เทพสงครามหวนจุติ

    เรื่องราวของเสวี่ยเอ๋อร์

    ตอนที่ 55


    เรื่องราวของเสวี่ยเอ๋อร์




    จันทราเคลื่อนคล้อย ดาราเลือนลับ หากหงส์คู่ผู้เมียยังไม่หยุดพัก พัวพันนัวเนียอยู่ท่ามกลางริ้วแสงอรุโณทัย 


    ยามเช้ามาเยือน หากเสียงนกร้องในเช้าวันกลับแทนที่ด้วยเสียงครางกระเส่า และเสียงบรรเลงกามาเป็นช่วงจังหวะทำนอง 


    จากค่ำคืนยันรุ่งสาง ไม่มีคำว่าหยุดพัก รสรักที่เฝ้าครวญถวิลหา จึงยิ่งมายิ่งตักตวงอย่างตะกละตะกลาม หานเฟิงที่ยามนี้ผลัดมาอยู่บน ชักนำบทบรรเลงสวาท นำพาเสวี่ยเอ๋อร์ที่เบื้องล่าง กระเส่าครางไม่เป็นคำ


    “ ช เช้าแล้ว…พ พอเถอะ” 


    เสวี่ยเอ๋อร์ยามนี้สิ้นไร้ท่าทีเย็นชาเช่นคราแรก นางที่สองปรางแก้มเป็นสีเลือดฝาด มองอย่างไร ก็คล้ายเพียงแค่หญิงสาวในห้วงรักผู้หนึ่ง


    “ เจ้ายังไม่บอกต่อข้า ไฉนจึงสละตัวเองเพื่อข้าเช่นนี้…”


    “ ท ท่านหยุดก่อน แล้วข้าจะตอบ…”


    ได้ยินคำของนาง หานเฟิงก็เผยสีหน้าเสียดายออกมาเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวขึ้นพร้อมกับหยุดกิจกรรมของตน


    “ หยุดแล้ว” 


    หากสายตาของเสวี่ยเอ๋อร์ที่จับจ้องมองมายังคล้ายว่ายังต้องการให้มันทำสิ่งใดต่อ


     “ ข้าหยุดแล้ว” หานเฟิงกล่าวย้ำ


    “ ท่าน ยังไม่นำมันออกไป” เสวี่ยเอ๋อร์กล่าวพร้อมกับหลุบสายตา คล้ายไม่กล้าสบตามองหน้ามัน


    หานเฟิงยิ้มละไม ถอนกายออกจากตัวนางก่อนจะกล่าวขึ้น “ ทีนี้ตอบคำข้าได้แล้วกระมัง”


    เสวี่ยเอ๋อร์ยังไม่ตอบคำ นางเรียกเอาชุดสีดำที่คล้ายกับของเดิมขึ้นมาสวมใส่ พาเป็นเรียกเสียงร้องคัดค้านของหานเฟิงขึ้นมาโดยพลัน


    “ ด เดี๋ยวสิ ไฉนสวมใส่เสื้อผ้าแล้ว” หานเฟิงกล่าวพร้อมคว้าไปที่ข้อมือของเสวี่ยเอ๋อร์


    “ ท่านตักตวงไปตั้งมากมายแล้ว”


    “ ไหนเลยจะมีคำว่ามากมาย เพราะตั้งแต่ที่ข้าได้หวนกลับมา ข้าก็หาได้ไปมีสัมพันธ์กับสตรีอื่นแม้เพียงครั้ง”


    “ ยังคงพอได้แล้ว” นางกล่าวพร้อมกับยื่นมืออีกข้างมาแกะมือของหานเฟิงออกไปจากแขนของตน แต่พอเห็นทีท่าว่าหานเฟิงไม่คิดจะเลิกรา นางก็ได้แต่ถอนใจกล่าวคำ


    “ หรือท่านคิดรอให้พวกมันติดตามมาพบ?”


