ดักแด้แห่งการจุติ
เราติดแหงกอยู่ตรงปากทางเข้าประตู์มาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว
เครื่องตรวจอาวุธดังขึ้นเป็ครั้งที่สามเมื่อผมก้าวผ่านม่านแสงสีฟ้าที่เป็ส่วนหนึ่งของเครื่องแสกนร่างกาย โพลิเซียขมวดคิ้ว
“ฉันขอถามอีกครั้ง นายพกเอาอะไรแปลกๆติดตัวมาด้วยหรือเปล่า” นางถามเสียงเรียก แต่ผมมั่นใจว่าผมไม่ได้ยัดอะไรใส่กระเป๋ากางเกงมาเลย ผมพยายามล้วงคลำไปตามซอกกระเป๋ากางเกงเพื่อเช็คให้ดีอีกครั้ง แต่ก็ไม่เจออะไรทั้งนั้น
“ไม่เอาน่า เทพหน้าใหม่ที่ยังไม่ได้รับเครดิต์เลยซักกะเครดิตเดียวไม่มีทางจะไปมีของอะไรแปลกๆได้หรอก” โอเทรอสพยายามกล่าวแก้ต่างให้ผม จนกระทั่งจู่ๆในจังหวะที่ผมล้วงกระเป๋าเสื้อ ผมก็เจอเข้ากับอะไรบางอย่าง
“อ๊ะ…” ผมร้อง ทุกคนหันขวับมาทางผม ผมค่อยๆหยิบไอ้เ้าสิ่งนั้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วก็พบว่ามันคือลูกแก้วเรืองแสงสีเขียวอ่อนขนาดเท่านิ้วโป้ง ทุกคนขมวดคิ้วเมื่อได้เห็นมันก่อนจะร้องกันออกมา
“หวาาาาาา มันมาอยู่ในกระเป๋าเสื้อของนายได้ยังไงเนี่ย!” โอเทรอสร้องเสียงหลง “โยนมันทิ้งไปเร็วเข้า!”
“เ้าหมอนี่มันกลัวแมลงน่ะ” โพลิเซียตีสีหน้าเรียบ แต่เห็นได้ชัดว่านางค่อยๆถอยออกจากผม
“แมลง?” ผมดูเ้าลูกแก้วสีเขียวอ่อนในมือให้ชัด มันมีปีกบางใสเหมือนแมลงจริงๆนั่นแหละ แต่ดูยังไงก็ไม่ได้น่ากลัวเหมือนแมลงตัวอื่นๆเลยซักนิด กลับกันมันดูเหมือนภูติที่หลุดออกมาจากจินตนาการมากกว่า
“ฉันน่ะ…ฉันน่ะไม่ได้กลัวมันซักหน่อย แค่...ไม่ค่อยถูกโรคกับสิ่งมีชีวิตที่ต้อยต่ำน่ะ ใช่!” เห็นได้ชัดว่าโอเทรอสกำลังอ้างเพื่อรักษาภาพลักษณ์อะไรบางอย่าง
“นั่นน่ะเรียกว่า โตโฟส์ สำหรับที่พาราห์เดียแห่งนี้พวกมันคือแมลงน่ารำคาญที่จะชอบมาตอมเทพระดับล่างและดูดพลังศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็อาหารของมัน” โพลิเซียอธิบาย
“งั้นมันก็เป็แมลงอันตรายเหรอครับ” ผมเอ่ยถาม ไม่อยากจะเชื่อว่าไอ้เ้ามันกำลังดูดพลังของผมไป ไม่เห็นรู้สึกเลย ว่าแต่หล่อนพูดคำว่าเทพระดับล่างออกมาได้แบบน่าตาเฉยเลยแฮะ นั่นมันไม่หยาบคายหรอกเหรอ?
