บทที่ 3: เผชิญหน้า
หลี่ซูซินที่เผชิญกับโลกใหม่ในร่างของฮูหยินผู้แสนร้ายกาจขององค์ชายผู้ผลิตการเธอก็ ค่อยๆ ค้นพบความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในเงามืดของจวนและราชสำนักที่เธอไม่เคยรู้มาก่อนและไม่เคยอยากจะยุ่งเกี่ยวเื่ราวในราชสำนักด้วยซ้ำ ใน่หลายวันที่ผ่านมา เธอพยายามหาคำตอบด้วยตัวเองเกี่ยวกับการตายของ "หลี่ซูซิน" เ้าของร่างเดิม แต่ยิ่งค้นหามากเท่าไร ก็ยิ่งพบว่าเื้ัความตายของหญิงสาวที่เคยอยู่ในร่างนี้ยังคงเป็ปริศนาเพราะนี่เป็ฤดูหนาวใครมันจะอยู่ดีๆก็ไปะโน้ำแบบนั้นได้ไม่มีทางหรอกโดยเฉพาะหญิงสาวผู้เอาแต่ใจและร้ายกาจไม่ยอมคนอย่างหลี่ซูซินเ้าของร่างเดิมหนียิ่งเป็ไปไม่ได้การตายนี้ต้องมีเงื่อนงำอย่างแน่นอน
บรรยากาศในจวนของเธอในตอนนี้เต็มไปด้วยการพูดถึงหลี่ซูซินในทางลบ ซูเอ๋อได้ยินเสียงกระซิบจากคนในจวนที่กล่าวถึงเ้านายของเธออย่างหลี่ซูซินในลักษณะที่เต็มไปด้วยการดูถูก เหมือนกับเธอเป็เพียงแค่เครื่องมือในเกมการเมืองที่ไม่สามารถทำหน้าที่ฮูหยินได้ดีอย่างที่คาดหวัง
“คุณหนู…มีคนในจวนกล่าวหาว่าท่านไม่สามารถดูแลจวนได้ดีและไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะเป็ฮูหยินของจวนอ๋องสามแห่งนี้...”
ซูเอ๋อพูดออกมาเสียงเบา แต่ความกังวลในน้ำเสียงนั้นชัดเจนยิ่งกว่าเดิม นางหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของหลี่ซูซิน หัวของนางโค้งลงเล็กน้อย สายตาของซูเอ๋อที่มองไปยังพื้นสะท้อนความกังวลใจที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
หลิงอวี่หานในร่างของหลี่ซูซินพยักหน้าเล็กน้อยและลุกขึ้นจากที่นั่ง ขาของเธอก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกท้าทาย เธอหยิบถ้วยชาใส่มือและยกขึ้นจิบอย่างช้าๆ เสียงน้ำชาในถ้วยกระทบกับริมฝีปากเบาๆ ก่อนที่เธอจะวางมันลงบนโต๊ะอย่างตั้งใจ ไม่อยากให้มันเป็แค่การดื่มชา แต่เป็การตัดสินใจที่หนักแน่นในใจของเธอ
“ไม่ต้องกังวลไปซูเอ๋อ ข้าจะจัดการกับเื่นี้เอง”
เสียงของหลี่ซูซินแฝงไปด้วยความเด็ดขาด ในขณะที่เธอมองไปยังซูเอ๋อที่ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทางที่ยังคงเต็มไปด้วยความกังวล
ซูเอ๋อเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะยอมพยักหน้าอย่างเชื่อมั่น เมื่อเห็นท่าทางของหลี่ซูซินที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความไม่ยอมแพ้ แม้จะมีปัญหามากมายรออยู่ข้างหน้า แต่ในใจของซูเอ๋อก็รู้ดีว่า ฮูหยินของนางผู้นี้เป็คนอย่างไรถึง่นี้จะดูแปลกไปก็ตาม
“ท่านจะทำเช่นไรหรือเ้าคะ?”