    หานเฟิงจึงถอนมือกลับไปอย่างไม่ค่อยจะยินยอม


    “ ข้าไม่มีชุด แหวนมิติข้าก็ถูกพวกมันนำไปแล้ว”


    สิ้นคำ ก็เห็นเสวี่ยเอ๋อร์ยื่นส่งแหวนมิติสีเหลืองมาให้วงหนึ่ง หานเฟิงรับมา สำรวจดู กลับพบว่าด้านในมีทั้งอาวุธและชุดผ้ามากมาย หานเฟิงเลือกหยิบชุดผ้าสีดำออกมา ก่อนจะลองสวมใส่ดู กลับพบว่าพอดีตัวยิ่ง


    ได้ชุดที่ต้องการ ก็หันไปส่งแหวนคืนให้กับเสวี่ยเอ๋อร์ ที่สวมใส่ชุดผ้าจนเรียบร้อยแล้วเช่นกัน


    เสวี่ยเอ๋อร์ส่ายหน้า “ ยังคงมอบให้ท่าน”


    “ ให้ข้า?!!!... นี่ไม่มากมายไปหน่อยหรือ” ที่ว่ามากมายเพราะด้านในนอกจากชุด ก็มองเห็นอาวุธระดับปฐพีอีกหลายชิ้น โอสถเม็ดยาก็อีกตั้งมาก ทั้งเหรียญทองก็อีกหลายพันเหรียญ มูลค่าเช่นนี้ แม้แต่ขายทิ้งทั้งตระกูลหลี่ก็ยังเทียบไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวเดียว


    “ อย่าได้กล่าวมากความแล้ว” เสวี่ยเอ๋อร์คล้ายไม่ต้องการอธิบาย


    หานเฟิงพยักหน้ารับ สวมแหวนลงไปบนนิ้วของตน “ ขอบคุณเจ้า หากทีนี้ ตอบคำข้าได้แล้วกระมัง ทำไมจึงสละตัวเองช่วยเหลือข้า”


    “ เป็น…” เสวี่ยเอ๋อร์เปิดปากกล่าวคำ หากกลับถูกหานเฟิงกล่าวแทรกขึ้นมาโดยพลัน


    “ อย่าได้ตอบว่า เป็นเพราะตอบแทนน้ำใจ ของบิดามารดาข้า ที่เคยดีต่อเจ้าในชีวิตก่อน ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น”


    เสวี่ยเอ๋อร์ที่ถูกกล่าวขัดไม่กล่าวต่อ เป็นเช่นที่หานเฟิงกล่าว นางต้องการจะตอบออกมาเช่นนี้จริง ซึ่งหานเฟิงที่เห็นท่าทีของนาง ก็ทราบว่า เป็นตนคิดถูก จึงได้กล่าวคำขึ้นต่อทันที 


    “ เจ้าไม่โกรธเคืองข้าแล้ว?”


    เสวี่ยเอ๋อร์ได้ยินคำก็จับจ้องมองเข้าไปในด้วงตาของมันอย่างแน่วนิ่ง ครู่หนึ่งจึงกล่าวออกมา หากทว่า คำกล่าวนี้ กลับพาให้หานเฟิงต้องสั่นสะท้านไปทั้งกายใจ


    “ หากให้เวลาท่านสามหมื่นปี ท่านจะยังโกรธเคืองอยู่หรือไม่?...”


    หานเฟิงอ้าปากเบิกตากว้าง กล่าวคำไม่ถูกอยู่เป็นนาน สามหมื่นปี คือระยะเวลาที่มันมีชีวิต ในชีวิตที่แล้ว หากไม่เข้าใจ ตัวนางที่ตกตายไปตั้งแต่ตอนอายุย่างเข้ายี่สิบ ไฉนจึงได้กล่าวเช่นนี้ออกมา… กระทั่งที่คำกล่าวต่อมาของนาง เป็นอันที่มันต้องกระจ่างแจ้ง


    “ อีกทั้ง ยังเป็นสามหมื่นปีที่ต้องถูกผูกติดไว้กับคนที่ตนโกรธเคือง”


    หานเฟิงกลืนน้ำลายลงคอดังอึก แววตาที่จับจ้องมองเสวี่ยเอ๋อร์สั่นสะท้าน แม้จะสงสัย หากมันเข้าใจในคำกล่าวของนางได้เป็นอย่างดี


