รถม้าหลังหนึ่งเอียงคว่ำอยู่ข้างทาง ล้อแตกเป็เสี่ยง ผ้าคลุมประทุนฉีกขาดจนเห็นเนื้อไม้ด้านใน ม้าสองตัวนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น เืสีคล้ำไหลซึมจากลำคอเป็ทางยาว ข้างกันนั้นมีร่างองครักษ์สามคนกระเด็นคนละทิศ ชุดเกราะแตกยับ บางคนยังส่งเสียงครางแ่ แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
กลางลานโล่งใต้แสงจันทร์ หญิงสาววัยแรกแย้มผู้หนึ่งถูกผลักคุกเข่าลงบนพื้นดิน ใบหน้าเล็กซีดขาว ริมฝีปากเม้มแน่น ดวงตางดงามกระจ่างกลับฉายแววหวาดหวั่นจนเห็นได้ชัด แม้นางจะพยายามประคองสติไม่ให้สั่นไหว แต่สองมือที่ถูกมัดไพล่หลังก็ยังสั่นระริกอย่างห้ามไม่อยู่
นางคือ ลั่วอวี้เหยา บุตรีเพียงคนเดียวของเ้าเมืองฉิงอวี้
รอบกายนางมีชายฉกรรจ์เกือบยี่สิบคนล้อมอยู่ ทุกคนสวมผ้าปิดหน้าสีดำ มีดาบคมวาวสะท้อนแสงจันทร์เย็นะเื หัวหน้าของคนพวกนี้เป็ชายร่างสูงไหล่กว้าง แผลเป็ยาวเฉียงจากหางตาซ้ายลงถึงปลายคางทำให้ใบหน้าน่ากลัวยิ่งขึ้น มือขวาของเขาถือกระบี่โค้งสีดำสนิทที่อาบเืสดจนเป็ประกายแดงเข้ม
“คุณหนูลั่ว” ชายแผลเป็ยิ้มช้า ๆ รอยยิ้มนั้นทำให้คนมองเย็นวาบไปถึงกระดูก “จะโทษก็โทษชะตาเ้าเถิด เ้าเมืองลั่วไม่ยอมส่งแผนที่เหมืองศิลาแดงให้พวกข้า เช่นนั้นพวกข้าก็ทำได้เพียงเชิญบุตรสาวของเขาไปพูดคุยแทน”
ลั่วอวี้เหยากัดริมฝีปากแน่น “ท่านกล้าลงมือกับข้า เมืองฉิงอวี้ไม่มีวันปล่อยพวกเ้าไว้!”
“ปล่อยหรือไม่ปล่อย ค่อยว่ากันทีหลัง” ชายแผลเป็หัวเราะ “ก่อนอื่นข้าจะพาเ้าออกจากเขานี่ให้ได้เสียก่อน”
สิ้นเสียง เขายื่นมือหยาบกร้านออกไปหมายคว้าต้นแขนหญิงสาว
เปรี้ยง!
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากความมืดด้านข้าง มิใช่เสียงอาวุธปะทะ หากเป็เสียงหินก้อนเล็กพุ่งทะลุอากาศมาด้วยกำลังมหาศาล กระแทกเข้าที่ข้อมือชายแผลเป็จนมันสะบัดออกทันที กระบี่โค้งในมือสั่นะเื เืไหลซึมจากข้อนิ้วในบัดดล
สีหน้าเขาเปลี่ยนฉับพลัน ดวงตาวาวโรจน์มองไปยังทิศที่หินก้อนนั้นถูกขว้างมา
“ผู้ใด!”
