เกิดใหม่อีกครั้ง สู่ช่วงวันวานแสนมั่งคั่งในยุค 70 [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 49 คำขอร้องของเจิ้งสยา 2

            เจิ้งสยาโดนน้ำเสียงเย้ยหยันพูดใส่จนอับอายโชคดีที่แดดจ้า ผิวเธอก็ดำคล้ำเลยไม่มีใครเห็นความกระอักกระอ่วนและความเก้อกระดากของเธอ เธอตอบเสียงแผ่วเบา“สองร้อย”

            “โอ้โฮนั่นเป็นเงินก้อนใหญ่เลยนะ” เจิ้งหยวนปาดเหงื่อดูท่าสถานการณ์ของคนพิการแซ่หลิวคงย่ำแย่สุดๆ แล้วจำเป็นต้องควักเงินจำนวนมากถึงแต่งภรรยาได้ ป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งนั่นก็ช่างโลภมากไม่รู้จักพอนัก

            เจิ้งสยาก้มหน้าไม่พูดไม่จา ศีรษะเธองุดลงจนคางแทบชิดอก

            เจิ้งหยวนรู้ต้นสายปลายเหตุแล้ว กลับไม่ได้ดูถูกเจิ้งสยาขนาดนั้นลูกพี่ลูกน้องเธอคนนี้ยังรู้จักวางแผนเพื่อตนเอง ไม่เลวเลยทีเดียวแต่แผนการนี้มาตกบนหัวเธอแล้ว ออกจะไม่เกรงใจกันไปสักหน่อยเจิ้งหยวนแบ่งข้าวสาลีออกมา แล้วกำก้านข้าวช่อหนึ่งไว้พลางบอก “แค่พูดกับแม่พี่ว่าไม่แต่งก็พอแล้วนี่เขายังจะบังคับพี่ มัดพี่ไปบ้านคนพิการแซ่หลิวได้เหรอ?”

            “เสี่ยวหยวน!” คำพูดของเจิ้งหยวนน่าอับอายเกินไป เจิ้งสยารู้สึกโกรธเล็กน้อย ผ่านไปสักสองสามวินาที เธอก็ผ่อนลมหายใจ แล้วเอ่ยเสียงอ่อนลง “เสี่ยวหยวน แม่ฉันคงตีฉันตายแน่ มีแต่เธอที่ช่วยฉันได้ ขอเพียงเธอยอมมอบงานแต่งงานกับสกุลเฝิงก็พอแล้ว…”

            เจิ้งหยวนหัวเราะเยาะหนึ่งคำรบ แล้วเหลือบมองเธอ “พี่เสี่ยวสยาพี่คิดจริงๆ เหรอว่าสำหรับเฝิงเจี้ยนเหวินนอกจากลูกสาวสกุลเจิ้งอย่างพวกเราแล้วจะสู่ขอผู้หญิงคนอื่นๆ ไม่ได้? เจ้าสาวที่กำหนดไว้บอกให้สลับคนดื้อๆ คนสกุลเฝิงก็จะยอมรับง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ? พี่เชื่อไหม หากฉันบอกไม่แต่งก่อน สกุลเฝิงเขาสามารถหาผู้หญิงบ้านอื่นมาหมั้นหมายได้ทันที? และบางทีอาจจะหาคนที่เงื่อนไขดีกว่าฉันด้วยซ้ำ เฝิงเจี้ยนเหวินคนนั้นเป็นนายทหารไม่ใช่เหรอ? นั่นคือทหารเลยนะ ทหารที่ได้เงินหลายสิบหยวนต่อเดือนน่ะ!”

            เจิ้งหยวนพูดความจริง ทั้งยังมีเหตุมีผลมากแต่เมื่อเข้าหูเจิ้งสยาแล้วความหมายดันกลายเป็น ‘เธอหน้าตาน่าเกลียดขนาดนี้ถึงเฝิงเจี้ยนเหวินจะยอมยกเลิกงานแต่งงานกับสกุลเจิ้งก็คงไม่แต่งกับเธออยู่ดีหรอก’ฟังดูขัดหูสุดๆ ยามนี้รู้สึกเพียงว่าเลือดทั้งกายกำลังไหลไปกองบนหน้า โกรธและอับอายจนแทบจะมุดดินหนี เธอกัดฟันกรอด ในใจลอบประณามก่นด่าเจิ้งหยวนจริงอยู่ที่เธอหน้าตาไม่ดี ในขณะที่เจิ้งหยวนหน้าตาดี แต่มันสำคัญตรงไหนเล่าในเมื่อเจ้าตัวหมั้นหมายแล้วก็ยังไปหาคนรักในตัวอำเภอ ทำเรื่องน่าไม่อายเช่นนี้ไม่เพียงแต่หลบๆ ซ่อนๆ ยังหัวเราะเยาะเธออีก! เธอเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน? คิดว่าสกุลเฝิงรู้เรื่องสกปรกของเธอ ยังจะอยากสู่ขอเธอหรือ!

