“ เออ…. ”
ผู้จัดการมองเจ้าของโรงแรมคนใหม่ บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลใจเพราะไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรต่อหน้าเจ้าของที่มีสภาพแตกต่างจากที่คิดเอาไว้
ชายสวมเสื้อยืดกางเกงขายาวพร้อมกับสวมรองเท้าแตะดูไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไป ของใช้ที่เห็นบนร่างกายไม่มีของหรูสักชิ้นเดียว ยกเว้นเด็กสาวตัวน้อยๆในอ้อมแขนที่กำลังนำตุ๊กตา 2 ตัวมาต่อสู้กัน เสื้อผ้าของเธอเป็นของชั้นนำเหมาะสมกับการเป็นลูกเจ้าของตึก
“ ตกใจอะไร ฉันแต่งตัวไม่เหมือนเจ้าของตึกงั้นเหรอ พูดความจริงได้เลยฉันไม่ไล่ออกหรอก ”
ผู้จัดการยิ้มแห้งไม่คิดว่าเจ้าของร้านจะรับได้หากเขาพูดออกไปตรงๆ สภาพพี่เลี้ยงเด็กยังแต่งตัวดูดีกว่าเจ้าของโรงแรมคนใหม่ในตอนนี้
“ ให้ผมเรียกคุณว่าอะไรดีครับ ”
“ เรียกเถ้าแก่เหมือนคนอื่นๆเถอะ ”
“ ครับเถ้าแก่เฉิน ว่าแต่คุณมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่อย่างนั้นเหรอครับ ”
“ พอดีฉันมีไอเทมเคลื่อนย้ายน่ะ ก็เลยเข้ามายังชั้นที่ 100 เลย ฉันขอห้องทั้งสองไปเลยแล้วกันนะ ”
“ ดะ ได้ครับ ”
“ เอาล่ะเข้าเรื่องเลยแล้วกัน พนักงานของเรามีกันกี่ชีวิต ”
“ มีทั้งหมด 300 คนครับ ”
“ เฉลี่ยแล้วคนที่รับเข้ามาจะต้องมีเลเวลมากกว่า 20 สินะ สูงเอาเรื่องเลยนี่”
ผู้จัดการยังคงส่งยิ้มให้เถ้าแก่ เขากลัวว่าความคิดของตนเองจะทำให้ถูกไล่ออกจากงาน
คำพูดของเถ้าแก่ที่บอกว่าเลเวล 20 สูงเกือบจะทำให้เขาหลุดปาก เลเวลเพียงเท่านี้ส่วนใหญ่เป็นเลเวลของเด็ก ม.ต้นเท่านั้น นับว่าเป็นเลเวลต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก อีกฝ่ายกลับบอกว่าเป็นเลเวลสูง
“ เอาล่ะ ฉันจะให้นายบริหารต่อไป เพียงแต่ว่ามีเงื่อนไขอยู่หนึ่งอย่าง พนักงานทั้งหมดจะต้องเซ็นสัญญาอีก 1 ฉบับ ”
“ สัญญาอะไรอย่างนั้นเหรอครับ ”
“ ทุกคนจะต้องเป็นสมาชิกร้านฟิตเนสของฉัน เรียกพนักงานที่ว่างให้มารวมกันเลย ใครที่หยุดให้มาพรุ่งนี้ ”
“ ครับเถ้าแก่ ”
ผู้จัดการรีบเรียกพนักงานให้ขึ้นมารวมตัวกันที่ชั้น 2 ภายในชั้นแห่งนี้เป็นโซนอาหารเตรียมไว้ให้ลูกค้าผู้เข้ามาใช้บริการได้กินอาหาร
เมื่อทุกคนขึ้นมาล้วนแล้วแสดงท่าทางไม่ต่างกัน พวกเขากำลังสงสัยว่าผู้จัดการกำลังคุยกับใครเหตุใดจึงแสดงท่าทางนอบน้อมจนเกินไป
“ ทุกคน ฉันจะแนะนำให้รู้จัก ชายผู้นี้คือเจ้าของโรงแรมคนใหม่ เถ้าแก่เฉิน ”
