นางหงครองภพ สยบมังกร

    ตอนที่ 34 : การฝึกฝนในแบบฉบับของนางหง


                    หลังจากลี่หงให้เหล่าสัตว์เลี้ยงกินอาหารและพักผ่อนจนอิ่มหนำจึงหันมาพูดคุยกับพี่ชายของตนพร้อมกับนำชุดเกราะ ที่หยิบติดมือมาจากกระโจมของพี่ชายออกมา

     

                    เมื่อนำชุดเกราะออกมาแล้ว ลี่หงจึงทำการขีดเขียนอักขระลงไปหลายสิบตัวจากนั้นจึงส่งชุดเกราะให้พี่ชายตนสวมใส่

     

                    รองแม่ทัพหนุ่มมองการกระทำของน้องสาวตนด้วยสายตาเลื่อนลอยทั้งระดับพลังที่เหนือผู้คนวัยเดียวกัน ทั้งเชี่ยวชาญทางด้านอักขระ ทั้งยังสามารถหลอมโอสถระดับสูงได้ทั้งยังมีสัตว์อสูรระดับสูงในครอบครองนับสิบตัว ทุกสิ่งที่ตนได้เห็นในวันนี้ ทำให้รองแม่ทัพหนุ่มดีใจเป็นอย่างมากจนอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาออกมา

     

                    “ท่านพี่เป็นอะไรเจ้าคะ”เมื่อเห็นดวงตาคมของพี่ชายมีน้ำตาไหลซึมออกมา ลี่หงก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความแปลกใจ

     

                    “อ้า! ไม่มีอะไรหรอกว่าแต่เจ้าทำอะไรกับชุดเกราะของพี่” เมื่อได้ยินคำถามของน้องสาว รองแม่ทัพหนุ่มก็รีบพูดขึ้นพลางจ้องมองชุดเกราะที่น้องสาวส่งให้ด้วยความแปลกใจ

     

                    “ไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะท่านพี่น้องแค่สลักอักขระลงไปเพิ่มความสามารถของชุดเกราะเท่านั้นท่านพี่รีบสวมชุดเกราะเถอะเจ้าค่ะจะได้รีบฝึก”ได้ยินดังนั้นรองแม่ทัพหนุ่มก็ไม่รอช้ารีบสวมชุดเกราะทันที 

     

                    “หงเอ๋อร์ทำไมชุดเกราะพี่ดูเหมือนมันหนักขึ้นกัน เจ้าทำอะไรกับชุดเกราะของพี่” ลี่หยางพูดขึ้นด้วยความแปลกใจเพราะทันทีที่สวมใส่ตนก็สัมผัสได้ว่าชุดเกราะของตนแปลกไปทั้งยังมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกด้วย

     

                    “คิก คิก คิกอย่างที่น้องบอกเจ้าค่ะ นี่คือการฝึกขั้นแรกของน้องเอง ท่านพี่รีบทำความคุ้นเคยกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเถอะเจ้าค่ะเพราะต่อจากนี้ไปชุดเกราะของท่านจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นสิบจินทุกหนึ่งชั่วยาม”ลี่หงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม แต่กับรองแม่ทัพหนุ่มนั้นได้แต่นั่งอ้าปากค้างตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน

     

                    “หะ หงเอ๋อร์ แล้วแบบนี้พี่จะอารักขารัชทายาทได้ยังไง”ลี่หยางรีบพูดขึ้นด้วยความกังวล หากตนอยู่ในสภาพนี้ย่อมไม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้

     

                    “ท่านพี่ก็รีบทำความคุ้นเคยกับชุดเกราะสิเจ้าคะน้ำหนักสูงสุดที่ชุดเกราะของท่านพี่จะรับได้นั้นแค่เพียงพันจินเท่านั้นไม่ได้มากมายอะไรเลย” ได้ยินดังนั้นรองแม่ทัพหนุ่มได้แต่กุมขมับแต่เมื่อนึกถึงวิธีฝึกที่แปลกประหลาดแบบนี้รองแม่ทัพหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามในสิ่งที่ตนสงสัย

     

                    “หงเอ๋อร์ อย่าบอกนะว่าอาจารย์ของเจ้าก็ฝึกเจ้าแบบนี้”

     

                    “ของน้องฝึกยิ่งกว่านี้อีกเจ้าค่ะ”พูดจบลี่หงก็ลุกขึ้นยืนกางแขนออกทั้งสองข้าง แล้วหมุนตัวหนึ่งรอบเพื่อให้พี่ชายได้เห็นชุดที่ตนสวมใส่อยู่อย่างชัดเจน

