ตอนที่ 12: เหตุการณ์ในอดีต ?
“ ยอดเยี่ยม ! ”หลินอี้พอใจอย่างมากเมื่อได้ยินคำพูดของเฉินจิ้นเป่ยและท่าทีตอบรับของซุนเหวินเยี่ยน
น่ายินดีจริงๆ !
ตอนนั้นเขาถึงกับอยากโพล่งบทกวีออกมา !
เสียงของเฉินจิ้นเป่ยดังขึ้นในหูหลินอี้ “ เ้าสบายใจรึยัง ?ตอนนี้เ้ามีแรงบันดาลใจรึยัง.... ”
หลินอี้เรียกสติกลับมาได้ทันทีเขาหันกลับไปมองเฉินจิ้นเป่ยและพบกว่าอีกฝ่ายมองมาที่เขาด้วยรอยยิ้ม
รึว่าเป็เทคนิคการโทรจิต ?
“ข้ามีแรงบันดาลใจขึ้นมาแล้ว ข้าเริ่มคันไม้คันมือแล้ว ไม่ต้องห่วง ! ” หลินอี้พูดขึ้นด้วยท่าทีเยือกเย็น
“ดี ! ” เฉินจิ้นเป่ยใจร้อนขึ้นมาเมื่อเห็นว่าหลินอี้แสดงท่าทีเยือกเย็นออกมาแบบนี้ เขาก็สงสัยว่าหลินอี้จะมีบทกวีเก็บไว้ในหัวอีกรึไม่
รึว่าเขามี แต่ไม่อยากเขียนมันออกมา ?
“ท่านซุน ยังไม่รีบนำทางไปอีกรึ ? บัณฑิตหลินแสดงพลังของวรรณกรรมออกมาแล้วหากท่านคิดจะสอบสวนคดีนี้ ท่านจะรีรอทำไมกัน ? ท่านอยากไขคดีนี้ไม่ใช่รึ ? ”เฉินจิ้นเป่ยมองไปที่ซุนเหวินเยี่ยนและพูดขึ้นมา
เขาถือว่าหลินอี้น่ะเป็บัณฑิตของสำนักศึกษาผิงโจวไปแล้ว !
ซุนเหวินเยี่ยนพยักหน้าตอบรับ เขาไม่ถือตัวในฐานะขุนนางระดับ 7 อีกต่อไปเขายิ้มให้กับหลินอี้แต่รอยยิ้มนี้ดูน่าเกลียดราวกับเขากำลังร้องไห้อยู่เขาได้พูดขึ้นมา “ บัณฑิตหลิน เชิญทางนี้ ! ”
เฉินจิ้นเป่ยพยักหน้าตอบรับ
นี่แหละคือท่าทีของคนที่ฉลาด
“ได้ ! ” หลินอี้พยักหน้าด้วยท่าทีเฉยเมยและเดินตามซุนเหวินเยี่ยนไปยังศาลาเจิ้นโมถาง
แต่ตอนนั้นเอง
“นายท่าน ! ”
“นายท่าน ท่านต้องช่วยข้า ! ”
“หลินอี้ มันเป็โจรและยังไม่เคารพกฎหมาย ท่านเฉิน...รีบจัดการเขาซะ ! ”
จางเชิงฉายถูกเ้าหน้าที่พาตัวเข้ามา ขาขวาของเขามีผ้าพันแพลพันเอาไว้เขานอนอยู่บนเปละโด่าทอหลินอี้
หลินอี้ชะงักหันกลับไปมองจางเชิงฉายพร้อมกับฮึดฮัดออกมา
ไม่เคารพกฎหมายรึ ?
ข้าทำอะไรกัน ?
หลินอี้มองไปที่ซุนเหวินเยี่ยนและพูดขึ้นมาด้วยท่าทีเยือกเย็น “ท่านซุนตอนที่ข้าเข้ามาในเมืองเมื่อเช้าวันนี้ ท่านจางได้มาหาข้าพร้อมกับเ้าหน้าที่ แล้วเขายังบอกว่าเขาจะหักมือและเท้าของข้า.... ท่านซุนคงรู้อยู่แล้วว่า...ข้าย่อมหงุดหงิดเป็ธรรมดา! ”
“ข้าเข้าใจ ! ”ซุนเหวินเยี่ยนพยักหน้าตอบรับด้วยสีหน้าจริงจัง
เมื่อเห็นสภาพของจางเชิงฉาย ไม่ใช่แค่ไม่สงสาร แต่เขายังอยากจะอัดอีกฝ่ายด้วยซ้ำ
ขยะสิ้นดี
มองสถานการณ์ตอนนี้ไม่ออกรึไงกัน ?
คิดจะฆ่าเขางั้นรึ ?
