การใช้สัญลักษณ์ในการคั่น - ตัดตอน
..................... การตัดตอนไปอีกวันหนึ่งเลย
++++++++ ยังอยู่ในฉากเดียวกัน แต่เปลี่ยนมุมมองและสถานที่
ณ โลกมนุษย์ ในประเทศไทยของจังหวัดกรุงเทพมหานคร เวลา 20.30 น.
หมู่ดาวบนท้องฟ้าในยามราตรีฉายชัดแก่สายตา ความผ่อนคลายมากมายโอบอุ้มจิตใจเด็กหนุ่มผู้นอนอยู่บนดาดฟ้าโรงเรียนอย่างเดียวดาย ไม่ว่าใครคนใดที่พบปะกับความวุ่นวายในชีวิต หากได้มาเห็นภาพในยามนี้คงรู้สึกไม่ต่างกันกับเขานัก
“ เฮ้อ !! เหนื่อยจริงไรจริงวันนี้ ในที่สุดก็ปิดเทอมสักทีนะ ”
เด็กหนุ่มผู้มีั์ตาสีน้ำตาลอ่อนนอนเอามือก่ายหน้าผากมองดูดาวด้วยท่าทางผ่อนคลาย ทอดมองบนท้องฟ้าอย่างเหม่อลอยไปกับหมู่ดาวรายล้อมเข้ากลีบเมฆสีคราม แต่หารู้ไม่ว่าตัวเองไม่ได้อยู่บนดาดฟ้าเพียงลำพัง เพราะยังมีเงาปริศนาร่างหนึ่งแอบอยู่ด้านหลังประตูทางเข้าออก ซึ่งได้เฝ้าดูอยู่ซักพักหนึ่งแล้ว พลันหายไปในเมื่อถึงเวลาต้องกลับไปรายงานตัว
..........................................................
ย้อนกลับไปแปด(8)ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภายในโรงเรียนมัธยมชื่อดังของย่านย่านหนึ่งถูกสร้างขึ้นใจกลางกรุงเทพมหานครอันมีตึกมากมายสูงเสียดฟ้ากับพาหนะสัญจรไปมาอย่างดูวุ่นวาย ซึ่งผิดกลับภายในห้องอันสี่เหลี่ยมขนาดปานกลางที่ดูเงียบเชียบผิดปกติจนกระทั่ง...
อ๊อด!!
เสียงสัญญาณของการเลิกเรียนดังขึ้น ทุกคนต่างยืนพรึบ!เคารพอาจารย์หน้าห้องพร้อมเพรียง ก่อนนัดกันวิ่งออกไปด้านนอกทันควัน ยกเว้นนักเรียนกลุ่มหนึ่งต้องสะดุดตาเข้ากับผู้ชายเ้าของเรือนผมทองอร่ามนั่งเด่นสุดอยู่ด้านหน้าบรรดาผู้หญิงมีเรือนผมดำสนิทอยู่ทั้งหมดสี่คน หนึ่งในนั้นตัดสินใจเอื้อมมือเรียวสะกิดไหล่กว้างของหัวหน้าห้อง เพื่ออยากให้เขาหันมาหาพวกเธอสักนิด ซึ่งได้ผลในเมื่อคนตรงหน้าหันกลับมามองเริ่มขมวดคิ้วเข้ารับใบหน้าคมเข้มขาวเนียมเ้าของทรงผมตั้งขึ้นจรดปลายคล้ายเพิ่งลุกจากที่นอน ไล่ลงเปลือกตาคู่งามกะพริบมองถี่อย่างดูคิดสงสัย จมูกโด่งเป็สันกับดวงปากสีแดงระเรื่อได้รูปสวยโดยที่ไม่ต้องพึ่งเครื่องมือหมอแม้แต่น้อย
“ ว่าไงส้ม มีอะไรเหรอครับ ? ” เสียงฟังดูหล่อสำหรับเด็กสาวเอ่ยทักขึ้นก่อน ระหว่างมีสายตาแพรวพราวส่งมาให้ด้วย
“ เอ่อ... คือ...ว่า ” เด็กสาวเ้าของใบหน้าสะสวยปากนิดปลายจมูกโด่งเชิดดูน่ารักหน่อย กำลังตอบเสียงอ้ำอึ้งเหมือนมีอะไรจะพูดแต่ไม่กล้าพูด จนเพื่อนของเธอนั่งด้านหลังต้องชะโงกหน้ามาเอ่ยแทนทันที
“ คือว่าส้มชอบเธอน่ะอานนท์ ” เพียงประโยคเดียวทำให้ผู้ถูกชอบเริ่มทำหน้าไม่ถูก ได้แต่ยิ้มสู้ส่งให้แทน “ ชอบมาก ๆ เลยด้วย ” แต่ยังดูไม่พอสำหรับเพื่อนของส้ม เธอเห็นอานนท์ยังไม่ตอบอะไรเลยตั้งใจขยี้ตรงคำพูดนั้นมากขึ้นไปอีก ระยะสามปีที่ผ่านมาส้มติดตามเฝ้ามองผู้ชายนามว่าอานนท์มาโดยตลอดจนกระทั่งถึงวันหนึ่งได้รับหน้าที่เป็หัวหน้าห้องเพราะดูเหมาะสมมากสุดกับตำแหน่งนี้สำหรับทุกคนแล้ว เพราะด้วยการเป็คนพูดคุยง่ายแต่ลึก ๆ กลับรู้สึกเข้าถึงยาก พร้อมดูตั้งใจเรียนจนได้เกรดสี่อยู่ตลอด มีความรับผิดชอบและเป็ผู้ที่ได้รับความชื่นชมเสียงต่อเสียงจากบรรดาครูบาอาจารย์กับเหล่ารุ่นพี่มากมายในเื่การเรียนและอื่น ๆ ดูสมบูรณ์แบบไปหมด
“ เอ่อ ขอบคุณมากนะที่ชอบเรา ”
อานนท์ตัดสินใจพูด ระหว่างมือวุ่นเก็บหนังสือสามเล่มเข้ากระเป๋าสะพายหนังคล้ายดูขัดเขินสำหรับมุมมองของพวกส้ม เด็กหนุ่มพยายามเข้าใจความรู้สึกเพื่อนหญิงตรงหน้า การที่มีความรักหนุ่มสาวภายในโรงเรียนเป็เื่ดีอย่างหนึ่งสำหรับคนอื่น แต่สำหรับตัวเขาเองกลับไม่คิดเช่นนั้น ด้วยความรักนี่แหละมันเป็เหตุให้เขาต้องมาเกือบตายเพราะมัน