     

                    “ท่านพี่รู้ไหมเจ้าคะ ชุดที่น้องสวมใส่อยู่ตอนนี้มีน้ำหนักเท่าไหร่”เมื่อได้ยินดังนั้นรองแม่ทัพหนุ่มก็ส่ายหน้าพลางคิดว่าชุดที่น้องสาวตนสวมใส่อยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้แตกต่างอันใดกับชุดจอมยุทธธรรมดาสามัญจะมีน้ำหนักมากกว่าชุดเกราะของตนไปได้ยังไง

     

                    แต่เมื่อนึกถึงชุดเกราะของตน ที่น้องสาวตนสามารถสลักอักขระเพิ่มน้ำหนักลงไปได้อย่างง่ายดายแล้วนับประสาอะไรกับเสื้อผ้าของน้องสาวตนคิดได้ดังนั้นดวงตารองแม่ทัพหนุ่มก็เบิกกว้าง

     

                    “หงเอ๋อร์อย่าบอกนะว่าชุดที่เจ้าสวมใส่ กะ ก็มีอักขระเพิ่มน้ำหนักเหมือนกัน” ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ยิ้มออกมา

     

                    “เจ้าค่ะ ชุดที่น้องสวมใส่อยู่ตอนนี้มีน้ำหนักเทียบเท่ากับกระบี่ไม้เล่มนี้แหละเจ้าค่ะ” พูดจบลี่หงก็นำกระบี่ไม้ที่หนักกว่าหมื่นจินออกมาเห็นดังนั้นรองแม่ทัพหนุ่มก็ไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปรับกระบี่ไม้มาจากมือน้องสาวทันที

     

                    เพียงแค่สัมผัสรองแม่ทัพหนุ่มก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นเนื่องจากตนไม่สามารถยกกระบี่ไม้ในมือน้องสาวขึ้นได้ ทำได้แค่ขยับกระบี่ไม้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นความฉงนและสงสัยฉายชัดออกมาบนใบหน้าหล่อเหลาจนคนมองอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความขบขัน

     

                    “คิก คิก ดูท่านพี่ทำหน้าเข้า”เมื่อได้ยินเสียงน้องสาวตน รองแม่ทัพหนุ่มจึงได้สติกลับคืนมา พร้อมกับส่งสายตาฉงนงงงวยไปให้น้องสาว

     

                    ในใจก็ได้แต่พร่ำบ่นกับตัวเองว่าเหตุใดตนถึงไม่สามารถยกกระบี่ไม้ในมือของน้องสาวขึ้นมาได้ทั้งที่เมื่อครู่น้องสาวตนยังกวัดแกว่งราวกับมันไร้ซึ่งน้ำหนักใดๆแต่ทำไมตนถึงยกไม่ขึ้นทั้งที่มันวางอยู่บนมือที่แสนบอบบางของน้องสาวตนแท้ๆ

     

                    ฉันพลันความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของรองแม่ทัพหนุ่มยามเมื่อนึกถึงการฝึกฝนของน้องสาวตนและสาเหตุที่ทำให้น้องสาวตนสามารถยกกระบี่ไม้ที่แม้แต่ตนก็ไม่สามารถยกขึ้นได้ยิ่งคิดร่างกายของรองแม่ทัพหนุ่มก็ยิ่งสั่นสะท้าน

     

                    ทั้งที่ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาน้องสาวตนต้องฝึกฝนร่างกายมากเพียงใดหรือฝึกฝนด้วยวิธีใดแต่การที่น้องสาวตนมีความสามารถมากมายถึงเพียงนี้ด้วยระยะเวลาเพียงสามปีตนไม่อยากคิดเลยว่าน้องสาวตนต้องผ่านความยากลำบากอะไรมาบ้าง

     

                    เมื่อเห็นท่าทางของพี่ชายราวกับลี่หงสามารถล่วงรู้ความคิดของผู้เป็นพี่ได้จึงเอ่ยขึ้นมาเพื่อคลายความกังวลและคลายสงสัย

     

                    “ทำหน้าแบบนั้นท่านพี่กังวลอะไรเจ้าคะท่านพี่ไม่ต้องห่วงน้องหรอกเจ้าค่ะ ด้วยความรู้และทรัพยากรของน้องในตอนนี้ น้องต้องทำให้ตระกูลเรากลับมารุ่งโรจน์ได้อีกครั้งแน่นอนส่วนท่านพี่ตอนนี้ท่านก็เปรียบดั่งหัวหน้าตระกูลของเราแล้ว ดังนั้นน้องจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ท่านพี่แข็งแกร่งขึ้น”

