“ว่าไง ข้างในเป็ยังไงบ้าง” เฒ่าซายอดนักมวยร้องถามที่ข้างประตู
เขาเป็คนที่ฝึกวิชาบู๊ พละกำลังมากห้าวหาญเหนือใคร แต่เื่ที่เกิดขึ้นในบ้านผมคืนนี้อยู่นอกเหนือวิชาบู๊อย่างสิ้นเชิงทำให้เขาใกลัว
ผมเห็นเขาถือไฟฉายอันใหญ่ในมือ จึงร้องบอกทันที“โยนไฟฉายให้หน่อยครับ”
เฒ่าซายอดนักมวยเหวี่ยงแขนไฟฉายลอยมาตกในมือผม
ผมรวบรวมความกล้าเล็งไฟฉายไปที่ตัวประหลาด แต่ไม่ผลีผลามเปิดสวิตช์
“ป้าครับ ถ้าผีออกมา จะเกิดอะไรขึ้น”ผมถาม
“ป้าเองก็ไม่รู้” ป้ากวนยิ้มเจื่อนๆพลางตอบ “ตำนานก็คือตำนาน ชั่วชีวิตป้ายังไม่เคยเห็นผีเลยบางที...บางทีคนที่เคยเห็นผีส้าอาจจะถูกฆ่าตายหมดแล้ว”
เราต่างตัวสั่นทันทีอย่างไม่ได้นัดหมายสีหน้าแข็งทื่อแล้ว
“ถ้าผมตาย สกุลเซี่ยก็จบสิ้น”นี่คือความคิดแรกในสมองผม
ถ้าตัวประหลาดนั้นเป็ร่างแปลงของผีส้าถ้าเช่นนั้นวิธีที่ชาญฉลาดที่สุดคือควรจะถอยไป ไปตามบรรดาเพื่อนบ้านมาหรือโทรเรียก 110 พอคนมากันพร้อมค่อยลงมือจัดการ
“ถ้าผมตายจะมีใครไปสอบถามที่กรมตำรวจทุกปี ข้อมูลของคดีที่ไร้เบาะแสจะถูกเก็บใส่ลิ้นชักพี่ใหญ่จะถูกฆ่าตายเปล่าๆ คนร้ายลอยนวลไป” ผมไม่ยอมให้เป็แบบนั้น
“เราออกไปก่อนเถอะ” ป้ากวนพูด
ผมมาถึงตาจนจริงๆ แล้ว ไม่มีญาติไม่มีเงิน ไม่มีครอบครัว...ไม่มีทุกอย่าง เหลือเพียงตัวผมที่สองมือว่างเปล่าแล้วยังมาเจอกับผีส้าที่น่ากลัวที่สุดในงานศพอีก
ป้ากวนเห็นสีหน้าผมผิดปกติ จึงยื่นแขนมาดึงตัวผม
เท้าผมสะดุดพื้น นิ้วมือแตะถูกสวิตช์ไฟฉายจนสว่างจ้าขึ้น
“ว้าย” ป้ากวนใจนร้องออกมา
ตามเหตุผลทั่วไปนั้น คนไม่สามารถสู้เอาชนะผีได้ไม่ว่าจะเจอผีประเภทใด ควรจะหลีกเลี่ยง หนีไปยิ่งไกลยิ่งดี
ผมโชคร้ายถึงขีดสุด ทั้งๆที่เตรียมจะเดินย่องออกไปแล้ว กลับเปิดไฟฉาย ทำให้เผชิญหน้ากับตัวประหลาดนั่น
ยามวิกฤตป้ากวนกลับมีสติ แกเหวี่ยงแขนโยนธูปกำนั้นไปบนฝาโลง ควันธูปอบอวล ลอยปกคลุมโลงเย็นทันที
“นั่นมันจักจั่น!” ผมฝืนมองเห็นรูปร่างของตัวประหลาดชัดแล้ว
ตัวอ่อนจักจั่นที่เพิ่งคลานขึ้นมาจากดินเอาไปทอดกินได้ เป็กับแก้มเหล้าชั้นยอด
ถ้ามันเป็จักจั่นจริง ย่อมไม่มีอะไรน่ากลัวแล้ว
