“องค์ชายใหญ่ โปรดระงับโทสะก่อนพ่ะย่ะค่ะ” โฮ่วจุนอี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแต่แฝงไว้ด้วยความหลักแหลม “ข่าวลือเกี่ยวกับจ้าวมู่เฉินนี้ แม้จะน่ารำคาญใจ แต่การลงมือผลีผลามในยามนี้ อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี”
“เหตุใดเ้าจึงกล่าวเช่นนั้น?” องค์ชายใหญ่ขมวดพระขนง แววตาฉายประกายอำมหิต “เด็กหนุ่มผู้นี้มีแววว่าจะโดดเด่นเกินไป เขาคือว่าที่บุตรเขยของแม่ทัพเฉินซูเหลียง ผู้บัญชาการทหารม้ารักษาพระองค์ ทั้งยังได้รับพระเมตตาจากฝ่าาผ่านทางองค์หญิงชิงเหอ การปล่อยให้เขาเติบใหญ่ ย่อมไม่เป็ผลดีต่อเรา การตัดไฟเสียแต่ต้นลมมิใช่หรือ คือทางที่ดีที่สุด?”
โฮ่วจุนอี้ส่ายหน้าเล็กน้อย ั์ตาจับจ้ององค์ชายใหญ่ “กระหม่อมมิได้หมายความว่าจะปล่อยเขาไปพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่จ้าวมู่เฉินมิใช่คนที่จะแตะต้องได้ง่ายๆ การที่ฝ่าาทรงเลือกเขาให้หมั้นหมายกับบุตรีแม่ทัพเฉิน ย่อมแสดงว่าทรงให้ความสำคัญไม่น้อย หากเขาเป็อะไรไปอย่างโจ่งแจ้ง เกรงว่าฝ่าา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำหนักองค์หญิงชิงเหอคงไม่ยอมปล่อยเื่นี้ไปง่ายๆ เป็แน่ และที่สำคัญ... ศาลต้าหลี่ อาจต้องเข้ามายุ่งเกี่ยว หากสืบสาวราวเื่มาถึงองค์ชายได้ แผนการใหญ่ของเราจะสะดุดลงทันทีนะพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายใหญ่หลี่ซวนนิ่งฟัง เหตุผลของโฮ่วจุนอี้นั้นมีน้ำหนัก แม้พระองค์จะยังคงหงุดหงิด แต่ก็ทรงคลายความเกรี้ยวกราดลง “แล้วเ้ามีแผนการใดที่ดีกว่านี้รึ โฮ่วจุนอี้?”
มุมปากของโฮ่วจุนอี้ปรากฏรอยยิ้มอันเ็าและเปี่ยมเล่ห์ขึ้น “มีสิพ่ะย่ะค่ะ... เราไม่จำเป็ต้องลงมือเองให้เสี่ยง” เขาก้าวเข้ามาใกล้ กระซิบแผนการ
“อีกไม่นาน จะมี งานเทศกาลตีคลีเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างต้าถัง และถู่ปัว ที่จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในเมืองหลวง...”
แววพระเนตรขององค์ชายใหญ่พลันเปล่งประกายวูบ “เ้าหมายความว่า...?”
พ่ะย่ะค่ะ” โฮ่วจุนอี้พยักหน้า ดวงตาฉายแววอำมหิต
“กีฬาตีคลีนั้นรุนแรง และเสี่ยงอันตรายเป็ทุนเดิม โดยเฉพาะเมื่อเป็การแข่งขันระดับนานาแคว้น ย่อมมีการปะทะกันรุนแรงเป็ธรรมดา เราเพียงแค่... สร้างจังหวะเหมาะๆ ในสนาม ให้จ้าวมู่เฉินประสบอุบัติเหตุที่ดูสมจริงที่สุด” น้ำเสียงของเขาเยียบเย็นลง
“เป้าหมายคือทำให้เขาาเ็สาหัสจนถึงขั้นพิการ หากเคราะห์ร้ายถึงแก่ชีวิตก็ยิ่งดี..! เมื่อเกิดเื่ขึ้นกลางสนามแข่ง ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย ใครเล่าจะสงสัยว่าเป็ฝีมือเรา..? ทุกคนย่อมคิดว่าเป็เพียงอุบัติเหตุที่น่าเศร้า”
ฮ่าๆๆ แผนของเ้าช่างหลักแหลมนัก!” องค์ชายใหญ่ทรงพอพระทัย “เมื่อมันกลายเป็คนพิการ ไร้ซึ่งอนาคต ตำหนักองค์หญิงชิงเหอ และจวนแม่ทัพเฉิน ย่อมต้องหาทางถอนหมั้นเพื่อรักษาหน้าตาของวงศ์ตระกูลเป็แน่ เมื่อนั้น...”