    “ ฉ ไฉนจึงเป็นเช่นนั้น...” หานกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เป็นมันตกใจยิ่งกับสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง


    “ ข้าถูกอาคมกร่อนวิญญาณของเฉินฟ่าน ที่อย่างไรก็ต้องตกตายอย่างแน่นอน หากในช่วงลมหายใจสุดท้าย เป็นข้า และท่าน ที่ยังคงเชื่อมต่อประสานกัน…”


    หานเฟิงนึกย้อนไปถึงวันนั้น วันที่นางตกตาย วันที่มันยังคงทาบทับอยู่บนร่างของนาง ก่อนจะได้ยินเสียงของนางกล่าวขึ้นสืบมา


    “ เป็นดาวสีโลหิตตรงตันเถียนท่าน...”


    “ ดาวสีโลหิต!!!” หานเฟิงทวนคำ ไพล่นึกไปถึงคำ “ ดาวโลหิตปีศาจ” ที่ปีศาจกุหลาบเคยกล่าวไว้


    “ เป็นสิ่งนั้น ที่เหนี่ยวรั้งดวงวิญญาณข้า กักขังข้า ให้ผูกติดเอาไว้กับตัวท่าน ท่านที่แม้จะไม่ตระหนักทราบมาโดยตลอด แต่กลับเป็นข้า ที่ไม่ว่าท่านจะกระทำสิ่งใด พูดสิ่งใด ล้วนเป็นข้า ที่มองเห็นและรับฟัง...”


    “ ข้าจึงทราบ ว่าท่านเสียใจต่อการจากไปของข้ายิ่ง ทั้งได้ทราบ ว่าท่านรักข้ายิ่ง...


    “ ข้าจึงให้อภัยท่าน นับแต่นั้นมา…”


    “ เสวี่ยเอ๋อร์ ข้าขอโทษ...” หานเฟิงที่ฟังคำ กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้าน มันโถมกายเข้ากอดนางอย่างแนบแน่น


    เสวี่ยเอ๋อร์ก็มิได้พลักใสหานเฟิง กลับกัน วงแขนของนางก็ยกขึ้นกอดกระชับร่างของมันเช่นกัน


    “ สามหมื่นปี… ท่านอาจจะโหยหาข้า หากแต่ข้าที่ต้องติดอยู่กับท่าน ใช้ชีวิตร่วมกันกับท่าน ยามต้องแยกจากกัน ความรู้สึกผูกพันยังลึกล้ำกว่าท่านนัก...”


    “ น นี่…” หานเฟิงพูดไม่ออก มันคิดว่า ที่มันรักนาง ล้วนเป็นเพียงรักข้างเดียวมาโดยตลอด หากวันนี้ นางกลับกล่าวออกมาแล้ว...


    “ ข้าเองก็รักท่านเช่นกัน” คำของเสวี่ยเอ๋อร์พาให้หานเฟิงต้องกอดกระชับนางอย่างแนบแน่น


    “ ข้าต้องขอโทษ ที่ก่อนนี้จากมาโดยไม่บอกกล่าว หากเป็นเพราะข้ามีเรื่องราวที่เร่งด่วน จำต้องกระทำ”


    “ เจ้ามีเรื่องอันใด จึงเร่งด่วนถึงปานนั้น?”


    “ ก่อนนี้ท่านคงได้ยินเรื่องราวขององค์หญิงเยี่ยหลันมาบ้างแล้ว”


    “ นั่นคงเป็นเจ้า เช่นนั้น จักรพรรดิองค์ปัจจุบัน คงเป็นบิดาที่แท้จริงของเจ้า” หานเฟิงยังคงจำตอนที่เสวี่ยเอ๋อร์กล่าวกับเฉินฟ่านเป็นครั้งสุดท้ายได้ ว่า เฉินคุน หาใช้บิดาของนาง


    เสวี่ยเอ๋อร์พยักหน้า “ ในชีวิตที่แล้ว ยามที่ข้าติดอยู่ในร่างท่าน ข้าได้ทราบ ข่าวการสวรรค์คตของท่านพ่อ จึงทราบ ว่าท่านเหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว” 


    “ เรื่องนี้สมควรบอกกล่าวต่อข้าได้ มิเห็นต้องจากมาโดยไม่กล่าวคำใด”


    เสวี่ยเอ๋อร์ส่ายหน้า “ เรื่องท่านพ่อล้วนไม่มีใด หากเป็นหนี้โลหิต ที่ข้าไม่อาจให้ท่านต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย...”