โดยเื่มีอยู่ว่ามีเด็กสาวคนหนึ่งกำลังแอบชอบอานนท์มากเหมือนกันแต่ต่างอยู่คนละห้องเรียน ได้สร้างสถานการณ์ภายในวันที่มีกิจกรรมรุ่นพี่กำลังรับน้องคือรุ่นของพวกเธอเอง หลังกิจกรรมเสร็จสิ้นลงผู้หญิงคนนั้นหวังใช้โอกาสนี้แอบใส่ยาเสียหนุ่มภายในเครื่องดื่มของขวดที่เหลือให้เขาดื่มดับกระหายคลายความเหนื่อยของการต้องวิ่งวุ่นช่วยเสิร์ฟน้ำให้เหล่ารุ่นพี่กับรุ่นเดียวกันอยู่ทั้งวัน แต่มันดูผิด่เวลาไปหน่อยเมื่อมีกลุ่มเพื่อนส้มเข้ามาตัดหน้าชิงยื่นน้ำดื่มให้อานนท์ก่อนหยิบแก้วอีกอันขึ้นมาดื่มแทนแล้ว เพราะเหตุผลว่าเพื่อไม่ให้ผู้หญิงคนอื่นแย่งตัวอานนท์ได้สำเร็จอีกเหมือนครั้งที่ผ่านมา เลยตัดปัญหามันสักเสียก่อนมีครั้งต่อไป คือจบด้วยการตายไปพร้อมกันมันซะเลยในความคิดของเด็กสาวคนนี้ และผลสุดท้ายกลับทำไม่สำเร็จ (ทำไมอานนท์ถึงรู้เื่นี้ ก็เพราะกลุ่มส้มนี่แหละได้มาบอกเด็กหนุ่มในภายหลัง)
“ แต่ว่า... ตอนนี้ฉันยังไม่พร้อมที่จะคบหากับใครเป็พิเศษน่ะส้ม ขอโทษด้วยจริง ๆ นะ ”
อานนท์ใช้เวลาคิดอยู่สักพักใหญ่ จนตัดสินใจพูดออกมาเพื่ออยากถนอมน้ำใจเพื่อนสาวร่วมห้องให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ “ ขอโทษอีกครั้งนะส้ม แต่ว่าฉันต้องไปแล้ว ” และคิดตัดบทด้วยการขอตัวไปทำธุระเื่อื่นต่อทันที
“ เดี๋ยวสิ ” ส้มรีบเอ่ย มือเอื้อมรั้งข้อมือของอานนท์ไว้ เด็กหนุ่มชะงักถอยเท้าให้เก้าอี้ไม้เลื่อนออก
“ ทำไมนายไม่ยอมเปิดใจให้ฉันบ้าง! เธอรู้ใช่ไหมว่าฉันคิดยังไงกับนายอยู่ ” เด็กสาวเริ่มหมดความอดทนกับความรู้สึกอึดอัดใจ เธอเฝ้ามองอานนท์มาโดยตลอดคอยให้ความช่วยเหลือสนับสนุนอยู่เื้ั และเผลอ ๆ เธออาจรู้เยอะกว่าตัวเพื่อนชายคนนี้รู้ตัวเองเสียอีกด้วยซ้ำ
“ ฉันรู้... แต่ว่าส้มเธอก็เห็นนิ่ว่าฉันไม่ค่อยมีเวลา ไหนปิดเทอมฉันก็ต้องกลับบ้านที่ต่างจังหวัดอีกเป็เดือน ๆ แล้วถ้าหากสมมุติเราคบกันจริง ๆ เธอจะรับได้เหรอ ? ” อานนท์คิดไปถึงอนาคตข้างหน้า แต่หากประโยคนั้นมันอาจฟังดูเป็การหาข้ออ้างเพื่อไม่อยากให้ความหวังกับใครถ้าตัวเองยังไม่พร้อมในเื่นี้อย่างเต็มที่
“ ฉัน...” ส้มเริ่มทำท่าอ้ำอึ้ง หลุบตาต่ำ เพราะเธอรู้สึกเริ่มไม่แน่ใจตัวเอง ถ้ามันถึงเวลานั้นขึ้นมาจริง ๆ ก็กลัวว่าจะรับมันไม่ได้อย่างที่คิดไว้ ความรักแพ้ระยะทาง ในความคิดของเด็กสาวคนหนึ่งที่ยังไม่มีประสบการณ์เื่นี้มาก่อน
“ เห็นไหมเธอยังดูไม่แน่ใจเลย ฉันคิดว่าเราเป็เพื่อนกันแบบนี้น่ะดีกว่าเยอะ ” อานนท์พูดจบ ยิ้มอย่างเป็มิตรให้พวกเพื่อนส้มด้วย
“ อื้มก็ได้ค่ะ และขอบคุณนะที่รับฟังฉัน " ส้มหันไปหาพวกเพื่อนเธอเพื่อ้าความคิดเห็น แต่ได้เพียงส่ายหน้าส่งให้แทน จนต้องรีบหันกลับมาหาอานนท์ตัดสินใจตอบไปด้วยความรู้สึกจริง ‘ได้เป็เพื่อนดีกว่าไม่ได้เป็อะไรเลย’
“ งั้นตกลงตามนี้นะครับ ” อานนท์เอ่ยยิ้มด้วยความเข้าใจตรงกันแล้ว ก่อนขอตัวกลับไปทำธุระอย่างที่คิดไว้ “ ฉันไปได้แล้วใช่ป่ะ ” พลางพูดแหย่เพื่อนหญิง เมื่อเห็นส้มได้แต่พยักหน้ายิ้มกลับแทนคำตอบ
+++++++++++++++++++++++
อานนท์เดินลงมาจากชั้นสามออกนอกอาคารเรียนขนาดใหญ่พลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีเป็พิเศษตรงไปยังอีกฟากหนึ่งของตึกเรียน ต้องชะงักก้าวเดินต่อเมื่อเสียงเรียกดังจากด้านหลัง
" อานนท์ รอเดี๋ยว! " เด็กหนุ่มรีบหันไปกับพบเ้าของเสียงเรียกเป็เพื่อนชายร่วมห้องเรียน ใบหน้าประดับแว่นตาหนาเตอะ มือล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพาย
