สวัสดีฉันชื่อเฮเลน ตอนนี้อายุยี่สิบสอง วันเกิดของฉันเพิ่งผ่านไปได้ไม่นานวันเกิดที่ไม่มีพ่อแม่ น้องชายผู้น่ารักและเพื่อนฝูงห้อมล้อม กับปาร์ตี้สุดเหวี่ยงความใฝ่ฝันสูงสุดของฉันคือการได้เป็กวีเอก เป็นักเขียนที่โด่งดังสามารถนั่งทำงานที่ไหนก็ได้โดยไม่ต้องมี Boss
แต่แล้วความฝันของฉันมันก็ต้องแตกสลายและพังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี
วันหนึ่งเมืองที่ฉันอยู่เกิดปัญหาใหญ่บางอย่างและยังไม่รู้เลยว่าเื่นี้มันจะขยายวงกว้างออกไปไกลแค่ไหนและจะจบลงเมื่อไหร่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตัวฉันเองก็ไม่สามารถอธิบายมันให้เป็รูปธรรมขึ้นมาได้ ไม่รู้ว่าหากพูดออกไปแล้วจะมีคนเชื่อหรือเปล่าฉันอาจจะกลายเป็คนบ้าในสายตาคนอื่นก็ได้
ฉันแอบเขียนเื่นี้ขึ้นเพื่อบอกเล่าทุกอย่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวฉันและได้แต่หวังว่าเื่ที่ฉันเขียนจะมีคนเจอมันและมีโอกาส ได้ตีแผ่ลงในอินเทอร์เน็ตหรือถูกใครก็ตามที่ได้เจอจะนำมันไปแต่งเติมเขียนเป็นิยายสักเล่มหลังจากที่โลกของเรากลับเข้าสู่สภาวะปกติไม่ว่าจะในอีกสิบปี หรือยี่สิบปีข้างหน้า หรือแม้ว่ากาลเวลามันจะยาวนานเป็ร้อยปีก็ตาม
ตัวฉันเองก็ไม่รู้ว่าเื่ดีๆ แบบนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ทุกสิ่งที่เป็อยู่เวลานี้จะจบลงตอนไหน เพราะขณะนี้ พวกเราทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ ไม่สามารถติดต่อโลกภายนอกได้เอง
การเป็อยู่ของเรา การสื่อสารของเราถูกควบคุมโดยสภาสูงสุดด้านนอกนั้นอันตราย เราซ่อนตัวอยู่ในกำแพงสูงและฉันแอบได้ยินมาว่ามีกำแพงสูงอีกหลายที่กระจายอยู่หลายรัฐทั่วอเมริกาแต่บางที่ก็แตกไปแล้วเพราะบังเกอร์หรือฐานทัพที่ล่มสลายถูกสร้างขึ้นอย่างเร่งด่วนมันจึงไม่แข็งแรงพอโลกภายนอกในเวลานี้สับสนวุ่นวายและไม่ปลอดภัย
เื่ทั้งหมดนี้ มันเกิดขึ้นเมื่อราวๆ หนึ่งปีก่อนตอนนั้นฉันไปเรียนตามปกติ ออกจากหอพักในรั้วมหาวิทยาลัยแล้วก็เดินไปเจอเพื่อนที่รออยู่ตรงหน้าตึกมันเป็วันที่ท้องฟ้าไม่เปิดบรรยากาศโดยรอบดูสลัว ไร้ซึ่งแสงแดดอันสดใสเหมือนวันอื่นๆ
โดยธรรมชาติของที่นั่นหรือเมืองที่ฉันเคยอยู่อากาศมันแปรปรวนอยู่แล้วจึงไม่ได้รู้สึกผิดสังเกตอะไรพวกเราก็ใช้ชีวิตตามปกติอย่างนี้เสมอ วันวันหนึ่งมีตั้งหลายฤดูกาล ฝนบ้างเมฆหมอกบ้าง อากาศหนาวเหน็บบ้าง วันไหนแดดออกเราจะมีชีวิตชีวาเป็พิเศษ แต่แล้ววันนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไปวันที่ผู้คนในหมู่พวกเราไม่มีใครรู้ว่ามันจะเกิด
