เสียงเครื่องยนต์ของรถ SUV สีดำสะท้อนกับแดดยามเช้าขณะแล่นออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปยังเมืองเล็ก ๆ ทางภาคเหนือ ธามขับด้วยมือที่จับพวงมาลัยแน่น สายตาแน่วแน่บนเส้นทาง
เขาไม่ได้พักแม้แต่นาทีเดียวหลังได้รับจดหมายนั้นจากพาย เบาะแสเล็ก ๆ ของเมืองที่วีนัสอาจซ่อนตัวอยู่เพียงพอจะจุดไฟความหวังในหัวใจเขาอีกครั้ง
“ฉันไม่รู้ว่าเธอจะยังรออยู่ไหม...” เขาพึมพำกับตัวเองขณะทอดสายตามองท้องฟ้าที่หม่นมัว “แต่ฉันจะไม่ยอมเสียเธอไปอีกแล้ว”
...
การเดินทางกว่า 8 ชั่วโมงพาเขาสู่หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีชื่ออยู่ในจดหมาย — *บ้านน้ำผึ้งเหนือ* เป็หมู่บ้านกลางหุบเขา มีชาวบ้านไม่ถึงร้อยครัวเรือน
ธามเริ่มภารกิจด้วยการเดินเข้าร้านขายของชำ ถามถึงหญิงสาวท้องอ่อนที่เพิ่งย้ายมาใหม่ แต่ไม่มีใครรู้จัก
จนกระทั่งเขาไปหยุดอยู่หน้าบ้านไม้หลังหนึ่ง มีแปลงดอกไม้ริมรั้ว และหญิงชราคนหนึ่งกำลังรดน้ำต้นไม้
“คุณยายครับ...ขอถามอะไรหน่อย”
หญิงชราเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาลึกซึ้งของเธอจ้องเขานิ่ง
“หนุ่มจากเมืองกรุงสินะ มาตามหาใครเหรอลูก?”
ธามเงียบไปเพียงครู่ ก่อนเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น
“ผู้หญิงคนหนึ่ง...เธอชื่อวีนัส หรืออาจใช้ชื่ออื่น เธอท้อง และหนีจากกรุงเทพฯ มา”
หญิงชราเงียบไป ก่อนจะพูดเบา ๆ
“ที่นี่คนไม่มาก...แต่คนที่มีเื่แบบนั้น ฉันก็พอรู้จักอยู่คนหนึ่ง”
...
หัวใจธามเต้นแรงขึ้นทันที
---
บ้านไม้หลังเล็ก ๆ ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน ต้นลำไยสูงตระหง่านอยู่ริมขอบรั้ว เสียงไก่ขันและลมเย็นพัดผ่านเงาไม้ วีนัสยืนพิงประตู มองท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย
ท้องของเธอเริ่มนูนออกเล็กน้อย ชุดเดรสหลวม ๆ ไม่สามารถซ่อนความเปลี่ยนแปลงนั้นได้อีกต่อไป
“เด็กน้อยของแม่...พ่อของหนูจะไม่รู้เลยเหรอว่าเราหายไป…”
น้ำเสียงเธอสั่นพร่า แม้พยายามเข้มแข็งแค่ไหน ความเจ็บในอกก็ยังคงซึมลึกอยู่เสมอ
...
คุณยายสุรีย์ หญิงชราที่วีนัสอาศัยอยู่ด้วย เดินถือถ้วยชามข้าวต้มเข้ามา
“กินเถอะลูก ั้แ่เช้าแทบไม่มีอะไรตกถึงท้อง”
วีนัสฝืนยิ้ม รับถ้วยมากินช้า ๆ
“ขอบคุณนะคะยาย...ถ้าไม่มียาย ฉันคงแย่”
“อย่าคิดมากเลยลูก ผู้หญิงเรา...ต้องเข้มแข็งเพื่อเด็กในท้องนะ”
หญิงสาวพยักหน้าเบา ๆ พลางลูบท้องของตัวเอง
“หนูอยากให้เขาเกิดมามีความสุข ถึงแม้...จะไม่มีพ่อก็ตาม”
...