" อ้าว ชนินว่าไง มีอะไรเหรอ ? " อานนท์ขมวดคิ้วสงสัยทักถาม กำลังเห็นสมุดเล่มหนึ่งยื่นออกมาจากกระเป๋าชนิน
" เล่มนี้ของนายหรือเปล่า เห็นหล่นอยู่แถวบันไดลงมา เพราะฉันเห็นปกเขียนแต่ชื่อย่อตัว A. เลยคิดว่าน่าจะเป็ของนาย " ชนินพูดจบประดับยิ้มมุมปาก ก่อนนิ้วคั่นปกรองของสมุดบันทึกางออกให้อานนท์เห็น
" ใช่ ๆ ของฉันเอง ขอบคุณมากนะ " เด็กหนุ่มมองลงเห็นลายเส้นการวาดตัวอักษร A เป็เอกลักษณ์ชัดเจนประจำตัว กำลังตามหาอยู่เพราะสิ่งนี้คือสมุดบันทึกที่น้าสาวทำเองกับมือให้เป็ของขวัญในวันเกิดที่แล้ว พลันพยักหน้า หวังยื่นรับคืนจากเพื่อนชาย
" แต่ฉันขอแลกเปลี่ยนอย่างหนึ่งนะ " ชนินไม่คิดคืนไปโดยง่าย หัวนึกสิ่งที่อานนท์สามารถตอบแทนทำให้เขาได้ก็คือ...
" ขอแลกเปลี่ยนอะไรอีก อยากได้อะไร " อานนท์ถอนหายใจเบื่อหน่ายกับนิสัยจอมเ้าเล่ห์ของเพื่อนชาย ดูผิดจากบุคลิกภายนอกอย่างลิบลิ่ว
" ไปขอเบอร์รุ่นพี่ไพลินให้ฉันหน่อยสิ นะ ๆ อานนท์นะ อีกครั้งเดียว " ชนินทำหน้าอ้อนวอน กะพริบตาถี่ใส่ด้วย เพราะหลายปีมานี้เขาต้องพึ่งอานนท์อยู่หลายเื่ ทั้งเื่เรียนและเื่ส่วนตัว ซึ่งอานนท์ต้องพึ่งเขาอยู่เช่นกัน ถ้าหากไม่ได้ความช่วยเหลือในการติวข้อสอบให้อยู่ทุกครั้งก็คงไม่ได้เกรดสี่ไปตลอดอย่างที่เห็น
" แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะชนิน! " อานนท์ชี้นิ้วใส่เพื่อนชาย ทำเสียงกดต่ำ พลันคิดสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง " ขอถามหน่อยเถอะ เห็นนายให้ฉันเที่ยวไปขอเบอร์รุ่นพี่คนนู้นคนนี้ที ถามจริงนายเอาไปทำอะไร " เพราะมีอยู่สองสามครั้งที่เ้าชนินใช้ข้อแลกเปลี่ยนให้อานนท์เที่ยวไปขอเบอร์ของดาวโรงเรียนบ้างล่ะหรือรุ่นพี่สาวสวยถูกใจบ้างล่ะ จนพลอยทำให้เขาเสียเครดิตไปด้วย
" เออน่า ความสุขฉัน เอามาให้หน่อยนะอานนท์ " ชนินพูดเสียงสูง พยายามหลีกเลี่ยงคำตอบ
" อื้ม ๆ เดี๋ยวได้มาแล้วจะโทรไปบอกล่ะกัน " อานนท์พยักหน้าแสดงความเบื่อหน่ายกับท่าทางดูอ้อนวอน ของชนินยังคงอยู่ไม่เลิก " โอเค งั้นฉันไปนั่งรอแถวโรงอาหารนะ ขอบใจมากเพื่อน! " ชนินยิ้มปากฉีกถึงหู ไม่ลืมตบบ่าอานนท์เป็การขอบคุณทิ้งท้าย ก่อนวิ่งชูเล่มสมุดคล้ายตัวประกันหายไปตรงตึกโรงอาหารด้านข้าง
สักพักใหญ่อานนท์ตัดสินใจตรงยังอีกตึกหนึ่งรวบรวมไปด้วยนักเรียนชั้นปีที่ 6 ระหว่างทางเดินต่างมีสายตาแพรวพราวจากเหล่ารุ่นพี่หลากหลายคู่ส่งตรงมาให้ อานนท์กำหมัดแน่นระงับความขัดเขิน จนกระทั่งมาหยุดยืนหน้าห้องม. 6/10 มีช่องกระจกใสสี่เหลี่ยมผืนผ้ามองเห็นด้านในอย่างชัดเจน ปรากฏเหล่านักเรียนหญิงกำลังนั่งจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่เมามันส์ ซึ่งมีรุ่นพี่นามว่าไพลินนั่งร่วมสนทนาอยู่ด้วย เด็กสาวผมน้ำตาลยาวสลวยดูสดใสนั่งกอดอกทำท่าหัวเราะตามพวกเพื่อนอย่างสนุกสนาน จนการกระทำทุกอย่างดูหยุดลงเมื่อทุกคนพากันหันมายังบานประตูทางเข้าพร้อมเพรียงกัน
" นั่นน้องอานนท์นิ่ ! " เสียงดังจากด้านหลัง ทำให้เ้าของชื่อไม่กล้าหันกลับไปมอง พลันตัดสินใจยื่นมือเลื่อนประตูไม้ออกด้านข้าง ก้าวเท้าเข้าไปภายในห้องเรียนของพี่ผู้หญิงนามว่าไพลิน ระหว่างนั้นต้องก้มหัวเคารพให้รุ่นพี่คนอื่นต่างเดินสวนทางมา
" สวัสดีครับพี่ไพลิน " อานนท์มายืนหยุดตรงหน้ารุ่นพี่คนนี้ กำลังเงยมองรุ่นน้องสุดหล่อด้วยสายตาตกตะลึง พลันรีบพยักหน้ารับการเคารพ " สวัสดีจ้ะ น้อง...อานนท์ มีอะไรกับพี่เหรอ ถึงได้มาหาถึงที่นี่ ? "