เฒ่าซายอดนักมวยก้าวพรวดเข้ามายืนอยู่ข้างป้ากวน
นั่นเป็จักจั่นจริงๆ หัวดำท้องเหลืองข้างลำตัวมีปีกสีดำแกมเหลือง
เฒ่าซายอดนักมวยถอนหายใจเฮือกใหญ่“เป็จักจั่นจริงด้วย ไม่ต้องกลัวแล้ว”
“มันไม่ควรมาปรากฏตัวที่นี่ตอนนี้เป็เดือนเมษา ยังห่างไกลจาก่ที่มันขึ้นจากดินปีนขึ้นไปบนต้นไม้มาก” ป้ากวนยังไม่กล้าวางใจแกหยิบธูปออกมาอีกกำหนึ่ง ใช้ไฟแช็คจุดธูป
ผมลดไฟฉายลง ให้แสงไฟส่องไปที่จักจั่นแล้วพบว่าที่ท้องจักจั่นมีภาพที่ประหลาดมาก เป็ภาพใบหน้าคนย่อส่วน หู ตา คอจมูกและคิ้วครบถ้วน ท้องจักจั่นยาวไม่ถึงหนึ่งนิ้ว กว้างเพียงครึ่งนิ้วใบหน้าคนเหมือนรูปถ่ายขาวดำขนาดหนึ่งนิ้วที่แปะลงบนท้องจักจั่น
“หน้าผี...เป็หน้าผี...” ป้ากวนพึมพำเบาๆ
พอดูให้ละเอียดพบว่าที่แท้ภาพใบหน้าคนเป็การแกะสลักลงบนท้องจักจั่นรอยสลักมีขนาดอย่างน้อยราวสองมิลลิเมตร
“ปิดไฟฉาย ปิดไฟฉายซะ” ป้ากวนบอก
ผมปิดไฟฉายแต่ใบหน้านั้นฝังแน่นในสมองผมแล้ว
ป้ากวนใช้มือข้างหนึ่งดึงผม มืออีกข้างดึงเฒ่าซายอดนักมวย“เรารีบออกไปเถอะ เกิดเื่ใหญ่แล้ว!”
“มีอะไรหรือ มีอะไรหรือ” เฒ่าซายอดนักมวยเดินออกไปข้างนอกพร้อมกับร้องถาม
พอออกมานอกบ้านแล้ว ป้ากวนจุดธูปกำหนึ่งแบ่งออกเป็สี่กำเล็ก โบกไปมาในอากาศสามรอบ รอจนควันธูปกระจายออกไปในกรอบประตูแล้วจึงวางธูปนอนลงบนธรณีประตู ให้ปลายธูปชี้ไปที่โลงเย็น
สีหน้าป้ากวนเครียดสุดขีดกัดริมฝีปากล่างแน่น จนมีเืซึมออกมาที่ไรฟันแล้ว
“บอกหน่อยสิ เกิดอะไรขึ้นกันแน่” เฒ่าซายอดนักมวยถาม
“จักจั่นสลักหน้าผี เป็ลางร้าย”ป้ากวนตอบ
เฒ่าซายอดนักมวยใช้กำปั้นซ้ายชกใส่ฝ่ามือขวาเสียงดังเพียะๆ
“ไม่ว่างานศพไหนไม่ว่าคนตายจะเป็ชายหรือหญิง คนแก่หรือเด็ก และไม่ว่าหน้าผีจะปรากฏขึ้นที่ไหนขอเพียงมีหน้าผีปรากฏขึ้น จะเป็ลางร้ายมากบนถนนชวีสุ่ยถิงเกิดเื่แบบนี้เพียงสองครั้ง รายแรกคือบ้านสกุลหวังเมื่อสามปีก่อนหน้าผีปรากฏขึ้นในบ่อน้ำ ผลก็คือทั้งครอบครัวห้าชีวิต ภายในเวลาครึ่งปีตรวจเจอมะเร็งทั้งหมดอีกรายคือบ้านสกุลเหยาในตรอกลู่ลูปาที่ปลายถนน ตอนที่ปู่ตายหน้าผีปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของรูปผู้ตายภายในหนึ่งปีผู้ชายในบ้านทั้งหมดตายเพราะโรคร้ายแรง ไม่รอดสักคน เวลานี้ฉันเห็นหน้าผีครั้งที่สาม พวกคุณว่าควรถอยออกมาก่อนไหม” ป้ากวนอธิบาย