ซูเอ๋อถามขึ้นด้วยความสงสัย
หลี่ซูซินยิ้มบางๆ ก่อนจะหันไปมองที่หน้าต่างห้องที่เปิดออกไปยังสวนภายในจวน ความคิดของเธอกำลังหมุนวนไปกับการหาทางเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับการตกน้ำของ "หลี่ซูซิน" เธอรู้ดีว่าความลับนี้มีความสำคัญยิ่งและการที่มันถูกปิดบังมานานจะต้องมีอะไรที่ซ่อนอยู่เื้ั
“เมื่อไหร่ที่ข้าคิดออกข้าจะบอกเ้าก็แล้วกัน”
นางเอกพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง แต่ในสายตาของเธอกลับแฝงไปด้วยความมุ่งมั่นที่ยากจะบอกได้
ซูเอ๋อมองหลี่ซูซินผู้เป็นายหญิงของนางด้วยความเคารพก่อนที่จะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ข้าจะคอยช่วยท่านในทุกทางที่ทำได้เ้าค่ะ”
เธอพยักหน้าอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินออกจากห้องไปด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น การเปิดเผยความลับไม่ใช่เื่ง่าย แต่เธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันแล้ว
การประชุมในราชสำนักและเธอก็เพิ่งจะรู้ว่าตัวเองก็ต้องเข้าประชุมด้วยเนื่องจากเป็ฮูหยินขององค์ชายเฉิงอี้เฟยที่รับตำแหน่งหัวหน้าของกรมกฎหมายเธอจึงจำเป็ต้องเข้าร่วมการประชุมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และเป็การพบปะที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและความเงียบที่แผ่กระจายไปทั่วห้อง ขณะที่หลี่ซูซินนั่งอยู่ในมุมห้องที่มืดทึบของห้องประชุม เธอรู้สึกถึงการกดขี่จากการที่ต้องเข้าร่วมในฐานะฮูหยินขององค์ชายเฉินอี้เฟย ซึ่งในยุคนี้ ผู้หญิงไม่ควรมีบทบาทในการตัดสินใจทางการเมือง แต่เธอก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมในครั้งนี้ได้
เธอนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สักที่มีการแกะสลักอย่างประณีต ปลายนิ้วของเธอัักับขอบโต๊ะไม้ที่เรียบเนียน ร่างกายของเธอนั่งตรงแต่ค่อนข้างเกร็งไปเล็กน้อย สายตาของเธอมองไปที่องค์ชายเฉินอี้เฟยที่นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำของการประชุม ท่าทางของเขาดูสงบแต่แฝงไปด้วยความเครียดที่สามารถััได้จากการขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะที่เขาพูดคุยกับขุนนางต่างๆ
“การปฏิรูปภาษีเป็สิ่งที่จำเป็เราต้องทำให้เกษตรกรได้รับผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้”
องค์ชายเฉินอี้เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ขณะที่เขาหยิบพัดไม้ในมือขึ้นมาแตะที่ปลายคางอย่างครุ่นคิด
ในขณะที่การประชุมดำเนินไป เธอเริ่มสังเกตเห็นถึงความตึงเครียดระหว่างองค์ชายเฉินอี้เฟยและขุนนางบางคนที่ดูเหมือนจะมีความเห็นขัดแย้งกันอย่างชัดเจน ขุนนางบางคนที่นั่งอยู่ด้านข้างพยายามแย้งในบางประเด็นด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยสุภาพนัก
“แต่องค์ชายท่านจะทำการปฏิรูปภาษีในตอนนี้อาจจะทำให้เกิดความไม่พอใจจากชาวบ้านการเก็บภาษีมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดการฏได้”
ขุนนางผู้าุโกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เครียดขณะท่าทางของเขายังคงยืดตรง แต่ก็แฝงไปด้วยความลังเล
องค์ชายเฉินอี้เฟยยังคงนั่งเงียบๆ สายตาของเขาจับจ้องไปที่ขุนนางผู้พูดด้วยความเ็าเขาหันมองไปที่นางเอกแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปที่ขุนนางคนอื่นๆ อย่างไม่สนใจคำพูดของคนที่คัดค้าน
