บันทึกการเดินทางสู่ต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAXเมืองปราการซาดีน
"ฟู่ว... เหนื่อยว่ะ"
ฝ่ามือสวมเกราะหนาถูกยกขึ้นปาดหยาดโลหิตที่เปรอะเปื้อนอยู่ตามหมวกเกราะ พลางบ่นพึมพำออกมาเสียงทุ้มต่ำ ระหว่างนั้นก็กวาดสายตามองซากศพของพวกออร์คจำนวนมากที่กองอยู่ตามพื้นหลายสิบตัว โดยแต่ละตัวล้วนมีสภาพไม่ค่อยจะสมส่วนเท่าใดนัก ไม่ว่าจะตัวขาดครึ่งบ้าง หัวหายบ้าง หรือตัวขาดสะพายแล่งบ้าง
อันที่จริงมันก็เป็นฝีมือของผมทั้งนั้นแหละ
สายตาก้มลงมองศพของพวกออร์คกองพะเนินที่ผมใช้ไม่ต่างจากที่นั่ง ก่อนจะยันกายลุกขึ้นมาเต็มความสูง พลางยกแบล็ค เกรทซอร์ดขึ้นพาดบ่าเดินลงจากกองศพด้วยฝีเท้าอันหนักแน่นมั่นคง
แม้จะเห็นว่าพวกออร์คที่โดนผมสังหารไปมีอยู่มากมาย แต่ก็ยังมีออร์คบางส่วนหลุดรอดไปได้อยู่ดี กระนั้นอย่างน้อยก็ช่วยทำให้พวกมันกลัวจนไม่กล้าออกมาจากป่าอีกนานเลยล่ะมั้ง
ฝ่าเท้าสวมเกราะหนาก้าวย่ำไปตามพื้นเลือดผ่านศพของออร์คหลายสิบตัว ระหว่างนั้นปากเองก็พ่นลมหายใจหอบอันหนักหน่วงออกมาเป็นจังหวะด้วยความเหนื่อยล้า เกิดเป็นไอร้อนสีขาวลอดออกมาจากช่องว่างของหมวกเกราะราวกับการทำงานของเครื่องจักรก็มิปาน
ผมหยุดฝีเท้าลงพลางกวาดสายตามองกองกำลังเอลฟ์ที่ยืนขวางทางอยู่ตรงหน้า สีหน้าของพวกเขาที่มองมายังผมล้วนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว หูเองก็ได้ยินเสียงง้างสายธนูจากเอลฟ์บนต้นไม้
พวกเอลฟ์จะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ก็ไม่แปลก หากได้พบเจอคนน่าสงสัยที่สามารถสังหารออร์คจำนวนมากราวกับผักปลาเช่นนี้ ไม่ว่าใครก็ต้องระวังไว้ก่อนนั่นแหละ
ช่วงบรรยากาศมาคุดำเนินไปได้สักพัก ในที่สุดร่างของหัวหน้าเอลฟ์ก็ก้าวเดินออกมายืนอยู่ข้างหน้าสุด ก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นโบกให้พวกเอลฟ์บนต้นไม้เห็น ส่งให้พวกเขาต้องลดคันธนูในมือลง
"ข้าต้องขอบใจเจ้ามากที่ให้การช่วยเหลือ ไม่นึกเลยว่าพวกออร์คจะมีจำนวนมหาศาลเกินคาด หนำซ้ำยังมีหัวหน้าออร์คมาอีก หากไม่มีเจ้าอยู่ล่ะก็ พวกข้าคงย่อยยับในพริบตาไปแล้ว"
นัยน์ตาสีมรกตของหัวหน้าเอลฟ์จ้องประสานกับตาของผมด้วยสีหน้าไร้ซึ่งความเกรงกลัว พร้อมกับกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสุขุมอย่างใจเย็น พลางก้มหัวลงเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณ
"หึ ท่าทางเปลี่ยนไปจากเดิมเยอะเลยนี่?"