ทุกคนรู้เื่ของบ้านสกุลหวังและบ้านสกุลเหยายังถูกหมอดูตามตลาดพูดเป็ตุเป็ตะว่าพญายมพิโรธมาคร่าชีวิต เติมไข่ใส่สียิ่งเล่าก็ยิ่งน่ากลัว
ฤดูนี้ไม่ควรมีจักจั่น ฝาโลงเย็นทั้งใหญ่ทั้งหนักคนคนเดียวยกขึ้นไม่ไหว จักจั่นมุดเข้าไปเองไม่ได้เด็ดขาด
คำอธิบายอย่างเดียวคือจักจั่นตัวนั้นมาจากในตัวปู่ถึงเวลานี้มุดออกมา กางปีกจะหนีออกไป
“เอาตาข่ายมาจับมันก็สิ้นเื่ไม่ใช่หรือ”เฒ่าซายอดนักมวยถาม
ป้ากวนสั่นหัว“ถ้าจับได้แล้วจะจัดการยังไง”
เฒ่าซายอดนักมวยพูดไม่อออกเพราะแม้แต่จักจั่นตัวนั้นมีความเป็มาอย่างไรก็ยังไม่รู้
“ทำยังไงดีครับ” ผมถามป้ากวน
แกสั่นหัว “ป้าเองก็ไม่รู้”
พิธีศพวันพรุ่งนี้ต้องมีขั้นตอนการอำลาศพจะต้องเปิดฝาโลง ถึงตอนนั้นจักจั่นต้องบินออกมาแน่นอนถ้าหากมันมาแพร่กระจายโชคร้าย บรรดาแขกที่มาร่วมพิธีศพจะพากันประสบเคราะห์ ดังนั้นจำเป็ต้องกำจัดภัยร้ายในคืนนี้
ในเมื่อป้ากวนเองยังจนปัญญาเื่นี้คงเดือดร้อนแล้ว
ผมมองกำแพงด้านทิศใต้รู้สึกเศร้าหมองและหวาดผวา เพิ่งไล่ผีสมิงลึกลับไปหยกๆ จักจั่นสลักหน้าผีก็โผล่ออกมาราวกับคำนวณล่วงหน้าแล้วว่าผมกำลังจนตรอก พากันมารุมทึ้งครั้งสุดท้าย
“ฉันจะโทรหาคนมาช่วย” ป้ากวนพูดขึ้น
ผมรู้ว่าในเมืองจี่หนานมีสมาพันธ์ของยอดฝีมือเื่งานศพตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาประหลาดในพิธีศพและพิธีแต่งงานให้ชาวบ้านโดยเฉพาะ
ป้ากวนโทรติดต่อ อธิบายสภาพคร่าวๆ จากนั้นจึงเปิดลำโพงรอให้อีกฝ่ายตอบ
มีเสียงชายชราทุ้มต่ำถามขึ้นช้าๆ จากโทรศัพท์“เสี่ยวกวน แน่ใจนะว่าคนตายแล้ว”
ป้ากวนตอบ “ร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ”
ชายแก่นิ่งเงียบไป ไม่พูดตอบอยู่นาน
ป้ากวนทนรอไม่ไหว “ท่านอินเก้าคะ เื่นี้เร่งด่วนรบกวนท่านผู้เฒ่ามาช่วยหน่อยได้ไหมคะ”
ท่านเก้าแห่งสกุลอินถอนหายใจ “ฉันไปก็ไม่แน่ว่าจะแก้ปัญหาได้ ถ้าคนยังมีชีวิต ยังพอจะแก้ไขได้”
ป้ากวนร้อนใจจนเกาหัว อ้าปากค้างแต่พูดอะไรไม่ออก
