การค้นพบ
คุณเคยนึกสงสัยมั้ย ... ว่าเคยมีอารยธรรมโบราณอันรุ่งเรืองในยุคก่อนประวัติศาสตร์ หลายสิ่งหลายอย่างจากยุคอดีตกาลที่วิทยาการปัจจุบันมิอาจหาคำตอบได้
บ้างลือบ้างเล่าอ้างว่าสิ่งมีชีวิตจากดวงดาราอื่นในอวกาศอันไร้ที่สิ้นสุดติดต่อกับอารยธรรมเ่าั้ หรือแม้กระทั่งอารยธรรมเ่าั้เป็ผลพวงจากตัดสินใจตั้งรกรากจากต่างดาว ก่อนที่พวกเขาจะอันตรธานหายไป ทิ้งเพียงความพิศวงแด่คนรุ่นหลัง บ้างว่านั่นเป็เพียงการละเม้อเพ้อพกของนักเขียนสติเฟื่องคนหนึ่งเท่านั้น
จากสายพันธุ์นับร้อยพันบนโลกใบนี้ มนุษย์เป็เผ่าพันธุ์เดียวเท่านั้นที่สติปัญญา....อย่างนั้นหรือ !?
" ผมเคยเชื่อว่าความคิดพรรค์นั้นเพ้อเจ้อสิ้นดี ! จนผมค้นพบโบราณวัตถุเหล่านี้ กระจายไปทั่วทุกมุมโลก !! " นักโบราณคดีร่างผอมเกร็งในชุดนักสำรวจกล่าวอย่างตื่นเต้น พลางยื่นมือไปทางวัตถุโบราณนานาอารยธรรมบนโต๊ะสำหรับใช้เป็หลักฐานสร้างความน่าเชื่อถือแก่สไลด์นำเสนอ ณ เื้ั
ขณะเดียวกันบรรดาผู้รับชมนิรนาม โฉมหน้าถูกปกปิดโดยบรรยากาศมืดสลัวของห้องกำลังรับชมการนำเสนอนั้นอยู่
" หลังจากทำการค้นคว้าเกือบครึ่งชีวิต ผมขอยืนยันว่าเคยมีมนุษย์ หรือ สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายกับพวกเรา ทว่าเหนือชั้นกว่าเราในทุกด้าน ไม่ว่าจะพลกำลัง หรือ สติปัญญา หนำซ้ำยังวิทยาการที่สามารถทำงานได้โดยปราศจากพลังงานเชื้อเพลิง !! " นักโบราณคดีพักหายใจครู่หนึ่ง ร่างกายเหนื่อยอ่อนจากความตื่นเต้น
" ผมคงไม่สามารถสรรหาคำใดมาอธิบายวิทยาการเ่าั้ นอกจากคำว่า ' วิทยาการเวทมนต์ !!! ' หากพวกเราสามารถลอกเลียนแบบได้สำเร็จ อาจจะเป็กุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาโลกร้อนที่กำลังส่งผลต่อชีวิตมนุษยชาติก็เป็ได้ !! "
ท่าทีของผู้รับชมนั้นปราศจากอารมณ์ร่วม ชวนให้นักโบราณคดีใจเสียเพราะคำพูดของเขาเมื่อครู่นั้นช่างดูเพ้อเจ้อยิ่งนัก
ทว่าราวกับรับรู้ถึงความรู้สึกของเขา ผู้ชมในเงามืดคนหนึ่งกล่าวให้กำลังใจขึ้นมา
" น่าสนใจมาก คุณโจนส์ กรุณาเล่าต่อเลยครับ " เมื่อใจเต็มไปด้วยกำลัง การนำเสนอก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นจนถึงสไลด์สุดท้าย
" ดังนั้นผมขอสรุปการนำเสนอครั้งนี้ ด้วยข้อสรุปว่าอาณาจักรโบราณทั้งห้านั้นตั้งอยู่ในบริเวณเหล่านี้ ผมเชื่อว่าการค้นพบครั้งนี้จะสั่นคลอนประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเลยทีเดียว !! "
ระหว่างกล่าวเขาใช้เครื่องชี้เลเซอร์ชี้ไปทางประเทศอินเดีย อียิปต์ เปรู สามเหลี่มเบอมิวด้า ! และที่โดดเด่นที่สุดคือผืนทะเลบริเวณหนึ่งที่ถูกระบุว่าเคยเป็ที่ตั้งของอาณาจักรมิว !!!!
