แสงแดดยามสายสาดส่องลอดผ่านช่องว่างของกิ่งไม้ ทาบเงาไม้เป็ลายทออยู่บนพื้นดินที่แห้งกรัง เสียงนกร้องก้องอยู่ไกลลิบคล้ายกำลังร่ำลา และลมยามเช้าที่แ่เบานั้นก็เย็นเยียบกว่าทุกวัน... หรือบางทีอวี้เหวินอาจเพียงรู้สึกไปเอง
วันนี้ วันที่เขาต้องก้าวเท้าออกจากหมู่บ้านแห่งนี้... ได้มาถึงแล้ว
เขายืนอยู่หน้าบ้านไม้เก่าหลังคุ้นเคย ใบหน้าเรียบนิ่ง แววตาค่อย ๆ กวาดมองจากหลังคาที่ยังมีรอยซ่อมเก่า ๆ ฝีมือของบิดา ลงมาจนถึงชานไม้ที่เขาเคยวิ่งเล่นสมัยเด็ก และหยุดอยู่ที่บานประตูที่เขาเคยเปิดปิดนับครั้งไม่ถ้วนในแต่ละวัน
ทุกสิ่งล้วนเงียบสงบเกินไป
“ต่อจากนี้... บ้านหลังนี้ คงเงียบเหงาไร้ผู้คนแล้วกระมัง”
เสียงพึมพำของเขาเบาจนแทบถูกกลืนไปกับสายลม ทว่าในใจกลับหนักอึ้งยิ่งนัก
ั้แ่ลืมตาดูโลกเมื่อสิบห้าปีก่อน เขาไม่เคยก้าวออกไปไกลกว่าูเาหลังหมู่บ้านเลย บ้านหลังน้อยหลังนี้คือทั้งโลกของเขา เป็ที่ที่เขาเรียนรู้จักความอบอุ่น ความทุกข์ และความหวัง
ขณะที่สายตายังทอดมองบ้านหลังนั้น อวี้เหวินพลันส่ายหัวเบา ๆ อย่างรำคาญตัวเอง ราวกับจะสะบัดความอาลัยออกจากใจ ก่อนจะละสายตาจากภาพตรงหน้า แล้วถอนหายใจออกมาอย่างเงียบงัน
“ถึงเวลาแล้ว” เขาพึมพำอีกครั้ง สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นอย่างชัดเจน
อวี้เหวินหันหลังให้บ้านหลังน้อยในที่สุด ก่อนจะเดินไปยังจุดนัดหมายที่บิดารออยู่ ท่ามกลางกลิ่นหอมของไผ่และเสียงแมลงในพุ่มหญ้า ชายวัยกลางคนผู้เคยเป็ยอดฝีมือในยุทธภพ อวี้หลาน ยืนรออยู่เงียบ ๆ หน้าประตูไม้หลังบ้าน ใกล้กองสัมภาระที่จัดเตรียมไว้อย่างประณีต
เมื่อเห็นบุตรชายมาหยุดยืนข้างกาย อวี้หลานไม่ได้กล่าวคำใด เพียงสบตากันอย่างเข้าใจลึกซึ้ง ทั้งสองรู้ดีว่า ไม่มีถ้อยคำใดจำเป็ในยามนี้อีก
“ท่านพ่อ...”
อวี้เหวินเอ่ยเรียกเบา ๆ ก่อนจะเงยหน้ามองฟ้า เสียงของเขาแน่นขึงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“ข้าจะไม่ให้พวกเขาเหยียบย่ำครอบครัวของเราได้อีก”
“ข้าจะพามารดากลับมา และจะทำให้พวกท่านมีชีวิตที่สุขสบาย...”
เขาเว้นวรรคเล็กน้อย กำหมัดแน่น แววตาทอประกายแข็งกร้าวปะปนเศร้าลึก
“ไม่ว่าภายภาคหน้าจะลำบากเพียงใด ข้าจะไม่มีวันยอมแพ้” “แม้ในอนาคต... หากเราสามคนได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง หากวันนั้นมาถึง ข้าสัญญา... ข้าจะกลับมาที่นี่อีก” “กลับมาที่หมู่บ้านแห่งนี้... ที่ที่ข้าเคยหัวเราะ เคยร้องไห้ และเคยฝันถึงโลกกว้าง...”