            เจิ้งหยวนเหลือบมองเจิ้งสยาแวบหนึ่ง เห็นเธอก้มหน้าไม่พูดไม่จาไม่รู้ว่าเธอคิดสิ่งใดอยู่ เจิ้งหยวนส่ายศีรษะ คร้านจะพูดสิ่งใดอีกจึงทุบบั้นเอวของตนเองแล้วเกี่ยวข้าวต่อ

            เจิ้งสยามองเคียวในมือนิ่งๆ แต่ความคิดกลับร้อนรนขึ้นเรื่อยๆ

            เธอจำได้ว่าคุณแม่คุยกับพี่ชายเธอหลังกลับมาจากในอำเภอเมื่อวันก่อนแม่บอกว่าเจิ้งหยวนไม่ยอมรับว่ามีคนรักในอำเภอและคนรักคนนั้นก็มุ่งมั่นช่วยเจิ้งหยวนท่าเดียวเหมือนโดนเจิ้งหยวนร่ายคาถาอาคมใส่ไม่ยอมรับเช่นกัน คุณแม่ว่าหาหลักฐานมาไม่ได้ ก็ไม่มีวิธีบังคับเจิ้งหยวนให้ยกงานแต่งให้

            ใจเธอร้อนรนทันทีที่ได้ยิน พี่ชายเธอเจิ้งเทียนหู่กลับเอ่ยไม่นำพา“แต่งให้สกุลเฝิงไม่ได้ก็ไม่เห็นเป็นไรไอ้เป๋แซ่หลิวนั่นยินดีให้สินสอดสองร้อนหยวนนี่ให้น้องแต่งกับคนแซ่หลิวก็ดีเหมือนกันอีกอย่างแม่รับประกันไหมว่าน้องแต่งเข้าไปแล้ว เฝิงเจี้ยนเหวินจะยอมจุนเจือเงินบ้านเดิมของเธอตลอด? เฝิงเจี้ยนเหวินเขาเป็นถึงทหาร ผมว่าเขาคงไม่ยอมถูกเอารัดเอาเปรียบหรอก อนาคตหากเขาเอาเงินเดือนให้แม่ตัวเองเก็บ ไม่ให้ภรรยา ครอบครัวเราคงไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ตามความเห็นผม ไอ้เป๋แซ่หลิวดีกว่าอีก สองร้อยหยวนนั่นเป็นผลประโยชน์ตั้งต้นเท่านั้นนะ”

            เมื่อป้าสะใภ้ใหญ่ได้ยิน ก็เริ่มมีท่าทางลังเลขึ้นมา

            เจิ้งเทียนหู่กล่าวต่อ “นอกจากนี้ แม่ดูหน้าตาน้องเธอขยันจริงนั่นแหละ แต่ทั้งผิวดำ ผอมแห้งแล้วยังหน้าตาน่าเกลียดสกุลเฝิงเขาอาจจะไม่เห็นด้วยเรื่องยกงานแต่งงานให้มีเหตุผลอะไรที่ต้องทิ้งเด็กสาวงามล้ำเลิศราวบุปผาอย่างเจิ้งหยวนมาแต่งกับคนอัปลักษณ์อย่างน้องด้วย?” เขาพูดพลางเบ้ปาก และจิ๊ปากสองที“ถ้าเป็นผม เชื่อไหมว่าผมไม่มีทางตกลงหรอก”

            ป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งจึงถามกลับบ้าง “งั้นจะล้มเลิกแบบนี้เหรอ?” เธอรู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง โดนเจิ้งหยวนตอกหน้าหงายเสียขนาดนั้น ไม่กู้ชื่อเสียงคืนมา เธอทนกล้ำกลืนไม่ไหวนัก

            เจิ้งเทียนหู่นั่งไขว่ห้างและบอก “ไม่ล้มเลิกแล้วจะทำอะไรได้แม่สามารถบีบคั้นให้เจิ้งหยวนยอมรับว่ามีคนรักในเมืองได้หรือไง? เจิ้งหยวนนิสัยยังไงใช่ว่าแม่ไม่รู้ ขืนยั่วโมโหเธอขึ้นมา จุ๊ๆ …” เขาเคยเห็นเจิ้งหยวนกับคุณแม่ของเขาทะเลาะกันกับตา เรียกว่าร้ายกาจได้เลยทีเดียว คุณแม่ปะทะกับเจิ้งหยวนทีไร มักเสียเปรียบอยู่ร่ำไป

            ป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งขบคิดตาม แม้ว่าจะไม่เต็มใจเท่าไรนักแต่ยังคงพูดว่า “งั้นฟังแกแล้วกันหลังจบฤดูกาลเพาะปลูกและแบ่งสันปันส่วนธัญพืชแล้ว ฉันจะไปถามแม่สื่อดูบางทีอาจได้สินสอดมากกว่านี้”

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกครั้ง สู่ช่วงวันวานแสนมั่งคั่งในยุค 70 [จบ] ที่คุณอ่าน