ใต้เงารักเพื่อนพี่ชาย

    ตอนที่ 10: เริ่มภารกิจตามหาเธอ

    เสียงเครื่องยนต์ของรถ SUV สีดำสะท้อนกับแดดยามเช้าขณะแล่นออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปยังเมืองเล็ก ๆ ทางภาคเหนือ ธามขับด้วยมือที่จับพวงมาลัยแน่น สายตาแน่วแน่บนเส้นทาง


    เขาไม่ได้พักแม้แต่นาทีเดียวหลังได้รับจดหมายนั้นจากพาย เบาะแสเล็ก ๆ ของเมืองที่วีนัสอาจซ่อนตัวอยู่เพียงพอจะจุดไฟความหวังในหัวใจเขาอีกครั้ง


    “ฉันไม่รู้ว่าเธอจะยังรออยู่ไหม...” เขาพึมพำกับตัวเองขณะทอดสายตามองท้องฟ้าที่หม่นมัว “แต่ฉันจะไม่ยอมเสียเธอไปอีกแล้ว”


    ...


    การเดินทางกว่า 8 ชั่วโมงพาเขาสู่หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีชื่ออยู่ในจดหมาย — *บ้านน้ำผึ้งเหนือ* เป็๲หมู่บ้านกลางหุบเขา มีชาวบ้านไม่ถึงร้อยครัวเรือน


    ธามเริ่มภารกิจด้วยการเดินเข้าร้านขายของชำ ถามถึงหญิงสาวท้องอ่อนที่เพิ่งย้ายมาใหม่ แต่ไม่มีใครรู้จัก


    จนกระทั่งเขาไปหยุดอยู่หน้าบ้านไม้หลังหนึ่ง มีแปลงดอกไม้ริมรั้ว และหญิงชราคนหนึ่งกำลังรดน้ำต้นไม้


    “คุณยายครับ...ขอถามอะไรหน่อย”


    หญิงชราเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาลึกซึ้งของเธอจ้องเขานิ่ง


    “หนุ่มจากเมืองกรุงสินะ มาตามหาใครเหรอลูก?”


    ธามเงียบไปเพียงครู่ ก่อนเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น


    “ผู้หญิงคนหนึ่ง...เธอชื่อวีนัส หรืออาจใช้ชื่ออื่น เธอท้อง และหนีจากกรุงเทพฯ มา”


    หญิงชราเงียบไป ก่อนจะพูดเบา ๆ


    “ที่นี่คนไม่มาก...แต่คนที่มีเ๱ื่๵๹แบบนั้น ฉันก็พอรู้จักอยู่คนหนึ่ง”


    ...


    หัวใจธามเต้นแรงขึ้นทันที


    ---


    บ้านไม้หลังเล็ก ๆ ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน ต้นลำไยสูงตระหง่านอยู่ริมขอบรั้ว เสียงไก่ขันและลมเย็นพัดผ่านเงาไม้ วีนัสยืนพิงประตู มองท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย


    ท้องของเธอเริ่มนูนออกเล็กน้อย ชุดเดรสหลวม ๆ ไม่สามารถซ่อนความเปลี่ยนแปลงนั้นได้อีกต่อไป


    “เด็กน้อยของแม่...พ่อของหนูจะไม่รู้เลยเหรอว่าเราหายไป…”


    น้ำเสียงเธอสั่นพร่า แม้พยายามเข้มแข็งแค่ไหน ความเจ็บในอกก็ยังคงซึมลึกอยู่เสมอ


    ...


    คุณยายสุรีย์ หญิงชราที่วีนัสอาศัยอยู่ด้วย เดินถือถ้วยชามข้าวต้มเข้ามา


    “กินเถอะลูก ๻ั้๹แ๻่เช้าแทบไม่มีอะไรตกถึงท้อง”


    วีนัสฝืนยิ้ม รับถ้วยมากินช้า ๆ


    “ขอบคุณนะคะยาย...ถ้าไม่มียาย ฉันคงแย่”


    “อย่าคิดมากเลยลูก ผู้หญิงเรา...ต้องเข้มแข็งเพื่อเด็กในท้องนะ”


    หญิงสาวพยักหน้าเบา ๆ พลางลูบท้องของตัวเอง


    “หนูอยากให้เขาเกิดมามีความสุข ถึงแม้...จะไม่มีพ่อก็ตาม”


    ...