พนักงานโรงแรมทั้ง 300 คนโค้งคำนับให้กับเถ้าแก่คนใหม่ แม้สีหน้าของแต่ละคนจะแสดงความตกใจครั้งแรกเมื่อได้ยินว่าชายสวมเสื้อยืดกางเกงขายาวเป็นเถ้าแก่คนใหม่ แต่หลังจากที่รับรู้และเข้าใจพวกเขาต่างก็เคารพเจ้าของคนใหม่ในทันที
เฉินห่าวเห็นท่าทางของพนักงานรู้สึกพอใจไม่น้อย แต่ละคนราวกลับถูกฝึกมาเป็นอย่างดี ถึงอย่างนั้นเขาไม่กล้าไว้วางใจให้ใครเลี้ยงลูกสาวเช่นเดิม ยกเว้นกลุ่มของอ้ายเสินที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว ดังนั้นข้างตัวของลูกสาวของเขาจะต้องมีมอนสเตอร์ผู้ช่วย 1 ตัวติดไปด้วยเสมอ
“ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน ฉันเฉินห่าวส่วนนี่คือลูกสาวของฉัน ช่วยเอ็นดูเธอหน่อยล่ะ เอาละในเมื่อไม่มีอะไรแล้วเชิญทุกคนกลับไปทำหน้าที่เหมือนเดิมเลย อ๋อเกือบลืมไป ช่วยเซ็นเอกสารตรงนี้หน่อย พอดีฉันเปิดฟิตเนสอยากได้รายชื่อสมาชิกเลยจะให้พนักงานโรงแรมของเราเป็นพนักงานกลุ่มแรก ไม่มีอะไรมาก จะเล่นก็ได้จะไม่เล่นก็ได้ แต่ฉันขอบอกไว้ก่อนว่า ถ้าใครไม่เล่นจะต้องเสียใจแน่นอน เอาละๆฉันรบกวนพวกเธอมากพอแล้วแยกจากกันได้เลย”
เฉินห่าวโบกมือลาพนักงานโดยมีเป่าเป้ยโบกมือน้อยๆลาพี่สาวพี่ชายแปลกหน้า
“ เถ้าแก่ เรามีฟิตเนสอยู่ชั้น 35 และ 36 ในเมื่อคุณเปิดฟิตเนสแล้วจะเปลี่ยนอุปกรณ์ข้างในนั้นไหม ”
ผู้จัดการถามด้วยความสงสัย เดิมทีชั้นที่ 35 และ 36 มีอุปกรณ์ออกกำลังกายวางเอาไว้ให้ใช้ฟรี แต่ตอนนี้เถ้าแก่ต้องการเปิดฟิตเนสภายในโรงแรม มันจะต้องมีการเก็บค่าเข้าใช้งานอย่างแน่นอน เขาจึงอยากรู้ว่าฟิตเนสในส่วนที่ฟรีจะยังมีต่อหรือไม่
“ แล้วมีคนไปใช้งานมันไหมล่ะ ”
อุปกรณ์ออกกำลังกายส่วนใหญ่ในชั้นที่ 35 และ 36 เป็นอุปกรณ์โบราณไม่ต่างจากอุปกรณ์ในโรงแรมของเขานับตั้งแต่ยังไม่มีระบบฟิตเนสอมตะ เขาเชื่อว่าไม่มีใครต้องการใช้งานมันอย่างแน่นอน
“ เออเถ้าแก่คือว่า ชั้นนี้แทบไม่มีคนเข้าใจงานเลย ”
“ โอเค ไม่ต้องให้คนไปทำอะไรล่ะ ฉันจะเป็นคนจัดการทุกอย่างเอง เดี๋ยวหากมีอะไรอยากให้ช่วย ฉันจะส่งข้อมูลให้นายอีกทีก็แล้วกัน วันนี้ไว้เพียงเท่านี้ก่อน ”
“ครับเถ้าแก่ หากขาดเหลืออะไรคุณสามารถใช้โทรศัพท์ภายในห้องติดต่อมาที่เคาน์เตอร์พนักงานต้อนรับได้เลยนะครับ”
เฉินห่าวส่งยิ้มให้ผู้จัดการจากนั้นจึงสวมหมวกแก๊ปและหน้ากากอนามัยปิดหน้า ส่วนลูกสาวเขานำหูแมวออกมาสวม แล้วใช้ปากกาเขียนคิ้ววาดหนวดแมวลงไปบนแก้มทั้งสองข้างเพียงเท่านี้ก็เป็นการปกปิดตัวตนของพวกเขาได้แล้ว
“เอาล่ะได้เวลาที่เราจะออกผจญภัยแล้ว”
“เย่เย่”