     

                    “ที่สำคัญตลอดเวลาที่ผ่านมาน้องพยายามหาหนทางรักษาร่างกายท่านพ่อ หรงเอ๋อร์และหลานเอ๋อร์ได้แล้ว รอกลับจวนน้องจะรีบรักษาทุกคนให้หายดีเองแต่ระหว่างนี้ท่านพี่ในต้องฝึกฝนกับน้องไปก่อนนะเจ้าคะ” เมื่อได้ยินคำพูดของน้องสาวรองแม่ทัพหนุ่มก็ได้แต่ละอายใจที่ตนไม่สามารถช่วยเหลือครอบครัวได้มากนัก

     

                    แต่เมื่อน้องสาวตนตั้งความหวังไว้แบบนั้นตนก็ต้องทำให้ได้อย่างที่น้องสาวตนหวังไว้ แม้จะลำบากมากขนาดไหนตนก็จะไม่ถอยเด็ดขาด

     

                    เมื่อเห็นความมุ่งมั่นที่ฉายชัดออกมาจากดวงตาของพี่ชายลี่หงก็ยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ พลางนำผลึกวิญญาณฟ้าออกมาจากมิติเก็บของนับสิบก้อนก่อนจะส่งผลึกทั้งหมดให้พี่ชายตน

     

                    ทันทีที่เห็นผลึกวิญญาณฟ้าในมือน้องสาวรองแม่ทัพหนุ่มก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ

     

                    “หะ หะ หงเอ๋อร์ นี่มันผลึกวิญญาณฟ้าไม่ใช่รึจะ เจ้า เจ้าเก็บไว้ใช้เองเถอะ” รองแม่ทัพหนุ่มพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเพราะของที่น้องสาวตนนำมาให้นั้นมันมากเกินกว่าที่ตนจะรับไว้ได้

     

                    ที่ผ่านมาตนได้สัมผัสผลึกวิญญาณฟ้าที่หาได้ยากยิ่งนี้เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นแต่ตอนนี้มันกลับมาปรากฏต่อหน้าตนนับสิบก้อนแล้วแบบนี้จะให้ตนรับได้ยังไง อีกอย่างของพวกนี้ล้วนเป็นของที่อาจารย์มอบให้ศิษย์อย่างน้องสาวตนจะให้ตนรับมาใช้สุ่มสี่สุ่มห้าก็ใช่เรื่อง

     

                    “รับไปเถอะเจ้าค่ะท่านพี่ ท่านพี่เห็นทะเลสาบสองแห่งนั่นไหม”ได้ยินดังนั้นรองแม่ทัพหนุ่มก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงง

     

                    “เจ้าถามแปลกไม่เห็นพี่ก็ตาบอดแล้วสิ” ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ส่งค้อนวงใหญ่ไปให้

     

                    “เห็นก็ดีแล้วเจ้าค่ะ เพราะผลึกวิญญาณฟ้าที่อยู่ในมือท่านล้วนมาจากทะเลสาบสองแห่งนี้ทั้งสิ้นที่สำคัญทะเลสาบทั้งสองแห่งนี้ยังให้กำเนิดผลึกวิญญาณฟ้าทุกวันอีกด้วย แบบนี้แล้วท่านพี่ยังจะลังเลอะไรอยู่อีกเจ้าคะ”เมื่อได้ยินสิ่งที่น้องสาวตนพูด รองแม่ทัพหนุ่มก็อ้าปากกว้างด้วยความตกใจเพราะสิ่งที่น้องสาวตนพูดนั้นไม่เท่ากับว่าตอนนี้น้องสาวตนมีบ่อผลิตผลึกวิญญาณฟ้าถึงสองบ่องั้นรึ! แถมยังมีผลึกวิญญาณฟ้าให้เก็บเกี่ยวทุกวันอีกด้วย

     

                    เมื่อไม่มีเรื่องให้กังวลใจแล้วรองแม่ทัพหนุ่มจึงรับผลึกวิญญาณฟ้าจากน้องสาวแล้วนำไปดูดซับทันที

     

                    จากนั้นลี่หงก็มุ่งหน้าไปหาไป๋หู่แล้วให้ผลึกวิญญาณไป๋หู่อีกยี่สิบก้อนทั้งยังกำชับอีกด้วยว่าจะต้องทะลวงพลังสู่ระดับจักรพรรดิให้ได้ภายในพรุ่งนี้เนื่องจากไป๋หู่นั้นมีพลังอยู่ในระดับปราณฟ้าขั้นหกแล้วนั่นเอง ที่สำคัญสัตว์อสูรไม่จำเป็นต้องปรับสมดุลร่างกายหลังจากดูดซับพลังเหมือนมนุษย์ทั้งยังมีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าทำให้สามารถรองรับพลังจากผลึกวิญญาณได้มากกว่าจากนั้นลี่หงก็นำผลึกวิญญาณออกมาดูดซับและบ่มเพาะเช่นกัน

