กิจการใหม่ 1
ผ่านไปห้าวันแล้วจะว่าอย่างไรดี…ชีวิตสงบสุขเกินไปหรือไม่?วันๆได้แต่นั่งๆนอนๆ สองสามวันแรกก็ออกเที่ยวชมหมู่บ้าน บ้านเรือนล้วนแล้วแต่งดงามดี ทุกคนสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดีปานขุนนางชั้นสูงก็มิปาน หมู่บ้านกองโจรนี่ช่างมั่งคั่งเสียจริง ไหนบอกปล้นสะดมช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อน เหตุใดพวกเจ้าถึงได้ใช้ชีวิตหรูหราเช่นนี้ได้เล่า?ถึงหมู่บ้านจะไม่ใหญ่มากมีเพียงสิบกว่าครัวเรือน แต่คนที่อาศัยอยู่ก็มีมากถึงเจ็ดสิบกว่าคนได้ เห็นเจียอี๋บอกว่าทั้งหมดล้วนเป็นคนสกุลเฉินทั้งสิ้นเพียงไม่กี่ชั่วอายุคนบรรพบุรุษของพวกเจ้าก็ออกลูกแผ่หลานได้มากมายยิ่งช่างน่านับถือ…ช่างน่านับถือ…ใช่แล้ว ในวันนั้นซูเจินและเจียอี๋ได้ตกลงเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน โดยใช้เลือดของตนในการสาบาน เคยเห็นแต่ในหนังจีนเขาทำกันไม่คิดว่าตนเองจะได้ทำเองจริงๆ กว่าจะทำใจกรีดแขนตนเองให้เลือดไหลออกมาได้ต้องทำใจอยู่นานเลยทีเดียววันนี้ซูเจินกำลังนั่งเอาเท้าจุ่มลงในลำธารหลังหมู่บ้านอย่างเบื่อหน่าย ก็วันๆเจี่ยเจียไม่ยอมให้ทำสิ่งใดเลยน่ะสิ บอกเดี๋ยวเหนื่อยบ้าง เดี๋ยวจะไม่สบายเอาบ้าง ให้นางเอาแต่นอนกับกินจนจะกลายเป็นหมูอยู่แล้วซูซูก็หายไปตั้งแต่วันนั้นยังไม่กลับมาเลย ไม่รู้ว่าหายไปที่ใด?จ๋อม...จ๋อม“ตัวอะไรเนี่ย? หน้าตาประหลาดจริง” ซูเจินเอาเท้าเตะๆน้ำไล่เจ้าตัวประหลาด ไม่รู้ว่าเป็นปลาหรืออะไร รู้แต่ว่าหน้าตาน่าเกลียดยิ่ง ตัวสั้นกลมหางเป็นแฉก ดวงตายังลึกและโตกว่าหัวมันอีก อี๋ ไปไกลๆเลยนะไล่ก็ไม่ไปถ้ารู้ว่าเป็นตัวอะไรก็ดีน่ะสิ อืม….เดี๋ยวนะ! นางคิดอะไรออกแล้วซูเจินรีบวิ่งไปยังเรือนของเจียอี๋ แต่ก็พบว่าจวนทั้งหลังนั้นเงียบมากไม่มีใครอยู่เลยสักคน คิดสักครู่ก่อนจะรีบวิ่งอีกครั้ง ครั้งนี้มีเป้าหมายอยู่ที่ลานทางเหนือของหมู่บ้านแล้วก็เป็นอย่างที่คิดคนส่วนใหญ่ต่างมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ เพราะอะไรน่ะหรือ?เหอะก็เพราะตำราฝึกยุทธ์ใหม่ทั้งสองเล่ม ที่นางพยายามเค้นสมองระลึกความทรงจำออกมาเขียนให้ไปอย่างไรเล่าเพราะเฉินตงลู่สามีคิ้วบากของเจียอี๋ มาอ้อนวอนขอเคล็ดวิชาฝึกยุทธ์ ร่ำร้องว่าเพราะเคล็ดวิชาฝึกยุทธ์ของนางที่ทิ้งไว้ให้มีเพียงสตรีเท่านั้นที่สามารถฝึกได้ ทำให้สตรีที่นี่มีวรยุทธ์สูงส่งจนพวกเขาเหล่าบุรุษมีวรยุทธ์ด้อยกว่า ทั้งที่พยายามฝึกฝนแทบเป็นแทบตายร้องห่มร้องไห้ว่าเพราะเหตุนี้จึงได้โดยข่มเหงอยู่ร่ำไป…เออะ...