางให้แสงวิบวับละลานตายิ่งบุคคลละลอกแรกบุกเข้ามาและเงื้อดาบในมือฟันใส่คนทั้งสอง เป็เฟยหลงที่ชักกระบี่สีดำมะเมื่อมออกมาเข้าตวัดต้านรับแต่ด้วยพลังญาณที่เหนือกว่าคนธรรมดาของมัน ส่งให้ทุกกระบวนกระบี่ที่ฟาดฟันออกเปรียบดั่งเอาขุนเขาทุ่มใส่ดาบในมือของเหล่าคนชุดดำเสียงเคร้งๆๆๆๆ เมื่อดาบของพวกมันต่างหล่นลงพื้น และเสียงโอดโอยดังระงมด้วยความเ็ปเช่นนั้นจึงส่งให้พวกมันต้องถอยกรูดกลับไปด้วยความหวาดกลัว
“ลื้อแน่มากใช่ไหม งั้นเจอนี่”
ทันทีที่ชายผู้ที่คล้ายเป็หัวหน้าของเหล่าคนชุดดำกล่าวจบก็มีคนสามคนถือวัตถุสีดำรูปทรงประหลาด ขนาดความยาวเกือบครึ่งว่าชี้มาทางเฟยหลง หลงเหอเห็นเช่นนั้นต้องะโก้อง“ปืนอาก้า” ก่อนทะยานคว้าร่างของเฟยหลงดึงหลบเข้าตรอกซอยขนาดเล็กอีกฟากทางไปเสียง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง ดังระรัวไล่หลังคนทั้งสองอย่างมิขาดสาย
“อาวุธนี้กลับรุนแรงยิ่งกว่า อาวุธเมื่อคืนก่อนนัก”
“นั่นมันอาก้านะเฟ้ย ปืนพกนี่เด็กไปเลย”
“เ้าหลบอยู่ที่นี่ก่อน”
เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เสียงปืนดั่งสนั่นระรัวไม่หยุดยั้งเป็เฟยหลงที่ะโทำตัวเบาไต่ตามกำแพงทะยานขึ้นสู่หลังคาตึก หลงเหอปากอ้าตาค้างเมื่อเห็นเฟยหลงวิ่งไต๋ผนังโดยไม่มีเครื่องมืออะไรช่วย
“หรือมันจะเป็ผู้ฝึกญาณจริงๆ”
เฟยหลงวิ่งบนหลังคาก่อนทะยานร่างลงมาพร้อมกลับตวัดนิ้วชี้ติดต่อกันสามครั้ง“เอกดรรชนีผลาญสุริยัน” เสียงเปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยงดังขึ้นสามครา อาวุธรูปทรงแปลกประหลาดก็ล่วงออกจากมือคนทั้งสาม เฟยหลงร่อนลงถึงพื้นชายหนุ่มพลันย่อตัวกวาดเตะตัดขาคนทั้งสามจนล้มกลิ้งไปกลุ่มคนชุดดำนับสิบคนอีกชุดหนึ่งพลันวิ่งกรูกันเข้ามายกกระบองฟาดใส่เฟยหลง แต่ว่าคนนับสิบย่อมมิอาจเป็คู่มือของเฟยหลงได้จึงถูกจัดการได้หมดสิ้น แต่ทันใดที่ด้านหลังเฟยหลงพลันมีเสียงเปรี้ยงดังสนั่นขึ้น โดยที่ชายหนุ่มยังมิทันจะได้ตั้งตัวเป็หลงเหอที่พุ่งร่างเข้ามาผลักเฟยหลงออกได้ทันท่วงที ชั่วขณะที่คนทั้งสองล้มลง เฟยหลงได้เอี้ยวตัวตวัดนี้วชี้ใส่ชายผู้ใช้อาวุธแปลกประหลาดนั่น
“เอกดรรชนีผลาญสุริยัน”
เปรี้ยงงงงง ลำแสงสีทองพุ่งฝ่าอากาศทะลุหัวไหล่ของชายผู้นั้นเสียงร้องโอดโอยก็ดังสนั่นขึ้น
“เฮียยย”
“โอ้ยยยย พาอั๊วไปโรงบาล เร็ววววอั๊วจะตายอยู่แล้ว”
“ฝากไว้ก่อนเถอะ พวกเราไป”
ในที่สุดเหล่าคนชุดดำก็ได้นำร่างของบุคคลที่เป็ผู้นำของพวกมันจากไปเป็เฟยหลงที่หันไปกล่าวกับหลงเหอว่า
“ขอบใจมากที่เมื่อครู่เ้ายื่นมือช่วยเหลือข้า”
คำขอบคุณพอหลุดจากปาก คนต้องอดอุทานออกมามิได้เมื่อหลงเหอกลับยังนอนคมำอยู่บนพื้นไม่อาจลุกขึ้นมา เฟยหลงรีบเคลื่อนกายเข้าหาหลงเหอพบว่าที่แผ่นหลังของมันมีโลหิตสดไหลทะลักออกมาเป็ทาง
“นี่เ้าถูกอาวุธเมื่อครู่หรือร่างกายเ้าเปราะบางกว่าข้า เหตุใดจึงทำเช่นนี้”
“เพราะนายยังมีบ้าน มีคนที่รออยู่แต่เราไม่มีคนที่รอหรือบ้านให้กลับแล้ว ถือว่านี่เป็การตอบแทนน้ำใจที่นายช่วยเหลือเราตลอดมา”