" คือว่าผม... " อานนท์แสดงท่าทางอ้ำอึ้ง มีสายตาหลายคู่กำลังมองมาอยู่ " เฮ้ย ! " เสียงอุทานดังแทนได้เอ่ยต่อ เมื่อถูกเหล่ามือปลาหมึกจากรุ่นพี่ในกลุ่มหวังดึงลงมาให้นั่งร่วมวงด้วยสักงั้น
" นั่งลงก่อนจ้ะน้องอานนท์ เห็นยืนอยู่กลัวจะเมื่อยเอา " เสียงแหลมจากรุ่นพี่ผมดำสนิทกำลังยิ้มหวาน มือเริ่มยื่นหวังอยากนวดไหล่กว้างของรุ่นน้องให้
" เอ่อ... ขอบคุณครับพี่..." อานนท์ยิ้มแห้ง ระหว่างเอี้ยวตัวหลบมือหลายคู่กำลังยื่นมือเข้ามานวดให้
" ที่ผมมาวันนี้... " เสียงฟังพูดไม่เต็มปาก รู้สึกถึงการมีมือเริ่มบีบไปมาตรง่ไหล่อานนท์ได้สำเร็จ จนลามไปถึงจับเส้นผมดุจทองคำดูแปลกตาสำหรับเหล่ารุ่นพี่อย่างเพลิดเพลินเสียแล้ว " ผมขอคุยกับพี่แค่สองคนได้ไหมครับ " เพียงเท่านั้นทุกการกระทำนัดกันหยุดลง ลุกขึ้นเบี่ยงหลบให้เ้าของชื่อถูกเอ่ยเดินเข้ามานั่งแทนที่รุ่นพี่ผมดำ
หลังจากทุกคนเดินออกไปด้วยคำสั่งจากสายตาของหัวหน้าห้องหญิง ทำให้บรรยากาศภายในห้องเริ่มเงียบลง จนสักครู่อานนท์เป็คนเปิดบทสนทนาก่อน
" คือว่าผมอยากได้เบอร์ของรุ่นพี่ครับ " อานนท์ตัดสินใจพูดออกไปด้วยความขัดเขินเมื่อปะทะสายตาดูมีเสน่ห์กำลังมองเด็กหนุ่มเพื่อรอคำตอบด้วยท่าทางสงบนิ่งผิดนิสัย
" นี่น้องกำลังจีบพี่อยู่หรือเปล่าจ้ะ ? " ไพลินเลิกคิ้วสูง อมยิ้มรู้สึกมีความสุขเพราะรุ่นน้องที่กำลังแอบหลงรักกลับมาเป็ฝ่ายจีบเธอเสียก่อนแล้ว
" คือว่า... " อานนท์ทำท่าอ้ำอึ้ง ทำให้ไพลินเริ่มเข้าใจดีว่าคงไม่ได้เป็อย่างที่คิด เลยเป็ฝ่ายคลายความเกร็งระหว่างเขาและเธอให้พังทลายลงซะ
" หรือว่าไม่ใช่ " อานนท์ได้ยิน รีบพยักหน้าแทนคำตอบ
" คือว่าไม่ใช่ผมหรอกครับ แต่เป็เพื่อนของผมมากกว่า " เด็กหนุ่มยอมบอกความจริงไปจนหมด " เพื่อนผมชอบพี่มากเลยนะ แต่มันไม่กล้าแสดงออก มันเลยให้ผมมาขอเบอร์พี่แทน จะได้ไหมครับ " อานนท์หลุบตาต่ำ แต่ทว่ากลับผิดคาด
" งั้นเอามือถือเธอมาสิ " ไพลินเอ่ย พลางยื่นมือแบออกรอรับสิ่งนั้นอยู่ ทำให้อานนท์รีบมองลงก่อนตัดสินใจยื่นโทรศัพท์ตัวเองให้รุ่นพี่ไพลิน
เห็นรุ่นพี่สาวพิมพ์อะไรสักอย่างภายในโทรศัพท์อานนท์อยู่สักพัก ก่อนยื่นคืนให้กับเ้าของ คือการแลกเบอร์มือถือของกันและกัน เอาโทรศัพท์ไพลินยิงเข้าโทรศัพท์อานนท์ซึ่งได้บันทึกชื่อให้เสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว
" อ่ะ เรียบร้อยแล้ว จะเอาอะไรอีกไหม " ไพลินเอ่ย กอดอกยิ้มหวานให้ แต่สำหรับคนเห็นรอยยิ้มนั้นเกิดอาการรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาพิกล
" เอ่อ... พี่ไม่ถามอะไรผมเลยเหรอครับ " อานนท์ขมวดคิ้วมองอย่างสงสัย
" ไม่ล่ะจ้ะ ไปเถอะ เดี๋ยวเพื่อนน้องจะรอนานนะ " ไพลินส่ายหน้าเล็กน้อย ยิ้มอย่างมีเลศนัย
" งั้นผมไปก่อนนะครับ "
อานนท์ยิ้มแห้ง กลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ เดินถอยหลังและหมุนตัวกลับออกไปจากด้านหลังบานประตูนั้นโดยทันที หลังจากอานนท์โทรหาชนินให้เอาสมุดบันทึกมาแลกเบอร์โทรของรุ่นพี่เสร็จเรียบร้อยหน้าโรงอาหาร จนกระทั่งเวลาล่วงเลยใกล้ค่ำแล้ว เด็กหนุ่มรีบตรงไปยังอีกฝั่งหนึ่งคืออาคารสำหรับห้องพักครูรวมถึงที่ทำงานของผู้อำนวยการโรงเรียนไว้ทั้งหมดแล้วอยู่สิบกว่าชั้น อานนท์เดินเข้าไปภายในตึกกดลิฟท์ขึ้นชั้นบนสุดคือดาดฟ้าของตัวอาคารเพื่อไม่อยากให้ใครเห็นเขาในเวลานี้ (20.00 น.) ติ๊ก ๆ ! เสียงแจ้งเตือนเวลาจากนาฬิกาข้อมือดิจิตอลเรือนขาวเด็กหนุ่มได้ตั้งเวลาไว้เพื่อทำสิ่งหนึ่งจากทุกเดือนเกิดไม่เคยขาดแม้แต่ครั้งเดียวนั่นก็คือ...
