เช้าวันหนึ่งในขณะที่หยวนิเย่และหยวนเฉิงกำลังกินอาหารเช้าอยู่
“ ปู่คิดว่าพวกเราควรย้ายไปอยู่ในเมืองใหญ่ๆไหม? ” หยวนิเย่ถามด้วยความอยากรู้
หยวนเฉิงมองดูหลานของตัวเองด้วยความรักและถามกลับมาว่า “ แล้วเ้าอยากไปอยู่ที่ไหนล่ะ? ”
หยวนิเย่ครุ่นคิดก่อนที่จะตอบว่า “ เมืองหลวงกุ่น ”
ดวงตาของหยวนเฉิงเบิกกว้างด้วยความใ
เมืองหลวงกุ่นคือเมืองหลวงของแคว้นกุ่น ทั้งยังเป็ที่ตั้งของกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นกุ่นอย่างตำหนักอ๋องกุ่นอีกด้วย
ว่ากันว่าอ๋องแคว้นกุ่นนามว่า เซี่ยอิงโหรว นางเป็สตรีเพียงคนเดียวที่ได้รับการแต่งตั้งให้กลายเป็อ๋อง นอกจากนี้นางยังมีความแข็งแกร่งในระดับเทพยุทธ์อีกด้วย
“ ทำไมเ้าถึงอยากไปอยู่เมืองหลวงกุ่น? ” หยวนเฉิงถามด้วยความสนใจ
“ เพื่อความกัาวหน้า ข้ารู้ว่าเมืองหลวงกุ่นนั้นเต็มไปด้วยตัวตนที่ยิ่งใหญ่และทรงพลัง แต่ข้าเชื่อว่าข้าเองก็จะกลายเป็ตัวตนที่ทรงพลังขนาดนั้นได้เหมือนกัน อีกอย่างลุงจวินหยางก็บอกว่าจะติดตามพวกเราไปด้วย ” หยวนิเย่กล่าวออกมา
“ แต่มันเสี่ยงเกินไป เท่าที่ปู่รู้มา เมืองหลวงกุ่นเต็มไปด้วยผู้ยิ่งใหญ่ ตัวตนระดับจักรพรรดิยุทธ์ยังออกมาให้เห็นแม้แต่ระดับเหนือยุทธ์ก็ยังปรากฏตัวอยู่บ่อยครั้ง ถ้าหากพวกเรามีปัญหาขึ้นมา พวกเราก็จะถูกฆ่าทิ้งอย่างไม่ใยดี ” หยวนเฉิงกล่าว
“ เื่นั้นข้าก็รู้ แต่ใช่ว่าจะไปตอนนี้เลยที่ไหน อีกสามปีพวกเราค่อยออกเดินทางไปยังเมืองหลวงกุ่น ถึงตอนนั้นหลานก็อายุสิบสามแล้ว ถ้าหากหลานเข้าร่วมกับตำหนักอ๋องได้ล่ะก็ ชีวิตของพวกเราก็จะเปลื่ยนไปเลยนะปู่ ” หยวนิเย่กล่าวออกมาอย่างจริงจัง
หยวนเฉิงได้ยินหลานรักกล่าวมาก็รู้สึกเห็นด้วย เพราะหลานของเขาตอนนี้อายุแค่สิบขวบแต่กลับเป็ถึงผู้ฝึกยุทธ์แล้ว แม้ว่าเขาจะไม่ใช่อัจฉริยะแต่เขาก็พอที่จะเข้าร่วมกับกองกำลังระดับสูงได้แม้ว่าจะต้องไปสู้กับผู้อื่นก็ตาม
ยามค่ำคืน
หยวนิเย่นั่งมองดูดวงดาวพร้อมกับครุ่นคิดบางอย่าง
“ หรือว่าข้าควรฝึกฝนปู่และอู๋จวินหยางในค่ายกลกลั่นิญญาในตอนนี้เลย? ” หยวนิเย่พึมพำออกมาอย่างแ่เบา เพราะถ้าหากอู๋จวินหยางบอกเื่นี้กับคนภายนอกเขาก็อาจจะซวยได้
แต่คิดไปคิดมา เขาก็มีวิธีแก้อยู่เหมือนกัน
“ ช่างเถอะ ถ้าหากค่ายกลกลั่น์หลุดไปข้าก็แค่ทำลายค่ายกลทิ้งและสังหารคนทรยศและไปหลบซ่อนตัวที่อื่นก่อนก็ได้ อีกอย่างด้วยความแข็งแกร่งของข้าในตอนนี้เกรงว่าทั่วทั้งอาณาจักรแสงจันทร์ก็สามารถไปได้ทุกที่ ” หยวนิเย่ครุ่นคิด
อีกอย่างตอนนี้ค่ายกลกลั่นิญญาได้ใช้หินค่ายกลระดับสอง ทำให้ประสิทธิภาพของค่ายกลกลั่นิญญาเพิ่มสูงขึ้น