อวี้หลานฟังคำพูดของลูกชายเงียบ ๆ ไม่เอ่ยแทรกแม้แต่น้อย ริมฝีปากมีรอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏ ดวงตาที่เคยผ่านศึกนับร้อยยามพลันเอ่อแววอ่อนโยน
จากนั้น ทั้งสองก็พยักหน้าให้กันเล็กน้อยเป็สัญญาณ แล้วจึงเริ่มต้นก้าวแรกออกจากหมู่บ้าน เดินไปตามทางดินลูกรังที่ทอดผ่านป่าไผ่และลำธารเล็ก ๆ สายหนึ่ง
ไม่มีรถม้า ไม่มีเกวียน ไม่มีผู้คนมาโบกมือลา มีเพียงเสียงฝีเท้าบนพื้นดินและเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของสองพ่อลูกเท่านั้น
การเดินทางครั้งนี้ เป็การเดินเท้าโดยแท้
หากอยากพบรถม้าสักคัน คงต้องหวังพึ่งโชคชะตาด้านหน้าทางใหญ่ที่ตัดผ่านเมืองอีกหลายลี้
...แต่ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งพวกเขาได้อีกต่อไป
ในห้วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ที่สายลมพลันโหมแรงขึ้น ท้องฟ้าซึ่งแต่เดิมแจ่มใสพลันมีเมฆไหลผ่านราวอารัมภบทแห่งการเปลี่ยนแปลง โลกทั้งใบคล้ายจะเตรียมตัวต้อนรับการถือกำเนิดของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่
และนั่นคือปฐมบทของตำนาน...
ตำนานของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง นามว่า “อวี้เหวิน”
ผู้ซึ่งจะกลายเป็ชื่อที่ถูกกล่าวขานไปทั่วทั้งใต้หล้า
...เป็บุคคลผู้หนึ่งที่เมื่อกาลเวลาผ่านไป จะไม่มีใครลืมเลือนชื่อของเขาได้เลย
ลมเช้าเย็นเฉียบพัดไล้ปลายผม ท่ามกลางหมอกบางที่ลอยละเลียดไปทั่วพื้นป่า
เสียงนกร้องแ่เบาจากยอดไม้สูงคล้ายท่วงทำนองแห่งธรรมชาติที่บรรเลงต้อนรับรุ่งอรุณ
ตลอดสามวันที่ผ่านมา อวี้เหวินและอวี้หลานย่ำเท้าฝ่าป่าเขาลำเนาไพรมาอย่างไม่ย่อท้อ
สองข้างทางคือผืนป่าที่ทอดยาวสุดสายตา มีูเาสูงตระหง่านอยู่ไกลลิบราวปราการเฝ้าแดนมนุษย์จากโลกเซียน
เส้นทางสายดินเบื้องล่างไม่กว้างนัก กว้างเพียงให้เกวียนผ่านได้ทีละคัน แต่กลับทอดยาวราวไม่สิ้นสุด
พวกเขาผ่านทุ่งหญ้าอันเงียบงัน ลำธารที่ไหลรินเสียงเบา บาง่มีรอยสัตว์ป่าทิ้งไว้ บางครั้งพบผู้สัญจรผ่านมาเพียงน้อยนิด ผู้แบกของ ผู้จูงวัว ผู้หาบน้ำ ล้วนแต่ผู้คนที่ชีวิตผูกพันกับป่าเขา
แม้เส้นทางจะงดงามอย่างสงบ แต่ใช่ว่าราบรื่น
บางยามพวกเขาต้องหยุดพักเพราะฝนโปรยปรายกระทันหัน บางครั้งต้องลัดเลาะหลีกเลี่ยงโขดหินถล่ม หรือใช้ไม้เท้าทำทางฝ่าทางโคลน