“หน้าผี จักจั่นสลัก...เธออยู่ในอาชีพนี้นานแล้วน่าจะรู้ว่าขูดกระดูกขับไล่สิ่งชั่วร้ายผีเห็นแล้วกลัวเจอตราประทับคือเจออันตราย...” ท่านอินเก้าพูด
สีหน้าป้ากวนตื่นกลัว หมุนตัวอยู่กับที่หันไปที่ประตูห้องด้านเหนือ
“จะมีคนตาย จะมีคนตาย...” ท่านอินเก้าพึมพำกับตัวเอง
“ท่านอินเก้า...” จู่ๆเสียงของป้ากวนฟังดูเศร้ารันทดขึ้นมา “ท่านมาก็พอแล้วถ้าต้องใช้ความตายเพื่อเอาชนะความชั่วร้าย ฉันรับเองค่ะ”
ผมรู้สึกหนักใจทันทีรู้ว่าเหตุการณ์เปลี่ยนไปในทางที่เลวร้ายยิ่งขึ้นทุกที
หนังสือโบราณหลายเล่มกล่าวว่าเมื่อิญญาร้ายผีปีศาจก่อเื่ประหลาดต่างๆทำให้ผู้คนหวาดผวา จุดมุ่งหมายสุดท้ายคือ้ากินคน สังหารคน ถ้าหากมีคนกล้าสละชีวิตอย่างไม่หวั่นเกรงยอมมอบชีวิตตนเพื่อทำให้ภัยร้ายสงบลง คนอื่นก็จะปลอดภัย ทำนองเดียวกันในเมื่อป้ากวนพูดคำพูดเช่นนี้ออกมาท่านอินเก้าย่อมไม่ต้องวิตกแล้ว
เป็ไปตามคาดน้ำเสียงท่านอินเก้าผ่อนคลายลงมาก “เสี่ยวกวน อย่าทำแบบนี้เราต่างเหนื่อยเพื่อความปลอดภัยในชีวิตของชาวจี่หนาน ไม่ว่าใครจะสละชีพย่อมเป็เื่ที่น่าเศร้าสำหรับทุกคน เธออย่าใจร้อน ฉันจะพาคนไป”
ป้ากวนบอกที่อยู่ของบ้านผมท่านอินเก้าถอนหายใจอีกครั้ง “เสี่ยวกวน ทำไมต้องลำบากอย่างนี้ล่ะคนที่เธอเคยรักครั้งนั้นก็ตายไปนานแล้ว เธอต้องยุ่งเื่ของสกุลเซี่ยให้ถึงที่สุดหรือการเสียสละอย่างไร้ความหมายอย่างนี้เท่ากับ...ทำดีแต่ไม่มีใครเห็นหรือ”
ป้ากวนหัวเราะ “ท่านอินเก้านี่เป็เื่ส่วนตัวของฉัน ท่านไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าท่านอยากช่วยจริงๆรีบพาคนมาเถอะค่ะ เราจะจัดการเื่นี้ก่อนฟ้าสาง”
ท่านอินเก้ารับปากแล้ววางสาย
จากการพูดคุยของสองคนนี้ดูเหมือนผมจะเข้าใจอะไรบ้าง แต่ไม่กล้าสอบถาม
“ท่านอินเก้าเป็พี่ใหญ่ในอาชีพงานศพของจี่หนานเขามียอดฝีมือกลุ่มหนึ่งในมือ ปัญหายากที่คนอื่นจัดการไม่ได้ พอถึงมือเขาส่วนใหญ่จะแก้ได้ สือโถว วางใจเถอะ” ป้ากวนบอก
ผมผงกหัว รู้สึกตื้นตันใจจนพูดไม่ออกเพียงแต่รู้สึกว่าเฉพาะหน้านี้ป้ากวนเป็เหมือนญาติที่ใกล้ชิดที่สุดของผมเป็คนเดียวที่พอจะพึ่งได้
“สือโถว เราออกไปคุยกันข้างนอกได้ไหม” เฒ่าซายอดนักมวยชี้ไปที่นอกประตูใหญ่