นางไม่คิดว่ามันจะร้ายแรงถึงเพียงนั้นนะพอหันไปรอบกายก็พบสายตาเปี่ยมความหวังส่องประกายระยิบระยับ แม้แต่จือเหลียงก็ยังร้องขออยากจะฝึกพลังเวทด้วยทำเอานางไม่กล้าเอ่ยปากปฏิเสธใช้เวลานั่งเค้นสมองอยู่นานกว่าจะระลึกถึงความหลังเก่าก่อนตอนร่างนี้ฝึกฝนพลัง จึงได้เขียนตำราขึ้นมาสองเล่ม เล่มหนึ่งให้สายพลังเวทเช่นจือเหลียง ส่วนอีกเล่มให้เหล่าบุรุษผู้เรียกร้องความเป็นธรรมทั้งหลายฝึกฝนทำเอาดีใจจนหูตั้งหางกระดิกไปฝึกฝนกันอย่างขันแข็งทันที นี่ก็ผ่านมาสามวันแล้วพวกเขาฝึกกันจนแทบไม่หยุดพัก ดูเอาเถิดเจี่ยเจียทั้งหลาย ท่านทำให้เหล่าบุรุษเกิดแผลใหญ่ขึ้นกลางใจเสียแล้วแต่ว่านะ เพราะการนั่งเค้นสมองให้พวกนั้น ทำให้รู้ว่านางมีพลังถึงสองสายอยู่ในตัว! ซึ่งตามจริงแล้วคนทั่วไปจะมีเพียงคนละสาย ไม่สายพลังเวทก็สายพลังยุทธ์สายพลังยุทธ์นั้นแบ่งออกเป็นเก้าลำดับขั้น ตามสีเรียงจาก แดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน คราม ม่วง ขาว และไร้ลักษณ์ที่ถือเป็นที่สุดแห่งการฝึกยุทธ์ เรียกว่าขั้นเซียน แต่ละขั้นแบ่งออกเป็นสามระดับ คือขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นสูงในประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้นั้น ผู้ที่บรรลุขั้นเซียนได้มีสองคน หนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษ หนึ่งจักรพรรดิแคว้นต้าหลิงหนึ่งในผู้ขับไล่เผ่ามารในกาลก่อน อีกหนึ่งคือสตรีผู้เป็นใหญ่ในเผ่าเนตรสวรรค์ เผ่าที่สตรีหยั่งรู้ฟ้าดินเร้นกายาไร้ตน ได้ยินว่าสตรีเผ่าเนตรสวรรค์คนนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ แม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายพันปีแล้วก็ตามว่ากันว่าผู้บรรลุขั้นเซียนจะอายุยืนยาวดังเซียนตนหนึ่ง แต่มิคาดว่าจะมีอายุอยู่มานับพันปีเช่นนี้นางมิใจแตกสลายหรือไรที่เห็นคนรักตายจากไปคนแล้วคนเล่า ยืนหยัดท่ามกลางกาลเวลาแต่ก็ต้องเฝ้ามองการจากไป นางทนได้อย่างไรกัน…ส่วนสายพลังเวทนั้นแบ่งสองสาย คือสายต่อสู้และสายรักษา สายพลังเวทนั้นต่างจากพลังยุทธ์โดยจะดึงเอาพลังตามธรรมชาติมาใช้แทนพลังในร่างกาย ทำให้มีร่างกายที่อ่อนแอกว่าเมื่อเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์ แต่หากก็ถูกชดเชยด้วยพลังที่เหนือกว่าหนึ่งขั้นเมื่อเทียบจากระดับเดียวกันพลังเวทแบ่งออกเป็นเจ็ดลำดับขั้น