[จบ]เซียนทะลุมิติมาบริหารฟิตเนส

    118 สำรวจ

    “ เออ…. ”


    ผู้จัดการมองเจ้าของโรงแรมคนใหม่ บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลใจเพราะไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรต่อหน้าเจ้าของที่มีสภาพแตกต่างจากที่คิดเอาไว้


    ชายสวมเสื้อยืดกางเกงขายาวพร้อมกับสวมรองเท้าแตะดูไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไป ของใช้ที่เห็นบนร่างกายไม่มีของหรูสักชิ้นเดียว  ยกเว้นเด็กสาวตัวน้อยๆในอ้อมแขนที่กำลังนำตุ๊กตา 2 ตัวมาต่อสู้กัน เสื้อผ้าของเธอเป็นของชั้นนำเหมาะสมกับการเป็นลูกเจ้าของตึก


    “ ตกใจอะไร ฉันแต่งตัวไม่เหมือนเจ้าของตึกงั้นเหรอ พูดความจริงได้เลยฉันไม่ไล่ออกหรอก ”


    ผู้จัดการยิ้มแห้งไม่คิดว่าเจ้าของร้านจะรับได้หากเขาพูดออกไปตรงๆ สภาพพี่เลี้ยงเด็กยังแต่งตัวดูดีกว่าเจ้าของโรงแรมคนใหม่ในตอนนี้


    “ ให้ผมเรียกคุณว่าอะไรดีครับ ”


    “ เรียกเถ้าแก่เหมือนคนอื่นๆเถอะ ”


    “ ครับเถ้าแก่เฉิน ว่าแต่คุณมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่อย่างนั้นเหรอครับ ”


    “ พอดีฉันมีไอเทมเคลื่อนย้ายน่ะ ก็เลยเข้ามายังชั้นที่ 100 เลย ฉันขอห้องทั้งสองไปเลยแล้วกันนะ ”


    “ ดะ ได้ครับ ”


    “ เอาล่ะเข้าเรื่องเลยแล้วกัน พนักงานของเรามีกันกี่ชีวิต ”


    “ มีทั้งหมด 300 คนครับ ” 


    “ เฉลี่ยแล้วคนที่รับเข้ามาจะต้องมีเลเวลมากกว่า 20 สินะ  สูงเอาเรื่องเลยนี่”


    ผู้จัดการยังคงส่งยิ้มให้เถ้าแก่ เขากลัวว่าความคิดของตนเองจะทำให้ถูกไล่ออกจากงาน


    คำพูดของเถ้าแก่ที่บอกว่าเลเวล 20 สูงเกือบจะทำให้เขาหลุดปาก เลเวลเพียงเท่านี้ส่วนใหญ่เป็นเลเวลของเด็ก ม.ต้นเท่านั้น นับว่าเป็นเลเวลต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก อีกฝ่ายกลับบอกว่าเป็นเลเวลสูง


    “ เอาล่ะ ฉันจะให้นายบริหารต่อไป เพียงแต่ว่ามีเงื่อนไขอยู่หนึ่งอย่าง พนักงานทั้งหมดจะต้องเซ็นสัญญาอีก 1 ฉบับ ”


    “ สัญญาอะไรอย่างนั้นเหรอครับ ”


    “ ทุกคนจะต้องเป็นสมาชิกร้านฟิตเนสของฉัน เรียกพนักงานที่ว่างให้มารวมกันเลย  ใครที่หยุดให้มาพรุ่งนี้ ”


    “ ครับเถ้าแก่ ”


    ผู้จัดการรีบเรียกพนักงานให้ขึ้นมารวมตัวกันที่ชั้น 2 ภายในชั้นแห่งนี้เป็นโซนอาหารเตรียมไว้ให้ลูกค้าผู้เข้ามาใช้บริการได้กินอาหาร


    เมื่อทุกคนขึ้นมาล้วนแล้วแสดงท่าทางไม่ต่างกัน พวกเขากำลังสงสัยว่าผู้จัดการกำลังคุยกับใครเหตุใดจึงแสดงท่าทางนอบน้อมจนเกินไป


    “ ทุกคน ฉันจะแนะนำให้รู้จัก ชายผู้นี้คือเจ้าของโรงแรมคนใหม่  เถ้าแก่เฉิน ”


    พนักงานโรงแรมทั้ง 300 คนโค้งคำนับให้กับเถ้าแก่คนใหม่ แม้สีหน้าของแต่ละคนจะแสดงความตกใจครั้งแรกเมื่อได้ยินว่าชายสวมเสื้อยืดกางเกงขายาวเป็นเถ้าแก่คนใหม่ แต่หลังจากที่รับรู้และเข้าใจพวกเขาต่างก็เคารพเจ้าของคนใหม่ในทันที