ลมกลางคืนหยุดไหวไปครู่หนึ่ง จากนั้นเสียงฝีเท้าสองจังหวะก็ดังแ่ ๆ จากเนินหินเบื้องบน
ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเงาไม้
เขาสวมชุดผ้าสีครามเข้มเรียบง่าย ไม่มีเครื่องประดับล้ำค่าใด ๆ แต่เรือนร่างกลับสง่างามยิ่งนัก ดวงหน้าเข้มคมราวสลักจากหยกดำ ั์ตาลึกล้ำสงบนิ่งแต่ซ่อนคมกระบี่ไว้ภายใน ยามที่เขาเพียงยืนอยู่ตรงนั้น กลับให้ความรู้สึกราวภูผาสูงโดดเดี่ยวที่ใครก็ผลักไม่ล้ม
ด้านหลังเขา มีหญิงสาวอีกผู้หนึ่งเดินตามมาอย่างเงียบเชียบ
นางสวมชุดกระโปรงสีขาวอมฟ้า ชายแขนยาวพลิ้วตามสายลม เอวบางดุจหลิวคด ผิวเนียนขาวดุจหิมะแรก ใบหน้าอ่อนโยนสะอาดหมดจดราวภาพเขียนในม่านหมอก ทว่าในความงามนั้นกลับแฝงความเย็นสงบที่ทำให้ผู้พบเห็นไม่กล้าดูแคลน กลางหลังนางสะพายพิณยาวสีเงินเก่าแก่ตัวหนึ่งไว้
เมื่อปลายนิ้วเรียวยาวััสายพิณเบา ๆ เพียงครั้งเดียว เสียงใสเย็นก็ดังกังวานไปทั่วผืนป่า
ชายแผลเป็หรี่ตาแน่น
“เซียวหลงเยวี่ยน... มู่ซูหลาน!”
ชื่อสองชื่อนี้ทำให้ลูกน้องหลายคนหน้าเปลี่ยนสีโดยพร้อมเพรียง
ในแถบแคว้นฉิงอวี้และเมืองรายรอบ ไม่มีผู้ใดไม่เคยได้ยินชื่อ เซียวหลงเยวี่ยน กับ มู่ซูหลาน
คู่สามีภรรยาพเนจรผู้มีชื่อเสียงลือไกล กลางวันช่วยคน กลางคืนปราบอธรรม เส้นทางที่ทั้งสองผ่านไปแม้ไม่ทิ้งชื่อสำนักหรือธงตระกูลเอาไว้ แต่กลับทำให้ผู้คนในยุทธภพต่างจดจำด้วยความเคารพ
เซียวหลงเยวี่ยนไม่ตอบคำ เขาเพียงปรายตามองลั่วอวี้เหยาที่ถูกมัดอยู่กลางวงล้อม แล้วหันไปยังองครักษ์ของนางที่นอนาเ็อยู่รอบด้าน
“คนเหล่านี้ยังไม่ตาย” เขากล่าวเสียงเรียบ “ถ้าเ้ายอมปล่อยตัวคุณหนูลั่วกับคนของนาง แล้วหักแขนตัวเองคนละข้าง ข้าจะไว้ชีวิตพวกเ้า”
คำพูดนั้นนิ่งจนแทบไร้อารมณ์ ทว่ากลับทำให้ใบหน้าคนฟังตึงแข็งยิ่งกว่าเดิม
ชายแผลเป็พลันหัวเราะลั่น
“สมคำร่ำลือจริง ๆ กระบี่ัท่องนภา แม้เผชิญหน้ากับกองโจรเขาเืดำทั้งกลุ่ม ยังกล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้”
เซียวหลงเยวี่ยนเอียงหน้ามองเขาแ่เบา
“ข้าพูดจบแล้ว”
รอยยิ้มของชายแผลเป็หายวับไปในทันที
“ฆ่าพวกมัน!”
สิ้นคำ เสียงะโคำรามก็ดังขึ้นพร้อมกัน ชายฉกรรจ์กว่าสิบคนพุ่งทะยานออกจากทุกทิศ กระบี่ แส้ เหล็กใน และตะขอเหล็กปะทุแสงเย็นวาบกลางคืน พวกเขาเคลื่อนไหวประสานกันอย่างชำนาญ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่โจรป่าธรรมดา แต่เป็นักฆ่าที่ผ่านเืมานับไม่ถ้วน
ทว่าในวินาทีแรกที่วงล้อมกระชับเข้ามา เซียวหลงเยวี่ยนกลับขยับเพียงก้าวเดียว
เพียงหนึ่งก้าว ร่างของเขาก็เลือนพร่าไปจากจุดเดิมราวกับละลายหายไปในลม
เคร้ง!