อวี้เหวินรู้สึกลำบากและเหนื่อยล้าไม่น้อย แต่แววตาเขายังคงแน่วแน่ เฉกเช่นเปลวเพลิงที่ไม่ยอมมอดดับ
เป้าหมายของพวกเขาอยู่ไม่ไกลแล้ว เมือง “ซูไห่”
เมืองซูไห่ เป็เมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างหุบเขาและทะเลสาบขนาดใหญ่
มิใช่เมืองเอกอันโอ่อ่า ทว่าเป็เมืองสำคัญซึ่งมี “ตำหนักัเมฆา” ตั้งอยู่ หนึ่งในสี่สำนักอันทรงอิทธิพลรองจากสุสานดาบทลาย์แห่งแดนใต้
อวี้หลานตั้งใจจะนำบุตรชายไปทดสอบเข้าสำนักนี้ เป็เส้นทางหนึ่งสู่การฝึกฝนที่แท้จริง
เพื่อให้เขาได้แข็งแกร่งพอจะลิขิตโชคชะตาด้วยตนเอง
…
ขณะเท้ายังคงย่ำบนเส้นทางดินที่คลุ้งฝุ่นแห้ง จู่ ๆ เสียงฝีเท้าม้าหนักแน่นจากด้านหลังก็ดังใกล้เข้ามา
เสียงล้อไม้บดถนนและเสียงพู่ระฆังกระทบกันเบา ๆ แว่วกังวานในอากาศยามสาย
อวี้เหวินชะงัก หันกลับไปมองทันที
รถม้าหรูหราคันหนึ่งปรากฏขึ้นในสายตา
ตัวรถทำจากไม้เนื้อดี ผ้าม่านสีเขียวหยกปลิวไหวตามแรงลม และม้าเทียมคู่หน้าก็ล้วนเป็ม้าชั้นดีที่ผ่านการฝึกอย่างเข้มงวด
บนที่นั่งบังคับม้า มีชายชราผมขาวโพกผ้าสีหม่นนั่งอย่างองอาจ มือที่จับบังเหียนแน่นนั้นเต็มไปด้วยความชำนาญของผู้เดินทางมายาวนาน
รถม้าคันนั้นค่อย ๆ ชะลอลงจนเทียบข้างพวกเขา ชายชราหรี่ตามอง ก่อนจะเปล่งเสียงถามอย่างสุภาพและแฝงแววสงสัย
“พวกท่าน... จะเดินทางไปยังที่ใดหรือ?”
อวี้หลานยกมือประสานเป็เชิงคารวะ แล้วกล่าวตอบเสียงเรียบด้วยความเคารพ
“ข้าน้อยและบุตรชาย มุ่งหน้าไปยังเมืองซูไห่ เพื่อประกอบภารกิจสำคัญ”
เพียงได้ยินคำตอบนั้น ชายชราก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะแหวกม่านรถม้าเข้าไปด้านใน เอ่ยถ้อยคำเบา ๆ กับผู้ที่อยู่ในนั้น ราวกับรอการตัดสินใจของบุคคลผู้เป็นาย
ไม่ช้า เขาก็แหวกม่านกลับออกมา ดวงตาเป็ประกาย
“คุณหนูของข้า ประสงค์ให้ท่านทั้งสองติดรถม้าไปด้วยกัน มิจำเป็ต้องเกรงใจใด ๆ”
เขายิ้มบาง ๆ แล้วเร่งเร้าอย่างสุภาพ
“รีบขอบคุณคุณหนูเสียเถิด คุณหนูของข้าใจดียิ่งนัก ขอบคุณให้สมเกียรตินางเถิด”
อวี้หลานหันไปสบตากับอวี้เหวิน ทั้งคู่พยักหน้าเล็กน้อยก่อนยกมือประสานคารวะ
“เป็บุญคุณอย่างใหญ่หลวง ขอบพระคุณคุณหนูมากนัก” อวี้หลานเอ่ยอย่างจริงใจ
ชายชราพยักหน้ารับ ก่อนเปิดม่านรถม้าเชิญเข้าไปภายใน
ทันทีที่อวี้เหวินก้าวขึ้นไป ภาพตรงหน้าในรถม้าก็ปรากฏแก่สายตา
หญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่ภายใน...