เธอที่นั่งอยู่ในมุมห้องรู้สึกถึงความเครียดที่ค่อยๆ แผ่ขยายไปทั่วห้องประชุม สายตาของเธอจับจ้องไปที่ท่าทางขององค์ชายเฉินอี้เฟยที่ดูเหมือนจะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างที่ควรจะเป็การประชุมนี้เต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจและการต่อสู้ทางการเมืองที่เธอยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เธอก็รู้สึกว่าเธอต้องจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด
เสียงกระซิบจากขุนนางที่นั่งอยู่ด้านหลังทำให้เธอหันไปฟัง
“องค์ชายท่านไม่สามารถควบคุมราชสำนักได้ดีเหมือนที่เคยหวังไว้เขาใช้อำนาจเผด็จการในการสั่งการในทุกครั้งหากท่านยังคงเผด็จการทำการสิ่งใดตามใจตนเองเช่นนี้แล้วจะเหมาะสมกับกรมกฎหมายได้อย่างไร”
เสียงกระซิบดังขึ้นมาเบาๆ แต่ก็ทำให้ความรู้สึกของนางเอกเต็มไปด้วยความสงสัย
หลี่ซูซินขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลในห้องนี้ สถานการณ์ในราชสำนักไม่เหมือนกับที่เธอเคยคิดไว้เลย มันเต็มไปด้วยความลับ การต่อสู้แย่งชิงอำนาจและความไม่แน่นอนที่ยากจะคาดเดา
ท่ามกลางความตึงเครียดนั้น หลี่ซูชินก็เริ่มคิดถึงวิธีที่เธอจะสามารถใช้ความสัมพันธ์ของเธอกับองค์ชายเฉินอี้เฟยในการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่เธอกำลังเผชิญอยู่ได้
เธอพยายามรวบรวมความคิดและจับจ้องไปที่องค์ชายเฉินอี้เฟยที่ยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำของการประชุมท่าทางของเขายังคงเ็าและดูไม่สนใจในตัวเธอ แต่ในบางครั้งเขาก็แสดงความสนใจในคำพูดของเธอที่กล่าวขึ้นในที่ประชุม ทำให้เธอเริ่มรู้สึกว่ามีโอกาสบางอย่างที่เธออาจจะใช้ประโยชน์ได้จากความสัมพันธ์นี้
การประชุมดำเนินไปเรื่อยๆ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้น แต่นางเอกก็ยังคงตั้งใจฟังทุกคำพูดอย่างละเอียดรอบคอบเพื่อหาทางที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ให้เป็ประโยชน์กับตัวเองและองค์ชายเฉินอี้เฟยในอนาคต
หลังจากการประชุมที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดนั้น เธอกลับไปยังห้องของตนเอง ท่ามกลางความเงียบงันของจวนเฉิน เธอนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ที่มีการแกะสลักลวดลายอย่างประณีตมือข้างหนึ่งจับที่ขอบโต๊ะ ขณะที่อีกข้างยกขึ้นลูบหน้าผากอย่างครุ่นคิด สายตาของเธอจดจ่ออยู่ที่กระดาษที่อยู่บนโต๊ะ บางครั้งเธอก็ลุกขึ้นเดินไปมารอบห้องด้วยท่าทางที่แสดงถึงความกังวล
การประชุมในราชสำนักทำให้เธอเริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในราชสำนัก ความไม่ลงรอยกันระหว่างองค์ชายเฉินอี้เฟยและขุนนางบางคนทำให้เธอรู้สึกว่าความขัดแย้งนี้เป็เื่ที่ซับซ้อนเกินกว่าที่เธอจะเข้าใจได้ในตอนนี้
เธอเงยหน้าขึ้นมองไปที่หน้าต่างห้องที่เปิดออกไปข้างนอก ภาพของสวนในจวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจีทำให้เธอรู้สึกสงบขึ้นบ้างแต่ในใจของเธอกลับเต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
"ถ้าฉันยังอยู่ในสถานะนี้ต่อไป...ฉันจะสามารถช่วยองค์ชายได้หรือไม่?"
คำถามนี้ผุดขึ้นในใจของเธอ ขณะที่เธอนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง…แต่เมื่อความคิดนั้นผุดขึ้นในหัวจู่ๆเธอก็นึกขึ้นได้และสบถออกมายังไม่ได้ตั้งใจ
“เอ๊ะ!!!..เดี๋ยวนะนี่สมองฉันเป็อะไรไปจู่ๆก็อยากช่วยคนพันนั้นขึ้นมาได้ยังไงกันฉันบ้าไปแล้วแน่ๆฉันต้องหาทางหย่ากับเขาสิแล้วก็ออกไปใช้ชีวิตข้างนอกโดยที่จะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับราชสำนักและความยุ่งเหยิงแบบนี้สิถึงจะถูกเฮ้ย!!!แล้วฉันต้องทำยังไงเนี่ยทำไมชีวิตช่างยากช่างเย็นขนาดนี้นะ”