“ถ้ามีตัวเดียวมันก็ไม่ได้อันตรายขนาดนั้นหรอก แล้วปกติมันจะไม่มาบินเพ่นพ่านอยู่ที่์ชั้นในแบบนี้ด้วย” โพลิเซียอธิบาย ยิ่งพูดเธอก็ยิ่งทำสีหน้าเหนื่อยหนาย
“เพราะงั้นก็รีบจัดการมันซักทีเถอะ” โอเทรอสโอดครวญ “ได้โปรด” สีหน้าของเขาเหมือนกำลังจะร้องไห้ โอเทรอสคงจะกลัวแมลงจริงๆนั่นแหละ
“แล้วผมควรจัดการมันยังไงเหรอครับ” ผมเอ่ยถาม
“ขว้างมันลงพื้นเลย!” โอเทรอสบอก ผมจับเ้าลูกแก้วเรืองแสงสีเขียวนั่นขว้างลงไปบนพื้นตามคำสั่ง ซึ่งเป็วินาทีเดียวกับที่โพลิเซียเอ่ยเตือนพอดีว่า
“เป็ฉันจะไม่ทำแบบนั้น”
เพล๊ง!
แน่นอนว่าเธอห้ามผมไม่ทัน เ้าโตโฟส์แตกละเอียดราวกับแก้วกระจก แสงสีเขียวสว่างวาบ ก่อนที่พื้นตรงนั้นจะมีหญ้าเติบโตจนสูงชันอย่างรวดเร็ว ผมอึ้ง โอเทรอสเป่าปากเหมือนโล่งอก ในขณะที่โพลิเซียขมวดคิ้วน้อยๆ
“นายชื่อว่าอะไร” เธอถามผม
“อ...แอคกริโอครับ” ผมตอบตะกุกตะกัก “ทำไมงั้นเหรอครับ” โพลิเซียยกกระดาษขึ้นมาจดขยุกขยิก
“ฉันจะได้รู้ไงว่าควรเรียกร้องเอาค่าปรับจากเทพเ้าองค์ไหน” โพลิเซียบอก
“ห๊ะ!” ผมอ้าปากค้าง ก่อนจะถูกโอเทรอสโอบไหล่ไปกอดเอาไว้
“หนี้สินก็เป็ส่วนที่กระตุ้นให้เด็กใหม่ขยันทำงานเหมือนกันนะ ถ้าจะโฟกัสที่จุดนั้นอย่างเดียวนี่ก็ถือว่าเป็ข่าวดี เอาล่ะ เราไปยังโลกมนุษย์กันเถอะ” โอเทรอสดึงผมผ่านประตูไปโดยที่ผมไม่มีโอกาสได้ทักท้วงเื่ที่ได้ยินเมื่อกี้
พวกเราเดินผ่านม่านแสกนของเครื่องตรวจอาวุธ คราวนี้ไม่มีเสียงสัญญาณใดๆดังออกมา โพลิเซียพยักหน้าน้อยๆก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “ข้าขอมอบพรศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองการเดินทางครั้งนี้ให้เป็ไปโดยสวัสดิภาพแก่ท่านทั้งสอง”
พริบตานั้นเอง ร่างกายของเราก็เรืองแสงสีฟ้าครามระยิบระยับ ผมมองสำรวจตัวเองด้วยความตื่นเต้น “นี่มันอะไรงั้นเหรอครับ”
“การอวยพรน่ะ” โอเทรอสกอดอกอย่างภาคภูมิใจ “หนึ่งในสิ่งวิเศษที่เหล่าสาวก้าจากพวกเาาว์ นี่เป็คุณสมบัติพิเศษที่มีเพียงพวกเราเท่านั้นที่ มันจึงทำให้เหล่าเทพเ้าแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตใดๆที่อยู่เบื้องล่างนั่น”
ฟังดูเหมือนพวกคลั่งเผ่าพันธ์ยังไงก็ไม่รู้ เทพเ้าจะมีมุมที่น่าขนลุกแบบนี้ทุกองค์เลยหรือเปล่านะ