เดิมทีประสิทธิภาพของค่ายกลกลั่นิญญาคือสามเท่า แต่ตอนนี้เพิ่มเป็หกเท่าแล้ว นับว่าช่วยเร่งความเร็วในการฝึกฝนอย่างมาก เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่หยวนิเย่ทะลวงจากระดับราชันยุทธ์เข้าสู่ระดับเซียนยุทธ์ได้ภายในหนึ่งปี
“ ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามนั้นเลยแล้วกัน ฝึกฝนกันในค่ายกลกลั่น์เลย ” หยวนิเย่แสดงสีหน้าผ่อนคลาย
สองเดือนต่อมา
ในขณะที่หยวนิเย่กำลังนั่งดื่มน้ำชาอยู่ที่หลังบ้าน จู่ๆก็มีคนมาเคาะประตูบ้าน
หยวนิเย่ใช้จิตััออกไปตรวจสอบก็พบว่าเป็เหิงกั่ว
หยวนิเย่เดินไปเปิดประตู
“ พี่กั่ว พี่กลับมาแล้ว ” หยวนิเย่ยิ้มอย่างมีความสุข
เหิงกั่วในตอนนี้สวมชุดของสำนักบัวคราม ซึ่งเป็ชุดของศิษย์สายนอกของสำนักบัวคราม นอกจากนี้ความแข็งแกร่งของเขาก็อยู่ในระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง นับว่าพอมีพร์อยู่บ้าง
“ น้องิเย่ไม่ได้เจอกันนานเลย ” เหิงกั่วหัวเราะด้วยรอยยิ้ม
“ ดูเหมือนว่าพี่กั่วจะแข็งแกร่งขึ้นมากเลยนะเนี้ย ” หยวนิเย่ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข อย่างน้อยๆเขาก็ไม่ต้องเป็ห่วงพี่กั่วแล้ว
“ ฮ่าฮ่า แน่นอนสิ ข้าอยู่ที่นั้นก็เอาแต่ฝึกฝนอย่างเดียวเลย ” เหิงกั่วถอนหายใจ
“ ถ้าหากพี่แข็งแกร่งขึ้นข้าก็ดีใจแล้ว ในวันข้างหน้าข้าก็ต้องให้พี่กั่วช่วยเหลือ ” หยวนิเย่หัวเราะ
เหิงกั่วที่ได้ยินก็หัวเราะออกมาเช่นกันก่อนที่จะตบหน้าอกของตัวเองและตอบว่า “ แน่นอนข้าจะช่วยเหลือเ้าแน่นอนน้องรัก ”
หลังจากนั้นเหิงกั่วก็เข้ามาในบ้านพร้อมกับบอกเล่าเื่ราวต่างๆภายในสำนักบัวครามให้กับหยวนิเย่ฟัง
ครึ่งชั่วยามต่อมา เหิงกั่วก็กลับไป
หยวนิเย่ก็ออกไปฝึกฝนตัวเองที่ป่าเฮยกัง
ไม่กี่วันต่อมา ในขณะที่หยวนิเย่กำลังนอนพักผ่อนมจู่ๆเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
หยวนิเย่ปล่อยจิตััออกมาก่อนที่จะพบว่าเป็หญิงสาวอายุประมาณสิบสองปี ใบหน้าธรรมดา เธอมีชื่อว่าเหมามี่
“ มีอะไรพี่มี่? ” หยวนิเย่ถามพร้อมกับเปิดประตู
“ เกิดเื่แล้วิเย่ ที่หน้าหมู่บ้านพี่กั่วถูกคนของสำนักบัวครามทุบตีอยู่ ” เหมามี่ะโด้วยความหวาดกลัว
หยวนิเยาที่ได้ยินก็แสดงสีหน้าเ็า
“ รีบไปดูเร็วเข้า ” หยวนิเย่ะโขึ้น
เหมามี่และหยวนิเย่รีบวิ่งไปดูทันที โดยที่หยวนิเย่ส่งกระแสจิตเรียกอู๋จวินหยางมาด้วย
อู๋จวินหยางที่กำลังบ่มเพาะพลังอยู่ก็ต้องหยุดชะงักก่อนที่จะรีบพุ่งตัวออกมาตามที่หยวนหมิวเย่สั่ง
ไม่นานหยวนิเย่และเหมามี่ก็มาถึงหน้าหมู่บ้าน