ผมยังไม่ทันพูด ป้ากวนพูดปฏิเสธแทนผมก่อน“ไม่ได้ ข้างนอกมืด อย่าออกไป มีอะไรพูดก็ขอให้พูดที่นี่”
แม้ว่าตัวประหลาดที่ร้องเรียกชื่อผมจะถูกไล่ไปแล้วแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะแอบมาลอบฆ่าผมอีกเวลานี้ออกไปคุยข้างนอกย่อมไม่ใช่เื่ฉลาด
“แต่ว่าเื่นี้...เป็ความลับฉันบอกสือโถวได้คนเดียว” เฒ่าซายอดนักมวยร้อนใจแล้ว
ป้ากวนสั่นหัว สีหน้าเ็า“งั้นรอให้ท่านอินเก้ามาก่อน ยืนยันว่าบนถนนปลอดภัยแล้ว ทั้งคู่ค่อยออกไปคุยกัน”
เฒ่าซายอดนักมวยโกรธจนหายใจหอบ“รอพวกเขามา คนมากสายตาก็มาก ยิ่งไม่มีโอกาสพูด เอาเถอะ เอาเถอะ เธอไม่ใช่คนนอกต่อให้เธออยู่ด้วยก็คงพูดได้ สือโถว ของนี่ให้เธอ...”
เขาดึงมือขวาเขาที่เดิมสอดอยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมาแบมือออก บนฝ่ามือมีสิ่งของสีเหลืองอร่ามแท่งหนึ่งปรากฏว่าเป็ทองคำแท่งยาวราวสองนิ้ว ทองแท่งมีความกว้างและหนาราวครึ่งนิ้วประเมินคร่าวๆ คิดเป็เงินอย่างน้อยน่าจะห้าหมื่นหยวนขึ้นไป
“หมายความว่ายังไงครับ” ผมถาม
แม้ว่าคนในถนนในตรอกจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันแต่จะอย่างไรต่างไม่ใช่ญาติกัน จู่ๆ จะให้ของมีค่ามากขนาดนี้ ผมไม่กล้ารับไว้
“ของนี่ให้เธอ จัดงานศพต้องใช้เงิน” เฒ่าซายอดนักมวยตอบ
ผมหลบไปข้างหลัง ไม่กล้ารับทองแท่ง แต่เฒ่าซายอดนักมวยก้าวพรวดมามือซ้ายคว้าข้อมือขวาผมไว้ จากนั้นจึงวางทองแท่งลงบนฝ่ามือผม
“ผมรับไว้ไม่ได้ครับ ผมยังพอมีเงิน”ผมลองปฏิเสธแก แต่สองแขนแกมีแรงมากจนน่าใ ต่อให้ผมสู้สุดฤทธิ์ก็คงเอาชนะแกไม่ได้
“อาซา อาทำอะไรของอา จู่ๆ ได้รางวัลโดยไม่มีผลงานเกรงว่าจะทำให้สือโถวโชคร้ายนะ” ป้ากวนพูด
เฒ่าซายอดนักมวยสั่นหัว “พวกเธอไม่รู้หรอกของชิ้นนี้เป็เหล่าเซี่ยให้ฉัน”
คำพูดประโยคนี้ทำให้ผมแปลกใจมากในความทรงจำนั้นปู่มักจะนั่งเหม่อลอยที่ประตูบ้านมองดูมด ใส่เสื้อผ้าเก่าขาดหนวดเครารุงรัง เป็ไปไม่ได้ที่จะมีทองแท่งสะสมไว้ ถ้าหากมีคงให้พี่ใหญ่เอาไปแลกเป็เงินเพื่อเลี้ยงชีวิตนานแล้ว