เมื่อเดินออกจากลิฟท์ชั้นที่เก้า ต้องขึ้นบันไดมาอีกชั้นหนึ่งก่อนเห็นประตูเหล็ก ตัดสินใจผลักบานประตูออกเจอดาดฟ้าขนาดกว้างเป็สิ่งแรก อานนท์เดินไปยังใจกลางของตัวดาดฟ้านี้ เงยหน้าขึ้นมองหมู่ดาวบนท้องฟ้าในยามราตรีดูนับดวงได้เพื่อยืนสงบใจอยู่สักพักหนึ่ง จนกระทั่งเปลี่ยนมานอนบนพื้นปูนพลันเอามือก่ายหน้าผากมองดูดาวด้วยท่าทางผ่อนคลาย
“ เฮ้อ เหนื่อยจริงไรจริงวันนี้ ในที่สุดก็ปิดเทอมสักทีนะ ” ก่อนเกิดเสียงถอนหายใจอยู่เฮือกใหญ่ พลันเริ่มรู้สึกถึงบุคคลสำคัญที่สุดในชีวิต... “ พ่อครับ แม่ครับ วันนี้ถึงวันเกิดของผมแล้วนะ ” อานนท์พึมพำระหว่างั์ตาน้ำตาลอ่อนกำลังทอดมองบนท้องฟ้าไปอย่างเหม่อลอย ‘หึ ๆ.. แก่ขึ้นอีกปีแล้วสิเรา ’ หัวเราะภายในลำคอเบา ๆ ดวงตาเริ่มวูบไหวเมื่อเริ่มรู้สึกอยากพบพวกท่านเพียงสักครั้งในวันเกิดตัวเอง แต่หากนั่นมันไม่มีวันเป็จริงได้อีกแล้ว “ ผมรู้นะ...ว่าพวกท่านกำลังอวยพรให้ผมอยู่ ” น้ำตาหยดหนึ่งเริ่มลู่ลงข้างแก้มขาวเนียน พลันรีบยกนิ้วขึ้นมาปาดออก “ ผมไม่ขออะไรมากหรอกครับ... แต่ผมอยากขอแค่อย่างเดียว ก็คือได้พ...พ ” เกิดเสียงฟังดูพูดไม่ออกขึ้นมา “ ได้พบเจอแต่คนที่ดีเข้ามาในชีวิตของผมก็เพียงพอแล้ว... อวยพรให้ผมด้วยนะครับพ่อ แม่ ” แต่หารู้ไม่ว่าตัวเองไม่ได้อยู่บนดาดฟ้าเพียงลำพัง ยังมีเงาปริศนาร่างหนึ่งแอบอยู่ด้านหลังประตูทางเข้าออก สักพักกลับหายไปในทันทีก่อนเด็กหนุ่มคนนั้นจักรู้ตัวเสียอีก
..........................................................
