เมื่อเฉียนหย่งจิ้นและคนอื่นๆเดินออกมาจากร้านของเถ้าแก่หวง เถ้าแก่หวงก็หน้าแดงก่ำด้วยความอิ่มเอมใจผิดกับทั้งสามคนที่ดูเหมือนจะรู้สึกผิดอยู่เล็กน้อยหมี่หลันเยว่มองทั้งสามคนด้วยความสงสัยก่อนจะหมี่หลัยหยางจะส่งสัญญาณมือให้หมี่หลันเยว่เป็นนัยว่า‘เรียบร้อย’
หมี่หลันเยว่มองสีหน้าของทั้งสามคนแล้วก็คิดว่านี่คงเป็นบทสรุปที่สมบูรณ์แบบที่สุดแล้วแต่สีหน้าของพวกเขามันคืออะไรกัน มองไม่ออกเลยว่าพวกเขากำลังดีใจ
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นทำไมแต่ละคนถึงทำหน้าอย่างนั้นล่ะ"
"ไม่มีอะไรหรอกกลับไปถึงบ้านแล้วพวกเราจะเล่าให้ฟัง"
เฉียนหย่งจิ้นก็รู้สึกว่าวันนี้ทำอะไรไม่เข้าท่าเท่าไหร่เขาไม่รู้ว่าวิธีการของตัวเองถูกต้องหรือเปล่า แต่ถ้าให้เขาจ่ายเพิ่มอีกยี่สิบหยวนเขาก็คงรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโง่แล้ว
"ก็ได้ค่ะ พวกเรากลับไปค่อยว่ากัน"
พอได้ยินหมี่หลันเยว่พูดว่า"พวกเรา" สีหน้าของเฉียนหย่งจิ้นและพวกก็ดีขึ้นเล็กน้อยอย่างไรก็ตาม พวกเขาออกมาทำธุระกับหลันเยว่ การทุ่มเทสุดกำลังก็พอจะอภัยให้กันได้
หมี่หลันเยว่โทรหาเจิ้งซวี่เหยาถามว่าพอจะมารับได้ไหม ไม่อย่างนั้นการต่อรถไปมาก็จะเสียเวลามากเกินไปเพราะมหาวิทยาลัยชิงหวาไม่ได้อยู่ใกล้ใจกลางเมืองเลยเจิ้งซวี่เหยาไม่ได้อยู่ที่บ้านแม่เจิ้งเป็นคนรับโทรศัพท์และช่วยหาคนขับรถให้หมี่หลันเยว่แทน
การที่เห็นเด็กสาวตัวเล็กๆอย่างหมี่หลันเยว่สามารถเรียกรถมาได้อย่างง่ายดาย เจ้าของร้านเล็กๆทั้งสองก็รู้สึกว่าพวกเขาประเมินเด็กสาวคนนี้ต่ำเกินไปพลังอำนาจของเธอนั้นมากมายมหาศาลส่วนเด็กหนุ่มพวกนี้ก็เห็นเธอเป็นผู้นำอย่างชัดเจน
การไปทำเรื่องโฉนดที่ดินไม่จำเป็นต้องใช้คนเยอะรถคันหนึ่งก็มีที่นั่งจำกัด หมี่หลันเยว่จึงพาเฉียนหย่งจิ้นและหลินเผิงเฟยไปด้วยปล่อยให้หมี่หลันหยางและหนิวเถียจู้อยู่รอที่ร้านเธอคิดว่าพอทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์เสร็จแล้วก็จะให้เฉียนหย่งจิ้นและหลินเผิงเฟยติดต่อคนที่เคยมาตกแต่งร้านให้เธอเพื่อที่จะได้เริ่มงานได้ทันที
หมี่หลันหยางและหนิวเถียจู้ก็ไม่มีข้อโต้แย้งงานของพวกเขาก็คือการจัดการงานส่วนท้ายๆ เท่านั้น งานส่วนต้นๆพวกเขาก็แค่ช่วยดูแลเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก พวกเขาแค่กำชับว่า
"พวกเธอต้องระวังตัวด้วยนะ"
ขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้ยุ่งยากอะไรและสำหรับหมี่หลันเยว่ก็ถือว่าคล่องแคล่วชำนาญแล้ว เธอตรงไปยังสำนักงานที่ดินแต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะได้เจอกับคนรู้จักที่เคยมากับน้าหมิ่นตอนที่มาทำเรื่องที่นี่ขั้นตอนต่างๆ จึงราบรื่นมากยิ่งขึ้น ไม่นานเอกสารทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย
"พี่หย่งจิ้น พี่เผิงเฟยพวกพี่สองคนอยู่ที่นี่ติดต่อเรื่องงานไปก่อนนะ อย่ากลับดึกเกินไปพรุ่งนี้ต้องไปเรียน ฉันจะไปส่งเถ้าแก่ทั้งสองคนกลับไปส่งมอบร้านก่อน"
เฉียนหย่งจิ้นและหลินเผิงเฟยรับคำแล้วกำลังจะเดินจากไปแต่ก็ถูกเถ้าแก่หวงและรุ่นพี่รั้งตัวไว้
เพราะการจัดการของหมี่หลันเยว่ทำให้เถ้าแก่หวงและรุ่นพี่รู้สึกเกรงใจ
"คุณหมี่ ไม่ต้องหรอกพวกคุณทำธุระที่นี่ไปเถอะ พวกเราสองคนนั่งรถกลับเองได้ ไม่ต้องมาส่งพวกเราโดยเฉพาะ"
"รุ่นพี่ เถ้าแก่หวงไม่ได้มาส่งโดยเฉพาะหรอกค่ะ ฉันก็ต้องกลับไปทางนั้นเหมือนกันฉันต้องไปดูร้านและออกแบบอะไรนิดหน่อยด้วยส่วนพี่หย่งจิ้นกับพี่เผิงเฟยก็คงยังไม่เสร็จเรื่องง่ายๆ หรอกค่ะแล้วลุงคนขับรถก็รอไม่ได้นานด้วย สู้ส่งพวกเรากลับไปก่อนเลยดีกว่า ลุงคนขับรถจะได้ว่างด้วย"
พอเห็นหมี่หลันเยว่พูดอย่างสบายๆทั้งสองคนก็คลายความกังวลใจลง และกลับไปมหาวิทยาลัยพร้อมกับหมี่หลันเยว่พอมาถึงมหาวิทยาลัยก็เห็นหมี่หลันหยางและหนิวเถียจู้ยังคงรออยู่ที่ร้าน
"ทำไมไม่กลับไปพักผ่อนที่มหาวิทยาลัยเผื่อฉันกลับมาช้าล่ะจะทำยังไง"
หมี่หลันหยางและหนิวเถียจู้รีบอธิบาย
"พวกเราสองคนกลับไปกินข้าวแล้วก็พักผ่อนสักพักค่อยออกมาคิดว่าเธอก็คงจะกลับมาแล้ว"
รู้ดีว่าน้องสาวเป็นห่วงตัวเองแม้ว่าน้ำเสียงจะดูร้อนรนไปบ้าง แต่พอได้ยินแล้วรู้สึกอบอุ่นเหมือนอากาศในตอนนี้
พวกเขานี่มันจริงๆ เลยหมี่หลันเยว่จึงพาพวกเขาทั้งสองคนเข้าไปในร้าน ไปที่ร้านของเถ้าแก่หวงก่อนเพื่อคุยกับเขาว่าจะขนของออกไปเมื่อไหร่ เพราะพวกเขาจะเริ่มงานได้ทันทีเถ้าแก่หวงก็ตกลงว่าจะขนของออกไปในช่วงบ่ายที่บ้านของเขาในเมืองมีห้องเก็บของเก่าๆ ที่ยังพอเก็บของได้บ้าง
ส่วนทางรุ่นพี่ก็สะดวกกว่าเขามีบ้านอยู่แถวนี้ สามารถขนข้าวของต่างๆ กลับบ้านก่อนได้ถึงแม้ว่าของจะเยอะไปหน่อย แต่สมัยนั้นทุกบ้านก็มีลานบ้านจะวางโต๊ะเก้าอี้บ้างก็ไม่ยากอะไร หมี่หลันเยว่ขอบคุณพวกเขาที่รีบขนของออกไปเพื่อที่จะได้ให้เธอมีที่สำหรับตกแต่งร้าน