ตอนนี้ที่หนัาหมู่บ้านกำลังล้อมวงขนาดใหญ่
หยวนิเย่ใช้จิตััก็พบว่าตอนนี้พี่กั่วกำลังนอนอยู่บนพื้นพร้อมกับแสดงสีหน้าเ็ปออกมา ส่วนคู่ต่อสู้ของพี่กั่วเป็ชายหนุ่มอายุสิบหกปี ใบหน้าดูธรรมดา ความแข็งแกร่งอยู่ในระดับสร้างรากฐานขั้นปลาย เขาเองก็สวมชุดของสำนักบัวครามเหมือนกัน
“ เกิดอะไรขึ้นหรอเปาจือ? ” หยวนิเย่ถามเด็กหนุ่มอายุสิบสองที่อยู่ด้านหน้าทันที
“ ิเย่มาแล้ว เมื่อกี้เ้าบ้านั้นเข้ามาทำร้ายพี่กั่วพร้อมกับบอกว่าพี่กั่วไปยุ่งกับผู้หญิงของสหายของมัน ทำให้มันมาจัดการกับพี่กั่ว ” เปาจืออธิบาย
หยวนิเย่หรี่ตาลงก่อนที่จะมองดูด้วยความเ็า ดูเหมือนว่าเขาจะต้องไปเยี่ยมเยียนสำนักบัวครามสักหน่อยแล้ว
หลังจากที่จัดการกับเหิงกั่วเสร็จแล้ว ชายหนุ่มคนนั้นก็จากไปด้วยท่าทีพึงพอใจและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
‘ นายท่านให้ข้าไปสังหารเ้าเด็กนั้นเลยไหมขอรับ? ’ อู๋จวินหยางส่งกระแสจิตมาถามทันที
‘ ไม่จำเป็ อีกไม่กี่วันพวกเราจะไปที่สำนักบัวครามกัน ’ หยวนิเย่กล่าวออกมาด้วยเ็า
‘ เข้าใจแล้วนายท่าน ’ อู๋จวินหยางตอบรับ ตอนนี้เขาจะมีพลังบ่มยุทธ์แค่ระดับปราชญ์ยุทธ์แล้ว และยังแข็งแกร่งกว่าก่อนหน้านี้เลยเท่ามาก ถ้าหากเขาได้สู้กับกลุ่มนักฆ่าเงาทมิฬอีกครั้งเขาก็จะสังหารพวกมันได้อย่างง่ายดาย
นอกจากนี้เขาก็ยังได้รับทักษะต่อสู้ระดับสูงจากหยวนิเย่ ทำให้ความแข็งแกร่งของเขาสูงกว่าเดิมมาก
หยวนิเย่วิ่งเข้าไปหาเหิงกั่วทันที คนอื่นๆก็รีบเข้าไปดูอาการทันที
“ เป็ไงบ้างพี่กั่ว ” หยวนิเย่ถามด้วยความเป็ห่วง
“ ข้าไม่เป็ไร ” เหิงกั่วส่ายหน้า
“ พี่กั่วเ้าบ้านั้นมันเป็ใคร? ” เปาจือถามด้วยความโกรธ
“ เ้านั้นมีชื่อว่า หลู่เจียง มันเข้าร่วมสำนักก่อนข้าสองปี ความแข็งแกร่งระดับสร้างรากฐานขั้นปลาย ส่วนสหายที่มันพูดถึงก็คือถูเตี่ย เ้านั้นก็เหมือนกับหลู่เจียง เข้าร่วมสำนักก่อนข้าสองปี ความแข็งแกร่งก็เท่ากับหลู่เจียง ที่ระดับสร้างรากฐานขั้นปลาย
ส่วนสตรีที่มันเอ่ยถึงก็คือเชียนเหวิน นางเป็คนจากตระกูลเชียนจากเมืองหยกศิลา ตระกูลเชียนเป็ตระกูลเล็กๆเท่านั้น ทั้งข้าและนางก็ชอบพอกันแต่เ้าถูเตี่ยเองก็ชอบพอเชียนเหวินเหมือนกัน แต่เชียนเหวินเลือกข้าทำให้ข้าและมันไม่ถูกกัน แต่น่าเสียดายที่มันแข็งแกร่งกว่าข้า ตอนอยู่ในสำนักพวกเราไม่สามารถทะเลาะกันอย่างรุนแรงได้ ทำให้พวกมันตามมาเล่นงานข้าถึงที่นี้ ” เหิงกั่วตอบพร้อมกับเช็ดเืที่มุมปากไปด้วย
คนอืี่นเข้าใจได้ทันที เป็เพราะความอิจฉาล้วนๆ
