เสียงร้องะโดังลั่นออกจากริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้ม เนื้อตัวนางสั่นไปทั่วทั้งร่าง ดวงตาของนางจากเดิมที่กลมโตอยู่แล้วก็ยิ่งเปิดกว้างขึ้นไปอีกเป็เท่าตัว
“ปล่อยมือข้านะ พ่อจ๋า แม่จ๋า ช่วยลูกด้วย”
ร่างกายสูงโปร่งขาวซีด เส้นผมดูรกรุงรังนั้นก็ทำเอาผู้ที่พบเห็นถึงกับผงะ หัวใจเต้นถี่รัวราวกับกลองศึกที่ระดมรัวตีอย่างบ้าคลั่ง สองมือนางผลักเข้าที่แผงอกแกร่งนั้น พยายามกีดกันให้ร่างของสิ่งที่นางคิดว่าเป็ภูตผีให้ออกห่างจากตัว
แต่ในขณะที่ฝ่ามือเรียวเล็กััไปบนแผงอก นางก็เกิดความรู้สึกอันชวนให้ฉงนใจขึ้นมา
“ทำไมผีถึงตัวอุ่นได้ล่ะ” นางก้มหน้ามองลงมายังฝ่ามือที่พึ่งจะััร่างผีตนนั้นเมื่อครู่ ก่อนจะหันกลับไปมองยังร่างกำยำที่ตอนนี้นอนคว่ำหน้าจมอยู่ในน้ำ
ขาเรียวบางขยับเข้าไปหาร่างปริศนานั้น ก่อนจะลองใช้ปลายนิ้วมือจิ้มไปยังใบหน้าขาวซีดเผือดอยู่สองสามครั้ง จึงพลิกใบหน้าคนผู้นั้นให้หงายขึ้นมา
“นี่มันคนมิใช่หรือ หลินสืออี้นะหลินสืออี้ เ้าไม่ดูให้แน่ชัด ผลักเขาจนกระเด็นหน้าคว่ำไปอย่างนั้น เกือบจะกลายเป็ฆาตกรแล้วไหมเล่า”
เมื่อแน่ใจแล้วว่าเป็คนหาใช่ผี นางจึงประคองร่างกายใหญ่โตนั้นขึ้นจากน้ำด้วยความทุลักทุเล กระทั่งพาเขาขึ้นไป้าขอบสระได้สำเร็จ
“นี่! ตื่นสิ นายท่าน เป็อะไรหรือไม่” นางระดมรัวฝ่ามือตบเข้าที่ข้างแก้มของผู้ที่ไม่ได้สติ แต่ทว่าคงจะออกแรงมากไปนิด เห็นได้ชัดว่าใบหน้าขาวซีดก่อนหน้านั้นบัดนี้เปลี่ยนไปเป็สีแดงระเรื่อเป็รอยฝ่ามือนาง กระทั่งเขาเริ่มรู้สึกตัว
“อึก...อ่ะ...” น้ำเสียงที่ก้องในลำคอ กับใบหน้าที่เหยเกเบ้เบี้ยวบ่งบอกถึงความทรมาน
หลินสืออี้จึงขยับตัวถอยห่างออกมาทีละนิด กระทั่งออกมาไกลพอสมควร นางก็ลุกขึ้นยืนพลางก้าวเท้าออกไปด้านข้างหนึ่งก้าวยาว ๆ และเงียบเชียบที่สุด สายตาที่หวาดระแวงยังคงจับจ้องไปยังร่างผู้ที่นอนร้องโอดครวญอยู่บนพื้นอย่างไม่วางสายตา
‘รีบหนีสิหลินสืออี้ จะมัวรีรออะไรอยู่เล่า’
ใจหนึ่งก็สั่งให้นางหนีเมื่อมีโอกาส แต่อีกใจก็ดันเกิดเป็ห่วงชายผู้นี้ขึ้นมา
นางจึงตัดสินใจโน้มตัวเข้าไปนั่งใกล้ ๆ เขาอีกครั้ง เพื่อตรวจดูอาการในเบื้องต้นให้แน่ชัดก่อนจะจากไป