“...เมื่อนั้น” โฮ่วจุนอี้กล่าวเสริมด้วยแววตาที่มุ่งมั่น “เขาก็จะหมดสิ้นสายสัมพันธ์ที่คอยคุ้มกัน กลายเป็เพียงเศษสวะที่ไร้ค่า การจะจัดการให้เขา ‘หายตัว’ ไปจากฉางอันอย่างถาวร ก็ย่อมกระทำได้โดยง่าย โดยไม่มีผู้ใดสนใจไยดีอีกต่อไปพ่ะย่ะค่ะ”
…..
สามราตรีผันผ่าน เสมือนชั่วพริบตาเดียว นครฉางอันในวันนี้คึกคัก และเปี่ยมชีวิตชีวายิ่งกว่าครั้งใด เสียงโห่ร้องยินดี และเสียงดนตรีมงคลดังประสานไปทั่วทุกสารทิศ มวลชนหลั่งไหลมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกของเมือง อันเป็ที่ตั้งของสนามตีคลีหลวง ซึ่งถูกเนรมิตขึ้นใหม่เพื่องานเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ในวันนี้โดยเฉพาะ
ณ สนามแข่งขันอันกว้างใหญ่ไพศาล บรรยากาศอบอวลไปด้วยความตื่นเต้นและโอ่อ่าตระการตา ธงรบหลากสีของต้าถัง และธงสัญลักษณ์ของแคว้นถู่ปัวโบกสะบัดพรึ่บพรับราวกับปีกนกอินทรี เคียงข้างด้วยผ้าแถบแพรพรรณสีสันสดใสดุจสายรุ้งที่ประดับประดาไปทั่วอัฒจันทร์ และรั้วกั้นสนาม
เสียงกลองศึกดังกึกก้องสะท้านแผ่นดินเป็จังหวะเร่งเร้า ผสานกับเสียงแตรเขาสัตว์ที่คำรามก้องเป็ระยะ ปลุกเร้าจิติญญาแห่งการต่อสู้ และความฮึกเหิม กลิ่นดินผสมกับไอแดดอ่อนๆ และกลิ่นเหงื่อม้าคลุ้งกระจายอยู่ในอากาศ สร้างบรรยากาศอันเป็เอกลักษณ์ของกีฬาแห่งราชันย์
บนพลับพลาสูงที่จัดสร้างขึ้นเป็พิเศษ องค์จักรพรรดิถังเกาจง ประทับอย่างสง่างาม ฉลองพระองค์ลายัทองเปล่งประกายจับตา ขนาบข้างด้วยเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายบู๊ และบุ๋น เรียงรายตามยศศักดิ์ ถัดออกไปคือที่นั่งสำหรับ คณะราชทูตแห่งถู่ปัว นำโดยการ์ ตงแจ็น ผู้มากบารมี ซึ่งนั่งชมด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แววตาฉายประกายล้ำลึก บ่งบอกถึงความสำคัญของงานเชื่อมสัมพันธ์ในครั้งนี้ ที่มิใช่เพียงการแข่งขันกีฬา หากแต่ยังเกี่ยวพันถึงการเมืองระหว่างแคว้นอันละเอียดอ่อน
พลันเสียงแตรสัญญาณดังขึ้นอีกครา ประตูคอกม้าทั้งสองฝั่งของสนามเปิดออก นักกีฬาตีคลีของต้าถัง และถู่ปัวทยอยควบม้าศึกพันธุ์ดีที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างยอดเยี่ยมออกมาสู่ลานประลอง ร่างกายกำยำภายใต้อาภรณ์สำหรับแข่งขันและเกราะหนังน้ำหนักเบาดูองอาจน่าเกรงขาม ม้าแต่ละตัวถูกประดับประดาด้วยเครื่องทรงสีสันสดใสตามสังกัดของตน พวกเขาควบม้าเหยาะๆ มาหยุดยืนเรียงแถวกลางสนาม ณ ฝั่งของตน ก่อนจะพร้อมใจกันค้อมกายแสดงความเคารพต่อองค์จักรพรรดิ เหล่าขุนนาง และคณะทูต เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องต้อนรับจากผู้ชมดังกระหึ่ม
