ท่านอ๋องเก้าได้จัดตั้งโรงหมอขึ้นในหมู่บ้านผู้ประสบภัยโดยพระชายาหานซู่ลี่เป็นผู้ไปเชิญฮูหยินเกาหรือฉายาในยุทธภพของฮูหยินไร้รอยกับท่านหมอเกามาอยู่ดูแลคนเจ็บไข้ได้ป่วยหลังจัดการคดีผู้ทุจริตเรียบร้อยท่านอ๋องเก้าจึงมอบหมายให้เสนาบดีฟ่านหลี่เจี๋ยเป็นผู้เข้าไปดูแลจัดระเบียบชาวบ้านเพื่อจะได้จัดหางานและอาชีพให้พวกเขาทั้งยังต้องเข้าสำรวจเพื่อจัดการพื้นที่ให้เหมาะสมกับการทำนาทำไร่และเลี้ยงสัตว์
“ดีเหมือนกันนะหลี่เจี๋ยข้าเบื่อการวนเวียนอยู่ในเมืองชิงหลิวเต็มทนแล้วได้ออกไปดูบรรยากาศนอกเมืองบ้างก็ดีได้ยินว่าหมู่บ้านผู้ประสบภัยตั้งอยู่บนเนินเขาทิวทัศน์สวยงาม”จินวั่งซู่รีบยกมืออาสาไปกับฟ่านหลี่เจี๋ยทันทีที่รู้ข่าว
“เนินเขานั่นหรือ?มีแต่หลุมศพของคนที่ตายเพราะภัยน้ำท่วม โคลนถล่ม ป่วยตายหรือไม่ก็ถูกวางยาพิษในอาหาร” สีหน้าราบเรียบของเสนาบดีหนุ่มทำให้สหายหน้าเหวอ
“เจ้าช่างไม่พูดจาให้ข้ารู้สึกถึงความงดงามของทิวเขาต้นไม้และสายธาร เลยนะที่นี่เป็นเมืองที่โอบล้อมด้วยภูเขาแสนงดงามแท้ๆ”
ฟ่านหลี่เจี๋ยผู้เคร่งขรึมและสุขุมอยู่เป็นนิจยามนี้ห่างบุตรและภรรยามาจงมีอาการหงุดหงิดอยู่บ้างแต่อาศัยทุ่มเททำงานเพื่อจะได้ลืมๆ ไป เขาเร่งทำงานทั้งวันทั้งคืนกลางวันออกตรวจงานกลางคืนก็ตรวจเอกสารและเขียนรายละเอียดที่จะมอบหมายงานให้ขุนนางท้องถิ่นได้ทำงานต่อ
ทิวทัศน์งดงามสองข้างทางตั้งแต่ออกจากประตูเมืองชิงหลิวจนถึงหมู่บ้านผู้ประสบภัยทำเอาจิตใจของฟ่านหลี่เจี๋ยแช่มชื่นขึ้นไม่น้อย
“เจ้าดูสิ! ต้นไม้สองข้างทางเขียวชอุ่มหากไม่เกิดภัยพิบัติในครั้งนี้เมืองชิงหลิวนับว่าเป็นเมืองขนาดกลางที่น่ามาตั้งรกรากยิ่งนัก”
“อืม...ตามที่ข้าอ่านข้อมูลของที่นี่เมื่อสิบปีก่อนเคยเกิดน้ำท่วมใหญ่แต่ก็เป็นเพราะแม่น้ำเกิดการเอ่อล้นขึ้นคราวนี้มีทั้งน้ำป่าและโคลนถล่มน่าแปลกนักเห็นทีเราคงต้องขึ้นไปตรวจสอบบนภูเขาด้วยกันสักหน่อย”
ท่านอ๋องเก้ามอบหมายให้เติ้งเฉินฟู่กับองครักษ์ฝีมือดีอีกสามคนติดตามฟ่านหลี่เจี๋ยออกมาด้วยจินวั่งซู่จึงสบายใจหากสหายต้องการขึ้นไปตรวจสภาพการณ์บนภูเขาฟ่านหลี่เจี๋ยมิได้มีวิทยายุทธ์สูงนัก ส่วนตัวเขาก็แค่เพียงเอาตัวรอดได้ดีหน่อยก็คือวิชาตัวเบา
“เจ้าสงสัยสิ่งใด?”