    “ หนี้โลหิต?” หานเฟิงทวนคำอย่างสงสัย “ แล้วไฉนตอนนี้จึงยอมบอกกล่าวต่อข้าแล้ว?”


    “ เป็นเพราะมัน ได้มุ่งเป้ามาที่ท่านแล้ว”


    “ มัน?!!!...” หานเฟิงกลับกลายเป็นงุนงง


    “ รัชทายาท เยี่ยหยุนเฟย” กระทั่งคำว่าเยี่ยหยุนเฟยออกจากปากนาง หานเฟิงก็คล้ายจะสัมผัสได้ถึงสำนึกฆ่าฟันที่แผ่ออกมาพร้อมกัน


    “ ที่แท้เป็นเกิดเรื่องอันใดขึ้น?” หานเฟิงกล่าวคำอย่างเป็นกังวล


    “ ย้อนกลับไปเมื่อราวยี่สิบปีก่อน ท่านแม่ของข้า เป็นชายาของท่านพ่อ ส่วนมารดาของมัน เป็นมเหสี มันที่กำเนิดเกิดมา ก็ถูกวางตัวเป็นรัชทายาท หากมิรู้ว่าเพราะเหตุอันใด จึงได้มีความคิดระแวดระวังต่อพี่น้องของตนเอง…”


    “ มันเริ่มจากการกำจัดท่านแม่ และตัวข้าที่ยังมิทันได้ถือกำเนิดเกิดมา มันวางแผนบีบคั้นท่านแม่ จนกระทั่งที่ข้าถือกำเนิด ท่านแม่ ก็ต้องพาข้าหลบหนี ทว่า มันกลับส่งคนติดตามไล่ล่า คิดสังหารท่านแม่และข้า หากโชคดีที่หลบรอดไปได้ แต่กระนั้น ท่านแม่และตัวข้าที่ยังเป็นเพียงทารก ต่างก็ได้รับพิษเข้าสู่ร่างกาย…”


    หานเฟิงฟังคำของนางจนหัวใจสั่นสะท้าน มันไม่เคยทราบรู้มาก่อน ว่าเสวี่ยเอ๋อร์มีชะตากรรมที่เลวร้ายเช่นนี้มาตั้งแต่เกิด


    “ ยามนั้น ท่านแม่หอบพาข้าหลบหนีไปไกลถึงอาณาจักรเมฆคราม ได้พบกับตระกูลเฉิน ท่านบีบบังคับเฉินคุนด้วยวิชาอาคม ให้มันป่าวประกาศว่า ข้าเป็นบุตรสาวของมัน บังคับให้มันเลี้ยงดูข้าจนเติบใหญ่ สั่งเสียให้ข้า ได้ตบแต่งสามีที่ดีในอนาคต…”


    “ ส่วนท่านแม่ ยอมสละอายุขัยของตัวเอง ขจัดพิษในร่างให้แก่ข้า ยอมให้ข้าได้มีชีวิตคงอยู่สืบไป…”


    เสวี่ยเอ๋อร์กล่าวถึงตรงนี้ หานเฟิงก็สัมผัสได้ว่าไหล่บ่าของนางสั่นสะท้าน จึงได้กอดกระชับนางแน่นขึ้น คล้ายต้องการบอกต่อนางว่า มัน พร้อมที่จะเป็นที่พักพิงให้กับนาง


    จากนั้น เสวี่ยเอ๋อร์ก็สะอื้นไห้ ความอัดอั้นตันใจตลอดยี่สิบปี ได้ระบายออกมากับแผ่นอกของหานเฟิง นางที่ก่อนนี้แลดูชืดช้า หรือที่บ้างก็แสดงความเย็นชาออกมา ทั้งหมดทั้งมวล ล้วนเป็นการแสดงออก เพื่อปิดกั้นความทุกข์ตรมในจิตใจ ใครเล่าจะทราบ ใครเล่าจะรู้ ว่านาง ที่เป็นเพียงสตรีตัวเล็กๆผู้หนึ่ง จะต้องแบกรับสิ่งต่างๆเอาไว้ตั้งมากมาย


