เอื้องฟ้าไปหามณีจันทร์ที่บ้านพักตอนแรกเธอจะใหอิ่มไปเรียกมณีจันทร์มาคุยด้วยแต่พอนึกว่าตัวเองจะเป็นฝ่ายขอโทษควรจะไปหามณีจันทร์เองไม่ใช่ไปเรียกมณีจันทร์ให้มาพบเธอเธอจึงตัดสินใจเดินมาที่บ้านพักหลังเล็ก
มณีจันทร์นั่งอยู่ที่โถงนั่งเล่นสีหน้าไม่ค่อยดีคล้ายมีเรื่องกังวลใจ เพราะเป็นตอนกลางวันเธอจึงเปิดประตูบ้านทิ้งไว้พอเอื้องฟ้าเดินมาถึงก็ส่งเสียงเรียกเพื่อนรักทันที
“มณีอยู่ไหม”
“เข้ามาสิ”
พอเอื้องฟ้าเข้ามาเห็นสีหน้าของมณีจันทร์ก็อดสงสารไม่ได้แม้เธอจะไม่มีลูกสาวแต่ก็พอจะเข้าใจว่ามณีจันทร์คงรู้สึกคับข้องใจ ตั้งแต่สามีของมณีจันทร์จากไปเธอก็เลี้ยงมุกจันทร์มาด้วยตัวคนเดียวสำหรับมณีจันทร์แล้วมุกจันทร์ถือได้ว่าเป็นแก้วตาดวงใจ “หนูมุกล่ะ”
“หลับอยู่ในห้อง”มณีจันทร์ตอบด้วยเสียงแผ่วเบา ไม่มีท่าทีว่าโกรธเธอไม่ได้โกรธเพียงแค่รู้สึกผิดหวังอยู่บ้างเท่านั้น
“เธอไม่ได้ว่าอะไรหนูมุกใช่ไหม”
มณีจันทร์ส่ายหัวลูกสาวเธอง่วงนอนจนเบลอ เธอจะบ่นว่าอะไรได้อีกถ้าอยากจะบ่นก็ต้องรอให้มุกจันทร์ตื่นก่อน
เอื้องฟ้าถอนหายใจเบาๆ“ดีแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นตาดินผิดเอง ต้องขอโทษเธอด้วย ไม่ต้องดุหนูมุกหรอก ไหนๆข้าวสารก็กลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว เรามาหารือเรื่องงานแต่งกันเถอะ”
“แต่ว่าถ้าเด็กๆไม่ยอมล่ะ” ลูกสาวของเธอยังปฏิเสธหนักแน่นที่จะแต่งงานอยู่เลย
“มณีสถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่อยากแต่งก็ต้องแต่ง จะมาทำเล่นๆ แบบนี้ไม่ได้เรื่องที่ตาดินมานอนค้างที่นี่ คนงานในบ้านก็รู้กันหมดแล้วเช้ามาหนูมุกยังมีท่าทางแบบนั้นอีก คนจะคิดกันไปในทางไม่ดี ฉันคิดว่าเราควรรีบจัดงานแต่งเถอะจะว่าไปแบบนี้ก็ดีแล้วนี่ เราเลิกคิดแบบหัวโบราณแล้วมองตามเหตุผลพอเป็นแบบนี้สองคนก็ต่อต้านไม่ยอมแต่งงานไม่ได้แล้วแบบนี้ก็ตรงตามที่เราต้องการไม่ใช่เหรอ งานแต่งมาเร็วกว่าที่พวกเราคิดซะอีก”เอื้องฟ้าสาธยายยืดยาวเพื่อให้มณีจันทร์มองเห็นข้อดีของสถานการณ์ตรงหน้า พูดจนมณีจันทร์คล้อยตาม
มณีจันทร์เริ่มย้อนกลับไปถึงความตั้งใจแรกของตัวเองเธออยากได้ไตรภพเป็นลูกเขย อยากให้มุกจันทร์แต่งงานกับเขานี่ก็ตรงตามที่ต้องการแล้วไม่ใช่เหรอ ยังต้องมากลุ้มใจเรื่องอะไรอีกคนสมัยนี้อยู่ก่อนแต่งกันทั้งนั้น ลูกสาวเธอถือว่าวางตัวดีไม่มีด่างพร้อยแล้วพอคิดได้แบบนี้ก็เบาใจขึ้นมา
ว่าที่แม่ย่าแม่ยายเลยนั่งคุยกันถึงเรื่องรายละเอียดงานแต่งอย่างสบายใจพอคิดว่าแต่งแล้วจะได้มีหลานตัวเล็กๆ เอาไว้เลี้ยงดูอุ้มชูให้ชื่นใจยิ่งคุยก็ยิ่งอารมณ์ดี เริ่มมีรอยยิ้มระบายบนหน้า
