เมื่อเสียงนั้นจบลงทั่วทั้งลานประมูลแห่งนี้ก็ตกอยู่ในความเงียบด้วยความตกตะลึงในทันใดหนึ่งหมื่นเหรียญทองคำนับเป็มูลค่าที่สูงยิ่งต่อให้ศิลาสลักลายนี้จะดูมีมูลค่าสูงแต่ก็หาได้สูงถึงหนึ่งหมื่นเหรียญทองคำไม่
นี่ไม่เป็การเสนอราคาที่สูงไปเสียหน่อยหรือ?
ทั้งยังเป็ราคาที่ออกมาจากปากของสตรีรูปร่างอรชรเพียงมองผ่านเนื้อผ้าไปก็ยังรู้ได้ว่ามีใบหน้าที่สวยสดงดงามอีกต่างหาก
นับเป็สิ่งล้ำค่าเหนือสิ่งอื่นใดในเมืองเป็สตรีงามผู้เลอโฉมไร้ที่เปรียบปาน แม้จะมีรูปร่างลักษณะไม่ต่างจากกู่ฉิงสักเท่าใดแต่กลับมีท่าทีสง่างามจนเป็ที่ตกตะลึงท่าทีและความสง่างามของนางคล้ายดั่งเทพธิดาผู้เลิศล้ำจนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้
พลันสายตาของบุรุษทุกคนในลานประมูลล้วนแต่จ้องมองไปที่นางผู้เดียวไม่สนใจสตรีอื่นใดที่อยู่ข้างกาย
รวมถึงข่าเหลยด้วยเช่นกัน ั์ตาของเขาวาวโรจน์เมื่อได้เห็นแต่ทางฝั่งซีเหมินหานที่ยังคงยืนอยู่กับที่กลับเป็ฝ่ายตวาดออกมาเสียงดังด้วยความเดือดดาล “หึ? เ้าเป็ผู้ใดกันรู้หรือไม่ว่าข้าเป็ผู้ใด เหตุใดจึงกล้ามาแย่งของของข้าไปเช่นนี้?”
แม้ต้องเผชิญหน้ากับการข่มขู่ของซีเหมินหานทว่าสตรีลึกลับผู้นั้นเพียงกระตุกยิ้มอย่างเยือกเย็นนางไม่ได้มองซีเหมินหานแม้แต่น้อยทว่ากลับมีท่าทีหยิ่งทะนงองอาจทำให้ผู้คนรอบกายไม่น้อยเริ่มซุบซิบกันขึ้นมา
ซีเหมินหานจ้องมองไปยังสตรีลึกลับด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์ทว่ากลับเอ่ยออกไปพร้อมรอยยิ้มที่แปลกประหลาด “เด็กๆ จับนางเอาไว้ข้าเองก็อยากจะรู้นักว่าในเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้ผู้ใดมันกล้าเป็ปรปักษ์กับข้า!”
ขณะพูดซีเหมินหานก็จ้องมองไปยังหน้าอกของนางด้วยในยามนี้เขาไม่อาจระงับความความ้าของตนเองได้อีกต่อไปนอกเหนือจากชื่อเสียงของตนเองแล้ว เขาก็ยังทำเพื่อสตรีลึกลับตรงหน้าผู้นี้อีกด้วยเพราะในเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้ไม่ได้มีสตรีที่งดงามเพียงนี้ให้ได้เห็นบ่อยๆ
“เ้าโง่!”
แทบจะในขณะเดียวกันนั้นทั้งเมิ่งฝานและข่าเหลยต่างก็เอ่ยประโยคเดียวกันออกมาอย่างพร้อมเพรียงพร้อมทั้งมองไปยังซีเหมินหานด้วยแววตาไม่สบอารมณ์สตรีที่มีเหรียญทองคำนับหมื่นเช่นนี้หาใช่สตรีธรรมดาไม่เช่นนั้นแล้วจะยอมให้ตนเองถูกล่วงเกินง่ายๆ ได้อย่างไร
แม้ว่าลูกสมุนของตระกูลซีเหมินที่ยืนอยู่ด้านหลังซีเหมินหานจะมีท่าทีลังเลเล็กน้อยทว่าเมื่อได้รับคำสั่งก็จำต้องเดินไปยืนรอบตัวของสตรีลึกลับผู้นั้นเอาไว้เพื่อปิดล้อมไม่ให้อีกฝ่ายหนีไปที่ใด!