“ตัวร้อนมากขนาดนี้ ยังคิดจะมาแช่น้ำเย็นอีก เดียวก็ได้เป็ไข้ตายกันพอดี” มือเรียวเล็กวางทาบลงบนหน้าผากกว้าง แล้วทำการเทียบความร้อนกับหน้าผากของตนเอง
เนื้อตัวคนผู้นี้ร้อนดั่งถูกไฟสุ่มเกินกว่าจะเป็อุณภูมิของคนปกติ นี่คงจะเป็สาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกทรมาน เพราะอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง
“โถ่เอ้ย! ใครใช้ให้ข้าเป็คนดีกันเล่า ถ้าเช่นนั้นก็ช่วยคนก่อน เื่อื่นค่อยว่ากันทีหลัง”
หลินสืออี้ตัดสินใจเข้าช่วยเหลือบุรุษปริศนาที่ไม่รู้ที่มาที่ไปแน่ชัด เนื้อตัวที่ร้อนดั่งไฟจำต้องถอดอาภรณ์ที่เปียกชุ่มอยู่บนร่างกายของเขาออกไปเสียก่อน
นางหันซ้ายแลขวา กวาดสายตามองหาผ้าหรือสิ่งอื่นใดที่พอจะใช้ประโยชน์ได้บ้าง
ลำพังจะเสียสละแบ่งอาภรณ์ที่นางสวมใส่อยู่ก็ใช่ที่ นางก็หาใช่คนดีเลิศเลออะไรขนาดนั้น หากนางเกิดมีใจคิดแบ่งปัน เชื่อว่ายามที่ต้องแบกหน้ากลับไปขออาภรณ์ตัวใหม่กับไป๋เสวียนจงแล้วไซร้ ก็คงไม่วายจะถูกเขาถลกหนังเอาไปใช้แทนเสื่อปูนั่งเป็แน่
ขณะที่ชั่งใจอยู่นาน นางก็พลันเหลือบไปเห็นสิ่งที่พอจะทดแทนกันได้ ผ้าชิ้นเล็กหนึ่งผืนที่นางพกติดตัวมาด้วยตั่งแต่คราที่เข้ามาทำความสะอาดที่นี่
“ใช้ผ้าเช็ดพื้นนี้แทนก็แล้วกัน”
นางหยิบผ้าสีหม่นที่เปรอะไปด้วยฝุ่นขึ้นมาจากพื้น ซึ่งมันพึ่งจะผ่านการถูพื้นห้องมาหมาด ๆ จึงอาจจะดูสกปรกไปบ้าง แต่ในยามคับขันเช่นนี้ มีมันเป็ตัวช่วยก็ดีกว่าหาอะไรมาใช้ไม่ได้เลย
นางใช้ผ้าผืนนั้นซับลงบนใบหน้าที่แดงระเรื่อซึ่งเปียกชุ่มไปทั้งน้ำและเหงื่อ ก่อนที่จะย้ายไปเช็ดตามร่างกาย
อาภรณ์ที่คนผู้นี้สวมใส่แลดูจะเป็ของดีมีราคา เมื่อพิจารณาดูแล้วก็ไม่น่าจะใช่ข้ารับใช้ธรรมดาทั่วไป ด้วยผ้าไหมสีดำมันเงาประดับลายปักของด้ายที่คล้ายว่าจะทำมาจากทองคำแท้นั้น มันน่าจะเป็เครื่องนุ่งห่มของพวกเหล่าขุนนางหรือไม่ก็ชนชั้นสูงกว่าเสียมากกว่า
นางไล่สายตามองลงมาจนถึงบริเวณกลางอก สายตาซุกซนของหญิงที่แม้ร่างกายจะเป็เด็กสาวอายุเพียงสิบแปดปี แต่อายุจริงนางก็ล่วงเลยถึงสามสิบกว่าเข้าไปแล้ว มันจึงอดไม่ได้ที่จะลอบมองเข้าไปยังส่วนที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้เนื้อผ้าที่ปกปิดกายนั้น
คอเสื้อแหวกลึกลงต่ำมาจนถึง่เอว เผยให้เห็นสัดส่วนของมัดกล้ามเนื้อแน่นที่ขาวผ่องอย่างเด่นชัด
