บทที่25
โรคระบาดเริ่มแพร่กระจาย
ผ่านพ้นไปประมาณหนึ่งเดือนหลังจากที่ตระกูลเว่ยได้บอกและเตือนภัยผู้คนภายในเมืองแห่งนี้เกี่ยวกับเื่โรคระบาดที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนใน่เวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมายังไม่มีผู้ใดป่วยเป็โรคนี้ภายในเมือง
ในการที่ยังไม่มีผู้ใดป่วยเป็โรคนี้ภายในเมืองก็ต้องยกความดีความชอบเื่นี้ให้กับคุณชายเว่ยเมื่อได้รู้ข่าวอย่างรวดเร็วก็รีบทำการแจ้งข่าวกับเหล่าผู้คนรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
มันเป็เพราะว่าเขาสามารถแจ้งข่าวได้รวดเร็วมันเลยทำให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างทันควัน
ั้แ่ที่ได้รับการแจ้งข่าวจากตระกูลเว่ยคนภายในเมืองก็เริ่มระวังตัวกันมากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นการตรวจตาเข้าเมืองมันก็ตรวจตาอย่างรัดกุมมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
ก่อนหน้านี้การตรวจตาเข้ามาภายในเมืองแห่งนี้ที่เป็เมืองศูนย์กลางการค้าขายมันไม่ได้รัดกุมขนาดนี้
แต่ในตอนนี้การตรวจตราทุกอย่างเต็มไปด้วยความรัดกุมอาจจะเป็เพราะเช่นนี้ด้วยเลยทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ภายในเมืองแห่งนี้ยังไม่มีผู้ใดที่ป่วยเป็โรคนี้
ใน่ขณะที่ยังไม่มีผู้ป่วยเข้ามาภายในเมืองคุณชายเว่ยพยายามสืบข่าวจากบริเวณชายแดนอย่างเป็ระยะระยะเพื่อที่จะให้รู้เกี่ยวกับเหตุการณ์และอาการของผู้ป่วยให้ได้มากที่สุด
ในตอนนี้ผู้คนบริเวณชายแดนมีผู้คนมากมายที่กำลังติดและป่วยเป็โรคนี้
โรคระบาดชนิดนี้แพร่กระจายเร็วกว่าที่คนอื่นคิดเป็อย่างมาก เพราะว่าเพียงแค่หนึ่งเดือนที่ผ่านมาตอนนี้เมืองกว่าครึ่งบริเวณภายในเขตเมืองทางทิศบูรพาป่วยเป็โรคนี้กันแล้วทั้งสิ้น
บริเวณเขตทางทิศบูรพามีทั้งหมดประมาณยี่สิบกว่าหัวเมืองโดยกว่าครึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีโรคระบาดชนิดนั้นระบาดกันอยู่โดยผู้คนต่างเรียกขานและก็เรียกชื่อของโรคระบาดชนิดนั้นว่าเป็โรคบุปผาสีชาด
ที่ผู้คนเรียกเช่นนั้นก็เพราะว่าใน่อาการที่สองที่จะมีตุ่มแดงๆขึ้นมาที่ร่างกายผู้คนมองเห็นว่าผดผื่นร้อนแดงๆเ่าั้เมื่อมองดูดีๆพวกมันมีรูปลักษณะที่คล้ายคลึงกับดอกไม้ถ้ามองปกติทั่วไปจากระยะไกลก็มองเห็นว่าเหมือนกับตุ่มธรรมดาแต่ถ้าลองเอาดวงตาเข้าไปมองใกล้ๆมันจะเหมือนรูปดอกไม้จริงๆและมันมีสีแดงผู้คนเรียกว่าสีชาด
สุดท้ายแล้วก็สามารถคิดค้นชื่อโลกแล้วก็เรียกออกมาเป็ที่รู้กันดีว่าบุปผาสีชาด
มันแพร่กระจายอย่างรวดเร็วเพียงแค่หนึ่งเดือนแค่กระจายไปทั่วบริเวณหัวเมืองมากกว่าครึ่งทางฝั่งทิศบูรพา
เื่นี้ถือว่าเป็เื่ที่ใหญ่โตมากโรคชนิดนี้ไม่มีผู้ใดรักษาได้ได้แต่บรรเทาอาการเท่านั้นหรือว่าบางคนที่โชคดีเหมือนกับว่าได้พรจาก์อยู่ดีๆก็สามารถหายได้เอง
แต่ว่าโอกาสที่จะป่วยเป็โรคนี้และสามารถหายได้เองมีน้อยเป็อย่างมากเรียกว่านายร้อยคนจะเจอสักคนเดียวที่ป่วยเป็โรคนี้และสามารหานเองได้โดยที่ไม่จำเป็จะต้องรับการรักษา
แต่เื่ที่มันสำคัญในตอนนี้มันไม่ใช่เื่นั้นมันคือเื่เกี่ยวกับการแพร่กระจายที่รวดเร็วเกินไปต่างหาก
กระจายที่รวดเร็วเกินไปทำให้การควบคุมหลายๆอย่างสามารถควบคุมได้ยากเย็นมากขึ้น
..