ผมยกยิ้มใต้หมวกเกราะขึ้นเล็กน้อยแล้วกล่าวออกไป พลางหวนนึกถึงสีหน้ายียวนกวนประสาทของเจ้าเอลฟ์ตรงหน้าเมื่อตอนเจอกันครั้งแรก มันช่างชวนให้ผมรู้สึกหมั่นไส้เจ้าหมอนี่เสียจนอยากจะเอาบาทาไปลูบหน้ามันสักทีสองที
เอ็งทำอะไรกับตูไว้ อย่ามาทำเป็นลืมสิเฟ้ย!
"ที่ข้าทำไปเพราะมันคือหน้าที่ หากพบเจอคนสวมชุดเกราะหนักแบกดาบยักษ์เดินออกมาจากป่าร็อคเฮมฟ์ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างชายแดนของจักรวรรดิฟาฟไฮน์ และอาณาจักรเลเวอร์แลนด์ ใครมาเห็นก็ต้องคิดว่าเจ้าอาจจะเป็นสายสืบจากจักรวรรดิก็เป็นได้ แต่ว่านั่นมันคนละเรื่องกัน พวกข้าเป็นหนี้บุญคุณเจ้า ดังนั้นหากไม่แสดงความขอบคุณก็ดูจะเสียชื่อนักรบเอลฟ์เกินไป"
หัวหน้าเอลฟ์ยังคงสีหน้าสุขุมนุ่มลึกกล่าวอธิบายด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง คำพูดของเขาฟังดูมีเหตุผล ขนาดผมพอลองคิดตามดูก็ยังเห็นด้วยกับคำพูดนั้นเลย
"แต่ว่า... แม้เจ้าจะเป็นผู้มีพระคุณ แต่เจ้าก็ยังเป็นผู้ต้องสงสัยอยู่ดี เรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่อาจปล่อยปละละเลยได้ ทว่าจากการได้เห็นการต่อสู้ของเจ้าเมื่อครู่นี้ ทำให้ข้าตระหนักได้ว่าต่อให้พวกข้าทั้งหมดหันคมดาบใส่เจ้าก็ไม่อาจเอาชนะได้ แต่หากเจ้าต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์จริงเพื่อที่เจ้าจะได้อาศัยอยู่ในอาณาจักรแห่งนี้ได้อย่างอิสระล่ะก็ ช่วยให้พวกข้าได้ไต่สวนเจ้าโดยละเอียดด้วย"
หัวหน้าทหารเอลฟ์กล่าวออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนจะก้มหัวให้กับผมเป็นเชิงขอร้อง เขาตระหนักดีว่าถ้าเกิดผมปฏิเสธขึ้นมาล่ะก็ เขาก็คงไม่มีพลังมากพอจะหยุดยั้งผมได้ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้นั่นก็มีเพียงแต่การขอร้องเท่านั้น
"แล้วเจ้าจะไต่สวนข้าอย่างไร? หากระหว่างนั้นข้าเกิดให้ความเท็จขึ้นมาล่ะ?"
ผมตัดสินใจกล่าวลองเชิงในสิ่งที่ตัวเองสงสัย หัวหน้าเอลฟ์ได้ยินดังนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผมทั้งสีหน้าจริงจัง
"พวกเรามีอุปกรณ์เวทมนตร์ที่สามารถจับเท็จได้ แต่เจ้าก็สามารถใช้พลังเวทเพื่อป้องกันการจับเท็จได้เช่นกัน ทว่าหากเจ้าทำเช่นนั้นอุปกรณ์เวทมนตร์ก็จะไม่ตอบสนอง ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเจ้ากำลังปกปิดบางสิ่งอยู่"
หัวหน้าเอลฟ์กล่าวอธิบายด้วยสีหน้าจริงจังประดับรอยยิ้มบาง ได้ยินแบบนั้นผมจึงชั่งใจคิดเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจรับข้อเสนอนั้นไป
"ย่อมได้ ข้าจะให้ความร่วมมือกับพวกเจ้าแต่โดยดีก็ได้ แต่มีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ พวกเจ้าจะต้องปลดเชือกที่มัดทุกคนออกซะ"
"ตกลง"
แทบจะในทันทีที่ผมพูดจบ หัวหน้าเอลฟ์พลันพยักหน้าตอบตกลงรับข้อเสนอของผมอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะโบกมือให้เอลฟ์ไปแก้เชือกที่มัดอยู่ตามข้อมือของพวกชาวบ้าน
เมื่อถูกปล่อยตัวให้เป็นอิสระแล้ว ชาวบ้านหลายคนก็รีบวิ่งอ้อมกองกำลังเอลฟ์ตรงเข้ามาหาผมด้วยท่าทางเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด
"ท่านอาทัส!"