อีกด้านของมิติหนึ่ง
ภายในห้องโถงกลางของตัวคฤหาสน์ มีชายวัยกลางคนรูปร่างสูงสง่า แต่งกายด้วยเสื้อคลุมหนาเทาสวมทับเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว กางเกงทรงขากระบอกยาวดำ กำลังยืนทอดมองผ่านหน้าต่างบานใหญ่ข้างแจกันคล้ายดอกกุหลาบสีทองสวยสด มือเรียวเนียนลูบกลีบกุหลาบไปมาเกำลังครุ่นคิดอะไรสักอย่าง
“ ใกล้ถึงเวลาแล้วสินะ ” ชายวัยกลางคนถามเสียงเรียบแลฟังดูทรงพลังเอามาก
“ ใช่แล้วขอรับนายท่าน ใกล้ถึงเวลาแล้วอีกสามวัน กระผมจะไปนำเด็กคนนั้นมาให้ท่านในทันที ! ” ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งผู้มีดวงหน้าหวานเหมือนสตรีตอบด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ โค้งให้กับผู้เป็นาย
“ อื้ม เื่นี้ข้าต้องฝากด้วยละกัน.... ” ชายผู้เป็นายเอ่ย นิ้วยังลูบกลีบกุหลาบอย่างเดิมด้วยท่าทางสงบนิ่งแลสง่าไม่มีเปลี่ยน ก่อนพูดต่อประดับยิ้มมุมปาก " เ้าไปเถอะ ยังมีงานอีกอย่างหนึ่งที่ต้องทำไม่ใช่รึ ? " ชายหนุ่มโค้งศีรษะลงเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นตอบเสียงเข้ม “ ขอรับ นายท่าน ” เดินหายไปจากประตูบานใหญ่ั์ของตัวคฤหาสน์
+++++++++++++++++++++++
แสงดวงจันทร์ของยามราตรีสอดส่องลงมาสะท้อนเข้ากับเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นบนฝากำแพงอิฐหลังคฤหาสน์ใหญ่ราวกับราชวัง
“ ท่านขอรับ ให้ข้าไปฆ่ามันก่อนเลยดีหรือไม่ ! ” เงาร่างนั้นถือแท่งคริสตัลขนาดเล็กขึ้นมาแนบหูคุยติดต่อไปยังผู้รับสายด้วยเสียงกังวาน
“ ข้าได้ยินหมดแล้ว.... เ้ารอดูมันไปก่อน ถ้าฝ่ายนั้นเริ่มเคลื่อนไหวเมื่อไหร่ เ้าจงรีบติดต่อข้ามาให้เร็วที่สุด ! ” เมื่อปลายสายกล่าวจบ ได้ตัดการติดต่อไปทันที เงาดำทะมึนนั้นวิ่งหายลับไปในสวนหย่อมหลังคฤหาสน์เช่นกัน
*อินเตอร์โฟน เป็แท่งคริสตัลสีฟ้า ขนาดเล็กเหมือนโทรศัพท์ คุณสมบัติของมัน ติดต่อสื่อสารระยะไกลได้ แอบตรวจจับสัญญาณหรือดักฟังไม่ได้ บางส่วนเพราะเวทมนตร์ในมิตินี้ *
..........................................................
สองวันผ่านไป ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในย่านชานเมืองของจังหวัดกาญจนบุรี (โลก)
มีบ้านเดี่ยวไม้หลังใหญ่สองชั้น พอมองลึกเข้าไปเห็นห้องนั่งเล่นอยู่กลางบ้านเป็อันดับแรก ด้านซ้ายเป็ห้องกินข้าวเล็ก ๆ แลดูคุ้นตา ส่วนด้านขวาเป็ห้องครัว พอก้าวบันไดเล็กขึ้นมา้า เห็นมีอยู่สามห้องด้วยกัน ห้องแรกมีขนาดเล็กติดใกล้กับบันไดข้างห้องอยู่ด้านซ้าย ถัดไปคือห้องนอนที่สองมีขนาดกลาง มองลึกไปอีกเป็ห้องสุดท้ายจะใหญ่ที่สุดของตัวบ้าน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูบานลายไม้สักดังขึ้นติดต่อกันจากหญิงร่างอวบอิ่มดูเซ็กซี่นิด ๆ ชวนน่าหลงใหลผู้เป็เ้าของั์ตาเทาเข้มคู่สวยบนใบหน้างดงามไล่ลงมาตรงจมูกปลายดูเชิดรั้น ช่างเข้ากับริมฝีปากบางเรียวได้รูปของหล่อน ปล่อยสยายด้วยผมยาวดัดลอนใหญ่สีดำเป็ทรงสวย ผิวน้ำผึ้งเนียนบนเรืองร่างสวมเสื้อยืดขาวกับกางเกงยีนส์ยาว
“ อานนท์ หลานตื่นหรือยัง วันนี้เธอต้องลงไปตักบาตรนะ นี่มันจะเจ็ดโมงแล้วด้วย ตื่นได้แล้ว ! ” ผู้เป็น้าสาวร้องเรียกเสียงดัง
“ ............... ”
แสงของดวงอาทิตย์สาดส่องรอดผ่านหน้าต่างบานซ้ายของห้องนอน กระทบเข้ากับเส้นผมสีทองอร่ามกับใบหน้าในยามหลับใหล ผู้มีรูปร่างสมส่วนสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบแปดแลมีผิวขาวเนียนดูสะอาดของเด็กหนุ่มกำลังนอนขดใต้ผ้าห่มใหญ่บนเตียงเล็ก แต่ดูท่ายังไม่รู้สึกตัว น้าสาวรู้ดีว่าไอ้หลานรักคนนี้ตื่นยากตื่นเย็นขนาดไหน นางเลยจัดการสะเดาะประตูเข้าไปลากเ้าตัวการให้ไปอาบน้ำ