หนึ่งกองทัพฝ่าแดนทะลวงในขณะที่โรคระบาดนั้นแพร่กระจายไปในวงกว้างขณะเดียวกันใน่หนึ่งเดือนที่ผ่านมากองทัพจากเมืองหลวงได้ใช้นับครั้งไม่ถ้วนสามารถทะลวงด้านหน้าและสามารถยึดเมืองด้านหน้าสุดของเขตปกครองหลันโจวมาได้
ในการที่สามารถยึดมาได้มันเองก็เป็การบีบให้พวกกองทัพของอ๋องหลันต้องล่าถอยไปด้วยเช่นเดียวกันพวกนั้นล่าถอยไปด้านหลังพวกมันไปตั้งหลักใหม่ที่บริเวณเมืองด้านหลัง
จำนวนไพ่คนเสียไปมากกว่าหนึ่งในสามในการสู้รบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาพวกมันเสียคนไปถึงหนึ่งหมื่นนาย
แม่ทัพใหญ่นามไป๋เฟิ่งสมญานามหงส์ขาวสะท้านเลื่องลือบนหลังอาชาสีดำที่แข็งแรงกำยำนางควบม้านำทัพด้านหน้าฟาดฟันข้าศึกมากมายสมดังชื่อยอดขุนพล
อ๋องหลันที่ยืนอยู่บนกำแพงสูงใหญ่ได้มองนางที่อยู่บนหลังม้าหลายต่อหลายครั้งยิ่งมองยิ่งรู้สึกสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวภายในมือของนางราวกับว่าเป็เคียวของยมทูตเชือดเฉือนสังหารผู้คนมากมายโดยที่ไร้ความปราณี
ครั้งหนึ่งในการสู้รบเคยมีลูกธนูนับสิบดอกเล็งไปที่นางคนเดียวยิงตรงเข้าไปหวังจะจบชีวิต
แต่ไป๋เฟิ่งหาได้หลบไม่สตรีผู้นั้นหมุนกระบี่ของตนเองอย่างรวดเร็วพริบตาเดียวกระบี่นั้นตัดลูกธนูสิงดอกอย่างง่ายดาย
ความเก่งกาจของนางยามที่อยู่ภายในสมรภูมิรบเป็ที่ประจักษ์ไม่มีผู้ใดกล้าดูถูกหรือว่าดูิ่สตรีผู้นี้ นางอยู่หน้าบุรุษเสมอในสนามรบ
หนึ่งเดือนการสู้รบสิบครั้งกองทัพเมืองหลวงสามารถชนะได้สิบครั้งขับไล่กองทัพของอ๋องหลันล่าถอยไปเมืองด้านหลังหลังจากนั้นกองทัพของเมืองหลวงจำนวนคนหกหมื่นเข้ามาตั้งหลักปักฐานอยู่ที่เมืองที่สามารถยึดครองกลับมาได้
ใน่การสู้รบที่ผ่านมาพวกไป๋เฟิ่งเสียไพร่พลภายในกองทัพไปเพียงแค่สองพันในขณะเดียวกันอีกฝ่ายเสียไปถึงหมื่นนายเพียงแค่นี้ก็บอกได้ถึงความสามารถที่ปรีชาสามารถของนางแล้ว
กระนั้นยึดเมืองมาได้หนึ่งเมืองเพียงแค่ตั้งหลักรอเท่านั้นเพื่อรอการยกทัพและก็บุกครั้งถัดไป
ไป๋เฟิ่งนางรู้ดีว่าควรจะทำอย่างไรสถานการณ์ในตอนนี้ทางด้านกองทัพของอ๋องหลันไม่ได้แตกต่างจากสุนัขที่กำลังโดนไล่ตีและก็วิ่งหนีไปเรื่อยๆ
แม้จะบอกว่าสามารถยึดเมืองนี้กลับมาได้แต่กองกำลังทหารที่มากมายก็ทำการตั้งหลักรออยู่บริเวณด้านนอก
..