"ขอบคุณทั้งสองคนมากเลยพวกเราก็แค่รีบนิดหน่อย ไม่อย่างนั้นก็คงจะไม่รีบให้พวกคุณขนของออกไปขอโทษด้วยนะคะ"
หมี่หลันเยว่รู้สึกผิดจริงๆถ้าไม่ได้เจอห้องแถวนี้ เรื่องก็คงจะไม่รีบร้อนขนาดนี้แต่พอร้านค้าเป็นที่แน่นอนแล้ว หมี่หลันเยว่ก็อยากจะเริ่มงานทันที
"เข้าใจ เข้าใจน้องหมี่ไม่ต้องคิดมากหรอก มหาวิทยาลัยเปิดเทอมแล้วช่วงสองสามวันนี้ก็มีนักศึกษาใหม่มารายงานตัวกันเยอะแยะมีธุรกิจก็ต้องรีบเปิดร้านให้เร็วที่สุดอยู่แล้ว"
รุ่นพี่บอกให้หมี่หลันเยว่อย่าเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจมากทุกคนทำธุรกิจเหมือนกัน ย่อมเข้าใจกันดีอยู่แล้ว
"ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะไม่เกรงใจเถ้าแก่ทั้งสองแล้วนะคะ ตอนที่ร้านฉันเปิด ถ้ามีเวลาพวกคุณก็มาด้วยนะคะ"
หมี่หลันเยว่เชิญชวนทั้งสองคนอย่างกระตือรือร้นให้มาร่วมงานเปิดร้าน
"แน่นอน แน่นอนอย่าลืมมารับกุญแจตอนหกโมงเย็นนะ"
รุ่นพี่และเถ้าแก่หวงส่งหมี่หลันเยว่และพวกอย่างอารมณ์ดีลองชั่งน้ำหนักกุญแจในมือดู พรุ่งนี้ร้านนี้ก็จะไม่ใช่ของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว
เฉียนหย่งจิ้นและหลินเผิงเฟยกลับมาอย่างรวดเร็วพวกเขาได้ติดต่อช่างแล้ว พรุ่งนี้ก็สามารถเริ่มงานได้แต่พวกเขาให้ทีมช่างมาตอนเที่ยงพรุ่งนี้เท่านั้นเพราะพรุ่งนี้เป็นวันเปิดเรียนวันแรก ยังไงก็ขาดเรียนไม่ได้
"เอาล่ะพวกเรามาปรึกษากันว่าจะทำร้านยังไงดีถึงแม้ว่าจะเป็นร้านเสื้อผ้าทั่วไปที่เปิดอยู่รอบๆ มหาวิทยาลัยแต่เราก็แต่งให้มันดูไม่น่าเกลียดจนเกินไปไม่ได้ในเมื่อตั้งแต่แรกเราตั้งใจจะทำเป็นร้านสาขาสาขานี้ถึงแม้จะไม่ได้หรูหราอะไรมากมาย แต่ก็ต้องมีรูปร่างหน้าตาและขนาดของร้านสาขาอยู่บ้าง"
ทุกคนเห็นด้วยกับเรื่องนี้ตอนที่อยู่ในเมืองซวงเฉิง พวกเขาได้กำหนดทิศทางการพัฒนาของร้านเสื้อผ้าไว้แล้วสุดท้ายก็ต้องทำให้มีสาขาทั่วประเทศ ดังนั้นตั้งแต่แรกก็ต้องวางรากฐานให้ดีจะทำผิดกฎไม่ได้ ไม่อย่างนั้นการขยายธุรกิจในอนาคตก็จะทำได้ยาก
"หลันเยว่พูดถูกแล้วถึงแม้ว่าจะแค่เปิดร้านใกล้ๆ มหาวิทยาลัยแต่เราก็ทำให้ชื่อเสียงของเราเสียหายไม่ได้ จะแค่ทาสีขาวอย่างเดียวไม่ได้ตกแต่งร้านให้ดี ก็ถือว่าเป็นการโฆษณาธุรกิจในอนาคตของเราไปด้วยให้นักเรียนพวกนี้ไม่ว่าจะไปที่ไหน แค่เห็นป้ายร้านที่คล้ายกัน ก็รู้ได้เลยว่าเป็นร้านค้าของเรา"