พวกเราเดินเข้าไปในส่วนลึกของสถานนีประตู์ โพลิเซียเดินตามหลังมาอย่างเงียบๆ ไม่นานเราก็พบกับโซนที่เต็มไปด้วยรังไข่สีเหลืองนวลที่ดูรายล้อมไปด้วยใยไหมขนาดใหญ่กว่าตัวของผมเล็กน้อย ดูราวกับเป็รังดักแด้ของเทพเ้าอะไรพวกนั้นเลย
“นี่คือ…อะไรเหรอครับ” ผมเอ่ยถามไปแบบซื่อๆ
“เด็กใหม่ของนายไม่ได้อ่านคู่มือเทพเ้าหนึ่งศูนย์หนึ่งมาเลยนี่นา” โพลิเซียขมวดคิ้ว ผมสะดุ้ง
“ขอโทษนะครับ คู่มืออะไรเหรอ”
“ไม่เอาน่าโพลิเซีย อย่าเข้มงวดกับรุ่นน้องที่น่ารักของฉันนักสิ” โอเทรอสเดินมาโอบไหล่ผมอย่างสนิทสนมอีกครั้ง เขายิ้มแบบหนุ่มหล่อมั่นใจในตัวเอง การที่คนตัวสูงมากๆทำให้ผมรู้สึกถูกข่มอยู่ตลอดเวลา “สิ่งนี้คือ โพพาธิส หรือเรียกอีกชื่อนึงก็คือ ดักแด้เทพจุติ” เทพแห่งรุ่นพี่รุ่นน้องและการตีสนิทอธิบาย “เนื่องจากว่าบัญญัติแห่ง์ว่าด้วยเื่ระเบียบการปฏิบัติตนบนโลกเบื้องล่างประการที่หนึ่งได้ห้ามไม่ให้เทพเ้าปรากฏกายละเอียดให้พวกสิ่งมีชีวิตเห็นด้วยตาเปล่า พวกเราก็เลยจะต้องจำแลงลงไปที่โลกเบื้องล่างด้วยสภาวะิญญาศักดิ์สิทธิ์แทน และเพื่อการนั้นเราจำเป็จะต้องใช้ดักแด้โพพาธิสนี่”
“และที่สำคัญ มันไม่ฟรี” โพลิเซียพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ผมสะดุ้งอีกครั้ง
“แต่ผมไม่มีเงินหรอกนะ”
“การเดินทางใดๆล้วนมีค่าใช้จ่ายทั้งนั้น แต่ว่าไม่ต้องห่วงไปน้องชาย โอเทรอสฉีกยิ้ม ใช่เสี้ยววินาทีนั้นที่ผมััได้ถึงบรรยากาศของรุ่นพี่ที่พร้อมจะซัพพอร์ตรุ่นน้องให้สามารถตั้งหลักได้ ผมรู้สึกเกรงใจที่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะออกค่าใช้จ่ายตรงส่วนนั้นให้ผมก่อน แต่ผมก็คงไม่มีทางเลือก ต้องหาโอกาสตอบแทนบุญคุ—
“์อนุญาตให้นายกู้เครดิต์สำหรับค่าเดินทางและค่าอำนวยความสะดวกอื่นๆใน่สามปีแรกของการฝึกงานได้ด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำมาก” โอเทรอสพูด ผมรีบหยุดทุกความซาบซึ้งในหัวทันที
“ผมมี่เวลาฝึกงานด้วยเหรอครับ” เื่นั้นผมไม่เห็นรู้มาก่อนเลย
“มีสิ ที่ไหนๆก็ต้องมี่เวลาฝึกงานเพื่อประเมิณความสามารถของคนใหม่ทั้งนั้นแหละ” โอเทรอสอธิบาย “ระยะฝึกงานของนายคือสามปี เหลือเฟือเลยใช่ไหมล่ะ”