    ถือกำเนิดมาท่ามกลางโลกกว้าง มีบรรดาศักดิ์เป็นถึงองค์หญิงแห่งอาณาจักร หากชีวิตผลิกผัน ถูกผู้คนประทุษร้าย ระหกระเหินรอนแรม พลัดจากมาตุภูมิ อยู่ไกลออกไปจนสุดทวีป กระทั่งต่อมา อายุได้เพียงแค่ห้าขวบปี มารดาก็สิ้นชีพจากไป เติบโตขึ้นเพียงลำพัง ในบ้าน ที่มิใช่บ้านของตน ไร้ความรักความเอาใจใส่จากผู้คนรอบข้าง เติบโตขึ้นอย่างโดดเดี่ยวลำพัง ไร้คนให้แบ่งปันความทุกข์ในจิตใจ


    หากยามนี้นางพบแล้ว อกหนาแกร่งที่ครั้งหนึ่งเคยทำต่อนางเยี่ยงเดรัจฉาน แต่ต่อมานางก็ให้อภัยมัน เพราะนางรู้ว่ามันเองก็สำนึกผิด และรักนางสุดหัวใจ มันที่ยามนี้ มิใช่ตัวเดรัจฉานน่าชิงชังเช่นกาลก่อน นางจึงพร้อม ที่จะทุ่มทิ้งทุกห้วงอารมณ์ความรู้สึก ไว้กับแผ่นอกของมัน


    นางจึงร่ำไห้ ปลดปล่อยสายน้ำตาแห่งความทุกข์โศก ที่ตลอดหลายปีมานี้ต้องทนสะกดอดกั้น ไว้กับเพียงแค่ตัวเอง



    เวลาล่วงผ่านไป เนิ่นนาน จนกระทั่งเสียงร่ำไห้หยุดลง หากสองสตรีบุรุษยังมิปล่อยคลายอ้อมกอด ยังคงแบ่งปันความอบอุ่นให้แก่กัน


    “ ดีขึ้นบ้างแล้วหรือไม่?...” หานเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน


    เสวี่ยเอ๋อร์ที่ได้ยินคำก็พยักหน้ารับ หากยังคงซุกหน้าอยู่กับแผ่นอกของมัน กระทั่งครู่ต่อมาเสียงกล่าวของนางจึงดังขึ้น


    “ ก่อนที่ท่านแม่จะเสีย ท่านได้บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดต่อข้า ข้าจึงตั้งจิตปณิทานว่า วันหนึ่ง จะกลับไปพบกับท่านพ่อ บอกเล่าเรื่องราวต่างๆต่อท่าน ชำระโทษทัณฑ์ต่อคนที่ทำร้ายข้าและมารดา…”


    “ หากโชคร้าย พอเติบโตมาจึงทราบรู้ ว่าพิษร้ายในครานั้น ได้ทำให้เส้นลมปราณของข้าปั่นป่วนวุ่นวาย จนอย่างไร ก็ไม่อาจฝึกปรือฝีมือ เป็นได้เพียงแค่สตรีธรรมดาคนหนึ่ง ปณิทานที่จะได้ไปพบกับท่านพ่อ ชำระความต่อคนชั่วช้าผู้นั้น จึงกลับกลายเป็นความฝันลมๆแล้งๆไป…”


    หานเฟิงฟังความ ก็คล้ายจะฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ ที่แท้เจ้ากลับป่วยจริง เป็นข้าเข้าใจมาตลอด ว่าเป็นเพราะเส้นชีพจรลมปราณหยินพิสุทธิ์ของเจ้า จึงทำให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าป่วยไป...”