“ตอนที่เหล่าเซี่ยให้ฉันนั้นขอให้ฉันช่วยทำเื่หนึ่ง ฉันไม่รับ แต่เขายืนกรานจะให้สุดท้ายเราเกือบจะผิดใจกันเพราะเื่นี้ ฉันเหล่าซาไม่ใช่คนที่เห็นแก่เงินทองแท่งแซ่เซี่ย ไม่มีวันที่จะแซ่ซา ตอนนี้เอาให้สือโถว ฉันจะได้นอนหลับสนิท” เฒ่าซายอดนักมวยอธิบายจากนั้นจึงปล่อยมือ
ผมยกทองแท่งขึ้นส่องดูใต้แสงไฟบนทองแท่งสลักคำว่า “ทองคำบริสุทธิ์” เป็ตัวอักษรจีนแบบเก่าซ้ายขวาสองด้านต่างสลักตัวเลขไว้ นั่นคือน้ำหนักของมัน “250 กรัม”ดูแล้วผมจะกะน้ำหนักของทองแท่งเบาไป คำนวณตามราคาตลาด ทองแท่งอันนี้อย่างน้อยแลกเงินได้เจ็ดหมื่นหยวน
เจ็ดหมื่นหยวนเป็เงินไม่น้อยเลย เฒ่าซายอดนักมวยเองไม่ใช่คนร่ำรวยอะไรถ้าเปลี่ยนเป็คนอื่นบางทีคงเก็บซ่อนไว้แล้ว แกล้งทำเป็เหมือนไม่เคยมีเื่นี้เกิดขึ้นปู่ตายแล้ว ใครจะเอ่ยถึงทองแท่งอันนี้ซึ่งเป็เื่เก่ามากแล้ว
“ถ้าเธอเงินขาดมือรีบเอาไปขายที่ร้านทองไท่หยาง เปลี่ยนเป็เงินสดไว้จัดงาน” เฒ่าซายอดนักมวยปัดมือราวกับปัดฝุ่นที่ค้างคาใจออกไป
ความจริงชาวจี่หนานดั้งเดิมส่วนใหญ่เป็เหมือนเฒ่าซายอดนักมวยที่ยึดมั่นในคุณธรรมยิ่งกว่าผลประโยชน์แม้พวกเขาจะไม่ถึงขั้นที่เห็นเงินทองเป็เหมือนเศษดินแต่จะทำอะไรก็ตามล้วนมีหลักการและขีดจำกัดของตนเอง ไม่โลภมากเกินไปและไม่ตระหนี่ถี่เหนียวรักษาคุณธรรม ไม่ละเมิดง่ายๆ
ผมเก็บทองแท่งไว้ในกระเป๋าแล้วค้อมคารวะต่ำๆที่จริงในบ้านไม่มีเงินแล้ว ยังจ่ายค่ารักษาที่โรงพยาบาลไม่หมดบวกกับค่าใช้จ่ายในพิธีศพปู่ รวมกันเป็เงินก้อนโตที่ผมจ่ายไม่ไหวคนเราพอจนทุกอย่างก็ติดขัดไปหมด มีทองแท่งแท่งนี้แล้วอย่างน้อยก็ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของผมได้
“ดึกมากแล้ว ฉันต้องกลับแล้ว สือโถววันหน้าทำตัวดีๆ อย่าให้สกุลเซี่ยขาดผู้สืบทอดล่ะ” เฒ่าซายอดนักมวยตบไหล่ผมแล้วหมุนตัวเดินออกจากบ้านไป
ป้ากวนเพ่งมองตามหลังเฒ่าซายอดนักมวยแล้วชูนิ้วโป้งขึ้นพร้อมกับพูดว่า “เยี่ยม!”
นอกประตูมืดสนิท โคมไฟริมถนนดับหมดแล้วบ้านเรือนนับไม่ถ้วนบนถนนชวีสุ่ยถิงและในตรอกตกอยู่ในภาวะหลับใหลใน่เช้ามืด
เวลายังอีกยาวนาน อะไรก็เกิดขึ้นได้ในค่ำคืนที่มืดมิดบรรยากาศอึมครึมเช่นนี้ เป็่เวลาที่เกิดเื่ร้ายได้ง่าย