มารีบร้อนการเข้าไปภายในเมืองมันจะทำให้ผู้คนภายในเมืองต่างพากันตื่นตระหนกใเป็ผลเสียมากกว่าผลดี
เพราะแบบนั้นเลยตั้งค่ายรอกันบริเวณด้านนอกปกคลุมทั้งสี่ทิศแล้วก็รอที่จะยกทัพบุกเดินหน้าต่อไปโจมตีกองทัพที่ยังเหลืออยู่ของอ๋องหลัน
ไป๋เฟิ่งตั้งอยู่ภายในกระโจมพักผ่อนอย่าเงียบสงัดงานอดิเรกของนางคือการยกเลิกดีของตนเองขึ้นมาแล้วก็ขัดถูมันอย่างวิิจิตร
นางนั่งอยู่บนโต๊ะหนึ่งมือถือกระบี่อีกหนึ่งมือถึงผ้าสะอาดเช็คมันไปมาหลังจากที่นำกระบี่ของตนเองลงไปแช่สุราจนได้ที่แล้ว
จากที่ใช้ผ้าสะอาดบรรจงเช็ดมันจนเงาวับไป๋เฟิ่งยกชูมันขึ้นมาเล็กน้อยใช้ดวงตามองมันอย่างพึงพอใจพลางพยักหน้าขึ้นลง “ยอดเยี่ยม.. ”
..
ยังไม่มีงานอดิเรกอย่างเช่นผู้หญิงเลยสักนิดถ้าเป็สตรีธรรมดาทั่วไปในยามว่างๆคงจะหยิบด้ายและเข็มมาทำการเย็บปักผ้าเช็ดหน้าหรือว่าถุงหอม
แต่ว่านางไม่ใช่สตรีเช่นนั้นแตกต่างจากสตรีทั่วทั้งใต้หล้าในยามว่างๆเช่นนี้มักจะนำกระบี่และอาวุธของตนเองขึ้นมาขัดให้เงางาม
เรียกได้ว่าการกระทำทุกอย่างไม่ได้แตกต่างไปจากบุรุษเลยสักนิดอันที่จริงแล้วบิดาของนางอยากจะให้นางเป็อย่างสตีธรรมดาทั่วไป
แต่ว่านางนั้นแตกต่างจากคนอื่นจากที่เห็นว่าตระกูลของตัวเองไม่มีผู้สืบทอดเป็บุรุษ
ั้แ่ในตอนนั้นที่นางเริ่มจำความได้นางเองก็ละทิ้งตัวเองในฐานะสตรีไปเรียบร้อยแล้วทิ้งด้ายและเข็มที่ตนเองนั้นควรจะฝึกเย็บปักและถักทอต่างๆกับกระบี่สวมเกราะและเข้าสู่สมรภูมิ
เรียกได้ว่าั้แ่นั้นมานางก็ไม่ได้มีความรู้สึกว่าตนเองนั้นจำเป็จะต้องเย็บปากอีกเลย
งานอดิเรกในเวลาว่างแล้วก็อย่างอื่นๆส่วนใหญ่แล้วก็จะทำเหมือนกับบุรุษอย่างเช่นการดื่มสุราหรือไม่ก็การเช็ดอาวุธของตนเอง
ส่วนถ้าไม่ได้ออกรบอยู่ภายในเมืองหลวงสิ่งที่ทำเสียงส่วนใหญ่ก็คือการฝึกฝนทหารและฝึกฝนวรยุทธ
ห่างเหินจากเื่ราวความรักทิ้งทุกอย่างไม่สนความสำคัญเช่นชายหญิงั้แ่ในตอนนั้นจนถึงตอนนี้กล่าวได้ว่าตัวของนางไม่เคยทำอันใดแค่สตรีเลยแม้แต่ครั้งเดียว
นางเองก็ไม่คิดว่าตนเองนั้นจะต้องทำเช่นนั้นด้วย
ขณะที่กำลังนั่งเช็ดกระบี่ของตนเองอยู่มีทหารผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาภายในกระโจมของตนเองอย่างรวดเร็ว