“แม้แต่เื่นี้ก็ไม่รู้เหรอเนี่ย เอาจริงดิ” โพลิเซียถอนหายใจ เหมือนเ้าหล่อนกำลังสมเพชผมเลย คือผมเพิ่งจะเป็เทพได้แค่สองวันเอง ผมไม่แน่ว่าผมควรจะรู้เื่เยอะขนาดนั้นเลยไหม
“ใครเป็คนตัดสินเื่นั้นเหรอครับ แล้วผมจะถูกประเมิณในด้านไหนบ้าง” ผมเริ่มมีกังวลและกดดันนิดหน่อยแล้วตอนนี้
“ฝ่ายบุคคลจะเป็คนตัดสินว่านายจะสอบผ่านหรือสอบตก ถ้าไปเจอพวกเทพเ้าจอมเฮี้ยบก็เหนื่อยหน่อย ส่วนใหญ่เทพหน้าใหม่มักจะถูกประเมิณจากจำนวนสาวกหรือผู้ติดตาม จำนวนหนี้สินในบัญชี และอัตรารายได้ต่อหนึ่งไตรมาส อ้อ! มิตรสัมพันธ์ต่อเพื่อนชาว์ก็ถือเป็อีกหนึ่งคุณสมบัติที่มองข้ามไปไม่ได้เลยนะ รู้สึกถ้าในภาษามนุษย์จะใช้คำว่า…”
“ทีมเวิร์ค” ผมที่เห็นว่าโอเทรอสนึกนานไปนิดเอ่ยขึ้น
“อ้า! ไอ้นั่นแหละ” เขาดีดนิ้วด้วยพลังเทพเ้า นั่นทำให้เสียงดีดนิ้วของเขามันฟังดูดังกว่าที่มนุษย์ธรรมดาสามารถทำได้
“จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมไม่ผ่านงาน” ผมเอ่ยถามคำถามที่น่ากังวลที่สุด ในกรณีที่เลวร้ายผมคงจะถูกส่งกลับไปเวียนว่ายตายเกิดอีกครั้งโดยที่ไม่มีโอกาสให้แก้ตัว
“ก็แค่กลับสู่ความว่างเปล่าน่ะ ไม่มีอะไรมากหรอก สบายๆ” โอเทรอสพูดด้วยท่าทีสบายๆแบบที่ตัวเองว่าไป
“อะไรนะครับ!” ผมช็อก “ไม่ใช่แบบพวกการส่งกลับลงไปเกิดที่โลกมนุษย์เหรอครับ”
“ไม่ล่ะ เทพที่ไหนเขาต้องกลับไปเวียนว่ายตายเกิดกัน นั่นคงจะน่าอายโคตรๆเลย” โอเทรอสโบกมือและทำสีหน้าแบบไม่อยากจะนึกถึงภาพตอนที่ตัวเองต้องกลายเป็ทารกใหม่อีกครั้ง “ปลายทางของเทพเ้าคือความสงบชั่วนิรันดร์ที่เรียกว่าความว่างเปล่าต่างหาก ซึ่งเป็ความสงบสุขที่แท้จริงที่พวกมนุษย์จำนวนหนึ่งตามหาแต่ก็ไม่มีวันได้พบล่ะนะ” เขาดูภาคภูมิใจกับการที่ตัวตนของตัวเองต้องหายไปตลอดกาลหลังจากตาย ผมไม่เห็นว่านั่นจะเป็เื่ที่ดีเลยซักนิด มันทำให้ผมใจหายวาบอย่างบอกไม่ถูก
ถึงโอเทรอสจะขายฝันมากซักแค่ไหน ผมก็มองว่ามันคือกรณีที่เลวร้ายยิ่งกว่าการถูกส่งกลับไปยังโลกมนุษย์ซะอีก นี่ไม่ใช่แค่ผมจะไม่ได้รับโอกาสที่สองในการเป็เทพเ้าอย่างเดียว แต่โอกาสในการมีชีวิตอีกครั้งของผมก็ไม่มีด้วยเช่นกัน
สรุปแล้วผมไม่มีทางเลือกนอกจากต้องผ่านการประเมิณให้ได้สินะ
โปรดติดตามตอนต่อไป