ระหว่างเดินเข้าอาคารเรียนฉันได้ยินผู้คนกรีดร้องมาจากด้านในของตึก ตอนแรกนึกว่าเป็การทะเลาะวิวาทแต่เสียงก็แพร่กระจายออกเป็วงกว้างจากหลายห้องหลายทิศและดังหนักขึ้นโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดในขณะที่สองเท้ายังคงก้าวเดินแม้จะเชื่องช้าเพราะลังเล
ตามโถงทางเดินผู้คนเริ่มมีบางอย่างผิดปกติ ฉันสังเกตเห็นพฤติกรรมของเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยและครูบางคนมีอาการแปลกไปและหลายๆ คนเริ่มมีอาการคล้ายกัน ตอนแรกพวกเรานึกว่ามันเป็อุปาทานหมู่แต่แล้วเพื่อนในกลุ่มของฉันคนหนึ่งก็เริ่มสั่นเทิ้มจากบางเบาค่อยๆเปลี่ยนเป็รุนแรงจนดูเหมือนกำลังชัก
ทุกคนในกลุ่มต่างคิดว่าเธอแกล้งฉันกับเพื่อนๆ พร้อมใจกันะโด่าทอบอกเธอว่ามันไม่สนุกและไม่ตลกเลยแต่เธอก็ไม่หยุดเธอมีอาการเหมือนกับคนอื่นๆ จนเราต่างถอยออกห่าง เวลาเดียวกันนั้นเอง พวกเขาที่มีอาการก่อนหน้าหลายๆคนก็กำลังคลุ้มคลั่ง
ตรงโถงทางเดินด้านหน้าเราพวกเขาเริ่มอาละวาดไล่กัดทำร้ายผู้คนไปทั่วทั้งบริเวณแล้วใครล้มคนนั้นเจ็บพวกเราที่เหลือต่างตะลึงงันบางคนที่ยังงุนงงกับเหตุการณ์ไม่ยอมหนีไปไหนอยู่ๆ ดวงตาที่มองความวุ่นวายตรงหน้า ใบหน้าที่แสดงออกถึงความสับสนและตื่นตระหนกก็หยุดกึกราวถูกสับสวิตช์ก่อนเริ่มกระตุกชักตาเหลือกค้างเหมือนถูกผีห่าซาตานเข้าสิงหรือโดนเชื้อโรคติดต่อทางสมองเล่นงานอย่างรุนแรงและฉับพลันแล้วเพื่อนของฉันคนหนึ่งในกลุ่มก็สังเกตเห็นว่า เพื่อนของพวกเราที่ชักไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนมีดวงตาที่เปลี่ยนไป
สีในดวงตาทั้งหมดที่เคยสุกสกาวของเธอเปลี่ยนเป็สีดำขลับราวความมืดมิดในราตรีกาลอันไร้ดาว ตอนแรกเมื่อทุกคนเริ่มชักพวกเราต่างก็คิดว่านั่นเป็โรคระบาดของไวรัสตัวร้ายแต่เราคิดผิด
หลายคนปักใจเชื่อว่านั่นคืออาการของซอมบี้ที่เห็นกันบ่อยๆในจอแก้วหรือจอเงิน แต่ทว่ามันไม่ใช่ เพราะศพที่ตายไม่ลุกขึ้นมา คนโดนกัดไม่ติดเชื้อคนที่เปลี่ยนมีอาการชักแล้วดวงตาของพวกเขาทุกคนกลายเป็สีดำสนิทคลุ้มคลั่งอาละวาดและดูกระหายเหมือนถูกผีร้ายผู้หิวโหยเข้าสิง