“ พี่กั่วไม่เป็ไรก็ดีแล้ว กลับไปพักก่อนแล้วกัน ” เหมามี่กล่าวขึ้นพร้อมกับถอนหายใจ
คนอื่นๆก็พากันพยักหน้าเห็นด้วย บอกให้เหิงกั่วกลับไปพักผ่อน
เหิงกั่วกลับไปพัก คนอื่นๆก็พากันแยกย้ายกันกลับ
สามวันต่อมา
อู๋จวินหยางใช้ข้ออ้างในการพาหยวนิเย่ไปฝึกฝนในป่าสองถึงสามวัน ทำให้หยวนเฉิงไม่ได้คิดอะไรมาก อีกอย่างเป็การดีเสียอีกที่อู๋จวินหยางพาหลานของเขาไปฝึกฝน
“ ไปกันเถอะ ” หยวนิเย่กล่าวเสียงเบาก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังสำนักบัวคราม
สำนักบัวครามห่างจากหมู่บ้านฟ้าครามประมาณห้าร้อยลี้ ซึ่งถ้าหากจะเดินทางไปยังสำนักบัวครามก็ต้องใช้เวลาประมาณเจ็ดถึงแปดชั่วยาม
แต่สำหรับหยวนิเย่และอู๋จวินหยาง พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามเศษก็มาถึงบริเวณพื้นที่ของสำนักบัวครามแล้ว
“ นายท่านจะจัดการเช่นไรหรือ? ” อู๋จวินหยางถามด้วยความอยากรู้
หยวนิเย่ครุ่นคิดก่อนที่จะตอบว่า “ ข้าจะให้เ้าออกหน้าเป็ส่วนใหญ่ ส่วนการเจรจาเดี๋ยวข้าจะเป็คนจัดการเอง เ้าคิดว่าเ้าสามารถเอาชนะระดับราชันยุทธ์ได้ไหม? ”
“ ถ้าหากเป็การต่อสู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งหรือสองต่อหนึ่งข้ามั่นใจว่าสามารถเอาชนะได้ แต่ถ้าหากมากกว่านั้นข้าก็ไม่มั่นใจขอรับ ” อู๋จวินหยางตอบ แม้ว่าเขาจะแข็งแกร่งกว่าเดิมแต่ก็ใช่ว่าจะแข็งแกร่งที่สุด เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องคิดอย่างถี่ถ้วนและตอบตามความจริง
“ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหา ” หยวนิเย่ตอบ เท่าที่เขาจำได้ สำนักบัวครามมีตัวตนระดับราชันยุทธ์อยู่หนึ่งคนเท่านั้น นั่นก็คือเ้าสำนักบัวคราม นามว่าป๋อเหี่ยน
ไม่นานพวกเขาก็เดินมาถึงหน้าบริเวณทางเข้าสำนักบัวคราม
หยวนิเย่ััได้ถึงค่ายกลป้องกันที่ครอบคลุมอยู่ทั่วทั้งสำนักบัวคราม
ค่ายกลป้องกันนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากนักวางค่ายกลระดับปฐี หยวนิเย่สามารถทำลายค่ายกลนี้ได้เพียงแต่การโจมตีเดียวเพราะค่ายกลนี้มีจุดบกพร่องมากมาย
เมื่อมาถึงพวกเขาก็ถูกหยุดเอาไว้โดยผู้คุ้มกันสำนักห้าคน
ซึ่งผู้คุ้มกันสำนักก็คือเหล่าศิษย์ที่ได้รับหน้าที่นี้จากสำนัก โดยความแข็งแกร่งของผู้คุ้มกันก็คือระดับยอดยุทธ์ทั้งหมด
“ พวกเ้าเป็ใคร มาทำอะไรที่สำนักบัวครามแห่งนี้!! ” ผู้คุ้มกันชายที่อายุประมาณยี่สิบปีะโขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็า
ทันใดนั้นอู๋จวินหยางก็ปล่อยแรงกดดันระดับปราชญ์จารย์ยุทธ์ออกมาทำให้ผู้คุ้มกันทั้งหมดใ