เมื่อคำพูดสุดท้ายของหลงเหอได้สิ้นสุดลงลมหายใจอันรวยรินก็เหือดหาย ทิ้งไว้เพียงร่างอันไร้ชีวิต เมื่อบุคคลที่นับได้ว่าเป็สหายเพียงหนึ่งเดียวของชายหนุ่มในเมืองอันแปลกประหลาดนี้ได้ทอดร่างไร้ชีวิตลงตรงหน้าทั้งสาเหตุที่ตายก็เพราะมันได้เข้าช่วยเหลือตนเองไว้ เช่นนั้นคนจึงอดสะท้อนใจขึ้นมามิได้
“ไม่ได้ เ้าจะตายตรงนี้ไม่ได้”
เฟยหลงพลันยื่นมือทาบลงที่แผ่นหลังของหลงเหอแล้วส่งพลังญาณและชักนำพลังธรรมชาติอันเข้มข้นของบรรยากาศโดยรอบเข้าสู่ร่างกายของมันแต่ไม่ว่าชายหนุ่มจะทุ่มเทหรือเพียรพยายามขนาดไหน ก็มิสามารถสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นได้จนในที่สุดคนก็หยุดส่งพลังญาณเข้าสู่ร่างและทำได้เพียงวางมือขวาทาบไว้ที่แผ่นหลังของมันเท่านั้น
“ทั้งหมดเป็เพราะข้าไร้ความสามารถ”
ด้วยจิตปณิธานที่ตั้งมั่นในการช่วยเหลือผู้อื่นของเฟยหลงทำให้อักขระโบราณที่ฝ่ามือขวาของมันพลันตอบสนองต่อปณิธานนี้และเปล่งแสงสีทองเรืองรองขึ้นก่อนค่อยๆ เคลื่อนจากฝ่ามือขวาของเฟยหลงถ่ายทอดเข้าสู่ร่างของหลงเหอไป จากนั้นร่างของหลงเหอพลันเปล่งแสงสีทองสว่างเจิดจ้าวัตถุสีทองอัมพันขนาดเล็ก(ลูกปืน)ที่ฝังอยู่ในร่างของมันพลันค่อยๆเคลื่อนออกและหลุดจากร่างกายไป าแและโลหิตที่ไหลทะลักก็ค่อยๆ ผสานเข้ากันจนหายไปแทบไม่เหลือร่องรอย
ในมโนจิตแห่งห้วงความฝันของหลงเหอชายหนุ่มถือวัตถุทรงกระบอกสีทองอร่ามยาวประมาณครึ่งวาและเดินขึ้นยอดเขาอันสูงตะหง่านแห่งหนึ่งจากนั้นชายหนุ่มพลันฉีกชิ้นส่วนคล้ายกระดาษออกมาส่วนหนึ่งจากวัตถุสีทองรูปทรงกระบอกนั่นก่อนปลักมันลงสู่พื้นและก็แปะสิ้นส่วนที่ฉีกออกมาลงยังแผ่นศิลา ก่อนที่จะขึ้นเหยียบแผ่นศิลานั่นและขี่มันพุ่งทะยานลอยขึ้นสู่กลางนภาไป
“หลงเหอ หลงเหอ เ้าได้ยินข้าหรือไม่”
หลงเหอลืมตาตื่นขึ้นมาจากห้วงแห่งการหลับไหลชายหนุ่มนิ่งนึกถึงเื่ราวความฝันเมื่อครู่ ก่อนที่จะรู้สึกตัวว่าตนเองกำลังโดนชายผู้หนึ่งร้องเรียกอยู่และรู้สึกประหลาดใจละคนสงสัยเมื่อพบว่าที่ด้านหลังไม่มีความรู้สึกเ็ปจากการโดนยิงอีกก่อนกล่าวขึ้นว่า
“เรายังไม่ตาย”
กล่าวจบมันก็รีบยกมือไปคลำที่แผ่นหลังตำแหน่งที่โดนยิงกลับพบว่าไม่มีทั้งาแและรอยเืให้เห็นแม้แต่น้อย คนต้องกล่าวถามด้วยความสงสัย
“นี่เป็ไปได้อย่างไร เฟยหลงเป็ฝีมือนายเหรอ”
“ทั้งใช่ และมิใช่”
หลงเหอ “?????.....”
“ที่ใช่คือข้าได้ส่งพลังญาณและดึงพลังธรรมชาติจากบรรยากาศโดยรอบเข้าช่วยเ้าส่วนที่มิใช่คือ ข้ามิอาจช่วยให้เ้าฟื้นจากความตายได้ เป็อักขระโบราณที่ติดตัวข้ามาและได้ถ่ายทอดลงสู่ร่างกายเ้าโดยปาฏิหาริย์จึงทำให้เ้าฟื้นกลับมาได้”
หลงเหอพลันรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นที่หน้าออกซ้ายก่อนที่จะมีแสงสีทองสว่างวาบขึ้นคราหนึ่งแล้วหายไป คนจึงทอดเสื้อที่สวมอยู่บนร่างออกและพบว่าที่ตำแหน่งหน้าอกด้านซ้ายของมันกลับมีอักษรโบราณคล้ายรอยสักขึ้นอยู่แถวหนึ่งคนจึงพึมพรำแ่เบา
“ตัวอักษรเหล่านี้…….”
เฟยหลงพลันกล่าวขึ้น
“นั่นคืออักขรณะโบราณที่บังเอิญถ่ายทอดจากมือข้าเข้าสู่ร่างของเ้าและทำให้เ้าฟื้นคืนขึ้นมา”
“ตัวอักขระเหล่านี้เ้าได้มาจากไหน”
“บึงมรณะร้อยลี้”
“อยู่บนศิลาแผ่นหนึ่งใช่มั้ย”
“เ้ารู้ได้อย่างไร”
……………………..
……………………..
……………………..
………………………
………………………
โปรดติดตามตอนต่อไป