วีนัสพูดทั้งที่หัวใจแทบขาด
เธอไม่รู้เลยว่า ชายคนนั้น...กำลังตามหาเธออยู่แค่ไม่กี่กิโลเมตรจากที่นี่
---
เดือนที่สี่ของการตั้งครรภ์
วีนัสเริ่มรับรู้การเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างชัดเจนขึ้น
อาการแพ้เริ่มน้อยลง แต่ความเหนื่อยล้าและอารมณ์แปรปรวนยังคงอยู่ เธอเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ด้วยกำลังใจจากคุณยายสุรีย์ และสมุดบันทึกเล่มเล็กที่เธอจดเื่ราวทุกอย่างให้ลูกฟัง
“วันนี้ลูกดิ้นครั้งแรก แม่ใจนเกือบทำถ้วยข้าวต้มหล่นเลย...” เธอเขียนด้วยลายมือสวย
...
ค่ำวันหนึ่ง ขณะวีนัสนั่งมองพระจันทร์กับคุณยาย
“ลูกหนูคงเป็เด็กผู้ชาย...ดื้อแน่ ๆ ดิ้นแรงขนาดนี้” คุณยายหัวเราะ
“ขอแค่อย่าดื้อเหมือนพ่อก็พอ...” วีนัสหลุดปากก่อนจะเงียบไป
เธอเงยหน้าขึ้นสบตาพระจันทร์
“ธาม...ถ้าเธอได้ยิน เธอจะดีใจไหมที่มีลูก…”
...
หัวใจของหญิงสาวมีทั้งความหวัง ความเจ็บ และความกลัวปะปนกันอย่างซับซ้อน
แต่เธอไม่รู้เลยว่า—พรหมลิขิตเริ่มพาเขาเข้ามาใกล้ทีละน้อย
---
โรงพยาบาลเล็ก ๆ ในตัวอำเภอเงียบสงบ มีผู้ป่วยไม่มาก ธามยืนอยู่หน้าประตูห้องตรวจ สูติ-นรีเวช
เขาได้รับคำแนะนำจากคุณยายสุรีย์เมื่อเช้า หลังหญิงชราแน่ใจในเจตนาเขา จึงยอมบอกความจริง
“วันนี้เธอมีนัดตรวจอัลตราซาวด์...ที่โรงพยาบาลนี้ตอนบ่ายสอง”
ธามมองนาฬิกา...ตอนนี้บ่ายหนึ่งสี่สิบห้า
หัวใจเขาเต้นแรงจนรู้สึกเหมือนจะทะลุออกจากอก
...
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังมาจากทางเดิน
วีนัสในชุดเดรสสีขาวสะอาด เดินเข้ามาพร้อมเอกสารในมือ เธอไม่ได้มองขึ้นเลย
จนกระทั่ง...
**สบตาเขา**
ทั้งโลกเหมือนหยุดหมุน
เธอชะงัก น้ำตาคลอในพริบตา ธามขยับเข้าหาเธอช้า ๆ
“วีนัส…”
เสียงเขาสั่นอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
“เธอ...ทำไมถึง…”
วีนัสส่ายหน้าทั้งน้ำตา “อย่าพูดอะไรเลย…ฉันอยู่ได้ดีแล้ว…”
แต่ธามเดินเข้าไปใกล้ กุมมือเธอไว้แน่น
“ไม่...เธออยู่ได้ แต่ฉันไม่ได้...และลูกของเรา...เขาต้องไม่เติบโตโดยที่พ่อไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเห็นหน้า”
วีนัสสะอื้น เธอลูบท้องเบา ๆ พลางเงยหน้าขึ้น
“ฉันกลัว...กลัวว่าจะเจ็บอีก...”
ธามก้มลงมากระซิบข้างหู
“ครั้งนี้ฉันจะปกป้องเธอ..
.ด้วยทั้งชีวิต”
...
เสียงเรียกเข้าห้องตรวจดังขึ้น
แต่วินาทีนั้น ไม่มีเสียงใดสำคัญไปกว่าเสียงหัวใจที่กลับมาเต้นพร้อมกันอีกครั้ง
---