" แปะ แปะ แปะ !!! " เสียงตบมือตอบรับอย่างท่วมท้น ชวนให้โจนส์ฝันหวานไปถึงอนาคตที่โรยไปด้วยชื่อเสียงและเงินทอง นามของเขาจะกลายเป็ตำนานแห่งวิชาประวัติศาสตร์แก่คนรุ่นหลัง " ยอดเยี่ยมมากคุณโจนส์ ไม่เสียเปล่าจริงๆที่พวกเราให้เงินสนับสนุนคุณ ทว่าการค้นพบครั้งนี้จะต้องไม่แพร่งพรายออกไปจากห้องนี้ !! "
ก่อนที่นักโบราณคดีฝันสลายจะทันได้โต้แย้งอะไร ผู้เข้าชมคนหนึ่งก็ลุกจากเก้าอี้หนังแล้วเดินเข้ามาจนแสงสว่างจากหน้าจอสไลด์เผยโฉมของสตรีวัยกลางคนในชุดราตรี มือข้างหนึ่งถือเครื่องดื่มสีโลหิตในแก้วไวน์ ทว่านักโบราณคดีกลับรู้สึกหวาดกลัวจนขาสั่นอย่างไม่ทราบสาเหตุ แม้นหล่อนจะดูเหมือนสตรีวัยทองธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น....
" คุณโจนส์ทราบไหมคะ ว่าทรัพยากรอะไรบริหารลำบากที่สุดในประวัติมวลมนุษยชาติ แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็ทรัพยากรอันทรงคุณค่าที่สุดด้วย ? " หล่อนกล่าวอย่างสบายอารมณ์พลางโยกแก้วเครื่องดื่มในมือไปมา
ราวกับกบในสายตาอสรพิษ นักโบราณคดีตัวสั่น อ้าปากค้าง เหงื่อกาฬท่วมกายแม้นอากาศจะเย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศ ณ ตอนนี้เพียงแค่ส่ายหน้าปฏิเสธก็เต็มกลืนแล้ว
" ทรัพยากรมนุษย์ไงล่ะคะ พวกเราอยากให้ลิงพวกนั้นเชื่อว่า 'เวทมนต์' เป็เพียงของงมงาย จะมีอยู่ในเพียงสื่อบรรเทิงทั้งหลายเท่านั้น !!! "
" อะ อย่าฆ่าผมเลย !! ผะ ผะ ผม สาบานว่าจะไม่ พะ พะ พูดออกไปแน่ !!!! "
ทันใดนั้นเองสตรีผู้นั้นก็ยกมือโบราณคดีขึ้นมากุมพลางหลับตาทั้งสองข้าง ระหว่างปลอบโยน
" อย่ากังวลไปเลยค่ะ คุณจะมีชีวิตต่อไปแน่นอน แม้พลังชีวิตจะไหลเวียนในตัวดิฉันก็ตาม !!!! " ทันทีที่หล่อนเปิดตาขึ้นมาอีกคราดวงตามนุษย์อันทรงเสน่ห์กลับแปรเปลี่ยนเป็ั์ตาดำมือดุจราตรีไร้ดวงดารากับดวงตาดำเรืองแสงแห่งอสูรกาย