อาภรณ์ของนางคือเสื้อคลุมยาวสีเขียวมรกตอันเยือกเย็น อ่อนละมุนยิ่งกว่าฉากเขียวขจีของผืนป่าภายนอก
ลายเมฆาเบื้องฟ้าปักด้วยด้ายทองละเอียด ละม้ายคลื่นเบาแห่งสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พริ้วไหวอยู่ปลายแขนเสื้อ
เส้นผมสีดำขลับถูกรวบไว้ด้วยปิ่นหยกอ่อนทรงกลีบบัว ประดับพู่ไหมสีขาวหม่นที่ไหวพลิ้วไปตามแรงะเืของรถม้า
แม้นางจะคลุมใบหน้าด้วยผ้าบางสีขาวขุ่น ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับเปล่งประกายประหนึ่งหยาดหยดจันทร์กลางคืนเดือนแรม
ขนตางอนยาวไหวระริกเหมือนปีกผีเสื้อเพิ่งขยับ
มุมดวงหน้าที่โผล่พ้นผ้าคลุมให้เห็นเพียงน้อยนิดกลับสะท้อนความงามอันบริสุทธิ์จนยากจะละสายตา
ผิวพรรณของนางนวลเนียนราวหยกขาวไร้ตำหนิ สีแก้มเจือระเรื่อดั่งกลีบชบาต้องลม
บุคลิกของนางสงบเยือกเย็น แฝงด้วยกิริยาที่ชัดเจนว่าถูกอบรมมาอย่างดีงามเฉกเช่นกุลสตรีตระกูลสูงศักดิ์
ทุกอิริยาบถไม่ว่าจะการเหลือบตามอง หรือการขยับนิ้วเรียวยาวบนตัก ล้วนเปี่ยมด้วยชั้นเชิงของผู้สูงศักดิ์โดยกำเนิด
ข้างกายนาง มีสาวใช้รูปร่างเล็กนั่งอยู่
สวมเสื้อผ้าธรรมดาแต่สะอาดสะอ้าน สายตาของนางไม่อาจปิดบังความไม่พึงใจที่มีต่อผู้มาใหม่ได้
เห็นได้ชัดว่า... นางห่วงใยคุณหนูของตนเป็อย่างยิ่ง
อวี้หลานก้มศีรษะให้อย่างสุภาพ
“คุณหนู ความเมตตาของท่านในวันนี้ ข้าน้อยจักไม่มีวันลืมเลือน”
หญิงสาวพยักหน้าช้า ๆ ดวงตานิ่งสงบ ทว่าแฝงแววอบอุ่น
เธอทอดมองมายังอวี้หลานครู่หนึ่ง
ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังอวี้เหวิน และหยุดนิ่งอยู่นานเล็กน้อย
แววตาของนางมิได้เฉยชา หากแต่เป็สายตาของผู้มองเห็นมากกว่าภายนอก เป็สายตาที่เต็มไปด้วยความเมตตา ความใคร่รู้ และแรงใจล้ำลึกที่ซุกซ่อน
“ไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะ”
เสียงของนางหวานแว่ว ราบเรียบแต่อ่อนโยนอย่างยิ่ง
ราวกับสายลมที่พัดต้องผิวน้ำใสในรุ่งสาง เป็เสียงที่ผู้ใดได้ฟังยากจะลืมเลือน
“เชิญนั่งตามสบายเถิด”
อวี้เหวินได้ยินเสียงนั้น คล้ายหัวใจสะท้านวาบโดยไม่รู้ตัว
ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางหลายวันคล้ายเลือนหายไปสิ้นในชั่วขณะ
เขาพยักหน้ารับอย่างนอบน้อม แล้วจึงนั่งลงตรงมุมฝั่งหนึ่งโดยเว้นระยะพอเหมาะ
หญิงสาวนิ่งเงียบ ไม่ได้แสดงทีท่าโอหังหรือเย่อหยิ่ง กลับเพียงนั่งเงียบ ๆ พร้อมจิบชาเบา ๆ จากถ้วยหยกเขียวอ่อน
ท่าทีของนางนั้นประหนึ่งภาพเขียนจีนโบราณที่มีชีวิต อ่อนช้อย ละเมียดละไม สง่างามไร้รอยตำหนิ
เมื่อทุกอย่างลงตัวแล้ว ชายชราหน้ารถก็ตวัดบังเหียนเบา ๆ ม้าทั้งสองเคลื่อนตัวอีกครั้ง ล้อไม้บดถนนดินเกิดเสียงเบา และรถม้าค่อย ๆ มุ่งหน้าไปตามเส้นทางเดิม
อวี้เหวินหันหน้ามองม่านที่ปลิวไสวเบา ๆ
พลางััถึงกลิ่นหอมอ่อนจากผ้าไหมและบุปผา... กลิ่นที่ไม่เคยมีในป่าเขา
แต่ใครเล่าจะรู้...