“นายท่าน ข้าน้อยคงต้องขอล่วงเกินแล้ว” น้ำเสียงสั่นที่บ่งบอกถึงความตื่นเต้นกล่าวขออนุญาตอย่างพูดเองเออเอง ด้วยเหตุผลที่ว่าเสื้อผ้านั้นเปียกชื้นนั้นอาจทำให้ร่างกายยิ่งป่วยหนักขึ้นได้
นางใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้ค่อย ๆ หยิบจับเสื้อตัวนอกให้เปิดออกทีละชิ้น ซึ่งแน่นอนว่านางนั้นจะต้องกระทำการโดยเบามืออย่างที่สุด
แม้ว่าใบหน้านางจะเอียงหลบด้วยท่าทีเขินอาย ทว่าหางตายังคงเหลือบมองกลับมายังเป้าหมายอย่างจดจ่อ
ยิ่งมองกล้ามเนื้อแน่นนั้นมากเท่าไหร่ หลินสืออี้ก็ถึงกับต้องอ้าปากค้าง เพราะมันช่างเป็เรือนร่างของบุรุษที่เย้ายวนชวนให้อิสตรีเกิดความลุ่มหลงได้ง่ายดายอะไรเช่นนี้ นางถึงกับต้องกลื่นน้ำลายอย่างฝืดคอ
แคก! แคก!
อาการไอของบุรุษตรงหน้ากลายเป็สัญญาณเตือนสติ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีสั่งการให้นางสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปก่อน เพลานี้หาใช่การที่สตรีใสซื่อบริสุทธิ์เช่นนางจะมามัวชื่นชมเรือนร่างของบุรุษ นางต้องช่วยชีวิตเขาก่อนสิถึงจะถูก
กระทั่งการถอดอาภรณ์ตัวในสุดถูกเปิดออก เผยให้เห็นผิวเนื้อกลมแข็งเป็ก้อนโค้งรับกันทั้งหกส่วน มัดกล้ามเนื้อที่เรียงตัวกันอย่างงดงามนั้น บ่งบอกได้ถึงการฝึกฝนร่างกายมาอย่างดี
นอกจากนั้นก็ยังมีรอยแผลเป็ที่แทรกอยู่ตามเนื้อหนัง ทั้งเล็กและใหญ่นั้นกระจัดกระจายไปทั่วทั้งตัว
‘คนผู้นี้มีชีวิตผ่านอะไรมามากมายขนาดไหนกัน ข้าเคยเขียนตัวประกอบที่ร่างกายผ่านการตีรันฟันแทงมามากเช่นนี้ด้วยหรือ’
ปลายนิ้วเย็นเฉียบััไปบนรอยแผลเก่าสีเข้มที่นูนเป็เส้นยาว ั้แ่บริเวณเนินอกไล่ขึ้นไปจนถึงหัวไหล่ขวา และก็พบบางสิ่งที่สะดุดตาไปยิ่งกว่านั้น
“ดอกอวี้หลัน[1]” สัญลักษณ์นี้ช่วยดึงเศษเสี้ยวของความทรงจำของหลินสืออี้ออกมา
ลวดลายที่เป็เอกลักษณ์ เส้นขอบถูกตัดด้วยหมึกสีแดงถมทับด้วยสีชมพูอ่อนบนกลีบดอก ซึ่งเมื่อนางได้พินิจมองมันสลับไปกับการมองบนริ้วหน้าคมของคนผู้นี้แล้ว ลักษณะรูปร่างหน้าตาที่ปรากฏเลือนลางในความฝันก็พลันเด่นชัดขึ้นมา
“สิ่งนี้คือสัญลักษณ์ที่ข้าเป็คนออกแบบ เพื่อใช้อธิบายถึงลักษณะของตัวละครหลัก หรือว่าคนผู้นี้จะเป็...”