     

                    หลังจากที่ทุกคนทำการบ่มเพาะก็ผ่านไปจนถึงเช้าวันใหม่เพียงแค่หนึ่งคืนลี่หงกลับดูดซับผลึกวิญญาณฟ้ามากกว่าห้าร้อยก้อนทว่ากลับไม่มีวี่แววของการเลื่อนระดับแม้แต่น้อยเมื่อถึงลี่หงนำผลึกวิญญาณฟ้าก้อนที่ห้าร้อยหนึ่งออกมาดูดซับ ไม่นานก็เกิดเสียงดังขึ้นในหัวของลี่หง

     

                    ปัง!  เมื่อเสียงของการเพิ่มระดับดังขึ้นลี่หงก็หยุดดูดซับแล้วนั่งโคจรลมปราณเพื่อปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย เดิมทีลี่หงไม่จำเป็นต้องโคจรลมปราณเพื่อปรับสมดุลให้ร่างกายแต่อย่างใดแต่ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาเจ้าตัวดูดซับผลึกวิญญาณฟ้าจำนวนมากทำให้พลังที่ได้รับมามากเกินไปเมื่อทะลวงสู่ขั้นใหม่ลมปราณในร่างกายจึงไม่เสถียรทำให้จำต้องปรับสมดุล

     

                    หลังจากลี่หงนั่งปรับสมดุลร่างกายไม่นานลี่หยางก็ลืมตาขึ้นมาจากการบ่มเพาะ

     

                    “ยินดีด้วยนะเจ้าคะท่านพี่แค่คืนเดียวก็สามารถเลื่อนระดับได้ถึงปราณฟ้าขั้นแปดแล้ว” เมื่อตรวจสอบรับพลังของตนเองแล้วรองแม่ทัพหนุ่มก็ยิ้มขึ้นมาด้วยความพึงพอใจก่อนจะตรวจสอบระดับพลังของน้องสาวตน

     

                    “ว่าแต่พี่เราเองก็เหมือนกัน ระดับเพิ่มขึ้นอีกแล้วสินะแบบนี้เมื่อไหร่พี่จะตามเจ้าทันกันล่ะเนี่ย”หากลี่หงปกปิดไม่มีทางที่ลี่หยางจะรับรู้ระดับพลังที่แท้จริงแน่นอน

     

                    แต่ด้วยในมิตินี้มีเพียงสองพี่น้องและบรรดาสัตว์อสูรเท่านั้นจึงไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไร จากนั้นสองพี่น้องก็นั่งคุยกันครู่ใหญ่ ก่อนที่เสียงท้องของรองแม่ทัพหนุ่มจะดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนา

     

                    โครก!!!!!

     

                    “ฮ่า ฮ่า ฮ่าพี่ไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เมื่อวาน เสียงมันเลยดังเป็นพิเศษ” ได้ยินดังนั้นลี่หงก็หัวเราะออกมาจนคนเป็นพี่ต้องหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอาย

     

                    “แอ้ม! ท่านพี่ไปล้างเนื้อล้างตัวเถอะเจ้าค่ะลงไปแช่ตัวในน้ำตกได้เลย ส่วนชุดเกราะนั้นน้องสลักอักขระทำความสะอาดตนเองแล้ว เพียงแค่ท่านพี่ส่งลมปราณเข้าไปชุดเกราะก็จะสะอาดเอี่ยมอ่องเหมือนใหม่แน่นอนเดี๋ยวน้องจะเตรียมอาหารไว้รอ” ได้ยินดังนั้นลี่หยางก็ไม่รอช้า แต่เมื่อเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันมาเอ่ยถามในสิ่งที่ตนพึ่งนึกขึ้นได้

     

                    “หงเอ๋อร์อย่าบอกนะว่าน้ำตกนี้ก็เป็นน้ำทิพย์ด้วยน่ะ” ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ยิ้มออกมาด้วยความขบขันเพราะใบหน้าของพี่ชายตนนั้นเหยเกราวกับกลืนยาขมเข้าไปทั้งหม้อ

     