ท่ามกลางความอึกทึกครึกโครม และความสง่างามนั้น จ้าวมู่เฉิน กลับนั่งอยู่อย่างเงียบสงบ ณ บริเวณที่นั่งสำหรับผู้เล่นสำรองข้างสนาม เขาสวมชุดแข่งขันเช่นเดียวกับนักกีฬาคนอื่นๆ หากแต่ยังมิได้สวมเกราะหรือถือไม้คลี ดวงตาสีรัตติกาลทอดมองภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย หากแต่ภายในใจกลับมิได้สงบนิ่งดุจผิวน้ำเช่นภายนอก
สามวันที่ผ่านมา แม้เขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกซ้อมร่วมกับทีมตีคลีหลวง แต่ข่าวลือด้านบวกเกี่ยวกับตนเองที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองนั้น ก็มิอาจรอดพ้นจากการรับรู้ของเขาได้ แม้จะรู้สึกประหลาดใจระคนยินดีอยู่บ้าง แต่สัญชาตญาณกลับร่ำร้องเตือนถึงความผิดปกติบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้คำสรรเสริญเ่าั้ และยิ่งเมื่อเห็นรายชื่อผู้เล่นชุดแรกที่ถูกประกาศออกมา หัวใจของเขาก็พลันหนักอึ้งขึ้นเล็กน้อย
สายตาของจ้าวมู่เฉินจับจ้องไปยังกลุ่มนักกีฬาต้าถังที่ยืนอยู่กลางสนามอย่างโดดเด่น ในแถวหน้าสุด ปรากฏร่างของ องค์ชายใหญ่หลี่ซวน และ เฉินซีห่าว บุตรชายคนรองของแม่ทัพเฉินซูเหลียง ทั้งสองอยู่ในท่าทีองอาจมั่นใจ ใบหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อย แสดงความกระหายที่จะลงสนามเพื่อแสดงฝีมือให้เป็ที่ประจักษ์แก่สายตาของฝ่าา และเหล่าขุนนาง เฉินซีห่าวเหลือบมองมาทางอัฒจันทร์ที่เหล่าขุนนางนั่งอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองคู่ต่อสู้ชาวถู่ปัวด้วยแววตาแข็งกร้าว
จ้าวมู่เฉินััได้ถึงไอแห่งความทะเยอทะยาน และความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่แผ่ออกมาจากคนทั้งสอง โดยเฉพาะเฉินซีห่าว ผู้ซึ่งไม่เคยปิดบังความไม่ชอบใจในตัวเขามาั้แ่ต้น การที่ทั้งคู่ได้รับเลือกให้ลงเล่นในนัดเปิดสนามนี้ แม้จะเป็ไปตามยศศักดิ์ และความสามารถ แต่ก็อดทำให้เขารู้สึกถึงนัยยะบางอย่างไม่ได้
‘องค์ชายใหญ่และคุณชายเฉิน... ้าแสดงความสามารถก่อนผู้อื่น หรือมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงกันแน่?’ ความคิดแวบขึ้นในห้วงคำนึง แม้จะยังไม่รู้ถึงแผนการร้าย แต่บรรยากาศอันเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี การเมือง และการแข่งขันอันดุเดือดเบื้องหน้า ก็ทำให้เขารู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้
เสียงสัญญาณเริ่มการแข่งขันดังขึ้นแล้ว! นักกีฬาทั้งสองฝ่ายต่างควบม้าทะยานเข้าหาลูกคลีที่วางอยู่กลางสนาม ประหนึ่งพายุที่โหมกระหน่ำ เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดินดังสนั่นหวั่นไหว เสียงโห่ร้องเชียร์จากผู้ชมดังกระหึ่มยิ่งกว่าเดิม จ้าวมู่เฉินเอนกายพิงพนัก ปรับลมหายใจให้สงบ ั์ตายังคงจับจ้องไปที่การแข่งขันอันดุเดือดเบื้องหน้าอย่างไม่วางตา... การต่อสู้ที่แท้จริง กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว.