    เฉินห่าวเห็นท่าทางของพนักงานรู้สึกพอใจไม่น้อย แต่ละคนราวกลับถูกฝึกมาเป็นอย่างดี ถึงอย่างนั้นเขาไม่กล้าไว้วางใจให้ใครเลี้ยงลูกสาวเช่นเดิม ยกเว้นกลุ่มของอ้ายเสินที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว ดังนั้นข้างตัวของลูกสาวของเขาจะต้องมีมอนสเตอร์ผู้ช่วย 1 ตัวติดไปด้วยเสมอ


    “ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน ฉันเฉินห่าวส่วนนี่คือลูกสาวของฉัน ช่วยเอ็นดูเธอหน่อยล่ะ เอาละในเมื่อไม่มีอะไรแล้วเชิญทุกคนกลับไปทำหน้าที่เหมือนเดิมเลย อ๋อเกือบลืมไป ช่วยเซ็นเอกสารตรงนี้หน่อย พอดีฉันเปิดฟิตเนสอยากได้รายชื่อสมาชิกเลยจะให้พนักงานโรงแรมของเราเป็นพนักงานกลุ่มแรก ไม่มีอะไรมาก จะเล่นก็ได้จะไม่เล่นก็ได้ แต่ฉันขอบอกไว้ก่อนว่า ถ้าใครไม่เล่นจะต้องเสียใจแน่นอน เอาละๆฉันรบกวนพวกเธอมากพอแล้วแยกจากกันได้เลย”


    เฉินห่าวโบกมือลาพนักงานโดยมีเป่าเป้ยโบกมือน้อยๆลาพี่สาวพี่ชายแปลกหน้า 


    “ เถ้าแก่ เรามีฟิตเนสอยู่ชั้น 35 และ 36 ในเมื่อคุณเปิดฟิตเนสแล้วจะเปลี่ยนอุปกรณ์ข้างในนั้นไหม  ”


    ผู้จัดการถามด้วยความสงสัย เดิมทีชั้นที่ 35 และ 36 มีอุปกรณ์ออกกำลังกายวางเอาไว้ให้ใช้ฟรี แต่ตอนนี้เถ้าแก่ต้องการเปิดฟิตเนสภายในโรงแรม มันจะต้องมีการเก็บค่าเข้าใช้งานอย่างแน่นอน เขาจึงอยากรู้ว่าฟิตเนสในส่วนที่ฟรีจะยังมีต่อหรือไม่


    “ แล้วมีคนไปใช้งานมันไหมล่ะ ”


    อุปกรณ์ออกกำลังกายส่วนใหญ่ในชั้นที่ 35 และ 36 เป็นอุปกรณ์โบราณไม่ต่างจากอุปกรณ์ในโรงแรมของเขานับตั้งแต่ยังไม่มีระบบฟิตเนสอมตะ เขาเชื่อว่าไม่มีใครต้องการใช้งานมันอย่างแน่นอน


    “ เออเถ้าแก่คือว่า ชั้นนี้แทบไม่มีคนเข้าใจงานเลย  ”


    “ โอเค ไม่ต้องให้คนไปทำอะไรล่ะ ฉันจะเป็นคนจัดการทุกอย่างเอง เดี๋ยวหากมีอะไรอยากให้ช่วย ฉันจะส่งข้อมูลให้นายอีกทีก็แล้วกัน วันนี้ไว้เพียงเท่านี้ก่อน ”


    “ครับเถ้าแก่ หากขาดเหลืออะไรคุณสามารถใช้โทรศัพท์ภายในห้องติดต่อมาที่เคาน์เตอร์พนักงานต้อนรับได้เลยนะครับ”


    เฉินห่าวส่งยิ้มให้ผู้จัดการจากนั้นจึงสวมหมวกแก๊ปและหน้ากากอนามัยปิดหน้า ส่วนลูกสาวเขานำหูแมวออกมาสวม แล้วใช้ปากกาเขียนคิ้ววาดหนวดแมวลงไปบนแก้มทั้งสองข้างเพียงเท่านี้ก็เป็นการปกปิดตัวตนของพวกเขาได้แล้ว


    “เอาล่ะได้เวลาที่เราจะออกผจญภัยแล้ว”


    “เย่เย่”


    เด็กสาวชูมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะด้วยท่าทางดีใจ สถานที่แห่งใหม่แปลกตาเป็นอย่างมาก ผู้คนที่เดินผ่าน 2 ข้างทางมีเยอะมากกว่าชาวบ้านที่เธอเดินออกมาเล่นกับคุณลุงอ้ายเสิน