ทันใดนั้นร่างของนักโบราณคดีแก่ชราขึ้นอย่างรวดเร็วกระทั่งกลายเป็ซากแห้งผากล้มลงไปกับพื้นอย่างน่าเวทนา ผิดกับสตรีวัยกลางคนนางนั้นกลับกลายเป็เป็หญิงสาวผิวพรรณเต่งตึงแทน
“ จงภูมิใจเสียเถอะที่ลิงอย่างเ้ามีโอกาสเป็ส่วนนึงของแผนการอันยิ่งใหญ่ของพวกเรา ส่วนครอบครัวของเ้าจะอยู่กินดีตลอดไปข้าสัญญา ”
ระหว่างกล่าวเธอหยิบกระจกขึ้นมาส่องใบหน้าย้อนวันวานของตนครู่หนึ่ง ก่อนที่ผู้เข้าร่วมประชุมชายอีกคนจะพูดขึ้นมา
“ ข้าเองก็อยากมีพลังมนตราแห่งโลหิตแบบเ้านะ จะได้คงความหนุ่มสาวไปตลอดกาลได้ แม้นพวกเราจะมีอายุขัยมากกว่าลิงพวกนั้น ...แต่ก็หนีความชราภาพไม่พ้นอยู่ดี ข้าก็อยากชีวิตในวันที่วิสัยทัศน์ของบรรพบุรุษเป็ความรูปเป็ร่างขึ้นมาด้วยตาของตัวเอง ไม่งั้นถึงตายก็ตายตาไม่หลับ... ”
ชายคนนึงในที่ประชุมกล่าวระหว่างเสกดวงไฟดวงเล็กจากนิ้วมือพักนึงแล้วทุบโต๊ะอย่างเดือดดาล
“ ยิ่งคิดข้าก็ยิ่งแค้น หากไม่ใช่เพราะมันล่ะก็ พวกเราที่สมควรมีพลังมนตราดุจพระเ้ากลับต้องมาตกต่ำเพียงนี้ แถมยังลงคำสาปไม่ให้พวกเราเข้าไปย่างเท้าในที่ที่เคยเป็ของพวกเราจนต้องให้ลิงพวกนี้เอาเสนียดไปติดเพื่อค้นหาเบาะแสสิ่งที่เคยเป็ของพวกเรา !!! ”
“ จงอยู่ในความสงบ !!! ” น้ำเสียงกังวานทรงพลังสนั่นห้องบรรยากาศรอบห้องเงียบโดยพลัน ทุกสายตาจ้องมองไปยังบุคคลลึกลับสวมหมวกอารยธรรมโบราณในเงามืดแลเห็นเพียงดวงตาเปล่งอักขระลึกลับเรืองแสงท่าทางน่าเกรงขามและลี้ลับที่หัวโต๊ะ
บุคคลลึกลับเริ่มกล่าวปราศรัยให้ทุกคนฟัง
“ ในสมัยอดีตกาลแม้นพวกเราเคยแบ่งแยกด้วยอาณาจักรโบราณเพื่อสนองอุดมการณ์เดียวกันจนเลยเถิดไปเป็า ทว่าตอนนี้เราต้องเป็หนึ่งเดียวกันเพราะพวกเราเหลือน้อยเต็มทน
อีกไม่นานหอคอยแห่งพลังมนตราที่ถูกปิดผนึกกำลังจะหวนคืนมาอีกคราและคราวนี้พวกเราจะบรรลุเป้าหมายที่บรรพบุรุษเราตั้งไว้ !!!
ครานี้เมื่อลิงทั่วโลกาพร้อมใจเปล่งวาจาเป็ภาษาเดียวกันด้วยถ้อยคำที่เราประสงค์ทุกถ้อยคำเราจะเอื้อมมือไปถึงพระเ้าอย่างแน่นอน!!!