จากนั้น มันก็เริ่มแผ่ขยายวงกว้างออกไป ทั่วทั้งเมืองเกิดความสับสนครั้งใหญ่ของผู้คนอยู่นานราวหนึ่งสัปดาห์จากเมืองหนึ่งลุกลามไปอีกเมืองหนึ่ง จากรัฐสู่รัฐ
ฉันที่อยู่มหาวิทยาลัยพยายามติดต่อหาพ่อแม่แต่พวกเขาก็ไม่รับสายและไม่สามารถติดต่อได้อีกเลยฉันหาหนทางกลับไปจนถึงที่บ้านซึ่งอยู่อีกเมือง แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อไม่เจอพ่อแม่แล้วทุกอย่างก็เริ่มแย่ลง
ตอนแรกฉันขังตัวเองอยู่ภายในบ้าน เฝ้ารอพ่อกับแม่และน้องชายคนเดียวของฉันที่อายุเพียงสิบเอ็ดขวบวันแล้ววันเล่าที่เฝ้ารอก็ไม่มีใครสักคนกลับมา เพื่อนบ้านและบริเวณใกล้เคียงนั้นเงียบสนิท
ฉันมองผ่านหน้าต่างออกไปโดยรอบ บรรยากาศข้างนอกนั่นอย่างกับเมืองร้างในหนังวันสิ้นโลกรถบางคันชนกันอยู่กลางถนน มองเข้าไปยังมีศพติดอยู่ และฉันก็คิดจริงๆว่ามันคงร้างไปแล้ว นับว่ายังดีที่มีไฟฟ้าใช้และน้ำประปาก็ยังไหลอยู่ฉันถือว่านั่นเป็สัญญาณที่ดีช่วยให้ไม่ต้องคิดว่าโลกแตกไปแล้วจริงๆ ฉันเฝ้าติดตามข่าวจากทางการผ่านทางทีวีอยู่ตลอดแต่มันก็มีเพียงเสียงซู่ซ่าเท่านั้น
วันหนึ่งตอนเก้าโมงเช้าฉันลุกออกจากที่นอนเดินลงบันไดมาข้างล่างเพื่อหาอะไรกินที่ห้องครัวฉันแวะไปเปิดทีวีก่อนและบังเอิญเจอประกาศจากทางการที่ดูเหมือนจะเล่นวนอยู่หลายรอบแล้ว
ทว่ามันก็ยังไม่ได้บอกอะไรมากพวกเขาบอกเพียงว่าให้อยู่ในที่มั่นปิดประตูหน้าต่างให้เรียบร้อยออกหาเสบียงเฉพาะตอนที่มีแสงแดดจ้า อย่าออกไปไหนในยามวิกาลเพราะพวกเขาเริ่มสังเกตเห็นว่าพวกตาดำออกล่ายามค่ำคืนแม้จะมีบางส่วนหลบซ่อนเงาไม้ในเวลากลางวันแต่มันก็เพียงส่วนน้อยประกาศบอกให้รอจนกว่าจะหาข้อสรุปได้พวกเขาจะแจ้งผ่านทางทีวีอีกครั้งขอให้ทุกคนที่ยังมีชีวิตรอดโปรดติดตามข่าวสารจากทางการ อย่าส่งเสียงดังเพราะจะเป็การดึงดูดพวกมันและพวกตาดำกลัวแสงและไฟ
นั่นคือข้อมูลที่ฉันได้รับฉันทำตามที่รัฐบาลบอกทุกอย่างเพื่อความปลอดภัย มีบางครั้งตอนออกหาเสบียงจะเจอพวกนั้นเดินอยู่ในจุดอับแสงของอาคารฉันพยายามหลีกเลี่ยงเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด
ฉันใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ราวสองเดือนแล้วอยู่ๆก็เริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อฉันบังเอิญเห็นเพื่อนบ้านของฉันกลายเป็พวกตาดำและมันรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่