    “ป๊ะป๋านั่นยัยเหยอ”


    เป่าเป้ยน้อยชี้มือไปยังช้างสูงเท่าหัวเข่า ผิวของมันเป็นสีชมพูแต่มีจมูกเหมือนหมูดูแปลกประหลาด 


    เฉินห่าวไม่รู้จักเหมือนกันเขาจึงคิดชื่อให้มันทันทีก่อนจะพาเป่าเป้ยน้อยเดินผ่านไปจากที่นี่ เพราะในตอนที่เขายืนอยู่บนตึกสูงมองเห็นป่ากลุ่มหนึ่งห่างออกไปไม่ไกล สถานที่แห่งนั้นคงจะเป็นสวนสาธารณะ เขาจึงจะพาเป่าเป้ยไปเดินเล่นสักหน่อย


    ระหว่างทางมีของประหลาดมากมายจนเป่าเป้ยชี้มือถามชื่อของพวกมันด้วยท่าทางสนใจ เฉินห่าวจึงต้องแสดงบทบาทพ่อผู้แสนดีถามชื่อทุกอย่างจากเจ้าของที่กำลังใช้งาน การพูดคุยของเขาจะเป็นการฝึกเป่าเป้ยน้อยให้รู้จักการเข้าสังคมไปด้วย


    “วาว”


    ดวงตาน้อยๆเบิกกว้างราวกับไข่ห่าน สิ่งที่อยู่ด้านหน้าคือต้นไม้สูงใหญ่เกือบจะเท่าตึก 50 ชั้น ใต้ต้นไม้เต็มไปด้วยเห็ดประหลาดมีสีสันแตกต่างกัน นอกจากนั้นยังมีดอกไม้เรืองแสงคอยปลดปล่อยแสงสว่างให้กับพื้นที่รอบๆ 


    กลิ่นหอมอ่อนๆโชยมาตามลมทำให้ผู้สูดดมรู้สึกผ่อนคลาย เฉินห่าวจึงหาข้อมูลพบว่าสวนสาธารณะแห่งนี้ถูกออกแบบให้กลายเป็นปอดของเมือง 


    ต้นไม้แต่ละชนิดมีความสามารถในการฟอกอากาศที่สูงมาก นอกจากนั้นมันยังคายมานาออกมาอ่อนๆเพื่อให้ผู้ที่สัมผัสรู้สึกผ่อนคลายราวกับได้นอนพัก


    หลังจากกวาดตามองรอบๆเสร็จแล้วนั้น ทั้งสองเริ่มได้ยินเสียงคนร้องตะโกนมาจากข้างในสวนจึงค่อยๆก้าวเท้าเข้าไปดูเพราะอยากรู้ว่ามีใครกำลังทำอะไร 


    เมื่อเข้ามาถึงด้านในสิ่งที่กำลังส่งเสียงคือผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นตามครูสอนเต้นแอโรบิค


    เป่าเป้ยน้อยเห็นผู้คนกำลังสนุกสนานจึงเริ่มขยับตัวดิ้นไปตามเสียงเพลง เฉินห่าวจึงพาเธอเข้าไปใกล้ๆบริเวณโซนเต้น แล้ววางเธอลงให้ขยับโยกย้ายไปมา


    “ป๊ะป๋าเต้นเย็ว”


    เฉินห่าวโยกสะโพกไปมาเบาๆให้เข้ากับจังหวะเสียงเพลง พลางจับมือน้อยๆทั้งสองของลูกสาวที่กำลังชูขึ้นไม่ให้เธอล้มลง


    ทันใดนั้นด้านข้างก็มีลุงจูงสุนัขตัวหนึ่งเข้ามายืนเต้นพร้อมกับส่งรอยยิ้มน้อยๆให้กับเป่าเป้ยด้วยท่าทางเอ็นดู


    “เป็นเด็กที่แข็งแรงเลยนะเนี่ย”


    “ขอบคุณครับคุณลุง คุณลุงก็แข็งแรงไม่ต่างกันเลยนะครับ”


    เฉินห่าวส่งยิ้มให้กับคุณลุงจูงหมาพลางลอบตรวจสอบอีกฝ่าย ที่นี่เป็นดินแดนใหม่ เขาไม่รู้ว่าใครวางแผนจะเล่นงาน 2 พ่อลูกที่พึ่งเข้าสู่เมืองหรือเปล่า


    มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่คนในพื้นที่จะมองออกว่าใครมาใหม่ เขาจดจำช่วงเวลาหนึ่งในโลกเซียนได้ ต่อให้มีคนเป็นล้านเขาก็สามารถจดจำได้จึงรู้ว่าใครเพิ่งเข้ามา 