รูปแบบการตกแต่งที่เหมือนกันคือสิ่งที่เฉียนหย่งจิ้นภาคภูมิใจมาโดยตลอดตอนที่อยู่ในมณฑลเฮยหลงเจียง ไม่ว่าจะไปที่ไหน แค่เห็นป้ายร้านที่เหมือนกันเขาก็กล้าเดินเข้าไปอย่างสง่าผ่าเผย เพราะนั่นต้องเป็นร้านของเขาแน่นอนไม่มีทางผิดพลาด ความรู้สึกแบบนั้นมันดีจนเกินจะบรรยาย
"ตอนนี้ที่ฉันอยากจะปรึกษากับทุกคนก็คือเราจะตกแต่งร้านทั้งสองร้านแยกกัน แล้ววางสินค้าต่างชุดกันในแต่ละร้านหรือจะตีทะลุห้องแถว ทำเป็นร้านค้าสาขาใหญ่ร้านเดียวให้ทุกคนที่เดินเข้ามาต้องร้องว้าว รู้สึกว่ามันใหญ่โตและดูดีมีระดับ"
ความลังเลของหมี่หลันเยว่ก็มีเหตุผลทำเป็นร้านใหญ่แน่นอนว่าต้องดึงดูดผู้คนได้มากกว่า แต่สภาพแวดล้อมที่นี่คือรอบๆมหาวิทยาลัย นักเรียนสมัยนี้ไม่ได้เหมือนนักเรียนในยุคหลังๆที่กินดื่มแต่งตัวเหมือนผู้ใหญ่ไปหมดแล้วนักศึกษายุคนี้ยังไม่ต่างจากเด็กมัธยมปลายมากนักพวกเขาจะกล้าเข้าไปในร้านที่ใหญ่โตเกินไปหรือเปล่า
"ฉันแนะนำให้ตีทะลุห้องแถวทำเป็นร้านใหญ่ดีกว่า"
หนิวเถียจู้ที่ไม่ค่อยออกความเห็นเท่าไหร่ยกมือขึ้นพูด
"หลันเยว่เพราะงานของฉันคืออยู่แนวหน้าที่สุด เป็นคนที่ต้องเผชิญหน้ากับลูกค้าโดยตรงฉันเลยคิดว่าฉันมีสิทธิ์ที่จะออกความเห็นมากที่สุด"
ท่าทางที่กล้าแสดงออกเช่นนี้หาได้ยากมากในตัวของหนิวเถียจู้ หมี่หลันเยว่ยิ้มแล้วพยักหน้าให้เขาพูดต่อสำหรับความกล้าหาญที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันของหนิวเถียจู้หมี่หลันเยว่ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะธุรกิจในอนาคตจะต้องใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆเธอไม่สามารถดูแลทุกเรื่องได้ด้วยตัวเอง
ดังนั้นเธอจึงต้องการลูกน้องที่เก่งกาจที่สามารถตัดสินใจและมีความคิดเห็นเป็นของตัวเองได้สามารถตัดสินใจในแบบของพวกเขาเองได้ในตอนที่เธอไม่อยู่ไม่ใช่ทุกเรื่องต้องมาถามความเห็นของเธอ แน่นอนว่าเธอจะบริหารจัดการทุกอย่างเองการมอบอำนาจ ไม่ได้หมายความว่าปล่อยปละละเลย
หนิวเถียจู้คงไม่คิดว่าแค่เขาพูดออกมาหมี่หลันเยว่ก็คิดไปได้มากมายขนาดนี้ เขายังคงพูดถึงแผนการและโครงการของเขาต่อไป
"ร้านที่ใหญ่โตแน่นอนว่าจะต้องดึงดูดผู้คนได้ ป้ายร้านขนาดใหญ่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดบางทีในอนาคตร้านของเราอาจจะกลายเป็นจุดเด่นของที่นี่ก็ได้"