พริบตาต่อมาหญิงสาวก็กระตุกยิ้มอย่างเยือกเย็นฝ่ามืออันงดงามของนางยื่นออกมาจากชุดที่สวมใส่ก่อนจะเผยให้เห็นกระแสอากาศสีเหลืองอ่อนๆที่ลอยขึ้นมา นั่นก็คือ....พลังปราณ!
กายาแสดงปราณ!
เหล่าผู้คนที่จับจ้องสตรีงามผู้นั้นล้วนแต่ตกอยู่ในภวังค์แห่งความตกตะลึงในทันใดเพราะพวกเขาต่างก็รู้ดีว่านั่นหมายถึงสิ่งใดผู้ที่สามารถแสดงพลังปราณเช่นนี้ออกมาได้จะต้องเป็ผู้ฝึกตนขั้นหลอมปราณเสียก่อน!
ยิ่งไปกว่านั้นคือพลังปราณของสตรีลึกลับผู้นี้ร้ายกาจยิ่งหาใช่พลังปราณของผู้ที่เพิ่งจะก้าวขึ้นไปยังขั้นหลอมปราณไม่เมื่อนางขยับฝ่ามืองามพลังปราณก็แผ่กระจายไปรอบกาย
คล้ายว่าอากาศรอบกายนางเริ่มแข็งตัวขึ้นมาก็ไม่ปานทำให้คนของตระกูลซีเหมินที่ก้าวเข้าไปหานางถูกจู่โจมด้วยพลังปราณที่ไร้ซึ่งรูปร่างจนถึงกับกระอักเืออกมาและกระเด็นถอยหลังไปอย่างรุนแรง
“ไสหัวไป...หรือไม่ก็ตายอยู่ตรงนี้!”
น้ำเสียงอันเยือกเย็นและภาพคนของตระกูลซีเหมินที่ล้มลงไปกองกับพื้นพิสูจน์แล้วว่าสตรีลึกลับผู้นี้แข็งแกร่งเพียงใดการที่นางสามารถจัดการกับคนมากมายเ่าั้ได้เพียงฝ่ามือเดียวคล้ายว่านางจะเป็ผู้บำเพ็ญตนขั้นหลอมปราณในระดับเจ็ดหรือระดับแปดก็ไม่ปาน
แม้ว่าร่างกายของนางจะอ้อนแอ้นอรชรแต่ผู้ที่มากประสบการณ์ทั้งหลายต่างก็รู้ดีว่าสตรีลึกลับผู้นี้หาใช่ผู้ที่มีอายุไม่นางเพิ่งจะมีอายุเพียงยี่สิบต้นๆ ทว่ากลับมีพลังอันน่าตระหนกได้ถึงเพียงนี้?
เหตุการณ์นี้นำมาซึ่งเสียงซุบซิบที่ดังไปทั่วลานประมูลในทันใดแท้จริงแล้วนางเป็ผู้ใด? เหตุใดจึงมาปรากฏตัวที่เมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้ได้?
ชั่วครู่ต่อมาเมื่อสตรีลึกลับจ้องมองมาก็ทำให้ซีเหมินหานรู้สึกเย็นะเืไปทั้งตัวจึงถอยหลังไปหนึ่งก้าว
ผู้าุโของตระกูลซีเหมินที่มากับเขาในครั้งนี้เป็เพียงผู้บำเพ็ญตนในขั้นหลอมปราณระดับสามเท่านั้นทำให้ซีเหมินหานหวาดกลัวจนเหงื่อไหลอาบชุดที่สวมใส่ พลันเอ่ยเสียงดัง “เ้าคิดจะทำอันใดข้าเป็ถึงบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลซีเหมินเลยนะจะบอกให้ เ้าอย่าทำอะไรโง่ๆเชียว...”