ว่านี่อาจเป็การพบกันโดยบังเอิญ
หรืออาจเป็จุดเริ่มต้นของโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าที่พวกเขาเคยคาดฝัน...
บนรถม้า เสียงล้อไม้บดทับผืนดินยังคงดังครืดคราดอย่างต่อเนื่อง แม้ภายในจะสงบเงียบ แต่ลมหายใจของแต่ละคนกลับแฝงไว้ด้วยความตื่นรู้...
ชายชราผู้ควบม้าเอี้ยวตัวเรียกเสียงเบาจากด้านใน
“ท่านผู้น้อยทั้งสอง ดูท่าทางเป็คนเดินทางจากแดนไกล ข้าขอถามได้หรือไม่ ว่ากำลังมุ่งหน้าไปที่ใด?”
อวี้หลานยิ้มเจือจางก่อนตอบด้วยถ้อยคำสุภาพ “ข้ากับบุตรชาย มีจุดหมายคือเมืองซูไห่ หวังเพียงจะไปทดสอบเข้าสำนัก…”
ชายชราพยักหน้าช้า ๆ พลางกล่าวเสียงนุ่มนวล “เช่นนั้นก็เป็โชคดีที่เราเดินทางสายเดียวกัน เมืองซูไห่หาใช่ที่ใกล้ หากต้องเดินเท้าคงเหนื่อยยากนัก…”
ด้วยน้ำเสียงเป็กันเองเช่นนั้น อวี้หลานจึงลุกขึ้นประสานมือคารวะเล็กน้อย ก่อนกล่าวเบา ๆ กับบุตรชาย “เ้าอยู่ด้านในเถิด ข้าขอไปนั่งเป็เพื่อนคุณลุงท่านนี้ด้านหน้า”
อวี้เหวินผงกศีรษะ แม้แววตาจะแฝงไว้ด้วยความไม่มั่นใจเล็กน้อย พลางมองบิดาก้าวออกไปจนม่านรถม้าปิดลง
ภายในรถม้าเงียบงันลงอีกครา...