หลังจากอานนท์อาบเสร็จ จัดแจงใส่เสื้อเชิ้ตขาวกับกางเกงขาสั้นทรงกระบอกสีน้ำตาลเรียบร้อย เดินมองไล่หลังตามลงไปอย่างว่าง่าย เมื่อผู้หญิงเบื้องหน้าเป็น้าสาวผู้เปรียบเสมือนแม่แท้ ๆ ของเขาวัยสิบห้าปี โดยหญิงสาวได้เล่าว่าพ่อแม่ของอานนท์เสียชีวิตั้แ่เขาออกมายังไม่ถึงสองเดือน เพราะเกิดอุบัติเหตุเครื่องบินตกระหว่างไปประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ หลังจากนั้นน้าสาวต้องรับหน้าที่ดูแลเด็กหนุ่มแทนมาตลอดสิบห้าปี เธออยู่กับหลานชายแค่สองคนที่กรุงเทพ พอใน่ปิดเทอมพวกเธอจะกลับไปอยู่กับคุณตาที่ต่างจังหวัด คุณตาเป็เ้าของค่ายมวย และทุกครั้งที่เด็กหนุ่มกลับมาต้องได้รับหน้าที่สอนมวยไทยให้กับคนรุ่นราวคราวเดียวกัน หรือไม่ก็เป็พวกผู้ใหญ่ที่อายุห่างกว่าเขาถึงสี่หรือห้าปีเป็ประจำ โดยเฉพาะบรรสาวต่างมาเรียนไม่ขาดสาย
“ น้านะน้าทำกับหลานได้ลงคอ เจ็บนะเนี่ย ” อานนท์บ่น ยืนกุมท้องน้อยเมื่อโดนน้าสาวะโทับตัวเป็การปลุกท่าประจำ พลางถามต่อ " เออว่าแต่น้าหลิวครับ... คุณตายังไม่กลับมาอีกเหรอ ท่านไปเยี่ยมเพื่อนที่พิษณุโลกตั้งนานแล้วนะเนี่ย สงสัยคุณตาคงลืมวันเกิดของผมไปแล้ว " แสดงอาการหงุดหงิด เป็หน้าหงอยลงเมื่อเขาถามถึงคุณตา
“ คุณตาคงไม่ลืมวันเกิดของหลานได้หรอกน่า ” หลิวตอบหลานชายสุดที่รัก หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี " ฮ่า ๆ แล้วไอ้เื่ที่น้าต้องใช้วิธีจัดการแบบนั้นกับเธอยังไม่ชินอีกเหรอ ใครใช้ให้หลานตื่นยากตื่นเย็นอย่างนี้ล่ะหืม ม่ะ... น้าเตรียมของตักบาตรไว้ให้แล้ว " ยืนจัดเตรียมของไว้หน้าบ้านเสร็จสรรพ มีบะหมี่สำเร็จรูป ข้าวสาร น้ำตาล อาหารกระป๋อง บลา ๆ
“ น้าครับ เอาน้ำตาลมาทำเพื่อ.... พระท่านคงจะเป็โรคเบาหวานกันพอดี ใส่สามถุงใหญ่เชียว ” เด็กหนุ่มบ่นใส่น้าสาว มือใหญ่เรียวจับของเตรียมตักบาตรให้เป็ระเบียบ
“ ก็น้าไม่มีของหวานให้ท่านเลยเอาน้ำตาลมาทดแทนน่าจะได้นะ น้ำตาลนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่างเลย คิดในทางบวกสิ ” นางตอบ เอื้อมมือไปขยี้ผมเด็กหนุ่มอย่างหมั่นเขี้ยว เมื่อหลิวเห็นหลวงพี่เดินมาเลยเรียกท่าน
“ นิมนต์หลวงพี่ทางนี้ครับ / ค่ะ ” น้าสาวกับหลานชายรีบถอดรองเท้า ย่อตัวนิดหน่อยเพื่อไม่ให้ยืนเสมอท่าน ยกมือไหว้ พลันนำของที่เตรียมไว้ใส่บาตรพระเสร็จ ตามด้วยดอกไม้วางฝาบาทหลังจากใส่บาตรเพื่อปิดท้าย ทั้งสองคนประนมมือรับพรตามระเบียบ
“ แล้ววันนี้หลานมีสอนเด็ก ๆ หรือเปล่าจ๊ะ ? ” หลิวถามเสียงเรียบ
“ วันนี้ผมยกเลิกไปครับเพราะว่าจะเข้าไปในเมืองทำธุระสักหน่อย ” อานนท์ตอบพลางยิ้มให้ เด็กหนุ่มยื่นมือจะช่วยถือถาดจากน้าสาว แต่นางปัดมือปฏิเสธเบาๆไปที่มือใหญ่ของเด็กหนุ่ม
“ ไม่ต้องจ้ะ หลานรีบไปทำธุระให้เสร็จเถอะ เดี่ยวทางนี้น้าจัดการเอง แล้วรีบไปรีบกลับล่ะ ” น้าสาวพูดเสียงนุ่มนวล ขยิบตาให้หลานรัก เดินถือถาดเข้าไปในตัวบ้านโดยไม่รอให้เด็กหนุ่มเอ่ยถามเหตุผล
+++++++++++++++++++++
ดวงตะวันค่อยเคลื่อนคล้อยทางทิศตะวันตกเป็แสงเริ่มริบหรี่ลงเรื่อย ๆ บ่งบอกว่าคงตกดินในไม่ช้านี้แล้ว กำลังส่องรอดผ่านประตูยังตัวบ้าน เผยให้เห็นหญิงสาวผมดำลอนเดินไปเดินมาตรงหน้าประตู หล่อนรู้สึกวิตกกังวลมากอันไม่ต้องสงสัยเลยว่าต้นเหตุเป็เพราะใคร หล่อนพยายามคิดในแง่ดีอยู่ตลอดเวลาที่อานนท์ออกไปทำธุระแต่อดเสียไม่ได้อันเกิดความกังวลอยู่ทุกครั้ง
ฮัดชิ้ว ฮัดชิ้ว !~~
หญิงสาวรีบกวาดสายตามองยังต้นเสียงนั้น แต่หายังไงดูยังไม่เจอตัว เลยตัดสินใจเดินไปหน้าบ้านเผื่อพบเ้าของเสียง ต้องหยุดเดินก่อนเมื่อสัญชาตญาณสั่งให้ตัวเองเบี่ยงตัวหลบไปด้านขวามืออย่างรวดเร็ว
โครม!
“ น้าจะหลบผมทำไมเนี่ย ” เ้าต้นเหตุตัวดีบ่นเสียงดังใส่น้าหลิว
เพียะ!