"ท่านอาทัสไม่เป็นอะไรใช่มั้ยคะ!?"
"โอ้สวรรค์ทรงโปรด ยามที่ท่านถูกอสูรกายทำร้าย มันทำให้ข้าใจหายเสียเหลือเกิน"
เหล่าหญิงสาวชาวบ้านหลายคนวิ่งเข้ามาหา พลางกล่าวกับผมด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย ภาพที่เห็นนั้นทำให้ผมอดรู้สึกตื้นตันใจไม่ได้ พร้อมกับเผลอยกยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"ท่านอาทัส!"
ทันใดนั้นเอง ร่างของคานญ่าก็วิ่งเข้ามาด้วยน้ำตาคลอเบ้าเล็กน้อย นางวิ่งเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าผม พร้อมกับหัวไหล่ทั้งสองข้างอันบอบบางขยับขึ้นลงตามจังหวะการหอบหายใจ ก่อนที่นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจะถูกช้อนขึ้นมาสบกับดวงตาสีแดงฉานของหมวกเกราะ
"ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยคะ?"
แล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
"ข้าไม่เป็นไรหรอก สบายใจได้"
ผมกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงสบาย พลางปักดาบยักษ์ลงบนพื้นแล้วยกแขนขวาขึ้นเบ่งกล้ามโชว์ เรียกเสียงหัวเราะคิกคักจากหญิงสาวชาวบ้านหลายคน ช่วยปัดเป่าความรู้สึกไม่สบายใจของพวกเธอออกไป
หลังจากนั้นพวกเราก็เริ่มออกเดินทางกันอีกครั้ง โดยอยู่ภายใต้การคุ้มกันของพวกเอลฟ์ แม้พวกเขาจะมีความระแวงต่อผมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากเหมือนตอนแรก กลับกันมันถูกแทนที่ด้วยความกลัวซะแล้ว
โดยเฉพาะสายตาของสาวเอลฟ์แสนงดงามมองมาที่ผมด้วยแววตาแฝงความหวาดกลัว มันช่างทำให้ผมรู้สึกปวดใจเสียเหลือเกิน...
ระหว่างนั้นเอง ก็ได้มีกองกำลังทหารนับร้อยคนมุ่งสวนตรงมาทางนี้ ทันทีที่พวกนั้นสังเกตเห็นพวกเอลฟ์ที่กำลังล้อมรอบพวกเราอยู่ก็พลันหยุดทัพขวางทางห่างกันเพียง 10 เมตร ก่อนที่หัวหน้าเอลฟ์จะเดินออกไปรายงานสถานการณ์ให้แก่กองกำลังติดอาวุธเต็มอัตราศึกตรงหน้า ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นกำลังเสริมจากเมืองปราการซาดีนที่ทหารม้าเร็ว 2 นายได้ไปแจ้งขอไว้เป็นแน่
การสนทนาผ่านไปประมาณ 5 นาที ก่อนที่กองกำลังทหารนับร้อยจะเคลื่อนทัพอ้อมมุ่งไปทางด้านหลังที่พวกเราพึ่งจากมา แม้ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังจะไปที่ไหน แต่ก็น่าจะไปทำอะไรสักอย่างกับกองศพของพวกออร์คที่ถูกผมเชือดทิ้งไว้กลางป่าล่ะมั้ง?