คุณหนูในชุดเขียวอ่อน ยังคงนั่งสงบเฉกเช่นบุปผาน้ำค้างยามเช้า ดวงหน้าถูกผ้าคลุมปิดบังไว้เพียงครึ่ง หากแววตางามซึ้งใต้แพขนตายาวกลับเรืองรอง เยียบเย็นปานจันทร์กระจ่าง
อวี้เหวินได้แต่นั่งนิ่ง ไม่กล้ากล่าวคำใด แม้จะััได้ถึงกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากผ้าไหมบนร่างนาง
สาวใช้ที่นั่งข้างคุณหนู พลางเหลือบมองเขาเป็ระยะ แววตาเคร่งขรึมและไม่เป็มิตรนัก คล้ายจะคอยปกป้องนายหญิงของตนจากโลกภายนอกทุกเมื่อ
เมื่อยามบ่ายคล้อยผ่าน ท้องฟ้าเริ่มย้อมสีทองแดง รถม้าค่อย ๆ แล่นเข้าสู่เขตเมืองเล็กเมืองหนึ่งที่เป็เส้นทางผ่านสู่เมืองซูไห่
---
เมืองเล็กนี้เรียบง่าย ทว่าไม่ไร้ชีวิต ผู้คนเดินสัญจรไปมา บ้างหาบของ บ้างลากเกวียนส่งของ พ่อค้าแม่ขายส่งเสียงเรียกลูกค้า เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังแว่วมาจากซอยเล็ก ๆ ข้างทาง
แสงตะวันลับขอบฟ้า กลางเมืองปรากฏโรงเตี๊ยมไม้สามชั้น ตั้งเด่นอยู่ริมถนนสายหลัก ป้ายไม้เขียนชื่อ “หงส์เมฆา” แกว่งไกวไปตามลม
ชายชราจูงม้าชะลอหยุดเบื้องหน้าโรงเตี๊ยม ก่อนจะหันกลับไป “พวกเราจะแวะพักดื่มชารองท้องสักครู่ จากนั้นค่อยเดินทางต่อในยามค่ำ”
อวี้หลานกับอวี้เหวินมิอาจปฏิเสธได้ จึงกล่าวขอบคุณอีกคราอย่างนอบน้อม
เมื่อก้าวเข้าสู่โรงเตี๊ยม เสี่ยวเออร์หนุ่มน้อยร่างคล่องแคล่วก็รีบเข้ามาคารวะพลางร้องว่า “เชิญท่านผู้มีเกียรติ! เชิญ้ามีห้องว่างพอดีขอรับ!”
ภายในโรงเตี๊ยมอบอุ่นด้วยแสงตะเกียงทอง เสียงผู้คนพูดคุยคึกคัก โต๊ะไม้วางเรียงรายจนครบทุกมุม อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของชาและอาหาร
เมื่อทุกคนได้นั่งลง สาวใช้ประสานมือสั่งเมนูแทนคุณหนูอย่างคล่องแคล่ว
“น้ำชาหอมกลิ่นมะลิหนึ่งกา ขนมซาลาเปาไส้เห็ด กับเต้าหู้ผัดซอสเผ็ดหอม ข้าวสวยหนึ่งหม้อ และขอซุปใสรากโสมร้อน ๆ สำหรับคุณหนูด้วย”
ชายชราหัวเราะเบา ๆ กล่าวกับอวี้หลาน “อย่าลังเลไปเลย ข้าเดินทางกับคุณหนูมาหลายปี นางใจดีเกินไป เห็นใครลำบากก็ช่วยเหลือไปหมด”
บทสนทนาเป็กันเอง เสียงหัวเราะของชายชรากับอวี้หลานดังสอดรับกันอย่างอ่อนโยน ขณะอวี้เหวินนั่งฟังเงียบ ๆ จิบชาเงียบสงบ แม้ไม่ได้พูดมาก หากในใจกลับอบอุ่นประหลาด
---
ทว่าในมุมหนึ่งของโรงเตี๊ยม กลุ่มชายฉกรรจ์สามสี่คนในชุดเดินทางสกปรก นั่งอยู่โต๊ะมุมอับ แสร้งดื่มชาและพูดคุย
สายตาคมกริบของพวกมันจับจ้องไปยังโต๊ะของคุณหนู
“ข้าบอกแล้วว่าโชคดีนักที่แวะพักที่นี่” ชายร่างล่ำกระซิบ
“ดูสิ มีแต่คนแก่ เด็กชาย กับสตรี ไม่เห็นมีองครักษ์หรือผู้ติดตามเลย… รถม้าคันงามนัก สมควรเป็ของคนมีอันจะกิน หากปล้นมาได้สักหน่อย คงได้กินดีนอนดีอีกหลายเดือน”
อีกคนพยักหน้า “รอให้ออกเดินทางอีกที ยามค่ำคืนมืดสนิท ไร้ผู้คน... ฮ่า ๆ ๆ”
เสียงหัวเราะแ่เบา ดุจงูซ่อนเขี้ยวในเงามืด
หาได้มีผู้ใดล่วงรู้... ว่าค่ำคืนนี้จะเปลี่ยนจากความเงียบสงบ กลายเป็เวทีของเงามืดที่กำลังคืบคลานเข้ามาทีละน้อย...