ความคิดนี้ก็ค่อนข้างแปลกใหม่กระตุ้นความปรารถนาของหมี่หลันเยว่ ถ้าในอนาคตคนที่มามหาวิทยาลัยชิงหวาจะต้องเดินผ่านประตูทิศตะวันตก และจะพูดว่า ‘เห็นห้องเสื้อหลันเยว่ไหมตรงนั้นแหละคือประตูทิศตะวันตกของมหาวิทยาลัย’ แบบนั้นเธอก็คงจะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงสามารถกลายเป็นจุดยอดนิยมของมหาวิทยาลัยได้ ก็หมายถึงเกียรติยศ
หนิวเถียจู้ยังคงพูดต่อไปดึงความคิดของหมี่หลันเยว่ที่ล่องลอยไปไกลกลับมา
"พวกเธอไม่ต้องกลัวว่านักเรียนจะไม่กล้าเข้าร้านยังไงซะ พวกเขาก็เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยกันแล้ว พฤติกรรมที่ขี้ขลาดตาขาวไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า คงจะไม่เกิดขึ้นกับพวกเขา"
"โดยเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ออกมาจากมหาวิทยาลัยมักจะออกมาเดินเล่นกันเป็นกลุ่มสามถึงห้าคน ถ้ามีคนเสนอว่าอยากจะเข้าไปดูร้านโอกาสที่คนอื่นๆ จะเห็นด้วยก็สูงมากเหมือนกับตอนที่หย่งจิ้นอยากจะเข้าไปในร้านของเถ้าแก่หวงพวกเราถึงแม้จะไม่ค่อยเต็มใจ แต่ก็เข้าไปดูกันไม่ใช่เหรอ สุดท้ายก็คุยธุรกิจกันได้"
คำพูดของหนิวเถียจู้เป็นเรื่องจริงทำให้ทุกคนคิดตามอย่างตั้งใจ
"ความคิดของทุกคนก่อนที่จะเข้าไปก็คงไม่ต่างอะไรจากแค่ดูเฉยๆ ไม่ได้เสียเงินอะไรอยู่แล้วและความคิดเห็นนี้แหละคือสิ่งสำคัญในการตัดสินใจของเรา"
"ตราบใดที่พวกเขาสามารถเข้ามาในร้านได้เราก็ประสบความสำเร็จในก้าวแรกแล้วดังนั้นรูปลักษณ์ภายนอกที่ดึงดูดสายตาจึงมีความจำเป็นอย่างมากและสิ่งที่ตามมาก็คือเวลาที่พนักงานขายของเราต้องแสดงฝีมือ คนที่ฉันฝึกฝนมาฉันมั่นใจว่าจะสามารถพิชิตใจนักเรียนพวกนี้ได้ จะไม่ปล่อยให้พวกเขาพลาดโอกาสในการซื้ออย่างแน่นอน"
ความมั่นใจของหนิวเถียจู้ทำให้ความมั่นใจของทุกคนแข็งแกร่งขึ้น หลันหยางก็เห็นด้วย
"เถียจู้พูดมีเหตุผลมากเป้าหมายของห้องเสื้อหลันเยว่ของเราเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายทั่วไปเป็นสินค้าที่ไม่แพงและสวย การออกแบบเรียบง่ายสบาย เหมาะสมที่สุดสำหรับคนในวัยนี้ตราบใดที่ก้าวเข้าไปในร้าน โอกาสที่จะสำเร็จก็มีมาก"
สุดท้ายหลังจากที่ทุกคนลงมติก็เห็นด้วยเป็นเอกฉันท์ที่จะตีทะลุห้องแถวทั้งสอง ตกแต่งให้เป็นร้านค้าขนาดใหญ่หลังจากนั้นทุกอย่างก็ง่ายขึ้น ทีมช่างเข้ามาประจำการ ตีทะลุห้องแถวทั้งสองแต่สร้างเสาค้ำยันสองต้นตรงกลาง และติดกระจกรอบด้าน สามารถใช้เป็นกระจกสำหรับลองเสื้อผ้าแถมยังทำให้ห้องดูกว้างขวางสว่างไสวขึ้นมากร้านค้าขนาดใหญ่ที่ถูกตีทะลุแล้วก็ปรากฏอยู่ต่อหน้าทุกคน