พวกเ้าทุกคนจงส่งลิงรับจ้างไปสำรวจตามข้อมูลของคุณโจนส์ หากจำเป็ล่ะก็จงปิดปากพวกมันได้เลย!! แต่ขอย้ำว่าหากจำเป็จริงๆ ”
พอสิ้นคำปราศรัย ผู้ประชมทุกคนลุกขึ้นมาเอามือทุบอกของตน
**“ เพื่อยูโทเปียบนยอดหอคอยบาเบล !! ”** แล้วพร้อมใจเปล่งภาษาลึกลับอันเป็รากของทุกภาษาบนโลก แต่ละคำนั้นดูน่าเกรงขามและน่าเลื่อมใสเป็อย่างยิ่ง ก่อนจะแยกย้ายกันเดินออกจากห้องประชุม ทิ้งบุคคลลึกลับ ณ หัวโต๊ะไว้เพียงลำพังในท่าทางรำพึงรำพัน
"................... สุธนหนึ่งในพี่น้องร่วมสาบานเอ๋ย ข้าจำวันนั้นได้ดีในยุคแห่งมนตราอาคม เมื่อลิงพวกนั้นนับถือพวกเราดุจสมมติเทพ หนึ่งแสนสามปีผ่านมาแล้วกระมัง ”
ย้อนไป 130000 ปีก่อนคริสต์ศักราช
ในห้องประชุมลึกลับมืดสลัว มีเพียงแสงรำไรจากเปลวเทียนมนตราสีฟ้าลุกไหม้โดยปราศจากเชื้อเพลิงใดมาหล่อเลี้ยงมัน ณ ใจกลางห้องปรากฏโต๊ะศิลาโบราณห้อมล้อมด้วยเก้าอี้ศิลาห้าตัว บัดนี้ถูกเว้นว่างไว้ตัวนึงเนื่องจากเ้าของที่ยังมาไม่ถึง
บรรยากาศดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสี่ต่างนั่งด้วยกิริยาสง่างาม ไม่กระดุกกระดิกไปมาดั่งปุถุชนทั่วไปแม้แต่น้อย
กระทั่งประตูห้องศิลาสลักลายโบราณอันวิจิตรเลื่อนเปิดออก ภาพหนุ่มฉกรรจ์หน้าคมสัน จมูกโด่ง ตาขึงขังผิวสีคล้ำดุจชาวอินเดียอารยัน ผมดำยาวและยุ่งแต่งกายด้วยเครื่องทรงแห่งวรรณะชั้นสูงของอินเดีย ทว่ามิมีสิ่งใดจะโดดเด่นไปกว่าจุดดำบนหน้าผากของท่าน
ผู้ประชุมคนหนึ่งจึงหันมากล่าวทักทาย
" ยินดีต้อนรับ เ้าชายสุธนแห่งอาณาจักรอินดัส (อินเดีย) ผู้เป็พี่น้องของเรา เ้าชายแห่งสี่อาณาจักร !! ”
ระหว่างการประชุมดำเนินไปนกตัวหนึ่งได้โบยบินขึ้นฟากฟ้า จนแลเห็นแผ่นดินแห่งห้าอารยธรรมโบราณเบื้องล่าง
ส่วนนอกเขตอาณาจักรเ่าั้ เต็มไปด้วยสัตว์ยุคน้ำแข็ง กับมนุษย์ยุคหินไร้อารยธรรมร่อนเร่ไปมา
จนมันบินไปเกาะต้นแขนสตรีร่างครึ่งบนเป็หญิงสาวครึ่งล่างเป็นกสยายปีกขาวเปล่งประกายจากเส้นไหมสีขาวเรืองแสงนับไม่ถ้วนร้อยรวมกันั์ตาอินทรีสีเทา เฝ้ามองความเป็ไปของโลกจากเบื้องบน
ฟันเฟืองแห่งชะตากรรมได้หมุนขึ้นเมื่อเ้า !! ได้พบกับนางผู้นั้น สุธน....
จบบทเกริ่น และ..
ยินดีต้อนรับอยู่มหากาพย์แห่งผลึกสีแดงทุกท่าน
ปล. ตัวอักษรที่ ทำตัวหนาจะแสดงถึงภาษาของชนชั้นสูง ที่มีมนตราไว้สื่อสารกับชนชั้นสูงทั่วโลกเพียงภาษาเดียวนอกจากเป็เพียงแค่ภาษาต่ำที่ชนชั้นสูงประดิษฐ์ไว้ให้ประชากรของตัวเองสื่อสารกันภายในอาณาจักรของตน
ปล.2 หากไม่ชอบตรงไหน การจัดวางหน้า สำนวน กรุณาช่วยชี้แนะ โพสบอกวิจารณ์ด่าเลยก็ได้ครับ จะเป็พระคุณอย่างมาก แต่ถ้าชอบโพสชมก็ดีนะครับแหะๆ