คืนนั้น แสงจันทร์สีเงินขลับลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดไม้ พาดเงายาวทอดผ่านผืนทางที่ลัดเลาะไปในม่านไม้ลึก พวกเขาออกจากโรงเตี๊ยมได้ราวหนึ่งชั่วยาม รถม้ายังคงเคลื่อนผ่านเส้นทางแคบคดเคี้ยวที่ขนาบด้วยเนินเขาทั้งสองข้าง บรรยากาศเงียบงันเยือกเย็น มีเพียงเสียงล้อลากไหลทับพื้นดิน เสียงม้าหอบหายใจแ่ และเสียงสายลมพัดต้องยอดไม้ไหวสั่นอย่างเนิบช้า
ทว่าในความเงียบนั้นเอง...กลับมีบางสิ่งไม่ปกติ
เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังขึ้นเบา ๆ ในพงหญ้า
“ฮึ่ม... ในที่สุดก็ถึงเวลา” เสียงต่ำเย็นยะเยียบของชายผู้หนึ่งดังขึ้นท่ามกลางเงาไม้ เสียงฝีเท้าหนักกระทบพื้นดินดังก้องในความเงียบงัน ขณะร่างสี่ห้าร่างค่อย ๆ ปรากฏออกมาจากเงามืดเบื้องข้างทาง
ผู้ที่เดินนำหน้า สวมเสื้อคลุมหนังหมีขาดรุ่งริ่ง กล้ามแขนแข็งหนาดั่งไม้เก่า แววตาแหลมคมดั่งงูเห่า จ้องมายังรถม้าด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม
“แค่เด็กหนุ่ม คนเฒ่า กับหญิงสาวไร้ทางสู้...เหมาะนักที่จะกลายเป็สมบัติของข้า” เขากระตุกยิ้มเย้ย ก่อนจะยกมือออกคำสั่ง
ทันใดนั้น ลูกสมุนห้าหกคนก็พุ่งพรวดออกมาจากข้างทาง รายล้อมรถม้าไว้พลางหัวเราะร่า พวกมันมีทั้งมีดดาบ พลองเหล็ก และค้อนศึก บ้างก็เลียริมฝีปาก บ้างหัวเราะกระหยิ่มอย่างชั่วช้า
ชายชราที่กุมบังเหียนพลันหยุดรถม้า สีหน้าสงบแต่สายตาแปรเปลี่ยนเป็เฉียบขาด เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน หันกลับไปยังพวกโจรพร้อมแค่นหัวเราะเบา ๆ
“เ้าว่าพวกข้า...เหมาะจะปล้นนักหรือ?” น้ำเสียงนั้นเรียบเย็น ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันแปลกประหลาด
หัวหน้าโจรชะงักเล็กน้อยก่อนแค่นเสียง
“แก่ปูนนี้...คิดจะขู่ข้าหรือ? เ้าอายุปูนไหนแล้ว? ยังจะ..”
ไม่ทันจบคำ ร่างของชายชราได้พุ่งพรวดออกจากหลังม้า ราวกับเหยี่ยวพุ่งจับเหยื่อ ฝ่ามือซัดออกในพริบตา!
“เปรี้ยง!”
เสียงปะทะดังกระหึ่ม หัวหน้าโจรถลาลงกับพื้น ร่างไถลไปยี่สิบจั้ง ทรายดินกระจายคลุ้ง
“ผู้บ่มเพาะ...หลอมรวมกาย?!”