แต่เมื่อคำพูดนั้นจบลงแต่เธอก็ดันนึกถึงหัวข้อการประชุมในราชสำนักของวันนี้ขึ้นมาและข้อเสนอขององค์ชายนั้นก็เกี่ยวข้องกับราษฎรที่จะมีผลประโยชน์ต่อราษฎรนั่นก็ทำให้มันเป็สิ่งที่ดีที่ราษฎรจะได้รับในอนาคตเธอจึงคิดว่าถ้าหากช่วยและมีผลดีต่อประชาชนก็สมควรที่จะช่วยไม่ใช่หรือไงเธอจึงตัดสินใจที่จะช่วยถึงแม้จะไม่เต็มใจก็ตามเธอคิดเสียว่าครั้งนี้จะช่วยประชาชนและการใช้ความรู้จากยุคปัจจุบันที่เธอเคยมีไม่เพียงแต่เป็เครื่องมือในการจัดการกับสถานการณ์ในชีวิตส่วนตัวแต่ตอนนี้มันกลายเป็เครื่องมือที่เธอคิดว่าจะใช้ในการวางแผนการเคลื่อนไหวในสนามการเมืองของราชสำนักเธอเริ่มคิดถึงวิธีที่เธอจะสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็และหาทางเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
เธอนั่งนิ่งอยู่ในห้องเงียบๆ ขณะที่จิตใจของเธอกำลังหมุนวนไปกับการตัดสินใจที่สำคัญ เธอรู้ว่าเธอไม่สามารถหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมในเกมการเมืองนี้ได้ และในตอนนี้ เธอคงต้องใช้ทุกความรู้ที่มีเพื่อสร้างโอกาสให้ตัวเอง
ขณะที่เธอมองไปที่กระดาษในมือ การวางแผนนี้อาจจะต้องใช้เวลาและความอดทน แต่เธอมั่นใจว่าเธอสามารถทำได้
ท่ามกลางความมืดมิดของสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้เธอรู้ดีว่าเธอจะต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดและรวดเร็วการตัดสินใจในตอนนี้จะส่งผลต่ออนาคตของเธอและองค์ชายเฉินอี้เฟยในอนาคต
เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินไปที่หน้าต่างอีกครั้ง สายลมเย็นๆ ที่พัดผ่านเข้ามาทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นเล็กน้อย แต่ในใจของเธอกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ให้ดีขึ้น
สายตาของนางเอกจดจ่ออยู่ที่กระจกบานใหญ่ตรงข้าม เธอมองเห็นภาพของตัวเองในนั้นหญิงสาวที่ยังคงมีรูปลักษณ์ที่ดูสง่างามแต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยคำถามและความไม่แน่ใจเกี่ยวกับอนาคตของเธอในโลกนี้
"แล้วถ้าฉันไม่สามารถหย่ากับเขาได้ฉันจะต้องอยู่ในสถานการณ์นี้ต่อไปได้อย่างไรกันแล้วฉันจะต้องทำยังไงถึงจะมีชีวิตรอด…ว่าแต่องค์ชายเฉินอี้เฟย... เขาจะเห็นฉันเป็อย่างไร?"
คำถามนี้ลอยขึ้นมาในใจของเธอ เธอเริ่มสังเกตเห็นถึงท่าทางที่เปลี่ยนไปขององค์ชายั้แ่วันแรกที่เธอเข้ามาในจวนหลี่ ท่าทางที่เ็าและไม่แสดงความสนใจในตัวเธอทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกมองข้ามไป แต่ในบางครั้งก็มี่เวลาที่เขามองเธอด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความสงสัย
เธอรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับองค์ชาย แม้ว่าเขาจะยังคงมีท่าทีเ็าและไม่แสดงออกถึงความสนใจในตัวเธออย่างชัดเจน แต่บางครั้ง เขาก็จะตั้งใจฟังคำพูดของเธอ และในบางครั้งก็ถามคำถามที่แสดงให้เห็นว่าเขาเริ่มให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของเธอ
เธอหยิบถ้วยชาใส่มือและยกขึ้นจิบเบาๆ ความร้อนของชาทำให้เธอรู้สึกสงบขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่สามารถปกปิดความวิตกกังวลที่ยังคงอยู่ในใจได้
"ถ้าฉันสามารถเข้าใจเขามากขึ้น... ฉันอาจจะสามารถใช้ความสัมพันธ์นี้ให้เป็ประโยชน์ได้ใช่ไหมนะ"
เธอคิดในใจ ขณะที่สายตาของเธอจับจ้องไปที่ถ้วยชาในมือ ท่าทางของเธอยังคงสงบ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความคิดที่ซับซ้อนเกี่ยวกับวิธีที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์