    วีนัสพูดทั้งที่หัวใจแทบขาด

    เธอไม่รู้เลยว่า ชายคนนั้น...กำลังตามหาเธออยู่แค่ไม่กี่กิโลเมตรจากที่นี่


    ---


    เดือนที่สี่ของการตั้งครรภ์

    วีนัสเริ่มรับรู้การเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างชัดเจนขึ้น


    อาการแพ้เริ่มน้อยลง แต่ความเหนื่อยล้าและอารมณ์แปรปรวนยังคงอยู่ เธอเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ด้วยกำลังใจจากคุณยายสุรีย์ และสมุดบันทึกเล่มเล็กที่เธอจดเ๱ื่๵๹ราวทุกอย่างให้ลูกฟัง


    “วันนี้ลูกดิ้นครั้งแรก แม่๻๠ใ๽จนเกือบทำถ้วยข้าวต้มหล่นเลย...” เธอเขียนด้วยลายมือสวย


    ...


    ค่ำวันหนึ่ง ขณะวีนัสนั่งมองพระจันทร์กับคุณยาย


    “ลูกหนูคงเป็๲เด็กผู้ชาย...ดื้อแน่ ๆ ดิ้นแรงขนาดนี้” คุณยายหัวเราะ


    “ขอแค่อย่าดื้อเหมือนพ่อก็พอ...” วีนัสหลุดปากก่อนจะเงียบไป


    เธอเงยหน้าขึ้นสบตาพระจันทร์


    “ธาม...ถ้าเธอได้ยิน เธอจะดีใจไหมที่มีลูก…”


    ...


    หัวใจของหญิงสาวมีทั้งความหวัง ความเจ็บ และความกลัวปะปนกันอย่างซับซ้อน


    แต่เธอไม่รู้เลยว่า—พรหมลิขิตเริ่มพาเขาเข้ามาใกล้ทีละน้อย


    ---


    โรงพยาบาลเล็ก ๆ ในตัวอำเภอเงียบสงบ มีผู้ป่วยไม่มาก ธามยืนอยู่หน้าประตูห้องตรวจ สูติ-นรีเวช


    เขาได้รับคำแนะนำจากคุณยายสุรีย์เมื่อเช้า หลังหญิงชราแน่ใจในเจตนาเขา จึงยอมบอกความจริง


    “วันนี้เธอมีนัดตรวจอัลตราซาวด์...ที่โรงพยาบาลนี้ตอนบ่ายสอง”


    ธามมองนาฬิกา...ตอนนี้บ่ายหนึ่งสี่สิบห้า

    หัวใจเขาเต้นแรงจนรู้สึกเหมือนจะทะลุออกจากอก


    ...


    เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังมาจากทางเดิน


    วีนัสในชุดเดรสสีขาวสะอาด เดินเข้ามาพร้อมเอกสารในมือ เธอไม่ได้มองขึ้นเลย


    จนกระทั่ง...


    **สบตาเขา**


    ทั้งโลกเหมือนหยุดหมุน


    เธอชะงัก น้ำตาคลอในพริบตา ธามขยับเข้าหาเธอช้า ๆ


    “วีนัส…”


    เสียงเขาสั่นอย่างไม่เคยเป็๞มาก่อน


    “เธอ...ทำไมถึง…”


    วีนัสส่ายหน้าทั้งน้ำตา “อย่าพูดอะไรเลย…ฉันอยู่ได้ดีแล้ว…”


    แต่ธามเดินเข้าไปใกล้ กุมมือเธอไว้แน่น


    “ไม่...เธออยู่ได้ แต่ฉันไม่ได้...และลูกของเรา...เขาต้องไม่เติบโตโดยที่พ่อไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเห็นหน้า”


    วีนัสสะอื้น เธอลูบท้องเบา ๆ พลางเงยหน้าขึ้น


    “ฉันกลัว...กลัวว่าจะเจ็บอีก...”


    ธามก้มลงมากระซิบข้างหู


    “ครั้งนี้ฉันจะปกป้องเธอ..

    .ด้วยทั้งชีวิต”


    ...


    เสียงเรียกเข้าห้องตรวจดังขึ้น

    แต่วินาทีนั้น ไม่มีเสียงใดสำคัญไปกว่าเสียงหัวใจที่กลับมาเต้นพร้อมกันอีกครั้ง


    ---