สตรีผู้นั้นหาได้สนใจซีเหมินหานที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือไม่นางเดินไปเบื้องหน้าของข่าเหลยโดยไม่ได้ปรายตามองซีเหมินหานแม้แต่น้อยก่อนจะสนทนากับข่าเหลยไม่กี่ประโยคจากนั้นนางจึงจ่ายเหรียญทองคำให้ตามจำนวนที่ประมูลได้
แล้วสตรีลึกลับผู้นั้นก็นำศิลาสลักลายออกไปจากลานประมูลท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนทั้งหลายนางหายตัวไปจากลานประมูลโดยหลงเหลือไว้เพียงแผ่นหลังที่ทำให้ผู้พบเห็นจินตนาการไปไม่รู้จบ
แม้นางจะจากไปแล้วแต่ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังตกอยู่ในภวังค์แห่งความตกตะลึงพวกเขาคิดไม่ถึงว่าจะมีสตรีผู้เลอโฉมเฉกเช่นเทพธิดาอยู่ในเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้ความสง่าและความเยือกเย็นของนางเป็เสน่ห์ที่ทำให้บุรุษหลายคนอยากจะกำราบให้นางยอมศิโรราบและแน่นอนว่าหากบุรุษใด้ากำราบนางก็จำต้องมีพลังที่สูงส่ง!
มีนิสัยที่เฉียบขาดยิ่งกว่า มีพลังที่มากกว่า มี...ร่างกายที่ดีกว่า!
เมิ่งฝานหัวเราะออกมาเสียงเบาบนใบหน้านั้นมีรอยยิ้มแห่งความสุขปรากฏขึ้นมา มูลค่าของศิลาสลักลายที่สูงถึงหนึ่งหมื่นเหรียญทองคำเป็เื่ที่อยู่เหนือความคาดหมายและดูเหมือนว่าจากนี้ไปอีก่เวลาหนึ่งเขาก็ไม่จำเป็ต้องกังวลเื่การใช้จ่ายแล้ว
เมื่อหญิงสาวจากไปความคึกคักของลานประมูลก็จบลงด้วยหลังจากที่ผ่านประสบการณ์อันน่าตกตะลึงเมื่อครู่ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าการประมูลของชิ้นอื่นหลังจากนี้ไปไม่ได้น่าตื่นตาเช่นเมื่อครู่แล้วเพราะถึงอย่างไรราคาประมูลที่สตรีลึกลับผู้นั้นเสนอมาเมื่อครู่ก็นับได้ว่าเป็สิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกตกตะลึงไม่น้อย
ส่วนเมิ่งฝานเมื่อหลุดจากภวังค์จึงออกจากห้องประมูลไปอย่างเงียบงันแล้วมารอข่าเหลยอยู่ที่ห้องจากนั้นราวครึ่งก้านธูปอีกฝ่ายก็ออกจากลานประมูลมายืนอยู่ตรงหน้าของเมิ่งฝานพร้อมทั้งยื่นบัตรทองแผ่นหนึ่งให้แก่เขา
“นี่เป็เหรียญทองคำจำนวนหนึ่งหมื่นเหรียญ หักค่าธรรมเนียมห้าส่วนในร้อยส่วนออกแล้วส่วนที่เหลือต่างอยู่ในบัตรใบนี้ทั้งสิ้น!”
เมิ่งฝานรับบัตรทองใบนั้นมาพร้อมกับใบหน้าที่แสดงถึงความดีใจโดยไม่อาจปิดบังได้เมื่อมองตัวเลขบนบัตรแล้วจึงพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ขอบคุณเหล่าเซียนเซิงอย่างมากขอรับ!”
ข่าเหลยปัดมือเป็สัญญาณว่าเื่เล็กน้อยจากนั้นจึงเอ่ยออกไปอย่างใจเย็น “ไม่เป็ไรมูลค่าหมื่นเหรียญทองคำนี้เป็เื่ที่ข้าเองก็ยังคิดไม่ถึงเช่นกันความจริงแล้วข้าคิดว่ามันคงจะมีมูลค่าเพียงห้าถึงหกพันเหรียญทองคำเท่านั้น หึหึ...”
เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานก็พยักหน้ารับหากไม่ได้สตรีลึกลับผู้นั้นก็คงไม่ทำให้มูลค่าของศิลาสลักลายสูงได้ถึงเพียงนี้เมื่อคิดถึงเ้าของร่างอรชรนั้นเมิ่งฝานก็อดรู้สึกใจสั่นไม่ได้
เมื่อเห็นสีหน้าของเมิ่งฝานข่าเหลยก็หัวเราะเสียงเบาจากนั้นจึงเอ่ยออกมาเสียงเข้ม “เ้าเองก็ใจสั่นด้วยเช่นกันหรือเ้าหนุ่ม? แต่เหล่าฟูขอแนะนำเ้าว่าอย่าได้คิดเป็อื่นเ้ารู้หรือไม่ว่าบัตรที่นางใช้จ่ายเงินประมูลในครั้งนี้เป็บัตรอะไร? เป็บัตรสีม่วง!”
บัตรสีม่วง!
เมิ่งฝานย่นคิ้วในทันใดยามนี้เขาเริ่มรู้สึกสนใจตัวตนที่แท้จริงของสตรีลึกลับผู้นั้นแล้วเพราะว่าบัตรสีม่วงนั้นเป็สิ่งที่บ่งบอกว่าเป็ผู้ที่มีฐานันดรอันสูงศักดิ์แห่งอาณาจักรต้าก้านเป็บัตรที่สร้างขึ้นมาจากอัญมณีอินทนิลในตัวของอสูรที่หาได้ยากต้องผ่านกรรมวิธีการผลิตจากปรมาจารย์จิตศัสตราระดับห้าเท่านั้น
มันอยู่ในระดับที่สูงยิ่งกว่าบัตรสีทองทั้งยังสามารถบรรจุเงินได้มากกว่ายิ่งไปกว่านั้นคือมันต้องได้รับการยอมรับจากราชวงศ์แห่งอาณาจักรต้าก้านดังนั้นจึงมีการใช้อยู่เพียงในเมืองซ่างจิงเสียส่วนใหญ่
สตรีที่สูงศักดิ์และลึกลับเช่นนี้ ยากที่จะมาพัวพันกับเขาจริงๆ!
เมิ่งฝานหัวเราะเสียงเบาก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เหล่าเซียนเซิงก็พูดเป็เล่นไปขอรับข้าเพียงแต่กำลังเดาตัวตนของนางเท่านั้น ถึงอย่างไรข้าก็รู้และเจียมตัวดีอยู่แล้ว”
ข่าเหลยพยักหน้ารับ เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกดีกับเมิ่งฝานไม่น้อยเพราะเด็กหนุ่มผู้นี้ฉลาดกว่าซีเหมินหานผู้นั้นไม่รู้ตั้งกี่เท่าอีกทั้งข่าเหลยยังคิดว่าเื้ัของเมิ่งฝานมีอาจารย์ผู้ลึกลับท่านหนึ่งคอยช่วยเหลืออยู่ด้วย
หลังจากที่ครุ่นคิดครู่หนึ่งข่าเหลยจึงเอ่ยปากบอกไปอย่างใจเย็น
“เอาล่ะเ้าหนุ่มหากวันหน้าเ้ามีเื่ใดหรือ้าประมูลสิ่งใดสามารถมาหาข้าได้และบอกอาจารย์ของเ้าด้วยว่าข้าอยากพบเขามาก”
ขณะที่พูดข่าเหลยก็ส่งบัตรสีส้มใบหนึ่งให้แก่เมิ่งฝานน่าจะเป็บัตรประจำตัวของเขา เมิ่งฝานยื่นมือไปรับบัตรนั้นมาแล้วพยักหน้ารับการที่ได้รู้จักปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสามอย่างข่าเหลยนับว่าเป็ประโยชน์อย่างมาก
หลังจากที่สนทนากันไม่กี่ประโยคเมิ่งฝานก็บอกลาอีกฝ่ายแล้วจากไปทันที
เมื่อเมิ่งฝานออกมาด้านนอกก็พบว่ากู่ซินเอ๋อร์ยืนรอตนเองพร้อมกับของในมืออีกจำนวนไม่น้อยเห็นได้ชัดเลยว่าใน่ที่เขาเข้าไปภายในนั้นนางเจอของที่ถูกใจไม่น้อยทีเดียว เมื่อเห็นเมิ่งฝานใบหน้างามของกู่ซินเอ๋อร์ก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาทันที
“พี่เมิ่งฝานในที่สุดท่านก็ออกมาเสียที ของพวกนี้มันหนักมากเลยล่ะเ้าค่ะ!”