พรึบ!
ดวงตาเรียวคมกริบหางตาชี้เปิดขึ้น ร่างกายที่นอนป่วยอยู่ดี ๆ ก็กลับฟื้นคืนสติลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะใช้ฝ่ามือหยาบกระด้างนั้นคว้ารวบเข้าที่ลำคอของหลินสืออี้ ออกแรงบีบจนนิ้วมือทั้งห้าจมลงที่ผิวเนื้อขาว กระทั่งเกิดเป็รอยแดงตามรูปของฝ่ามือ
“เ้าคิดจะทำสิ่งใด” น้ำเสียงเย็นเยียบไม่ต่างจากบรรยากาศอันเยือกเย็นรอบตัว แววตาดุร้ายไม่ต่างไปจากนิสัยหวาดระแวงของสัตว์ป่า
“ฮึก! นะ...นายท่าน ได้โปรด...ยั้งมือ...” หลินสืออี้ร้องขอน้ำเสียงขาด่ ใบหน้านางหงายขึ้น สองมือพยายามง้างฝ่ามือของอีกฝ่ายให้คลายออก เพื่อเพิ่มพื้นที่การหายใจ
“ใครเป็คนส่งเ้ามา พูด” น้ำเสียงดุกล่าวตหวาด
“ท่านเข้าใจผิด...อึก...ปล่อย...ให้ข้าอธิบายก่อน” ดั่งภาพอดีตย้อนซ้ำ ในความฝันนางก็ถูกทำร้ายเช่นนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง
“แคก! แคก! ท่าน...ท่านปฏิบัติเช่นนี้กับผู้ที่ช่วยชีวิตท่านเอาไว้หรืออย่างไร” เมื่อหาช่องทางให้หายใจได้มากขึ้น หลินสืออี้ก็รีบสูดอากาศเข้าปอด ก่อนจะร้องโวยวายพ่นคำตำหนิ
“ข้าหาใช่คนร้าย แค่เพียงผ่านมาพบกับท่านที่กำลังนอนหมดสติอยู่ จึงได้เข้าช่วยเหลือก็เท่านั้น หากข้าคิดจะทำร้ายท่าน ปานนี้ท่านคงจะไม่ได้มาเนรคุณข้าอยู่เช่นนี้หรอก”
ดวงตานางรื้นไปด้วยหยาดน้ำใส ถึงกระนั้นก็ยังไม่วายกล่าวตัดพ้อต่อว่าด้วยวาจาห้าวหาญ ทั้งที่รอบคอนางยังถูกพันทนาการจากฝ่ามือของฝ่ายตรงข้ามอยู่
“บังอาจ คนชั้นต่ำเยี่ยงเ้า กล้าดีอย่างไรจึงมาขึ้นเสียงกับข้า รนหาที่ตาย” เสียงทุ้มอันน่าเกรงขามเอ่ยวาจาข่มขู่
“ข้าจะทำให้เ้ารู้ว่า หากล่วงเกินคนอย่างข้าต้องพบกับจุดจบเช่นไร”
++.....+.....+.....+.....++
อวี้หลัน[1] : ดอกแมกโนเรีย ดอกไม้ที่เป็สัญลักษณ์ความสง่างาม แข็งแกร่งและอดทน
.....................
✨ หลังฉาก ????????
หลินสืออี้ : อดใจไม่ไหว ขอลูบ ๆ หน่อยละกัน || กลื่นน้ำลาย ????||
เซี่ยชิงอวิน : หึม! อย่ามาแตะ || เคลิ้ม ????||
...................
???? พื้นที่เม้ามอย ????
น้อง
นางเอกจะอยากรู้อยากเห็นตามประสาคนโสดที่อายุเข้าเลขสามนะคะ เหมือนใครน้า ||ครุ่นคิด ????||
ฝากกดติดตามด้วยนะคะ ❤️ จุ๊บ ????