เสียงอุทานดังขึ้นจากลูกสมุน ทุกผู้คนเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก
ชายชราลอยร่างลงยืนกลางทาง มองศัตรูด้วยดวงตาเปี่ยมอำนาจ เขาแค่นเสียงอย่างเยือกเย็น
“เ้าคิดว่ารถม้าคันนี้ ไร้คนปกป้องหรืออย่างไร?”
ขณะนั้น คุณหนูในรถม้าแม้ใ แต่ยังสงบงามดั่งเคย ดวงหน้าถึงแม้จะมีผ้าคลุมไว้ แต่แววตาใต้ขนตางอนสะท้อนความตื่นตระหนกเล็กน้อย สาวใช้ของนางกลับกอดแขนคุณหนูแน่น สีหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก
อวี้หลานพลันกล่าวเร่งด่วน
“คุณหนู ขอฝากท่านดูแลบุตรข้าด้วย...ข้าจะออกไปช่วยผู้าุโ!”
“ท่านพ่อ!” อวี้เหวินพลันะโขึ้น ก่อนจะตัดสินใจขยับกาย พริบตานั้นเอง ดวงตาที่สงบนิ่งของเขากลับแปรเปลี่ยนเป็ดั่งอัคคีที่พร้อมแผดเผาทุกสิ่ง
“ข้าไม่อยู่เฉยอีกแล้ว!”
ร่างของอวี้เหวินพุ่งออกจากรถม้าอย่างรวดเร็ว เขาเผชิญหน้ากับลูกสมุนที่หมายเข้าถึงรถม้า สองมือกำแน่นก่อนหมุนตัว กระแทกหมัดออกไป
“หมัดอัคนีสังหาร!”
หมัดของเขาเปล่งเสียงแหวกอากาศราวสายลมร้อนที่เผาผลาญพื้นดิน ผิวหมัดแดงจัดเหมือนโลหะที่เพิ่งออกจากเตาไฟ
“อ๊ากกก!”
โจรผู้หนึ่งที่อยู่ระดับกำเนิดกายยังไม่ทันตั้งตัว ก็ถลาถอยไปกระแทกต้นไม้ข้างทาง ไอเืพ่นออกจากปาก
อีกสองคนพุ่งเข้าพร้อมกัน ดาบและค้อนเหล็กฟาดลงพร้อมกันที่ศีรษะของอวี้เหวิน ทว่าเด็กหนุ่มหมุนตัวหลบฉับไว พุ่งเข้าหาคนที่ใช้ค้อนอย่างไม่ให้ตั้งตัว หมัดซ้ายฟาดเข้าชายโครงเสียงดัง พลั่ก! ก่อนเตะเสยเข้าใต้คางอีกคน
“บัดซบ! เ้าหนุ่มนี่...ไม่ใช่แค่เด็กธรรมดา!”
“อสูรน้อยนั่น...อยู่ระดับกำเนิดกายเรอะ?!”
แต่พลังของอวี้เหวิน ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น...
ทั่วผิวกายของเขาในยามนี้ เริ่มมีไอพลังอันหนักหน่วงแผ่ออกมา ราวกับหินผาที่ท้าทายลมพายุ กล้ามเนื้อขึงแน่น ดวงตาสาดประกายมุ่งมั่นและเย็นเฉียบ
“เตาอัสนีวิบัติ...ปลุกพลังข้าให้เถิด!”
พลังกล้ามเนื้อและแรงเคลื่อนไหวของเขารุนแรงเกินกว่าผู้คนในระดับเดียวกันจะรับมือได้ เสียงกระดูกหัก ร่างปลิวกระเด็น ลอยละลิ่วกลางอากาศ บังเกิดขึ้นราวสายฟ้าฟาดในพายุ
สาวใช้ในรถม้ามองภาพตรงหน้าแล้วเบิกตากว้าง ตะลึงจนลืมหายใจ
คุณหนูกลับเพียงก้มหน้าเล็กน้อย ดวงตาใต้ผ้าคลุมจ้องมองเด็กหนุ่มผู้นั้นอย่างแน่วแน่
“คนผู้นี้...มิธรรมดาเลย”