เธอตัดสินใจว่าเธอจะไม่ยอมให้ตัวเองเป็เพียงแค่ผู้หญิงที่ต้องอยู่ในเงามืดขององค์ชาย เธอ้าที่จะเป็คนที่สามารถทำให้เขาเห็นคุณค่าและความสามารถของเธอเธอจะต้องใช้ความสัมพันธ์นี้ในการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในราชสำนัก และในเวลานี้ เธอก็รู้ว่าการทำเช่นนั้นไม่ใช่เื่ง่าย
"ทำไมคนในยุคนี้ถึงมองผู้หญิงไร้ประโยชน์ได้ขนาดนี้นะฉันจะทำให้เขาเห็นว่าฉันไม่ได้เป็แค่ผู้หญิงที่ไร้ความสามารถ...ฉันจะทำให้เขาเห็นว่าฉันสามารถช่วยเขาได้และฉันก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่จะคอยอ่อยผู้ชายไปวันๆอย่างที่เขากล่าวหา"
เธอคิดในใจ ขณะที่สายตาของเธอยังคงมองไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมอกควัน
ในค่ำคืนที่เงียบสงบของจวนเฉิน เธอนั่งอยู่ในห้องส่วนตัวของตนเองสายตาของเธอจ้องมองไปที่เอกสารบางฉบับที่วางอยู่บนโต๊ะไม้สักหัวใจของเธอยังคงเต็มไปด้วยความเครียดจากการเผชิญหน้ากับองค์ชายเฉินอี้เฟยและสถานการณ์ในราชสำนักที่ซับซ้อน แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางสิ่งที่เธอไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ความลับเกี่ยวกับการตายของหลี่ซูซิน
เธอยังจำได้ดีถึงคำพูดของโสดเหรอที่เคยบอกเธอในตอนที่พวกเขาคุยกันเื่การตกน้ำของเ้าของร่างเดิม
"คุณหนู...ท่านคิดว่าท่านไม่ได้ตกน้ำเองหรือเ้าคะแล้ววันนั้นท่านไปเจอกับใครหรือเ้าคะ..."
หลี่ซูเคยพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความลังเลและความวิตกกังวล
ในตอนนั้นเธอที่ได้ยินคำถามยังคงไม่เข้าใจถึงความหมายของคำพูดนั้นแต่เมื่อเวลาผ่านไปเธอกลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล และตอนนี้ ความลับที่เกี่ยวกับการตายของหลี่ซูซินก็เริ่มกลับมาหลอกหลอนเธออีกครั้ง
เธอถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้และเดินไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่สะท้อนเงาของเธอในคืนที่มืดมิด สายตาของเธอจับจ้องไปที่ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวที่ห่างไกล ในใจของเธอเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ
"การตายของหลี่ซูซิน...มันไม่ได้เป็แค่เื่บังเอิญ"
เธอคิดในใจ ขณะที่มือข้างหนึ่งยกขึ้นทาบหน้าผากพยายามคิดถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นใน่เวลาที่ผ่านมาเธอรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งที่ยังคงซ่อนอยู่ลึกๆในเงามืดของราชสำนักและในจวนหลี่
ซูเอ๋อหันมามองเธอด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความกังวล ก่อนจะพูดออกมาเบาๆ
"ข้ามีข้อมูลเกี่ยวกับการตกน้ำของท่าน... ข้าไม่สามารถบอกท่านทั้งหมดเพราะข้ารู้เพียงแค่ว่าวันนั้นท่านได้รับจดหมายนัดเจอที่สะพานแต่ไม่รู้ว่าเป็จุดหมายของผู้ใดท่านอยากรู้จึงไปตามนัดและก็เกิดเหตุการณ์ที่ท่านตกน้ำเ้าค่ะ แต่เมื่อตอนที่ข้าตามไปถึงก็ไม่เจอใครเลยเห็นเพียงท่านกำลังจะจมน้ำข้าเลยเรียกให้คนช่วยเ้าค่ะ"
คำพูดของสูเอ๋อทำให้นางเอกรู้สึกถึงความเครียดที่เพิ่มขึ้นในใจ ความลับที่เกี่ยวกับการตายของหลี่ซูซินเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆและนางเอกรู้สึกว่าเธอไม่สามารถหลีกเลี่ยงมันได้อีกต่อไป
"ข้าจะต้องหาคำตอบให้ได้ ไหนๆฉันก็มาใช้ร่างของเธอแล้วห่างเป็การฆาตกรรมจริงๆเธอก็ควรจะได้รับความยุติธรรมและถือเป็การที่ฉันขอบคุณที่เธอให้ร่างนี้แก่ฉันก็แล้วกันนะฉันหวังว่าฉันจะพยายามช่วยเธอให้ได้รับความยุติธรรมนี้ได้นะหลี่ซู
ซิน"
นางเอกคิดในใจ ขณะที่เธอหันไปมองโสเอ๋อด้วยสายตาที่มั่นคง