ซุนเหวินเยี่ยนพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงทุ้ม “จับตัวจางเชิงฉายเขาคิดจะทำร้ายคนของสำนักศึกษาผิงโจว นำตัวเขาไปโบย 30 ไม้ ! ”
“ขอรับ ! ” เ้าหน้าที่ศาลาก้าวออกมาลากตัวจางเชิงฉายลงจากเปล
“ท่านคิดจะทำอะไรกัน ? ข้าเป็คนของท่านนะ ! ”
“ท่านเหวินเยี่ยน ! ”
“อ๊า...เบามือหน่อย... ”
“โอ๊ย .... โอ๊ย ”
จางเชิงฉายโดนกดตัวลงกับพื้นก่อนจะโดนไม้แช่น้ำฟาดเขากรีดร้องออกมาด้วยความเ็ป...
หลินอี้ไม่ได้สนใจเสียงกรีดร้องและเสียงร้องขอความเมตตาของจางเชิงฉายเลยแม้แต่น้อยเขายังทำตัวราวกับเป็ปัญญาชนของโลกนี้....
เขาดูสูงส่งจริง ๆ !
แน่นอนว่าสิ่งสำคัญตอนนี้คือต้องเป็บัณฑิตของสำนักศึกษาผิงโจว
เพราะเื้ัสำนักศึกษาผิงโจวนั้นมีสถานศักดิ์สิทธิ์หนุนหลังอยู่ !
....
ที่ศาลาเจิ้นโมถาง
อันที่จริงแล้วมันคือหอคอย 8 ชั้นซึ่งอยู่ในศาลาว่าการ ตอนนี้มีเ้าหน้าที่ประจำอยู่ทั้งด้านในและด้านนอกคอยเดินตรวจตราอยู่รอบๆ
นี่เป็ครั้งแรกที่หลินอี้ได้เห็นศาลาเจิ้นโมถาง เขามองไปรอบ ๆ ด้วยความสงสัย
เขารู้สึกได้ถึงพลังที่ผันผวนออกมา
เฉินจิ้นเป่ยมองไปที่หลินอี้และพูดขึ้นมา “ นี่เป็ครั้งแรกที่เ้ามายังศาลาเจิ้นโมถางรึ? ”
หลินอี้พยักหน้าและพูดขึ้น “ อื้อ ! ”
ซุนเหวินเยี่ยนหน้าซีดเผือด เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หยดลงมาจากหน้า
เฉินจิ้นเป่ยมองไปที่ซุนเหวินเยี่ยนด้วยสายตาเ็าและพูดขึ้น “ ท่านซุนท่านมีหลักฐานอะไรที่บอกว่าเขาสมคบคิดกับโจร ! ”
“มันเป็ความคิดของจางเชิงฉาย.... ”ซุนเหวินเยี่ยนรู้ว่าเขาไม่อาจจะปิดบังเื่นี้ได้อีกต่อไป
แม้ว่าหลินอี้จะขโมยอาคมลัทธิเต๋าไปจริง ๆ...แต่การที่เขาแต่งกวีทะลวงแดนพร์ขึ้นมาได้สำนักศึกษาก็ต้องปกป้องเขาอยู่ดี
นี่ไม่ต้องพูดถึงการที่หลินอี้ไม่ได้เป็คนทำเลย
มันจะดีกว่าที่เขาจะสารภาพทุกอย่าง เพื่อหาทางเอาตัวรอด
“ในวันนั้น ญาติข้ารับหน้าที่ตรวจตราศาลาเจิ้นโมถาง แต่พวกเขาดื่มสุราดอกไม้จนเมามายและไม่อาจจะดูแลศาลาเจิ้นโมถางให้ดีได้...ทำให้อาคมลัทธิเต๋าหายไปข้าที่เป็หัวหน้าย่อมต้องรับผิดชอบเื่นี้สุดท้ายข้าก็ฟังคำพูดของจางเชิงฉายและหาคนมารับผิดแทน....ข้าอ้างเหตุผลว่าเขาได้ร่วมมือกับโจรก็เพื่อปัดความรับผิดชอบ ซึ่งมันบังเอิญเป็วันแรกที่หลินอี้เข้ามาทำงานในวันนั้นพอดี...”