พวกนั้นวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วมันเป็ทหารที่สวมใส่ชุดเกราะสีเงินอยู่ในระดับนายกองวิ่งเข้ามาด้วยท่าทางร้อนรนเมื่อยามวิ่งเข้ามาถึงด้านในไม่ทันได้ขออนุญาตคุกเข่าลงด้านหน้าในทันที
ไม่ยอมทั่วไปถ้าผู้ใดวิ่งเข้ามาโดยที่ไม่ขออนุญาตก่อนคงจะโดนบั่นศีรษะด้วยกระบี่ไปแล้ว
แต่ไป๋เฟิ่งดูท่าทางของมันนางก็รู้ได้ในทันทีว่าทหารผู้นี้มีบางอย่างที่รีบเร่งน่าจะมีบางอย่างสําคัญอยากจะมารายงานเพราะแบบนั้นนางเลยไม่ถือสาแสดงใบหน้าที่เรียบเฉยตอบรับกลับไป
ทหารผู้นั้นคุกเข่าอยู่ด้านหน้ามันหายใจแรงลมหายใจถี่ระรั้วและไม่เป็จังหวะหายใจเข้าออกอย่างต่อเนื่องมันพยายามกลั้นใจแล้วก็กลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่สงบสติอารมณ์แล้วกล่าวรายงานออกมาด้วยใบหน้าที่ตระหนก“ แย่แล้วขอรับท่านแม่ทัพ!! มีเื่ใหญ่เกิดขึ้นท่านแม่ทัพป๋ายให้ข้ามารายงาน ”
ไป๋เฟิ่งดูท่าทางของมันมาก็รู้ว่าเป็เื่ราวใหญ่โตถึงแม้เื่ราวใหญ่โตอย่างไรก็ไม่ควรจะตื่นตระหนกใควรจะสงบนิ่งเอาไว้
ไป๋เฟิ่งแสดงใบหน้าที่เรียบเฉยมองตรงไปที่ผู้ที่อยู่ด้านหน้าแล้วเอ่ยถามออกมา“ มีเื่อันใด? ” น้ำเสียงที่ทั้งไพเราะและทรงพลังที่เปล่งออกมา
ทหารหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าด้านใจแล้วตอบออกไป“ กับดักขอรับ!!! ”
ไป๋เฟิ่งหรี่ดวงตาของตนเองลงมองไปที่ทหารผู้นั้นอย่างสงสัย“ หมายความว่าอย่างไร? ”
“ ท่านแม่ทัพใหญ่ไปดูด้วยตัวเองหรือขอรับตอนนี้ท่านแม่ทัพป๋ายกำลังรออยู่ภายในเมืองรอให้ท่านแม่ทัพใหญ่เดินทางไป”
ไป๋เฟิ่งมันคงรูปหลักเกณฑ์ชะตาของตนเองเอาไว้ลุกยืนขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากนั้นเดินตรงตามทหารผู้นั้นไปภายในเมืองที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย
ภายในเมืองแห่งนี้กว้างใหญ่มีประชากรมากกว่าสามพันคนอาศัยอยู่อย่างแออัดบริเวณเขตพื้นที่เล็กๆบริเวณด้านในเมืองทหารของกองทัพปิดล้อมพื้นที่บริเวณนี้เอาไว้ตามคำสั่ง
ไป๋เฟิ่งที่ควบอาชาสีดำมันน่ายำเกรงของตนเองเข้ามาภายในบริเวณนี้เต็มไปด้วยความประหลาดใจเมื่อเดินทางมาถึงดวงตาทั้งสองข้างมองไปยังกลุ่มคนมากมายที่กำลังอลหม่าน
นางโน้มกายของตนเองลงหลังม้าก้าวเท้าเข้าไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นต้องผงะเท้าของตนเองลงมีผู้เข้ามาขวางหน้าของนางเอาไว้พร้อมกับยื่นบางอย่างให้
จบบท