เดินทางไปอีกเกือบ 1 ชั่วโมง ในที่สุดพวกเราก็หลุดพ้นออกมานอกชายป่า เผยให้เห็นผืนดินแห้งแตกระแหงเต็มไปด้วยหลุมบ่อจำนวนมาก โดยห่างออกไปหน่อยก็จะมีกำแพงสูงเกือบ 10 เมตรดูแข็งแรงตั้งอยู่ ไม่ไกลมีคนสัญจรด้วยรถม้าตามถนนลูกรังที่ไม่ได้มีหลุมบ่อเหมือนจุดอื่น
หัวหน้าหมู่บ้านเลเว่นอธิบายว่าสาเหตุที่ผืนดินตรงหน้ามีความแห้งแล้ง และเต็มไปด้วยหลุมบ่อนั้น มันเกิดจากการสู้รบหลายครั้งเมื่อหนึ่งปีก่อนกับทหารของจักรวรรดิฟาฟไฮน์ นอกจากนี้ยังต้องรับมือกับพวกมอนสเตอร์ที่หลุดออกมาจากป่าเป็นครั้งคราว นี่จึงทำให้พื้นดินบริเวณติดกับป่าร็อคเฮมฟ์กลายเป็นผืนดินแห้งแตกระแหง หากต้องการจะเห็นทุ่งหญ้า และพื้นที่การเกษตรจะต้องอ้อมไปดูอีกฟากของเมืองเท่านั้น
พวกเอลฟ์นำทางพวกเราตรงไปยังกำแพงเมืองอย่างไม่รีบร้อน พลางหลบหลีกหลุมบ่อเพื่อไม่ให้ล้อรถม้าตกลงไปติดด้วย ยิ่งเข้าใกล้ผมก็ยิ่งเห็นความน่าเกรงขามของกำแพงตรงหน้า ผิวกำแพงถูกสร้างขึ้นจากหินสีเขียวเข้มซ้อนกันดูมั่นคง มีคูน้ำซึ่งถูกขุดยาวไปตามกำแพงเมือง ความกว้างประมาณ 5 เมตรสำหรับป้องกันข้าศึก
นอกจากนี้กำแพงยังทอดยาวไกลจนแทบจะสุดสายตาอีกด้วยแสดงให้เห็นว่าเมืองปราการซาดีนแห่งนี้มีขนาดใหญ่มากเพียงใด
น่าจะจุคนได้เป็นหมื่นเลยนะเนี่ย
เมื่อเดินขึ้นมาบนถนนสัญจรปกติแล้ว ความเร็วในการเคลื่อนที่ก็เพิ่มขึ้นตรงไปยังประตูเมืองที่เปิดอ้าซ่าพร้อมต้อนรับผู้มาเยือนทุกเวลา สายตาของผู้คนตามถนนพลันหันมาจับจ้องพวกเราตามประสาคนอยากรู้อยากเห็น
ผู้คนพวกนี้ล้วนมีเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกัน บางคนก็เป็นมนุษย์ธรรมดา บางคนก็มีหูกับหางเหมือนสัตว์ บางคนก็เป็นเอลฟ์ บางคนก็ตัวเตี้ยสูงเท่าเอวมีหนวดเคราขึ้นเต็มหน้า ผมไม่รู้นะว่าเขาเป็นเผ่าพันธุ์อะไร แต่น่าจะเป็นมนุษย์ล่ะมั้ง?
ประตูเมืองกว้างประมาณ 10 เมตรมีหอคอยป้อมรักษาการณ์ตั้งอยู่เหนือกำแพงเมือง บนหอคอยนั้นมีทหารยามหลายนายคอยสอดส่องเฝ้าระวังภัย หน้าประตูก็มีสะพานหินสร้างไว้สำหรับข้ามคูน้ำต่อกับประตูเมือง
"หยุด!"
เมื่อพวกเราเขามาใกล้ประตูเมืองก็ได้มีเสียงตะโกนอันดังก้องดังออกมาจากทหารที่ทำหน้าที่คอยตรวจคนเข้าเมืองอยู่หน้าประตูเมือง
"หัวหน้ากองกำลังลาดตระเวนชายแดน กอร์ดอร์น รายงานสถานการณ์มา!"
ทหารยามกล่าวด้วยท่าทางเคร่งขรึมพลางยกกระดาษแข็ง และแท่งสีดำเล็กซึ่งน่าจะเป็นไส้ดินสอขึ้นมาเตรียมจดบันทึก หัวหน้าทหารเอลฟ์ผู้ถูกเรียกขานจึงตบเท้าเดินออกไปข้างหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"ภายในป่าห่างออกไป พวกข้าได้พบกลุ่มคนน่าสงสัยจึงได้ทำการคุมไปสอบสวน แต่กลับถูกพวกออร์คเข้าโจมตี โชคดีที่พวกข้าได้รับการช่วยเหลือจากนักรบเกราะดำผู้นี้ไว้ จึงสามารถ..."