แต่ละขั้นแบ่งออกเป็นสามระดับเช่นเดียวกับพลังยุทธ์ แต่จะใช้พลังตามธาตุที่ตนมีแต่กำเนิด เดิมทีนั้นคนเราก็มีธาตุรวมอยู่ในตัวครบทุกธาตุอยู่แล้ว เพียงแต่จะมีเพียงไม่กี่ธาตุที่เด่นชัด อาจจะหนึ่งหรือสองก็แล้วแต่คน หรืออาจจะใช้ได้ครบทุกธาตุเลยก็ได้แต่จนถึงปัจจุบันก็มีสูงสุดถึงแค่สี่ธาตุเท่านั้น ยกเว้นธาตุพิเศษนอกเหนือจากธาตุพื้นฐาน เช่น สายฟ้า หรือแม้กระทั่งธาตุแม่เหล็กก็ด้วย และยังมีอีกมากมาย โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะสืบทอดกันทางสายเลือดเด่นชัดเป็นสกุลๆไปพลังเวทสายรักษาหรือผู้ปรุงโอสถนั้นยังแบ่งย่อยออกไปอีก คือผู้ที่สามารถดึงเอาพลังในธรรมชาติมาทำการเยียวยาได้โดยตรงกับผู้ที่นำพลังมาใช้ในการหลอมโอสถ ว่ากันว่าผู้ปรุงโอสถนั้นมีน้อยมากแล้ว แต่ประเภทแรกนั้นมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย เรียกได้ว่าทั่วทั้งห้าแคว้นใหญ่คงมีอยู่หนึ่งหรือสองคนเท่านั้น อีกทั้งหลายร้อยปีจึงจะมีปรากฏขึ้นสักคน ถือเป็นบุคคลที่ล้ำค่าอย่างยิ่งสายต่อสู้ก็คือนำพลังมาใช้ในการต่อสู้ได้ หากจะนำไปเทียบกับชาวฝึกยุทธ์ก็ต้องมีพลังเวททรงพลังและรุนแรงมากจึงจะทำได้ จากที่ผ่านมาส่วนใหญ่มีแต่ธาตุพิเศษทั้งสิ้นจะว่าไปแล้วจือเหลียงก็มีพลังที่รุนแรงมากทีเดียว แม้จะเป็นเพียงธาตุพื้นฐานแต่ก็ถือเป็นอัจฉริยะผู้หนึ่งแต่ซูเจินสงสัยอยู่อย่าง เจียอี๋นั้นได้ถามถึงเรื่องธาตุมืดในตอนที่ต่อสู้กัน ธาตุมืดกับธาตุแสงเป็นธาตุเฉพาะที่มีเพียงมารอสูรกับเทพเซียนเท่านั้น มนุษย์นั้นไม่มีทางมีได้เลยมิใช่ว่าซูซูเป็นเทพเซียนหรอกหรือ?หรือว่าแม้จริงแล้วนางตกลงมากับมารอสูรกันแน่?แต่ดูจากความเคียดแค้นในอดีตแล้ว อย่างไรก็คงมิใช่เทพเซียนไปได้หรอก…จะอย่างไรก็ช่างเถิด จะเป็นเซียนชั้นฟ้าหรือจอมมารนางก็ไม่เกี่ยงหรอกเอาเป็นว่า ในตอนนี้ตัวนางมีพลังยุทธ์และยังมีพลังเวทสามธาตุพื้นฐานกับธาตุมืดอีกธาตุ นอกจากนี้ยังมีซูซูคอยช่วยเหลืออีกที โอ้...เกิดใหม่ครานี้นางมาพร้อมสกิลเทพสินะ แหมๆๆ เคยอ่านการ์ตูนในโลกเก่ามีแต่พระเอกนางเอกสายเทพทรู พอมาเจอกับตัวเองเพิ่งรู้ว่ามันดีอย่างนี้นี่เองพลังอยู่ในระดับใดนั้นค่อยถามซูซูอีกทีแล้วกัน เพราะนางนึกออกเท่านี้แต่มีพื้นฐานพลังขนาดนี้ใต้หล้านี้จะไปไหนเสียซูเจินผู้นี้จะเป็นใหญ่ในใต้หล้า ฮ่าๆๆๆๆๆๆ“นายหญิงขอรับ”“...”“นายหญิง”“...”“นายหญิง!”“เพ้ย! แม่หกตกร่วงก้มเก็บ!”