“ โอ้ย! เจ็บนะเนี่ย แผลเก่ายังไม่หายแผลใหม่มาอีกแล้ว โถ่~ น้าหลิวคนงามอย่าทำหน้าแบบนั้นสิครับ นี่ผมรีบมาแล้วนะ ” เด็กหนุ่มพูดด้วยเสียงนุ่มชวนหลงใหล กะพริบตาถี่ใส่น้าสาว
“ ก็สมควรแล้วล่ะ ทีหน้าทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะนนท์ น้าเป็ห่วงเธอแทบแย่ เคยรู้บ้างไหม ” หลิวพูดเสียงเข้ม ทำท่าเดินหนีหลานชายตัวดีไป แต่เด็กหนุ่มรู้ทันเลยชิงคว้าข้อมือของน้าหลิวไว้ก่อน แรงดึงของเด็กหนุ่มทำให้หญิงสาวต้องหันกลับไปมองเ้าตัว
“ นนท์ปล่อยมือน้า ” หลิวพูดเสียงเรียบ มองไปั์ตาน้ำตาลอ่อนคมฉายชัดถึงความสำนึกผิดอย่างเต็มเปี่ยมของหลานชาย หญิงสาวเห็นต้องใจอ่อนทุกครั้งไป
“ เฮ้อ ~ ช่างเถอะ แล้วที่น้าได้ยินหลานจาม เป็หวัดหรือเปล่า ” หญิงสาวถามด้วยความเป็ห่วง เด็กหนุ่มยิ้มแล้วส่ายหน้าช้า ๆ ตอบ แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้เป็อะไร
“ โอเค งั้นหลานเข้าไปนั่งรอที่โต๊ะกินข้าวก่อนละกัน เร็ว ” หลิวสั่งเด็กหนุ่ม เอื้อมมือไปตบที่ไหล่กว้างของหลานเบา ๆ
อานนท์เดินเข้าไปนั่งอย่างว่าง่าย มองร่างเล็กเดินหายไปยังห้องครัวอีกฝั่งของบ้าน สักพักกลับออกมาพร้อมของในมือเธอ เป็เค้กช็อคโกแลตทั้งก้อน จุดเทียนให้เรียบร้อยแล้วร้องเพลงให้หลานชาย
“ แฮป ปี้ เบิร์ด เดย์ ทู้ ยูว แฮป ปี้ เบิร์ด เดย์ ทู้ยูววแฮป ปี้ เบิร์ด เดย์ แฮป ปี้ เบิร์ด เดย์ แฮป ปี้ เบิร์ด เดย์ ทู้ ยูว สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังนะหลานรัก ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ยื่นเค้กให้อานนท์เป่า แต่เด็กหนุ่มเล่นเอานิ้วตัวเองไปจิ้มเสียก่อน เลยทำให้น้าสาวต้องตีมือเขาเบา ๆ เพื่อห้ามปราม อานนท์รีบชักมือออก ดูดคราบช็อคโกแลตบนนิ้วดังจ๊วบๆ ‘อร่อย’ ยิ้มให้น้าสาว
“... ฟู่... ฟู่ ...ฟู่...! ” เด็กหนึ่งเป่าเทียน พนมมือเพื่ออธิษฐาน แต่ทันใดนั้น
ตูม ตูม ตูม ตูม !!
ต้นเสียงมาจากนอกบ้าน อานนท์รีบหันมองน้าสาว แต่ดูเธอกลับนิ่ง ยิ้มไปให้หลานชายเฉย ๆ เด็กหนุ่มไม่รีรอออกไปหาต้นเสียงนั้น เสียงที่ได้ยินมันดังจนเขากลัวว่าชาวบ้านในระแวกนี้ต้องแตกตื่นไม่แพ้กับเ้าตัวเลย แต่ที่น่าแปลกตรงมันกับเงียบปกติ และอีกอย่างน้าสาวของเธอที่ไม่แสดงอาการใ
หญิงสาวเดินตามอานนท์ไปช้า ๆ บริเวณรอบบ้านปกติไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากเดิม แต่สิ่งที่ทำให้เด็กหนุ่มต้องนิ่งทันที เมื่อเขาเงยหน้ามองบนท้องฟ้าในยามราตรี บัดนี้กับมีแสงสีรุ่งระยิบระยับไปทั่วฟ้า มันช่างสวยงามอะไรเพียงนี้ ั้แ่เกิดมาเขาไม่เคยคิดว่าจะเจออะไรแบบนี้มาก่อนเลย ั์ตาคมลึกประกายแพรวพราวฉายให้เห็นว่าเ้าตัวชอบมากแค่ไหน จู่ ๆ แสงทั้งหมดหายไป สักพักมันก็ปรากฏขึ้นมาอีก แต่ครั้งนี้เป็ประโยคที่เด็กหนุ่มต้องใ ผุดยิ้มออกมา # สุขสันต์วันเกิดนะหลานรักของตา # ตัวอักษรทุกตัวเป็สีรุ่งสดใส และทุกอย่างก็หายไปเมื่อชายหนุ่มร่างสูงเ้าของใบหน้าหวานเหมือนสตรีกำลังเดินเข้ามาหาอานนท์อย่างช้า ๆ ‘ ใครกัน ’ ขณะนั้นเด็กหนุ่มรู้สึกเปลือกตาหนักอึ้งตัวเริ่มชา ตัวเองพยายามฝืนไว้แต่ก็ไม่เป็ผล ทุกอย่างค่อย ๆ หยุดลงพลันหมดสติไป ชายหนุ่มผมเทารีบเข้าไปพยุงแล้วอุ้มเด็กหนุ่ม หญิงสาวเห็นการปรากฏกายของผู้มาใหม่ เธอยิ้มหลีกทางให้พาหลานชายเข้าไปในบ้าน
“ นึกว่าจะไม่โผล่มาซะแล้ว ” หญิงสาวพูดทัก
“ ฮ่าๆ ก็กะไม่ แต่แล้วก็ต้องมาเพราะหน้าที่ ” ชายหนุ่มตอบ ยิ้มยียวนใส่นาง
“ อื้ม ไปเถอะเดี๋ยวเสียเวลา ฉันอยากจะพบท่านทั้งสองคนใจจะขาดแล้ว”
หญิงสาวพยักหน้าตอบ ส่วนชายหนุ่มพยักหน้ากลับ ยื่นมือออกด้านหน้าพึมพำอะไรสักอย่าง ปรากฏแสงสีขาวจ้าไปทั่วบ้านพลันทั้งสามคนหายไปจากตรงนั้นทันที
..........................................................