ซุนเหวินเยี่ยนสารภาพทุกอย่างออกมาตามตรง เขาก้มหน้าไม่กล้าจะสบตากับเฉินจิ้นเป่ย
แต่เดิมแล้วมันเป็แผนการอันไร้ที่ติ อันดับแรกหลินอี้ต้องรับผิดชอบจากนั้นเขาจะให้ญาติของเขาช่วยตามหาอาคมลัทธิเต๋า
แต่ใครจะไปรู้ว่าหลินอี้ที่เป็แพะรับบาปกลับปลุกจิตใจใฝ่วรรณกรรมขึ้นมาได้ และยังได้พบกับฟางฉิงเสวี่ย
นี่ทำให้หลินอี้มีสำนักศึกษาผิงโจวคอยหนุนหลัง
ไม่มีใครอยากที่จะแตะต้องเขา
“เ้าเป็ผู้ปกครองที่ดีของประชาชนจริง ๆ ! ” เฉินจิ้นเป่ยมองไปที่ซุนเหวินเยี่ยนด้วยสายตาเ็า
ซุนเหวินเยี่ยน “ .... ”
เขาไม่กล้าจะเถียงอะไร
เฉินจิ้นเป่ยมองไปที่หลินอี้พร้อมกับยิ้มออกมาและพูดขึ้น “หลินอี้ไม่ว่าเ้าจะทวงคืนความยุติธรรมกลับมาได้รึไม่ ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เ้าจะแสดงออกมา! ”
“หากเ้าไม่เข้าใจอะไรก็ถามข้ามาได้เลย ”
“เ้าคงรู้ว่า...โอกาสนี้หายากแค่ไหน อย่าปล่อยให้มันหลุดมือ ! ”
หลินอี้ป้องมือคำนับและพูดขึ้นมา “ขอบคุณท่านเฉิน ! ”
“ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก นี่คือสิ่งที่ข้าควรจะทำ.... ” เฉินจิ้นเป่ยยิ้มออกมา
จากนั้นหลินอี้ก็ได้เข้าไปใน ‘ที่เกิดเหตุ’ ภายในศาลาเจิ้นโมถาง
การตรวจสอบคดีลักขโมยทั่วไปนั้นไม่ได้ยาก บอกได้ว่ามันคือคดีที่ง่ายที่สุดก็ว่าได้
ตามสถานการณ์ในที่เกิดเหตุตอนนี้แล้ว การคาดเดาผู้กระทำความผิด,ทิศทางการสอบสวนและพื้นที่เกิดเหตุได้ถูกปิดกั้นเอาไว้ มันพอตัดสินได้ว่าผู้ก่อเหตุนั้นต้องเป็คนที่คุ้นเคยกับที่นี่เป็อย่างดี
อันที่จริงก่อนที่จะมายังศาลาเจิ้นโมถางหลินอี้ก็เดาแล้วว่ามีโอกาสสูงที่คนในจะเป็คนก่อเหตุจากความทรงจำที่อยู่ในหัว
ศาลาว่าการคือที่ใดกัน ?
โจรแบบไหนกันที่กล้าเข้ามาขโมยของในศาลาว่าการ ?
อีกฝ่ายรู้ได้ยังไงว่าศาลาเจิ้นโมถางนั้นไม่มีใครคุ้มกัน ?
ทุกอย่างชัดเจนอยู่แล้ว....
จากการสอบสวนและตรวจสอบแล้ว ผู้ต้องสงสัยอาจจะเป็คนในศาลาว่าการ
ตอนนี้แค่ต้องตามหาตัวโจร
ที่ศาลาเจิ้นโมถางตอนนี้ว่างเปล่า มันไม่มีใครเข้ามายุ่มย่ามที่นี่ พื้นดินมีแต่ฝุ่นหนาปกคลุม
แต่บางแห่งนั้นกลับมีรอยเท้าทิ้งเอาไว้
“มีคนเข้ามายุ่มย่ามที่เกิดเหตุ ไม่จำเป็ต้องตรวจสอบแล้ว ! ”หลินอี้ถอนหายใจออกมา
ตอนที่เขากำลังจะหันกลับเพื่อเดินออกมา อยู่ ๆ ก็มีลำแสงส่องประกายขึ้นที่ยอดหอคอยมันส่องลงมาที่ลานในศาลาเจิ้นโมถางพอดี
ฝุ่นลอยตัวขึ้น
แต่ฉากต่อมากลับทำให้สีหน้าของหลินอี้เปลี่ยนไปลำแสงที่ส่องลงมาที่แท่นหินกลับะเิออก
จุดแสงนับไม่ถ้วนลอยคลุ้งอยู่ในศาลาเจิ้นโมถาง
จากนั้นหลินอี้ก็ได้พบกับฉากที่น่าเหลือเชื่อเข้า มันมีร่างสีดำโผล่มาในศาลาเจิ้นโมถางภายใต้จุดแสงรอบๆ เขาราวกับภาพฉาย
ร่างสีดำนี้พุ่งไปที่แท่นหินพร้อมมือที่ประกบกันแล้วสะบัดไปมา
เขาย่นมืออกมาหยิบเอาบางอย่างจากแท่นหินก่อนจะวิ่งไปทางหลินอี้
หลินอี้มองดูร่างสีดำที่วิ่งเข้า เขาอยากจะหลบแต่ก็พบว่าร่างสีดำนี้พุ่งทะลุร่างของเขาไป
ฟรึด...
จุดแสงหายไปในพริบตา
ตัวของหลินอี้สั่นเครือเล็กน้อย เขากลับรู้สึกล้าขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล
จากนั้นเขาก็มองไปที่แท่นหินก่อนจะพบว่าลำแสงที่ส่องมายังแท่นหินนั้นหายไปแล้ว
มันราวกับว่ามันไม่เคยมีลำแสงนี้อยู่
“ เมื่อสักครู่นี้...เกิดอะไรขึ้นกัน ? ” หลินอี้อึ้ง