“ข้าคิดอยากหาสาเหตุที่ทำให้น้ำป่ากับโคลนไหลลงไปบ้าคลั่งเช่นนั้นเจ้าดูสิว่าเทือกเขาแถบนี้มีต้นไม้ใหญ่น้อยหนาแน่นย่อมจะซึมซับน้ำได้ดีจนไม่ควรเกิดน้ำป่ายิ่งสายน้ำโคลนพวกนั้นยิ่งไม่ควรเกิดด้วยซ้ำ”
จินวั่งซู่คิดตามแล้วพยักหน้าอย่างเห็นด้วย“นั่นสิ!เราควรไปดูให้เห็นกับตา”
“เข้าไปวนดูในหมู่บ้านผู้ประสบภัยสักรอบแล้วเราขึ้นเขากันยามนี้ยังเช้าอยู่แดดไม่ร้อนจะได้เดินดูได้ทั่วๆ”
“ดี!”
ฟ่านหลี่เจี๋ยสั่งให้ขบวนผู้ติดตามจอดรถม้าและผูกม้าไว้เพื่อเดินขึ้นเขาหัวหน้าหมู่บ้านหาพรานป่าชำนาญทางได้สองคนเส้นทางที่พวกเขาจะเดินขึ้นไปมีโคลนไหลราดจับตัวหนาบ้างบางบ้างทำให้ม้าไม่สามารถขึ้นไปได้อาศัยเพียงการเดินทางขึ้นไปเท่านั้นและหาไม่ชำนาญเส้นทางก็อาจจะต้องเสียเวลาทั้งอาจหลงป่าและไปติดอยู่ในแอ่งโคลนได้
ใต้เท้าฟ่านกับคุณชายจินเดินตามหลังพรานป่าโดยมีเหล่าองครักษ์ตามประกบอยู่ข้างหลังพวกเขาเดินขึ้นไปถึงหมู่บ้านชาวเขาที่เคยตั้งอยู่สูงสุด
“ใต้เท้าท่านดูสิขอรับ!ขนาดหมู่บ้านนี้ยังถูกโคลนกลบเสียเละ”พวกเขากวาดตามองไปทั่วเห็นเพียงโคลนสีน้ำตาลที่มีเศษซากหลังคาบ้านเรือนโผล่พ้นขึ้นมามากบ้างน้อยบ้าง“ยามนี้ดินเริ่มแข็งขึ้นแล้วจึงพอจะเดินได้ขอรับ”
ฟ่านหลี่เจี๋ยย่ำเท้าลงไปพบว่าหน้าโคลนด้านบนเมื่อเหยียบลงไปยุบลงเล็กน้อยมีต้นไม้ใหญ่จำนวนมากซุกอยู่ตามพื้นโคลนพวกนั้น “เหตุใดจึงมีต้นไม้ถูกโค่นมากนักเล่า?”
“หลี่เจี๋ยเจ้าดูนี่!ท่อนไม้ใหญ่พวกนี้ล้วนเป็นไม้ล้ำค่าที่นิยมซื้อขาย”จินวั่งซู่ชี้ให้สหายดูท่อนไม้ใหญ่จำนวนมากที่โผล่พ้นดินโคลนขึ้นมา
“พวกเจ้าช่วยพาข้าขึ้นไปบนยอดเขาเถิดข้าอยากเห็นต้นเหตุที่แท้จริง”
พรานเหล่านั้นหันไปสบตากันด้วยลำบากใจพวกเขาไม่เคยขึ้นไปดูยอดเขาที่ผ่านมาแค่จะปีนมาเพื่อช่วยเหลือคนในหมู่บ้านนี้ได้ก็ยากเย็นมากแล้วกว่าจะรอให้โคลนพวกนี้แห้งหน่อยจึงขึ้นมาตามหาผู้บาดเจ็บหลายคนจึงไม่อาจรอความช่วยเหลือถูกความตายพรากจากครอบครัวไปคนโชคร้ายที่จมอยู่ในโคลนพวกนั้นส่วนใหญ่เสียชีวิตไปหมดผู้รอดล้วนโชคดีที่อาจจะเกาะกิ่งไม้ได้ทัน
สีหน้าของใต้เท้าฟ่านหลี่เจี๋ยแม้จะดูราบเรียบแต่กลับดูน่ากลัวยิ่งกว่าการตวาดออกมานักเพียงตวัดสายตามามองพรานทั้งสองคนก็รีบพยักหน้า
“พวกข้าจะนำทางเดี๋ยวนี้ขอรับ!”