มุกจันทร์นอนยาวไปจนถึงเย็นพอตื่นมาแม่ของเธอก็บอกให้อาบน้ำเตรียมตัวสำหรับมื้อเย็น เนื่องจากช่วงสายเธอง่วงนอนมากจึงลืมสถานการณ์ในตอนนั้นไปแล้วจำได้แค่ว่าแม่ของเธอกลับมาถึงแล้วก็พาเธอมานอนต่อ เธอคิดแค่ว่าแม่ของเธอบอกให้อาบน้ำแต่งตัวตามปกติไม่มีอะไรผิดสังเกต
พอถึงเวลาอาหารเย็นมณีจันทร์และมุกจันทร์สองแม่ลูกพากันเดินมาที่บ้านใหญ่เหมือนที่เคยทำ มาถึงก็พบว่าแทนไทเอื้องฟ้าและไตรภพนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
มุกจันทร์รู้สึกได้ว่าบรรยากาศแปลกไปจากเดิมเหมือนมีความตึงเครียดลอยอยู่ในอากาศ แต่จะเป็นไปได้ยังไงกันทุกคนดูหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดี แม้ไตรภพไม่ได้ยิ้มแต่ก็ไม่ได้ทำหน้าตาบึ้งตึง จะมีความเครียดมาจากที่ไหนกันเธอคิดว่าตัวเองคงคิดฟุ้งซ่านไปเอง
ทุกอย่างดำเนินไปเหมือนปกติเพียงแค่วันนี้มีแคบหมู น้ำพริกหนุ่มและไข่ออนเซ็น เป็นของฝากที่ซื้อมาจากชาวบ้านแถวน้ำพุร้อน
มุกจันทร์ไม่ได้กินมื้อเที่ยงเพราะนอนหลับดังนั้นเย็นนี้เธอจึงรู้สึกเจริญอาหารมาก ของฝากทั้งสามอย่างนั้นพอเอามากินด้วยกันแล้วอร่อยจนเธอแทบหยุดกินไม่ได้
พอจัดการมื้อเย็นเสร็จมุกจันทร์ทำท่าจะขอตัวกลับแต่มณีจันทร์ดึงเธอไว้บอกว่ามีธุระจะพูดด้วย
ทีแรกมุกจันทร์ยังนึกแปลกใจมีธุระกับเธอก็ควรกลับไปพูดคุยกันสองคนทำไมต้องมานั่งพูดให้คนอื่นฟังด้วยแต่ไม่นานมุกจันทร์ก็ถึงบางอ้อ
เอื้องฟ้าเริ่มเอ่ยเรื่องที่มุกจันทร์กับไตรภพสนิทกันเธอคิดว่าเด็กสองคนเหมาะสมกันและสถานการณ์ก็สุกงอมแล้ว สมควรจะมีงานมงคล
มุกจันทร์ได้ฟังก็ตกใจอะไรคือสถานการณ์สุกงอมกัน เธอกับไตรภพไม่ได้มีอะไรกันซะหน่อย เธอหันไปมองทางมณีจันทร์กลับพบว่าแม่ของเธอก็ทำท่าเห็นด้วยในสิ่งที่เอื้องฟ้าพูด“มุกไม่เห็นด้วยค่ะ”
“มุกเรื่องมาขนาดนี้แล้วยังไม่เห็นด้วยอะไรอีกลูก” มณีจันทร์ปรามลูกสาว
มุกจันทร์มองไปทางไตรภพหวังให้เขาช่วยอธิบาย แต่เขากลับทำท่าไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว ไม่มีอาการต่อต้านใดๆทั้งนั้น ใช่สิ เขามันลูกกตัญญูนี่ แบบนี้ก็เข้าทางเขาเลย เขาจะค้านไปเพื่ออะไร เธอรู้สึกน้อยใจเหมือนว่าโดนทุกคนในที่นั้นรุมบังคับเธอ
“มุกปวดหัวนิดหน่อยค่ะขอตัวก่อนนะคะ”
เธอลุกขึ้นหนีจากมาดื้อๆถ้าไม่ลุกขึ้นมาตอนนั้นกลัวว่าจะเก็บอารมณ์ต่อไปไม่ไหว บ้านที่กรุงเทพก็โดนคุกคามหลบมาอยู่ที่นี่ก็โดนบังคับ ไม่มีที่ไหนให้อยู่แล้วสบายใจ โลกนี้ไม่มีที่สำหรับเธอแล้วหรือไงกัน