                    “เจ้าค่ะ น้ำตกนั่นคือน้ำทิพย์วารีพิสุทธิ์แต่ท่านพี่ไม่ต้องไปสนใจหรอกเจ้าค่ะ แค่น้ำเย็นกว่าน้ำทั่วไปเท่านั้นเอง ฮ่า ฮ่าฮ่า”  เมื่อเห็นสีหน้าสลดของพี่ชายแล้วลี่หงก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

     

                    เมื่อไม่สามารถทำอะไรได้รองแม่ทัพหนุ่มจึงต้องจำใจลงไปชำระร่างกายในน้ำทิพย์ที่คนทั่วหล้าล้วนต้องการ ในระหว่างแช่น้ำลี่หยางก็ได้แต่พึมพำกับตนเอง

     

                    “หงเอ๋อร์ของพี่ คงจะเป็นที่รักของสวรรค์สินะถึงได้เก่งกาจเช่นนี้” แม้จะอยู่ไกลออกไปแต่ลี่หงก็ได้ยินสิ่งที่พี่ชายตนพึมพำอย่างชัดเจน

     

                    ได้ยินดังนั้นลี่หก็ยิ้มออกมาด้วยความสุขพลางนำเนื้อหมูป่าเพลิงออกมาชำแหละแล้วแร่ให้เป็นแผ่นหนาราวหนึ่งข้อนิ้วจากนั้นก็นำเกลือและพริกไทยที่ซื้อมาจากเมืองหมอกม่วงออกมาคลุกเคล้าให้ทั่วทั้งสองด้าน

     

                    เมื่อหมักเนื้อหมูป่าเพลิงแล้วเสร็จลี่หงก็เดินตรงไปยังก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง จากนั้นก็ทำการสกัดหินให้ราบเรียบแล้วสลักอักขระเพิ่มความร้อนลงไปบนหินจนแผ่นหินขนาดเท่าโต๊ะเริ่มแดงระเรื่อ เมื่อเห็นดังนั้นลี่หงก็นำเนื้อที่หมักไว้ลงไปย่างบนหินร้อน

     

                    ซ่า!!!  เมื่อเนื้อหมักเกลือและพริกไทสัมผัสกับหินร้อนเสียงซาบซ่าก็ดังขึ้นพร้อมกับน้ำจากเนื้อหมูป่าเพลิงค่อยๆซึมออกมา ไม่นานกลิ่นหอมของเนื้อย่างก็ตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ

     

                    เมื่อเงยหน้าขึ้นมาลี่หงก็ตกใจ เนื่องจากเหล่าสัตว์เลี้ยงทั้งหลายไม่เว้นแม้แต่ไป๋หู่ต่างก็จ้องตรงมายังเนื้อย่างด้วยแววตาระยิบระยับ

     

                    เห็นดังนั้นลี่หงก็นำเนื้อหมูป่าเพลิงออกมาเพิ่มทั้งยังสอนหั่วหงชำแหละและแล่เนื้อในรูปแบบต่างๆโดยมีเสี่ยวหลินในร่างหมาป่าวายุคอยช่วย ที่ต้องทำแบบนี้เพราะบรรดาสัตว์เลี้ยงของตนใช่ว่าจะกินน้อยกันเสียเมื่อไหร่หากตนทำคนเดียววันนี้ทั้งวันก็ไม่ได้กินแน่นอน แต่ก่อนที่จะกินลี่หงก็สั่งให้ทุกตัวลดขนาดร่างกายลงเพื่อจะได้ไม่เปลืองเนื้อย่างมากนักแม้มันจะไม่ได้ช่วยให้พวกนี้กินน้อยลงก็ตาม

     

                    ไม่นานลี่หยางก็เดินตามกลิ่นของเนื้อย่างมาแต่เมื่อเห็นเหล่าสัตว์อสูรที่มีขนาดเล็กลงก็ต้องแปลกใจ รวมไปถึงไป๋หู่สัตว์อสูรในพันธสัญญาของตนที่ตอนนี้มีขนาดเล็กลงจนดูเหมือนลูกแมวตัวหนึ่งเท่านั้น

     

                    “หงเอ๋อร์มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดสัตว์อสูรพวกนี้ถึงมีขนาดตัวเล็กลงได้ล่ะ”

     

                    “ท่านพี่ลองตรวจสอบระดับของไป๋หู่ตอนนี้ดูสิเจ้าคะ”เมื่อได้ยินดังนั้นลี่หยางก็ต้องตกใจ เนื่องจากไป๋หู่ตอนนี้อยู่ในระดับจักรพรรดิขั้นแรกแล้วเห็นดังนั้นรองแม่ทัพหนุ่มจึงหันมามองน้องสาวตนเพื่อขอคำอธิบาย

     