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกตนเองแล้วถอนหายใจ จากนั้นจึงเอ่ยอย่างจนปัญญา “หากเ้า้าใช้ข้าให้ช่วยถือของพวกนี้ก็บอกมาตามตรงเหตุใดต้องเสียแรงพูดให้มากความด้วยเล่า?”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายรู้ทันกู่ซินเอ๋อร์ก็แอบหัวเราะเสียงเบาแต่กลับนำของทั้งหมดยื่นให้แก่เมิ่งฝานอย่างไม่เกรงใจทำให้อีกฝ่ายส่ายหน้าอย่างจนปัญญาแต่ถึงกระนั้นก็คล้ายกับว่าได้ย้อนเหตุการณ์ไปยังวันวานที่ทั้งสองต่างก็สนิทสนมกันเป็อย่างยิ่งเล่นด้วยกันมาั้แ่เล็กจนโต หากจะใช้คำว่ากิ่งทองใบหยกก็ยังไม่เกินงาม
แต่เมื่อคิดถึงวิชายุทธ์ที่กู่ซินเอ๋อร์ฝึกฝนและคำพูดของกู่ฉิงก็ทำให้เมิ่งฝานล้มเลิกความคิดที่อยู่ในใจไปจนหมดสิ้นคิดเพียงแค่อยากจะอยู่ข้างกายกู่ซินเอ๋อร์อย่างเงียบๆ เท่านั้น
แล้วทั้งสองก็เดินดูสิ่งของภายในหอมหาสมบัติชั้นแรกอีกครั้งทว่าครั้งนี้กลับเป็การเดินไปอย่างมีจุดหมายแล้วโดยซื้อหญ้าซานเหวินกับจิตอสูรระดับสองมาไว้ใน
เมื่อมีเหรียญทองคำเกือบหมื่นเหรียญนี้ทำให้เมิ่งฝานกล้าที่จะใช้จ่ายแม้จะรู้สึกเ็ปที่ต้องจ่ายเงินจำนวนมากแต่ภายในใจก็รู้สึกวาดหวังกับสิ่งที่ได้มายิ่งเพราะถึงอย่างไรโลหิตแตกแขนงก็เป็ถึงสิ่งที่ช่วยในการชำระล้างกระดูกและเมื่อใดที่ผ่านการชำระล้างกระดูกพลังปราณในร่างกายของเขาก็จะต้องก้าวหน้าขึ้นมากกว่าเดิมราวหนึ่งเท่าตัวเป็แน่
หลังจากที่จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยทั้งสองก็เตรียมตัวออกจากเมืองเหยียนเฉิงด้วยความเสียดายแต่ก็จนปัญญายิ่ง ด้วยเพราะกู่ซินเอ๋อร์ได้ซื้อของเพิ่มมาอีกจำนวนไม่น้อยยามปกติแล้วเด็กสาวก็มักชอบซื้อของอยู่แล้วจึงทำให้ตอนนี้บนตัวของเมิ่งฝานเต็มไปด้วยของที่กู่ซินเอ๋อร์ซื้อมาทำให้เขารู้สึกหัวเราะทั้งน้ำตา
ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินตรงไปยังลานประมูลก็มีกลุ่มคนเดินลงมาจากชั้นสองซึ่งผู้ที่เป็ผู้นำของกลุ่มนั้นก็คือซีเหมินหานนั่นเอง
“ไร้ประโยชน์ พวกเ้ามันไร้ประโยชน์แล้วตระกูลของข้าจะเลี้ยงพวกเ้าไว้เพื่ออันใดอีก!”