เสียงโลหะสะท้านหูะเิขึ้นฉับพลัน ชายสามคนที่พุ่งนำหน้าสุดชะงักค้าง รอยแดงเส้นบางผุดขึ้นกลางลำคอของทั้งสาม ก่อนเืสดจะพวยพุ่งออกมาเป็ม่านสีเข้ม ร่างทั้งสามโงนเงนแล้วล้มลงกับพื้นพร้อมกันอย่างไร้เสียงร้อง
“เร็วระวัง!”
มีคนะโเตือน แต่ยังไม่ทันจบประโยค เงากระบี่สีครามก็กรีดผ่านกลางอากาศอีกครั้ง แสงจันทร์สะท้อนคมกระบี่เป็เส้นโค้งงดงามถึงขีดสุด งามจนแทบลืมว่านี่คือคมที่ใช้สังหาร
สองแขนของนักฆ่าคนหนึ่งหลุดขาดจากบ่าในบัดดล เืกระฉูดขึ้นสูง เขากรีดร้องโหยหวนก่อนล้มคุกเข่ากับพื้นด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว
อีกด้านหนึ่ง มู่ซูหลานก้าวข้างหน้าอย่างนุ่มนวลดุจกลีบเมฆ นางมิได้พุ่งเข้าประชิดเหมือนสามี หากวางพิณลงเบา ๆ บนโขดหินข้างทางแล้วดึงสายพิณด้วยสองมือพร้อมกัน
ฟิ้งงงง..!!
เสียงพิณหนึ่งสายเหมือนหยดน้ำค้างร่วงลงทะเลสาบ แต่ทันทีที่เสียงนั้นแผ่ไป ชายฉกรรจ์สี่คนที่กำลังอ้อมหลังหมายเล่นงานนางก็ชะงักพร้อมกัน ใบหน้าพวกเขาซีดขาว รอยเืบาง ๆ ไหลออกจากหูและจมูก ราวกับมีค้อนหนักทุบใส่ภายในกะโหลก พริบตาต่อมา คนทั้งสี่ก็กระอักเืคำโต ทรุดลงสิ้นสติไปทีละคน
ลั่วอวี้เหยาเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง
นางเคยได้ยินเพียงข่าวลือว่าคู่สามีภรรยานี้ร้ายกาจเพียงใด แต่เมื่อได้เห็นกับตาตนเอง ความน่ากลัวของคนทั้งสองกลับเกินกว่าจินตนาการไปมาก
เซียวหลงเยวี่ยนหาใช่ใช้กระบวนท่าฟุ่มเฟือยไม่ ทุกก้าวของเขาสั้น กระชับ และแม่นยำราวถูกคำนวณไว้ล่วงหน้า ทุกครั้งที่กระบี่ของเขาขยับ อย่างน้อยต้องมีคนหนึ่งล้มลง ไม่มีการแกว่งฟันเสียเปล่าแม้ครึ่งชุ่น
ส่วนมู่ซูหลาน แม้ท่วงท่าจะงดงามอ่อนช้อย หากเสียงพิณของนางกลับเปรียบดังเข็มพิษไร้รูป มองไม่เห็น ััไม่ได้ แต่เมื่อรับรู้ได้ก็สายไปแล้ว
ชั่วเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ ชายฉกรรจ์กว่าสิบคนก็ล้มลงไปกว่าครึ่ง
สีหน้าชายแผลเป็มืดดำ เขาตวัดกระบี่โค้งสีดำขึ้นชี้ไปยังลั่วอวี้เหยา ฉับพลันหนึ่งในลูกน้องที่รอดอยู่ก็พุ่งเข้าไปล็อกคอนางจากด้านหลัง พร้อมกดปลายมีดลงแนบลำคอขาวระหง
“หยุด!”