มุกจันทร์เดินมาจนถึงบ้านพักหลังเล็กแต่พอคิดว่าเดี๋ยวแม่ของเธอก็จะกลับมาและพูดกดดันบังคับเธออีก น้าเอื้องฟ้าพูดมาแบบนี้แปลว่าปรึกษาและตกลงกับแม่ของเธอมาแล้วเธอยังไม่อยากคุยกับแม่ตอนนี้ จึงเดินออกไปทางอื่นแทน
ตอนนี้ฟ้ามืดแล้วบนเขาแบบนี้ยังมีที่ไหนให้เธอไปหลบได้อีก จะออกไปข้างนอกก็ต้องจ้างรถหรือไม่ก็ให้คนที่บ้านของเอื้องฟ้าขับรถไปส่งมองไปทางไหนก็เห็นแต่ความมืด ยังดีที่มีแสงจันทร์ช่วยส่องแสงให้เห็นรางๆ มุกจันทร์เดินมาเรื่อยๆจนมาถึงลานกว้างที่ไตรภพเคยพาเธอมาเมื่อคืนก่อน โต๊ะไม้ยังคงตั้งอยู่ที่นี่ เธอเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้และมองท้องฟ้าไปเรื่อย
เธอมีเงินเก็บพอสมควรสามารถหลบหนีไปเช่าบ้านอยู่ที่อื่นได้ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาใหญ่แต่เธอจะทิ้งแม่ไปได้ยังไง ถ้าเธอหายไปแม่คงเป็นห่วงและเสียใจ เธออายุขนาดนี้แล้วไม่ใช่วัยที่จะมาทำให้แม่ต้องเป็นกังวลเรื่องของเธอ
น่าแปลกที่ปกติแล้วเธอมักจะกลัวความมืดและที่รกร้างทว่าตอนนี้เธอกลับไม่มีกะจิตกะใจจะไปคิดถึงเรื่องพวกนั้น เธอบรรยายความรู้สึกตอนนี้ของตัวเองไม่ถูกทั้งตกใจ ผิดหวัง น้อยใจ คับข้องใจ ขุ่นเคือง อาจจะเพราะสองสามวันมานี้เธอเจอเรื่องไม่ดีเยอะเกินไปทำให้รู้สึกแย่พอสะสมมากๆ เข้าก็กลายเป็นความเครียดทับซ้อนกันกดทับอยู่ในความรู้สึกของเธอ อยู่ๆน้ำตาก็ไหลออกมา เธอพยายามเงยหน้ามองท้องฟ้า บังคับให้น้ำตาไหลกลับไป เธอไม่ชอบการร้องไห้เพราะคิดว่ามันไม่มีประโยชน์น้ำตาไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรนอกจากซ้ำเติมให้ใจเจ็บปวดบอบช้ำมากขึ้น
“คุณมุกมาอยู่นี่เอง”
ยังคงเป็นไตรภพและตะเกียงเจ้าพายุที่ส่องแสงสีส้มนวลตาของเขาเขาสาวเท้าเดินเข้ามาหาเธอช้าๆ ดูท่าทางเขาคงเดินตามหาเธอมาได้สักพักแล้ว
ไตรภพเดินมานั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆเธอ เขาวางตะเกียงเจ้าพายุไว้บนโต๊ะ
มุกจันทร์ชำเลืองมองเขาเธอนั่งนิ่งไม่ยอมเอ่ยปากพูดกับเขาพอคิดได้ว่าเมื่อกี้ตัวเองกำลังร้องไห้อยู่ตอนนี้น้ำตายังเปียกอยู่ที่แก้มทั้งสองข้างเธอก็รีบยกมือขึ้นเช็ดที่แก้มอย่างเร็ว เพราะกลัวเขาจะสังเกตเห็น
เพราะทุกสิ่งรอบตัวเงียบและนิ่งสนิทการเคลื่อนไหวเล็กน้อยของมุกจันทร์มีหรือที่จะหลุดลอดสายตาของไตรภพไปได้เขาเห็นว่าเธอจงใจเช็ดบางอย่างออกจากแก้มทั้งสองข้าง สิ่งที่เปื้อนแก้มของเธอยังจะเป็นอะไรไปได้อีกนอกจากน้ำตา
“คุณร้องไห้เหรอ”
“เปล่าค่ะมุกแค่ปัดแมลง ต้นไม้เยอะแมลงก็เยอะ” มืดแบบนี้ มีแค่แสงสลัวจากตะเกียงเธอไม่ยอมรับซะอย่าง เขาจะรู้ได้ยังไงกันว่าเธอร้องไห้
ทันใดนั้นเธอรู้สึกว่าเบื้องหน้าสว่างวาบจนรู้สึกแสบตา