ซีเหมินหานสบถพลางเดินออกไปแม้ว่าผู้าุโของตระกูลที่อยู่ข้างกายเขาจะมีสีหน้าไม่ชอบใจแต่ก็ไม่กล้าต่อปากต่อคำกับนายน้อยของตระกูลพลันบุรุษที่สวมชุดสีน้ำเงินข้างกายของซีเหมินหานก็เอ่ยขึ้น “หึหึ จำเป็ที่จะต้องโมโหถึงเพียงนี้เลยหรือมันก็แค่การสูญเสียของไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น!”
บุรุษผู้นั้นนั้นมีซวินจางติดอยู่ที่หน้าอก เส้นผมยาวและมีอายุไม่มากเขาผู้นี้เป็ผู้ที่มีความสัมพันธ์สายตรงกับตระกูลตงฟางแต่มีศักดิ์เป็น้องของซีเหมินหานตงฟางเฉิน!
ซีเหมินหานกระตุกยิ้มเมื่อได้ยินใบหน้าของเขาแสดงความไม่พอใจแต่ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากกลับชะงักงันไปทันทีร่างกายของเขาแข็งทื่อมองไปทางอื่นและทิศทางนั้นก็คือจุดที่กู่ซินเอ๋อร์อยู่นั่นเอง
ั์ตาของซีเหมินหานวาวโรจน์ขึ้นในทันใดพลันก้าวออกไปข้างหน้าทว่าเมื่อเขากำลังจะเดินตามไปก็พบว่ากู่ซินเอ๋อร์และบุรุษอีกคนนั้นได้หายไปจากหอมหาสมบัติแล้ว
เมื่อเห็นท่าทางเศร้าโศกของซีเหมินหาน คนของตระกูลซีเหมินทั้งหลายต่างรู้ดีว่านี่คืออาการยามที่ซีเหมินหานได้พบสตรีงามเพียงแค่ไม่รู้ว่าสตรีงามที่โชคร้ายผู้นั้นเป็ผู้ใด
ซีเหมินหานผู้เป็บุตรคนโตของตระกูลผู้นี้มีขั้นการบำเพ็ญตนที่แย่อย่างมากทั้งยังลุ่มหลงในสตรีงามเป็ชีวิตจิตใจ เมื่อได้เห็นสตรีงามก็จะลืมเลือนทุกสิ่งอย่าง
“นางเป็ผู้ใดกัน รูปร่างช่างงดงามเสียจริงเหตุใดวันนี้จึงได้มีโอกาสพบเจอแต่สตรีงามที่ยามปกติแล้วไม่ได้เห็นในเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้กัน!” ซีเหมินหานพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์และใบหน้าแสดงความเสียดาย
ทางฝั่งของตงฟางเฉินที่อยู่ข้างกายเขาก็สังเกตเห็นแล้วเช่นกันซึ่งแม้ว่าเขาจะได้เห็นเพียงด้านข้างแต่ก็ยังรู้ว่าอีกฝ่ายเป็สตรีที่งดงามเพียงใดนางต่างไปจากสตรีลึกลับที่พบเจอเมื่อครู่ เพราะกู่ซินเอ๋อร์นั้นมีความอ่อนโยน
เห็นได้ชัดว่าตงฟางเฉินและซีเหมินหานเป็พวกที่หลงใหลในความงามเช่นเดียวกันเขารีบเอ่ยถามเสียงเบา “จะให้คนไปสืบดูหรือไม่ขอรับ?”
“แน่นอน!”
วินาทีต่อมาซีเหมินหานก็ยกยิ้มอย่างเยือกเย็นแล้วหันไปสั่งการกับชายชราผู้หนึ่งที่อยู่ข้างกาย “พ่อบ้านหาน ท่านยังจำลักษณะของสตรีเมื่อครู่ได้สินะ หึหึต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินเมืองเหยียนเฉิงก็ต้องตามหานางให้เจอสตรีคนก่อนข้าไม่อาจทำอันใดนางได้แต่สตรีผู้นี้...ข้าซีเหมินหาน...จะต้องได้นางมา!”