                    “มันเป็นคุณสมบัติพิเศษของสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิเจ้าค่ะท่านพี่ก็รู้ว่าสัตว์อสูรระดับนี้สามารถพูดภาษามนุษย์ได้แต่มีอีกอย่างที่สัตว์อสูรระดับจักรพรรดิสามารถทำได้นั่นก็คือจำแลงกายหรือลดขนาดร่างกายได้ส่วนสัตว์อสูรระดับสูงกว่านี้ก็เป็นอย่างหั่วหง แต่ก็ไม่ใช่ทุกตัวหรอกนะเจ้าค่ะ”เมื่อได้ยินดังนั้นแล้วตนก็หมดข้อสงสัย เดิมทีตนคิดว่าสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิสามารถพูดภาษามนุษย์ได้เพียงอย่างเดียวเสียอีกไม่เคยคิดมาก่อนว่าสามารถจำแลงกายได้อีกด้วย

     

                    จากนั้นสองมนุษย์กับหนึ่งสัตว์อสูรในคราบมนุษย์และสัตว์อสูรสิบตัวก็นั่งกินเนื้อย่างกันอย่างเอร็ดอร่อยผ่านไปครึ่งชั่วยามสองมนุษย์ก็ต้องยอมแพ้ให้กับบรรดาสัตว์อสูรทั้งหลายเพราะเพียงแค่ครึ่งชั่วยาม หมูป่าเพลิงระดับปฐพีที่มีขนาดตัวเท่ากับม้าศึกก็หมดเกลี้ยงแถมยังส่งตัวแทนมาขอเนื้อกับเครื่องปรุงรสเพิ่มอีกด้วย

     

                    เมื่อละจากเตาเนื้อย่าง ลี่หงจึงให้พี่ชายตนพักผ่อนครึ่งชั่วยามก่อนจะพาไปยังทุ่งหญ้าโล่งกว้างเพื่อเริ่มฝึก

     

                    “พร้อมสำหรับการฝึกรึยังท่านพี่”เมื่อได้ยินเสียงและเห็นรอยยิ้มของน้องสาว ลี่หยางพลันรู้สึกขนลุกชันทันที จากนั้นรองแม่ทัพหนุ่มก็ได้แต่พยักหน้าด้วยจิตใจที่หวาดหวั่น

     

                    “เหตุใดท่านพี่ถึงทำหน้าแบบนั้นเจ้าคะการฝึกของน้องไม่ได้มีอะไรยุ่งยากเลย เพียงแค่ท่านพี่หลบหลีกหรือปัดป้องการโจมตีของน้องตลอดสามชั่วยามเท่านั้นเองเจ้าค่ะ” ได้ยินดังนั้นรองแม่ทัพหนุ่มก็เบิกตากว้างพลางตัดพ้อน้องสาวในใจ ‘เหตุใดน้องสาวข้าถึงได้เปลี่ยนไปมากมายถึงเพียงนี้ เจ้าพูดแบบนั้นออกมาได้ยังไงหงเอ๋อร์มิใช่เจ้าอยู่ในระดับจักรพรรดิหรอกรึ อย่าว่าสามชั่วยามเลยแค่ครึ่งชั่วยามพี่ก็น่วมแล้ว’แต่รองแม่ทัพหนุ่มก็ไม่พูดอะไรออกไป

     

                    “มีอะไรรึเปล่าเจ้าคะท่านพี่”

     

                    “เอ่อ! คือพี่ไม่มีอาวุธติดตัวมาเลยน่ะเจ้าพอจะมีกระบี่ให้พี่ยืมรึเปล่า” ลี่หยางพูดขึ้นพลางหลบสายตาน้องสาวไปด้วยทั้งที่ตนเป็นถึงรองแม่ทัพแต่กลับไม่ได้พกอาวุธติดตัวแต่จะให้ทำยังไงได้ก็น้องสาวตนไม่เอาเข้ามาในมิติด้วยเมื่อลี่หงเห็นท่าทางของพี่ชายสุดหล่อของตนก็ยิ้มออกมาด้วยความขบขัน

     

                    “คิก คิก น้องก็นึกว่าเรื่องอะไร”พูดจบลี่หงก็สะบัดมือครั้งหนึ่ง ปรากฏกระบี่ไม้สิบเล่มตรงหน้ารองแม่ทัพหนุ่ม

     

                    “เชิญท่านพี่เลือกกระบี่ที่มีน้ำหนักเหมาะมือได้เลยเจ้าค่ะ”ได้ยินดังนั้นรองแม่ทัพหนุ่มก็ไม่รอช้า พลางเดินเข้าไปเลือกกระบี่ไม้ทันที