เขาะโเสียงแหบ
“ถ้าไม่หยุด ข้าจะเชือดนางเดี๋ยวนี้!”
เงากระบี่สีครามหยุดลงตรงหน้าชายแผลเป็เพียงสามก้าว เซียวหลงเยวี่ยนยืนสงบนิ่ง เสื้อผ้าไม่มีแม้รอยยับสักแห่ง มีเพียงหยดเืบางเม็ดบนปลายกระบี่ที่กำลังไหลรินลงสู่พื้นช้า ๆ
มู่ซูหลานเองก็กดมือไว้บนสายพิณ ไม่เล่นต่อเช่นกัน
ลั่วอวี้เหยาหายใจถี่ ใบหน้าซีดขาวยิ่งกว่าเดิม แต่กลับไม่ยอมส่งเสียงร้องขอชีวิตแม้แต่น้อย
ชายแผลเป็จ้องสองสามีภรรยาตรงหน้าแล้วหัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียม
“เก่งนักไม่ใช่หรือ? เหตุใดไม่ลงมืออีกเล่า?”
เซียวหลงเยวี่ยนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“เ้าคิดว่ามีตัวประกันแล้วจะรอด?”
“ข้าจะรอดหรือไม่ อย่างน้อยข้าก็ลากบุตรสาวเ้าเมืองลงนรกไปด้วยได้!”
เขาตะคอกตอบ
มู่ซูหลานเหลือบมองลั่วอวี้เหยาแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“คุณหนูลั่ว อย่ากลัว”
น้ำเสียงนางนุ่มเบายิ่ง แต่ยามที่คำสามคำนี้ลอยผ่านอากาศ ดวงตาของลั่วอวี้เหยากลับสั่นไหวอย่างประหลาด ความตื่นตระหนกในใจนางคล้ายถูกปลอบประโลมลงทันที
ชายแผลเป็รับรู้ได้ถึงบางอย่างผิดปกติ เขารีบหันไปตวาดลูกน้อง
“ฆ่านาง!”
ทว่ายังไม่ทันที่ปลายมีดจะฝังลงบนลำคอขาว เสียงพิณเส้นหนึ่งก็ดังขึ้นฉับพลัน
ฟิ้ง!
คราวนี้ไม่ใช่เสียงใสเย็น หากเป็เสียงแหลมคมเฉียบดุจอัสนี กรีดทะลุรัตติกาลตรงเข้าหูนักฆ่าที่จับลั่วอวี้เหยาอยู่ ม่านตาของเขาหดเล็กลง เืทะลักออกจากตาทั้งสองข้างในชั่วพริบตา ร่างทั้งร่างแข็งค้าง ก่อนจะหงายหลังล้มลงอย่างไร้ิญญา
เกือบในเวลาเดียวกัน เซียวหลงเยวี่ยนก็พุ่งวาบไปข้างหน้า
ครืน!
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าเขาแตกเป็รัศมี เงาร่างเลือนหายไปอีกครั้ง และในพริบตาต่อมา ปลายกระบี่สีครามก็ไปปรากฏอยู่ตรงลำคอของชายแผลเป็แล้ว
ช้าไปเพียงครึ่งเศษลมหายใจ ชีวิตเขาคงถูกตัดขาดในทันที
ชายแผลเป็คำรามอย่างไม่ยอมรับ พลังปราณทั่วกายพลันะเิออก เขาถอยกรูดสามก้าว กระบี่โค้งสีดำฟันเป็เส้นแสงสามสายพุ่งซ้อนกันหมายฉีกร่างเซียวหลงเยวี่ยน
“วิชากระบี่เขาเืดำ!”