    เมื่อพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้ซ่อนจิตสังหารหรือความต้องการอื่นใดเอาไว้นอกจากพาหมามาเดินเล่น เฉินห่าวจึงพาเป่าเป้ยเต้นจนหมดแรงก่อนจะอุ้มเธอเตรียมเดินสำรวจพื้นที่ใหม่ๆ


    “ป๊ะป๋าจะไปไหนอีกเหยอคะ”


    “ไปช้อปปิ้ง ”


    “เย่เย่”


    เด็กสาวแสดงท่าทางตื่นเต้นพร้อมกับชูมือขึ้นเหนือหัวปล่อยให้พ่อพาเดินไปยังห้างใกล้เคียง ระหว่างทางเธอไม่ลืมสอบถามคุณพ่อเกี่ยวกับสิ่งแปลกๆที่ไม่มีให้เห็นในเขต X


    “ป๊ะป๋านั่นสุนัขหรือเปล่า”


    สุนัขตัวสีดำพันธุ์บูลด็อกหันมองเป่าเป้ยที่กำลังชี้หน้ามัน เฉินห่าวคิดว่าลูกสาวคงเคยเห็นแค่หมาสีน้ำตาลข้างบ้าน เขาจึงแนะนำเกี่ยวกับพันธุ์ของหมาตัวสีดำให้ลูกสาวรู้จักก่อนจะเดินจากไปพลางยิ้มให้เจ้าของหมา


    กระทั่งสองพ่อลูกเดินทางมาหยุดอยู่ด้านหน้าห้างขนาดใหญ่ เฉินห่าวถึงขั้นแข้งขาอ่อนแรงไม่คิดว่าห้างจะมีขนาดใหญ่ตัวมโหฬารมากขนาดนี้


    “ไปกันเยย!”


    “เป่าเป้ยเด็กดีฟังพ่อก่อนนะ พ่อรู้สึกปวดขามากๆ”


    “พักก่อนไหม”


    “พักแล้วก็ไม่น่าหาย พ่อจะคิดว่าเราน่าจะไปเดินเล่นได้นิดหน่อย ”


    “นิดหน่อยเหยอ”


    “ใช่ครับนิดหน่อย แต่พ่อจะพาไปโซนที่มีเพื่อนของเปาเป้ยมากมาย”


    อู้!!


    เด็กสาวทำตาโตแสดงท่าทางตื่นเต้น เธอไม่ได้เล่นกับเพื่อนนานแล้วยังอยากให้พ่อพาไปโซนนั้นเร็วๆ


    เมื่อมาถึงโซนเด็กเล่นเฉินห่าวจึงลงทะเบียนเข้างาน จากนั้นจึงปล่อยให้เป่าเป้ยอยู่กับกลุ่มเด็กผู้หญิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกำลังนั่งต่อตัวต่อด้วยท่าทางงงงวย


    “ ทำยัยเหยอ ”


    เป่าเป้ยสอบถามเพื่อนใหม่ อีกฝ่ายทำเพียงหันมองแล้วหันกลับไปเล่นของเล่นเช่นเดิม 


    เป่าเป้ยเห็นว่าไม่มีใครสนใจเธอจึงนำตัวต่อขึ้นมาวางเรียงกันเรื่อยๆจนมีขนาดความสูงท่วมหัว


    เด็กที่อยู่ด้านข้างเห็นว่ามีคนต่อตัวต่อได้สูงจึงคลานเข้ามาใกล้ๆก่อนจะอ้าปากทำตาโตด้วยท่าทางตะลึง


    วาว


    “ ฉันเป่าเป้ยนะ มาเย่นกัน ”


    เฉินห่าวมองดูลูกสาวห่างๆ ก่อนที่เขาจะเลิกคิ้วหลังจากเห็นว่าลูกสาวใช้วิธีหาเพื่อนใหม่ยังไง


    วิธีที่เธอใช้คือการดึงความสนใจ จนเขาเองยังตกใจเพราะไม่คิดว่าเด็ก 2 ขวบจะมีวิธีคิดที่เป็นระบบระเบียบแล้ว


    “โห ลูกใครเนี่ยฉลาดไม่เบา”


    เฉินห่าวปล่อยให้ลูกสาวเล่นกับเพื่อนใหม่ต่อไป บางคนที่ผู้ปกครองมารับแล้วต่างโบกมือลาปล่อยให้เด็กที่เหลืออยู่ยังคงเล่นกับเป่าเป้ย กระทั่งเขาเห็นว่าได้เวลาพอสมควรแล้วจึงพากลับ 






    คล้ายกับเรื่อง[จบ]เซียนทะลุมิติมาบริหารฟิตเนส ที่คุณอ่าน