“ ไปตามตัวตนระดับสูงของสำนักออกมาพบข้าเดี๋ยวนี้ ” อู๋จวินหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า
“ เร็วเข้ารีบไปตามพวกผู้าุโมาเร็ว!!! ” ผู้คุ้มกันที่เหมือนกับเป็ผู้นำะโออกมาด้วยความใและหวาดกลัว
ตัวตนระดับปราชญ์ยุทธ์นับว่าแข็งแกร่งและทรงพลัง พวกเขาไม่สามารถรับมือได้เพราะฉะนั้นต้องให้เหล่าผู้าุโที่แข็งแกร่งออกมารับมือด้วยตัวเอง
ทันใดนั้นผู้คุ้มกันสองคนก็รีบวิ่งเข้าไปด้านในสำนักอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปราวๆสิบนาที กลุ่มคนจำนวนมากก็วิ่งออกมาด้วยความเร่งรีบ
หยวนิเย่มองดูก็พบว่าเป็กลุ่มชายวัยกลางคนและชายชราประมาณสิบคนในชุดสำนักบัวครามวิ่งออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง
“ สองคนนี้ขอรับ ” ผู้คุ้มกันรีบกล่าวออกมาทันทีพร้อมกับชี้นิ้วไปยังหยวนิเย่และอู๋จวินหยาง
กลุ่มผู้าุโมองดูหยวนิเย่และอู๋จวินหยางด้วยแววตาจริงจังและเ็า ก่อนที่จะมีชายชราคนหนึ่งก้าวออกมาด้านหน้าพร้อมกับสีหน้าเกรี้ยวโกรธ
“ พวกเ้าเป็ใครถึงกล้ามาบุกรุกสำนักบัวครามของพวกเรา ” ชายชราะโถามออกมาพร้อมกับปล่อยแรงกดดันระดับปราชญ์ยุทธ์
“ เหิมเกริม!! ” อู๋จวินหยางกล่าวด้วยความไม่พอใจก่อนที่จะโบกมือเบาๆ
ร่างของชายชราก็ลอยกระเด็นไปไกลหลายสิบจั้งก่อนที่จะพ่นเืออกมาจากปาก
ผู้าุโของสำนักบัวครามพากันใ เพราะพวกเขารู้จักชายชราคนนี้ดี เขามีชื่อว่าเถิงจู เขาเป็ถึงผู้าุโหลักที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆของสำนักบัวคราม แต่ตอนนี้เขากลับถูกอู๋จวินหยางโบกมือเบาๆก็ทำให้ได้รับาเ็ได้แล้ว แสดงให้เห็นว่าอู๋จวินหยางต้องทรงพลังมากๆ
“ พวกเ้าอยากตายนักใช่ไหม ถึงกล้าทำร้ายคนของสำนักบัวครามเช่นนี้?!! ” ชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านหน้าสุดะโออกมาด้วยความโกรธ
“ แล้วเ้าเป็ใครกันล่ะ? ” อู๋จวินหยางหรี่ตามองดูชายวัยกลางคนพร้อมกับััได้ว่าออร่าของชายวัยกลางคนนี้อยู่ในระดับปราชญ์ยุทธ์แถมยังแข็งแกร่งกว่าปราชญ์ยุทธ์ที่เขาเคยเจอมาอีก และยังเกือบจะทะลวงเข้าสู่ราชันยุทธ์แล้ว
“ ข้าคือรองเ้าสำนักบัวคราม นามว่า สวีเมิ่งถู ” สวีเมิ่งถูกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ชื่อเสียงของสวีเมิ่งถูนั้นโด่งดังอย่างมากในพื้นที่แถบนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักเขา นอกจากนี้เขายังเคยต่อสู้กับระดับราชันยุทธ์และสามารถต่อสู้ได้อย่างสูสี จึงทำให้เขามีชื่อเสียงอย่างยิ่งกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น