     

                    แม้ดูจากภายนอกกระบี่ไม้พวกนี้ก็ไม่ต่างจากกระบี่ไม้ที่มีอยู่ทั่วไปแต่เมื่อได้สัมผัสแล้วจะรู้ว่ากระบี่ไม้แต่ละเล่มนั้นกลับมีน้ำหนักที่แตกต่างกันมากแถมกระบี่ไม้แต่ละเล่มยังมีออร่าแปลกๆที่สัมผัสได้เพียงแค่มองเท่านั้น ไม่นานรองแม่ทัพหนุ่มก็เลือกกระบี่ไม้ที่มีน้ำหนักห้าสิบจินมาหนึ่งเล่ม

     

                    “พี่พร้อมแล้ว จัดมาเลยหงเอ๋อร์” พูดจบรองแม่ทัพหนุ่มก็ตั้งท่าเตรียมตั้งรับทันที

     

                    เมื่อเห็นดังนั้นลี่หงก็ส่งถ่ายลมปราณไปยังกระบี่ไม้ทั้งเก้าเล่มที่เหลืออยู่พร้อมกับควบคุมกระบี่ไม้ทั้งเก้าลอยขึ้นแล้วชี้ปลายกระบี่ตรงไปยังรองแม่ทัพหนุ่ม

     

                    ทางด้านลี่หยาง เมื่อเห็นดังนั้นก็เบิกตากว้างพลางกระโดดถอยหลังออกไปนับสิบก้าว แล้วมองหน้าน้องสาวสลับกับกระบี่ไม้ที่ลอยอยู่ตรงหน้าด้วยความหวาดหวั่นทำให้รองแม่ทัพหนุ่มต้องลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ‘นี่สินะลางสังหรณ์แปลกๆเมื่อวาน’

     

                    จากนั้นลี่หงก็นำกระบี่ออกมาอีกสิบเอ็ดเล่มเมื่อเห็นดังนั้นลี่หยางก็ได้แต่คร่ำครวญในใจ ‘ยังจะเอาออกมาเพิ่มอีกรึหงเอ๋อร์’

     

                    ไม่รอให้พี่ชายได้ตั้งตัวนาน ลี่หงจึงควบคุมกระบี่ไม้ทั้งยี่สิบเล่มเข้าโจมตีลี่หยางทุกทิศทางทันทีด้วยประสบการณ์การต่อสู้ที่สะสมมานาน แม้ร่างกายจะรับภาระหนักขึ้นจากชุดเกราะที่สวมใส่อยู่แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรทำให้รองแม่ทัพหนุ่มสามารถปัดป้องกระบี่ที่ลี่หงควบคุมได้อย่างง่ายดาย

     

                    ลี่หงเห็นดังนั้นจึงเพิ่มกระบี่ไม้เข้าไปเรื่อยๆจนตอนนี้มีกระบี่ไม้ที่บินอยู่บนฟ้ามากกว่าห้าสิบเล่มแล้วไม่เพียงเท่านั้นความเร็วและความรุนแรงของกระบี่ไม้ยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย

     

                    ทางด้านลี่หยางที่มัวแต่ปัดป้องกระบี่ไม้ที่เข้ามาโจมตีก็ไม่ได้เอะใจอะไรแต่พอนานเข้ากลับรู้สึกว่ากระบี่ไม้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น มารู้สึกตัวอีกทีก็มีกระบี่ไม้มากกว่าห้าสิบเล่มเข้าไปแล้ว

     

                    แม้จะตกใจที่น้องสาวตนสามารถควบคุมกระบี่ไม้ได้มากขนาดนี้แต่ตอนนี้ไม่ใช้เวลาที่จะมาชื่นชมน้องสาวตนเพราะแค่หลบหลีกและป้องกันการโจมตีของกระบี่ไม้ที่มีอยู่ก็ยากลำบากพออยู่แล้ว

     

                    ด้วยน้ำหนักของชุดเกราะที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆบวกกับกระบี่ไม้ที่วนเวียนอยู่รอบตัว ทำให้รองแม่ทัพหนุ่มแทบจะไม่มีเวลาหายใจแต่อีกด้านกลับมีวงสนทนาของบรรดาสัตว์อสูร ที่ดูชมการฝึกฝนของเจ้านายตนด้วยความสนุกสนาน

     

                    “เป็นยังไงล่ะไป๋หู่ เจ้านายข้าสุดยอดไปเลยเห็นรึเปล่า”เสี่ยวหลางพูดขึ้น ขณะที่จ้องมองไปยังเจ้านายตนด้วยสายตาเทิดทูน