    เสวี่ยเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของหานเฟิง ก่อนจะกล่าวคำ “ จะว่าเช่นนั้นก็ใช่ เพราะพิษที่รับมาเมื่อครั้งที่เป็นทารก ทำให้เส้นชีพจรลมปราณหยินพิสุทธิ์ทวีความเย็นเยือก เคล็ดวิชาบ่มเพาะใดๆก็มิสามารถฝึกปรือ กระทั่ง…”


    “ ได้มารู้จัก เคล็ดหยินเทวะพิสุทธิ์ จากตอนที่ติดไปกับท่านยังแดนเทพ พอได้รับโอกาสหวนคืนกลับมา ข้าจึงทดลองบ่มเพาะฝึกปรือ ผลกลับสามารถ เป็นเคล็ดหยินเทวะพิสุทธิ์ ที่สะกดความปั่นป่วนวุ่นวายในเส้นลมปราณของข้าลง”


    “ แดนเทพ!! มิใช่ว่าเจ้าได้บทวิชาเหล่านี้มาจากตำหนักนางเซียน?”


    เสวี่ยเอ๋อร์ส่ายหน้า “ ตำหนักนางเซียน ก็เพียงแค่สำหนักหนึ่งบนดาวเล็กๆดวงนี้ ไหนเลยจะมีเคล็ดวิชาจากแดนเทพ”


    “ เช่นนั้น… เคล็ดวิชาจากแดนขั้วเหมันต์ ที่เจ้าได้ใช้ในตำหนักอัคคีนั่นก็…”


    “ ถูกแล้ว ล้วนเป็นข้ารับรู้มา พร้อมกันกับท่านทั้งสิ้น” นากกล่าวคำนี้ก็จับจ้องมองตาหานเฟิงอย่างแน่วนิ่ง จนพาให้หานเฟิงตระหนักถึงเรื่องราวถึงกับกล่าวคำต่อไปไม่เป็น


    “ ร เรื่องนั้น...” แน่นอน ที่หานเฟิงอ้ำอึ้งจนกล่าวไปไม่ถูก ย่อมเพราะวิธีการได้มาซึ่งเคล็ดวิชา ล้วนได้มาอย่างไม่บริสุทธิ์ใจ


    เสวี่ยเอ๋อร์ส่ายหน้า “ เรื่องราวล้วนไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตนี้”


    “ ย่อมไม่มีเรื่องราวเช่นนั้นเกิดขึ้นในชีวิตนี้อย่างแน่นอน...” หานเฟิงกล่าวอย่างจริงจังราวกับกำลังสัตย์สาบาน


    เสวี่ยเอ๋อร์พยักหน้า ก่อนจะเล่าความต่อจากเดิม “ จากนั้น ข้าก็ลอบเร้นบ่มเพาะพลัง ได้เคล็ดเงากระจกเหมันต์ จากแดนขั้วเหมันต์ ช่วยปิดกลั้นกลิ่นอายพลังของข้า จึงไม่มีผู้ใดทราบรู้ ว่าข้า ได้กลายเป็นผู้ฝึกตนไป...”


    “ ยามนั้น เจ้ากลับทำให้ข้าเป็นห่วงนัก ที่เจ้าถูกเฉินซือหยางผู้นั้นพาตัวไป ข้าถึงกลับกินมิได้นอนไม่หลับอยู่เป็นนาน...”


    “ เป็นมันที่เห็นว่าข้าเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดา จึงไม่คิดระวังตัว สุดท้ายถูกข้าสังหารลงอย่างง่ายดาย...”


    “ เจ้าไม่หวาดกลัวที่มือจะเปื้อนเลือด?”


    “ เส้นทางการทวงแค้นของข้า อย่างไรก็ต้องมือเปื้อนเลือด อีกทั้งอยู่ร่วมกับท่าน เห็นโลหิตหลั่งไหลจนชาชิน”


    หานเฟิงได้ยินคำก็ต้องถอนใจ ขบคิดว่า การกระทำของตนในชีวิตที่แล้ว ส่งผลต่อนางไม่น้อยเลยจริงๆ


    “ เรื่องราวหลังจากนั้น คงไม่ต้องบอกเล่าต่อท่านแล้วกระมัง?”


    “ ข้ายังอยากรับฟัง เจ้ากลายเป็นศิษย์ของตำหนักนางเซียนได้อย่างไร?”