เมื่อคนทั้งหมดเดินขึ้นสูงขึ้นเลยจากหมู่บ้านไปไม่ใกล้กลับพบว่าป่าด้านบนมีเพียงตอไม้เรียงรายเป็นลานกว้าง ต้นใหญ่ถูกตัดไปหมดสิ้น บนยอดเขานั้นมิได้ลาดชันนักหากเป็นที่ราบกว้างแล้วค่อยเป็นที่ลาดชันขึ้นช่วงหนึ่งจากนั้นก็เป็นที่ราบกว้างอีกแต่ทั้งหมดล้วนแล้วไม่มีต้นไม้ใหญ่หลงเหลือ
“นี่มันอะไรกัน?”คนทั้งหมดเห็นสภาพด้านบนยอดเขาแล้วถึงกับตื่นตะลึง
“นี่ไง?สาเหตุที่แท้จริง ขุนนางทุจริตพวกนั้นมิได้เพียงยักยอกเงินและเสบียงพระราชทานเท่านั้นที่ผ่านมาพวกเขายังลอบตัดต้นไม้ล้ำค่าบนยอดเขาจนทำให้ยามฝนตกไม่มีปราการธรรมชาติกั้นน้ำป่าเอาไว้ได้โคลนพวกนั้นล้วนเกิดจากดินภูเขาที่ไม่มีรากต้นไม้ยึดเกาะถูกกัดเซาะไหลลงไปเบื้องล่างทำคนตายไปค่อนเมือง”
“มิน่า!จึงมีท่อนไม้และต้นไม้จำนวนมากที่มีรอยขวานฟันลอยลงไปพร้อมน้ำป่าและโคลนพวกนั้น”เติ้งเฉินฟู่เห็นแล้วพลันนึกถึงสภาพที่ราบใกล้แม่น้ำที่เขาเคยไปตรวจตราพร้อมกับท่านอ๋องเก้าและพระชายาเมื่อครั้งมาถึงที่นี่แรกๆ
“คราวนี้รู้สาเหตุที่แท้จริงแล้วจะได้เขียนฎีกาถวายฝ่าบาทได้เสียที” ฟ่านหลี่เจี๋ยถอนหายใจความหนักอกหนักใจนับตั้งแต่เดินทางมาถึงที่นี่นอกจากความยากแค้นของราษฎรที่ต้องแก้ไขแล้วเขายังเกรงวันข้างหน้าเหตุอย่างนี้อาจจะเกิดขึ้นซ้ำอีกหลุมศพด้านล่างที่อยู่บนเนินเขาหลายลูกเมื่อรับรู้ว่าชาวบ้านเหล่านั้นล้วนเสียชีวิตในเหตุการณ์เดียวกันก็นับว่าสะเทือนใจมากอยู่แล้วความวิปโยคของเมืองชิงหลิวในครั้งนี้สร้างความทุกข์กายทุกข์ใจให้กับผู้คนจำนวนมาก
ครั้นขบวนพวกเขาลงจากภูเขาในยามบ่ายใต้เท้าฟ่านขอให้พรานนำทางพาอ้อมไปยังหมู่บ้านอีกฟากหนึ่งที่จมหายไปใต้โคลนซ้ำยังไม่มีผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียวศพของพวกเขายังไม่มีผู้ใดขุดออกมาได้เพราะอยู่ในแอ่งโคลนลึกคนทั้งหมดก้าวเท้าอย่างระมัดระวัง แม้ดินโคลนส่วนบนจะแห้งมากแล้วแต่ก็ประมาทมิได้
“พวกท่านค่อยๆเดิน พยายามดูกิ่งไม้ที่ยังสดใหม่เอาไว้ด้วย เผื่อโคลนยุบจะได้มีที่ยึดเกาะ” เสียงพรานนำทางร้องบอกทุกคน
************