เด็กสาวชูมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะด้วยท่าทางดีใจ สถานที่แห่งใหม่แปลกตาเป็นอย่างมาก ผู้คนที่เดินผ่าน 2 ข้างทางมีเยอะมากกว่าชาวบ้านที่เธอเดินออกมาเล่นกับคุณลุงอ้ายเสิน
“ป๊ะป๋านั่นยัยเหยอ”
เป่าเป้ยน้อยชี้มือไปยังช้างสูงเท่าหัวเข่า ผิวของมันเป็นสีชมพูแต่มีจมูกเหมือนหมูดูแปลกประหลาด
เฉินห่าวไม่รู้จักเหมือนกันเขาจึงคิดชื่อให้มันทันทีก่อนจะพาเป่าเป้ยน้อยเดินผ่านไปจากที่นี่ เพราะในตอนที่เขายืนอยู่บนตึกสูงมองเห็นป่ากลุ่มหนึ่งห่างออกไปไม่ไกล สถานที่แห่งนั้นคงจะเป็นสวนสาธารณะ เขาจึงจะพาเป่าเป้ยไปเดินเล่นสักหน่อย
ระหว่างทางมีของประหลาดมากมายจนเป่าเป้ยชี้มือถามชื่อของพวกมันด้วยท่าทางสนใจ เฉินห่าวจึงต้องแสดงบทบาทพ่อผู้แสนดีถามชื่อทุกอย่างจากเจ้าของที่กำลังใช้งาน การพูดคุยของเขาจะเป็นการฝึกเป่าเป้ยน้อยให้รู้จักการเข้าสังคมไปด้วย
“วาว”
ดวงตาน้อยๆเบิกกว้างราวกับไข่ห่าน สิ่งที่อยู่ด้านหน้าคือต้นไม้สูงใหญ่เกือบจะเท่าตึก 50 ชั้น ใต้ต้นไม้เต็มไปด้วยเห็ดประหลาดมีสีสันแตกต่างกัน นอกจากนั้นยังมีดอกไม้เรืองแสงคอยปลดปล่อยแสงสว่างให้กับพื้นที่รอบๆ
กลิ่นหอมอ่อนๆโชยมาตามลมทำให้ผู้สูดดมรู้สึกผ่อนคลาย เฉินห่าวจึงหาข้อมูลพบว่าสวนสาธารณะแห่งนี้ถูกออกแบบให้กลายเป็นปอดของเมือง
ต้นไม้แต่ละชนิดมีความสามารถในการฟอกอากาศที่สูงมาก นอกจากนั้นมันยังคายมานาออกมาอ่อนๆเพื่อให้ผู้ที่สัมผัสรู้สึกผ่อนคลายราวกับได้นอนพัก
หลังจากกวาดตามองรอบๆเสร็จแล้วนั้น ทั้งสองเริ่มได้ยินเสียงคนร้องตะโกนมาจากข้างในสวนจึงค่อยๆก้าวเท้าเข้าไปดูเพราะอยากรู้ว่ามีใครกำลังทำอะไร
เมื่อเข้ามาถึงด้านในสิ่งที่กำลังส่งเสียงคือผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นตามครูสอนเต้นแอโรบิค
เป่าเป้ยน้อยเห็นผู้คนกำลังสนุกสนานจึงเริ่มขยับตัวดิ้นไปตามเสียงเพลง เฉินห่าวจึงพาเธอเข้าไปใกล้ๆบริเวณโซนเต้น แล้ววางเธอลงให้ขยับโยกย้ายไปมา
“ป๊ะป๋าเต้นเย็ว”
เฉินห่าวโยกสะโพกไปมาเบาๆให้เข้ากับจังหวะเสียงเพลง พลางจับมือน้อยๆทั้งสองของลูกสาวที่กำลังชูขึ้นไม่ให้เธอล้มลง
ทันใดนั้นด้านข้างก็มีลุงจูงสุนัขตัวหนึ่งเข้ามายืนเต้นพร้อมกับส่งรอยยิ้มน้อยๆให้กับเป่าเป้ยด้วยท่าทางเอ็นดู
“เป็นเด็กที่แข็งแรงเลยนะเนี่ย”
“ขอบคุณครับคุณลุง คุณลุงก็แข็งแรงไม่ต่างกันเลยนะครับ”
เฉินห่าวส่งยิ้มให้กับคุณลุงจูงหมาพลางลอบตรวจสอบอีกฝ่าย ที่นี่เป็นดินแดนใหม่ เขาไม่รู้ว่าใครวางแผนจะเล่นงาน 2 พ่อลูกที่พึ่งเข้าสู่เมืองหรือเปล่า
มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่คนในพื้นที่จะมองออกว่าใครมาใหม่ เขาจดจำช่วงเวลาหนึ่งในโลกเซียนได้ ต่อให้มีคนเป็นล้านเขาก็สามารถจดจำได้จึงรู้ว่าใครเพิ่งเข้ามา
เมื่อพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้ซ่อนจิตสังหารหรือความต้องการอื่นใดเอาไว้นอกจากพาหมามาเดินเล่น เฉินห่าวจึงพาเป่าเป้ยเต้นจนหมดแรงก่อนจะอุ้มเธอเตรียมเดินสำรวจพื้นที่ใหม่ๆ
“ป๊ะป๋าจะไปไหนอีกเหยอคะ”
“ไปช้อปปิ้ง ”
“เย่เย่”
เด็กสาวแสดงท่าทางตื่นเต้นพร้อมกับชูมือขึ้นเหนือหัวปล่อยให้พ่อพาเดินไปยังห้างใกล้เคียง ระหว่างทางเธอไม่ลืมสอบถามคุณพ่อเกี่ยวกับสิ่งแปลกๆที่ไม่มีให้เห็นในเขต X
“ป๊ะป๋านั่นสุนัขหรือเปล่า”
สุนัขตัวสีดำพันธุ์บูลด็อกหันมองเป่าเป้ยที่กำลังชี้หน้ามัน เฉินห่าวคิดว่าลูกสาวคงเคยเห็นแค่หมาสีน้ำตาลข้างบ้าน เขาจึงแนะนำเกี่ยวกับพันธุ์ของหมาตัวสีดำให้ลูกสาวรู้จักก่อนจะเดินจากไปพลางยิ้มให้เจ้าของหมา
กระทั่งสองพ่อลูกเดินทางมาหยุดอยู่ด้านหน้าห้างขนาดใหญ่ เฉินห่าวถึงขั้นแข้งขาอ่อนแรงไม่คิดว่าห้างจะมีขนาดใหญ่ตัวมโหฬารมากขนาดนี้
“ไปกันเยย!”
“เป่าเป้ยเด็กดีฟังพ่อก่อนนะ พ่อรู้สึกปวดขามากๆ”
“พักก่อนไหม”
“พักแล้วก็ไม่น่าหาย พ่อจะคิดว่าเราน่าจะไปเดินเล่นได้นิดหน่อย ”
“นิดหน่อยเหยอ”
“ใช่ครับนิดหน่อย แต่พ่อจะพาไปโซนที่มีเพื่อนของเปาเป้ยมากมาย”
อู้!!
เด็กสาวทำตาโตแสดงท่าทางตื่นเต้น เธอไม่ได้เล่นกับเพื่อนนานแล้วยังอยากให้พ่อพาไปโซนนั้นเร็วๆ
เมื่อมาถึงโซนเด็กเล่นเฉินห่าวจึงลงทะเบียนเข้างาน จากนั้นจึงปล่อยให้เป่าเป้ยอยู่กับกลุ่มเด็กผู้หญิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกำลังนั่งต่อตัวต่อด้วยท่าทางงงงวย
“ ทำยัยเหยอ ”
เป่าเป้ยสอบถามเพื่อนใหม่ อีกฝ่ายทำเพียงหันมองแล้วหันกลับไปเล่นของเล่นเช่นเดิม
เป่าเป้ยเห็นว่าไม่มีใครสนใจเธอจึงนำตัวต่อขึ้นมาวางเรียงกันเรื่อยๆจนมีขนาดความสูงท่วมหัว
เด็กที่อยู่ด้านข้างเห็นว่ามีคนต่อตัวต่อได้สูงจึงคลานเข้ามาใกล้ๆก่อนจะอ้าปากทำตาโตด้วยท่าทางตะลึง
วาว
“ ฉันเป่าเป้ยนะ มาเย่นกัน ”
เฉินห่าวมองดูลูกสาวห่างๆ ก่อนที่เขาจะเลิกคิ้วหลังจากเห็นว่าลูกสาวใช้วิธีหาเพื่อนใหม่ยังไง
วิธีที่เธอใช้คือการดึงความสนใจ จนเขาเองยังตกใจเพราะไม่คิดว่าเด็ก 2 ขวบจะมีวิธีคิดที่เป็นระบบระเบียบแล้ว
“โห ลูกใครเนี่ยฉลาดไม่เบา”
เฉินห่าวปล่อยให้ลูกสาวเล่นกับเพื่อนใหม่ต่อไป บางคนที่ผู้ปกครองมารับแล้วต่างโบกมือลาปล่อยให้เด็กที่เหลืออยู่ยังคงเล่นกับเป่าเป้ย กระทั่งเขาเห็นว่าได้เวลาพอสมควรแล้วจึงพากลับ