การแข่งขันดำเนินไปอย่างดุเดือดเืพล่าน สมศักดิ์ศรีการประจันหน้าของสองมหาอำนาจ ลูกคลีถูกตีส่งต่อกันไปมาด้วยความเร็วสูง ประหนึ่งดาวตกที่พุ่งผ่านฟากฟ้า ไม้คลีในมือของเหล่านักรบต่างหวดกระทบลูกหนังเสียงดังสนั่น สะท้อนถึงพละกำลัง และความแม่นยำของผู้เล่น ม้าศึกชั้นยอดต่างเบียดเสียด วิ่งควบสลับทิศทางอย่างคล่องแคล่ว ตามการบังคับของผู้ขี่ที่นั่งอยู่บนหลังอย่างมั่นคง
ทัพต้าถังนั้นนำโดย องค์ชายใหญ่หลี่ซวน พระองค์ทรงม้าสีดำทมิฬ ประดับเครื่องทรงสีทองอร่าม ควบทะยานนำหน้าอย่างองอาจ แสดงทักษะการตีคลีที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี เคียงข้างพระองค์คือเหล่าบุตรหลานขุนนางบู๊และบุ๋น ซึ่งรวมถึง เฉินซีห่าว ผู้มีสีหน้ามุ่งมั่นและแววตาแข็งกร้าว พวกเขาต่างพยายามแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ หวังสร้างความประทับใจให้แก่เบื้องพระพักตร์ และเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ แต่ละคนพยายามแย่งชิงกันทำคะแนน ท่วงท่าการเล่นแม้จะสง่างามตามตำรา แต่บางครั้งกลับดูติดขัด ขาดความเป็หนึ่งเดียวกันอยู่บ้าง
ทว่า ฝ่ายถู่ปัวนั้นกลับแสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นอย่างชัดเจนในด้านหนึ่ง เหล่านักรบหนุ่มจากที่ราบสูง ซึ่งเติบโต และใช้ชีวิตผูกพันกับอาชามาั้แ่เยาว์วัยนั้น มีทักษะการควบคุมม้าที่น่าตื่นตะลึง พวกเขาเคลื่อนไหวบนหลังม้าประหนึ่งเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายอาชา สามารถควบม้าด้วยความเร็วสูงพร้อมกับหักเลี้ยว เปลี่ยนทิศทาง หรือแม้กระทั่งโน้มตัวตีลูกคลีในท่าที่ยากลำบากได้อย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับภูตพรายที่ร่ายรำอยู่บนหลังม้า การเคลื่อนไหวของพวกเขาเป็ธรรมชาติ ดุดัน และเปี่ยมไปด้วยสัญชาตญาณดิบแห่งนักรบแห่งทุ่งหญ้า
จ้าวมู่เฉิน ซึ่งนั่งจับตามองเกมการแข่งขันอยู่ข้างสนามด้วยสมาธิอันแน่วแน่ สังเกตเห็นความแตกต่างนี้ได้อย่างชัดเจน คิ้วเรียวของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยขณะวิเคราะห์สถานการณ์เบื้องหน้า แม้ฝีมือการตีคลีของฝ่ายต้าถังจะไม่ด้อยไปกว่ากันนัก แต่ความคล่องแคล่ว และความเป็หนึ่งเดียวกับอาชาของฝ่ายถู่ปัวนั้น ทำให้พวกเขาสามารถฉกฉวยความได้เปรียบในจังหวะสำคัญๆ ได้เสมอ
หนึ่งคอมเมนต์ หรือ กดไลค์ เป็หนึ่งกำลังใจ ให้ผู้ประพันธ์