หนึ่งในองครักษ์ที่ยังพอมีสติอุทานออกมาอย่างใ
เซียวหลงเยวี่ยนไม่หลบ เขาเพียงยกกระบี่ขึ้นตรงหน้ากาย แขนเสื้อปลิวไหวตามแรงปราณ จากนั้นแสงกระบี่เส้นบางเพียงสายเดียวก็ถูกฟันออกไป
ไม่มีเสียงะเิอึกทึก
ไม่มีเปลวแสงงดงามตระการตา
มีเพียงเส้นแสงสีครามบางเบาราวสายหมอกที่กรีดผ่านกลางสามเส้นแสงสีดำอย่างเงียบงัน
แกร๊ก
กระบี่โค้งสีดำในมือชายแผลเป็ขาดสะบั้นจากกลางเล่ม
ดวงตาเขาเบิกกว้างสุดขีด ยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น รอยเืเส้นตรงก็ปรากฏจากหัวไหล่ซ้ายเฉียงลงถึงเอวขวา เืสดพุ่งออกมา เขาถอยโงนเงนไปสองก้าว ก่อนร่างทั้งร่างจะแยกออกจากกันล้มลงกับพื้นอย่างน่าสยดสยอง
ทั้งลานตกอยู่ในความเงียบมรณะทันที
นักฆ่าที่เหลืออยู่เพียงสามสี่คนมองภาพนั้นด้วยสีหน้าไร้สีเื ไม่มีใครกล้าขยับอีกแม้แต่ก้าวเดียว
เซียวหลงเยวี่ยนสะบัดเืออกจากกระบี่เบา ๆ
“ข้าบอกพวกเ้าแล้ว”
ประโยคนั้นทำให้ชายที่เหลืออยู่สะดุ้งเฮือก ราวตื่นจากฝันร้าย จากนั้นก็โยนอาวุธทิ้งลงพื้นพร้อมกันแล้วหันหลังวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต
มู่ซูหลานไม่ได้ขัดขวาง นางเพียงเดินไปแก้เชือกที่ข้อมือของลั่วอวี้เหยา พลางยกมือแตะเส้นชีพจรหญิงสาวเบา ๆ เมื่อพบว่านางไม่ได้รับาเ็หนักจริงจึงค่อยถอนหายใจ
“ขอบคุณ...ขอบคุณท่านทั้งสอง...”
ลั่วอวี้เหยากล่าวเสียงสั่น ดวงตาแดงเรื่ออย่างกลั้นไม่อยู่
“หากคืนนี้ไม่มีท่าน ข้า...”
“อย่าพูดเช่นนั้นเลย”
มู่ซูหลานยิ้มบาง
“คนไม่เป็ไรก็ดีแล้ว”
ลั่วอวี้เหยามองสตรีตรงหน้าอย่างตื้นตัน ยามอยู่ใกล้ มู่ซูหลานยิ่งงดงามกว่าที่นางคิดหลายเท่า ไม่ใช่ความงามชนิดเฉิดฉายบาดตา หากเป็ความงามสะอาดสงบที่ทำให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่นโดยไม่รู้ตัว
ทางด้านเซียวหลงเยวี่ยน เขาเดินไปตรวจดูองครักษ์ที่าเ็ทีละคน สีหน้าสงบไม่แตกต่างจากยามสังหารโจรพวกนั้นแม้แต่น้อย ราวกับความเป็ความตายบนเส้นทางยุทธภพเป็สิ่งที่เขาเห็นมาจนชินเสียแล้ว
“คนของคุณหนูลั่วไม่ตายสักคน”
เขากล่าว
“แต่สองคนอาการหนัก ต้องรีบนำกลับไปรักษา”
ลั่วอวี้เหยาฝืนข่มอารมณ์แล้วค้อมกายให้ลึก
“บุญคุณช่วยชีวิตคืนนี้ ตระกูลลั่วไม่มีวันลืม หากท่านทั้งสองไม่รังเกียจ ข้าอยากเชิญไปยังเรือนเ้าเมือง ให้บิดามารดาได้ขอบคุณด้วยตนเอง”
เซียวหลงเยวี่ยนหันไปมองภรรยา
มู่ซูหลานยิ้มน้อย ๆ
“คืนนี้ดึกแล้ว ถึงอย่างไรก็ควรพาคุณหนูลั่วกลับก่อน”
เขาพยักหน้าเพียงครั้ง