เขาหยุดยืนตรงห่างจากทหารยามไม่กี่เมตรก่อนจะรายงานเหตุการณ์ทั้งหมดออกไป ทหารยามเองก็จดรายงานอย่างต่อเนื่อง เมื่อเสร็จสิ้นการรายงานแล้ว ทหารยามจึงปล่อยให้พวกเราเข้าเมือง โดยไม่ต้องต่อแถวรอตรวจคนเข้าเมืองเหมือนคนอื่นๆ
เมื่อผ่านประตูกำแพงบานใหญ่เข้ามาแล้ว ภาพของเมืองก็ได้แสดงให้ผมได้ยลโฉม เผยให้เห็นบ้านเรือนคล้ายกับยุคสมัยเก่าที่สร้างขึ้นมาจากไม้ ก้อนหิน และดินเหนียว ถนนกว้างกว่า 10 เมตรถูกสร้างมาจากบล็อกหิน การคมนาคมถือว่าดีพอสมควร มีประชาชนของเมืองหลากหลายเผ่าพันธุ์เดินสัญจรกันไปมาให้ขวัก และมีพ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงลอยอยู่ตามริมถนนตะโกนเรียกลูกค้าอย่างกระตือรือร้น
แม้จะเป็นเมืองติดกับชายแดนที่มีสงครามบ่อยครั้ง แต่ก็นับว่าคึกคักไม่น้อยเลยทีเดียว
เมื่อประชาชนมองเห็นกองกำลังเอลฟ์เดินเข้ามาในเมือง พวกเขาก็ต่างพากันแหวกทางให้ทันที กองกำลังเอลฟ์จึงนำทางพาพวกเราเดินเข้าไปในเมืองด้วยความเร็วไม่มากนัก เนื่องจากต้องคอยระวังไม่ให้เดินชนกับผู้คนที่สัญจรอยู่ตามทางไปด้วย
พวกเขาพาพวกเราเดินลึกเข้าไปในเมืองสักพัก จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าสถานที่ซึ่งน่าจะเป็นค่ายทหาร เนื่องจากมีรั้วไม้ตั้งขวางกับบ้านเรือนอย่างชัดเจน แถมหลังรั้วยังมีทหารสวมชุดเกราะเบาเดินไปมาอย่างเป็นระเบียบอีกด้วย
"พวกเจ้านำรถม้าไปฝากไว้ที่คอกม้าก่อน แล้วคุมตัวผู้ต้องสงสัยไปขังรวมไว้ในคุก อย่าลืมดูแลพวกเขาให้ดี ๆ ล่ะ เดี๋ยวใครบางคนจะโกรธเอา"
หัวหน้าเอลฟ์กล่าวด้วยรอยยิ้มพลางเหลือบมองผม ก่อนที่พวกทหารเอลฟ์จะทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้เดินตามพวกชาวบ้านไปก็ถูกหัวหน้าเอลฟ์คนเดิมเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
"ส่วนเจ้า! นักรบทมิฬ ตามข้ามา!"
__________________________________________________
ช่วงประวัติของอุปกรณ์สวมใส่
กำไลแห่งความอดทน
กำไลนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากรากของต้นไม้แห่งชีวิตที่ฝังอยู่ใต้แกนโลก ด้วยพลังวิเศษจากเหล่าภูติจึงทำให้กำไลอันนี้ช่วยให้ผู้สวมใส่มีพละกำลังแทบไม่สิ้นสุด แต่แล้วอสูรทมิฬก็ได้เข้ากลืนกินแกนโลก ส่งผลให้ต้นไม้แห่งชีวิตกลายเป็นต้นไม้แห่งปีศาจอันแสนบ้าคลั่งเข้าโจมตีทุกชีวิตที่เข้ามาใกล้ (โอกาสดรอปค่อนข้างต่ำ ส่วนใหญ่มักจะดรอปแต่เศษไม้ไร้ค่าขายได้ตังน้อยมาก)