    เสวี่ยเอ๋อร์พยักหน้า “ หลังจากสังหารเฉินซือหยาง ข้าก็มุ่งตรงไปยังตำหนักสี่ฤดูจากความทรงจำ สอบเข้าเป็นศิษย์รับใช้ของที่นั่น วาดหวังว่า สักวัน จะพบพานหนทาง ที่จะกลับไปพบกับท่านพ่อ ก่อนที่ท่านจะสิ้นใจ...”


    “ หากหนทางที่ว่า กลับมาถึงอย่างรวดเร็วนัก รองเจ้าตำหนัก จากตำหนักนางเซียน มาพบข้า บอกว่าข้าคือผู้พิชิตอะไรสักอย่าง...”


    “ ผู้พิชิต?!!” หานเฟิงกล่าวคำขึ้นอย่างงุนงง


    “ เห็นว่าเป็นคำทำนายจากธิดามังกร”


    “ ธิดามังกร? นางอีกแล้ว…” หานเฟิงกล่าวคำ จนฟังคล้ายจะไม่สบอารมณ์


    “ ไฉนท่านดูโกรธเคืองนางนัก”


    “ หรือไม่ใช่เพราะนาง ที่พาให้เรื่องราวของสองเราต้องวุ่นวาย หากมิใช่เพราะคำทำนาย หายนะวันสิ้นโลกอะไรนั่น มีหรือ ที่เฉินซือหยางจะปรากฏตัวขึ้น แล้วนำเจ้าจากไป”


    เห็นท่าทีขุ่นเคืองของหานเฟิง ก็พลันให้เสวี่ยเอ๋อร์ต้องยกยิ้ม “ หากนั้นกลับเป็นผลดีต่อข้ายิ่ง เพราะเพียงแค่กำลังของข้า คงอาจมาพบท่านพ่อไม่ทันกาล”


    หานเฟิงได้ยินคำก็ต้องถอนใจ นั่นกลับเป็นผลดีต่อนางจริง “ จริงสิ ท่านพ่อของเจ้า ที่แท้เป็นอันใด?”


    “ ท่านล้มป่วย นับตั้งแต่ที่มารดาและข้าจากไป เป็นท่านรู้สึกผิด ที่ไม่อาจปกป้องข้าและท่านแม่...”


    “ เป็นบิดาเจ้ารู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังแต่แรก?”


    “ ท่านรู้ หากไม่สามารถกระทำสิ่งใด เยี่ยหยุนเฟย กระทำทุกสิ่งอย่าง อย่างรัดกุม ไม่มีสิ่งใด ที่สามารถสาวไปถึงตัวของมัน...”


    หานเฟิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ


    “ กระทั่งที่หยกชีวิตของมารดาข้าแตกลง ท่านพ่อ ก็คล้ายจะตรอมใจ ด้วยประทับวิญญาณ ท่านจึงมองเห็นวาระสุดท้ายของท่านแม่ ทั้งยังเห็นข้าที่มีชีวิตอยู่ แต่เพื่อจะปกป้องข้าให้พ้นจากเงื้อมมือของรัชทายาท ท่านพ่อ จึงไม่เคยตรัสพูดสิ่งใด”


    “ กระทั่งที่ข้าได้หวนกลับมาพบกับท่าน เมื่อไม่กี่เดือนก่อน”


    “ ท่านพ่อเจ้าคงยินดียิ่งแล้ว”


    เสวี่ยเอ๋อร์พยักหน้า “ ท่านยินดียิ่ง หากท่านมิต้องการเห็นพี่น้องเข่นฆ่าสังหารกันเอง”


    “ เช่นนั้นเจ้าว่าอย่างไร?”


    คำถามของหานเฟิง พลันให้แววตาของเสวี่ยเอ๋อร์วาวโรจ ก่อนที่นางจะกล่าวออกมาด้วยถ้อยคำที่หนักแน่น ราวกับตัดเหล็กเฉือนตะปู


    “ หนี้โลหิต มีเพียงต้องล้างด้วยโลหิต…”

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามหวนจุติ ที่คุณอ่าน