     

                    “ใช่ๆ ยัยหนูน้อยของข้าสุดยอดจริงๆ”ไป๋หู่พูดขึ้นด้วยความปลื้มปิติเช่นกัน เนื่องจากไป๋หู่นั้นรู้จักกับลี่หงมากกว่าแปดปีแล้วตอนนั้นลี่หงมีอายุเพียงหกขวบปีเท่านั้นทั้งยังมีร่างกายอ่อนแอเจ็บป่วยตลอดเวลาแต่ตอนนี้เด็กน้อยที่อ่อนแอวันนั้นกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าเจ้านายของมันอีก ทำให้มันชื่นชมลี่หงเป็นอย่างมาก

     

                    “นั่นแหละเจ้านาย ซ้ายอีกฟาดเข้าไปเลยนั่นแหละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เสียงเสี่ยวหลางดังขึ้น ขณะที่กระบี่ไม้ของลี่หงฟาดโดนหน้าอกของลี่หยางทำให้รองแม่ทัพหนุ่มกระเด็นออกไปไกลกว่าสิบเมตร

     

                    “ลุกขึ้นมาสิลี่หยาง โธ่!  แค่นี้ก็ไม่ไหวซะแล้ว อ่อน!!!” เสียงไป๋หู่ดังตามมาติดๆ จนคนที่ได้ยินหางคิ้วกระตุกด้วยความหงุดหงิด โดยเฉพาะลี่หยางที่จ้องมองสัตว์อสูรคู่พันธสัญญาของตนด้วยสายตาอาฆาตส่วนลี่หงเมื่อได้ยินดังนั้นก็ยกยิ้มออกมาด้วยความเจ้าเล่ห์

     

                    “สงสัยเจ้าสองตัวนี้อยากร่วมสนุกด้วยได้! เดี๋ยวข้าจัดให้” พูดจบลี่หงก็เอากระบี่ออกมาอีกร้อยเล่ม แล้วควบคุมให้กระบี่หนึ่งร้อยเล่มนั้นพุ่งเข้าไปโจมตีเสี่ยวหลางและไป๋หู่เมื่อพวกมันทั้งสองเห็นฝนกระบี่พุ่งตรงมาก็ต้องเบิกตากว้าง

     

                    “เจ้านาย!! ข้าขอโทษข้าจะไปแล้ว เสี่ยวหลินช่วยข้าด้วย!!!!” เสี่ยวหลางตะโกนขึ้นมาด้วยความหวาดกลัวพลางวิ่งหนีออกไปไกลเพื่อหวังว่าจะหลบหนีออกไปให้พ้นระยะของกระบี่ ส่วนเสี่ยวหลินที่นอนดูชมอยู่กับหั่วลงและลูกๆได้แต่หัวเราะสมน้ำหน้าสามีของตน

     

                    “คุณหนูข้าขอโทษ!!!”ทางด้านไป๋หู่ก็เช่นเดียวกัน ตอนนี้ทั้งสองต่างก็วิ่งหนีไปคนละทิศคนละทางแต่สุดท้ายก็โดนกระบี่ไม้ของลี่หงต้อนให้มาอยู่ด้วยกัน

     

                    “เฮ้ย!!!  อย่าวิ่งมาทางนี้สิเจ้าพวกบ้า”ลี่หยางตะโกนด้วยความเดือดดาล เมื่อเห็นเสี่ยวหลางและไป๋หู่วิ่งตรงมาที่ตน

     

                    “หลีกไป หลบไป”ไป๋หู่และเสี่ยวหลางตะโกนขึ้นมาพร้อมกันเมื่อเห็นลี่หยางขวางทางพวกตนอยู่ แต่มีหรือที่ลี่หงจะให้หลบหลีกได้

     

                    ไม่นานทั้งหนึ่งคนสองตัวก็ยืนหันหลังชนกันทั้งลมปราณ ทั้งกรงเล็บ ทั้งศรน้ำแข็ง กระบวนท่ามากมายที่ทั้งสามใช้โจมตีและปัดป้องกระบี่ไม้ของลี่หง

     

                    แม้จะโจมตีไปมากเท่าไหร่ แต่กระบี่ไม้ก็ไม่มีจำนวนลดลงแม้แต่น้อยอีกทั้งยังไม่สามารถทำลายกระบี่ไม้ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะโจมตีไปแรงเท่าไหร่ กระบี่ไม้เสริมปราณของลี่หงก็ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน

     

                    จากนั้นมหกรรมหลบหลีกและปัดป้องกระบี่บินร้อยห้าสิบเล่มก็เกิดขึ้น