หลังจากที่ทุกคนออกไปจนหมด ซึ่งช่างเป็เื่บังเอิญจริงๆ ที่เดือนนี้เป็เดือนสี่ จึงทำให้มีบ้านหลายเรือน
ทำการจัดงานแต่งสำหรับบุตรสาวหรือบุตรชายของตนเอง เนื่องจากเดือนนี้เป็เดือนแห่งความเป็มงคล
จึงเป็ผลพลอยให้ บ้านเรือนข้างนอก ติดไฟประดับประดา สว่างเรืองรองดั่งกลางวัน
ทำให้ผู้คนจึงอาศัย่นี้ ออกมาขายของดังเช่นตอนกลางวัน แล้วจึงค่อยกลับบ้านเข้านอนหลังสิ้นยามสอง
ทองมองออกไปข้างนอกที่ผู้คนกำลังเดินขวักไขว่ ตอนนี้มันอยู่ที่บนชั้นสอง จึงเห็นโคมไฟและตะเกียง ถูกจุดไล่ยาวไปจนสุดถนนสายนี้
"ช่างเป็ภาพที่สวยงามจริงๆ"
ทันทีที่เป็บรรยายกาศโดยรอบ ทองนึกถึงคำบรรยายสละสลวยอันใดไม่ออกจึงได้แต่พูดไปตามที่เห็น
ดินชะเง้อมองไปตามทิศทางที่ทองมองดู มันก็เห็นว่าสวยจริงๆ
ทองเมื่อมองทิศทางนั้นสักพัก ก็ขมวดคิ้วมุ่น "มีคนจับตาดูข้า?!"
ดินเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าเลิกลัก มันไม่เห็นรู้สึกตัวเลยว่ามีคนแอบจับตาดูอยู่
ทองเมื่อเห็นว่าดินยังคงไม่รู้ จึงกล่าวออกมาอย่างไม่ใส่ใจ "เ้าเห็นคนที่กำลังซื้อผ้า ผู้นั้นหรือไม่"
ดินเมื่อมองไปทางที่ทองบอกออกมา มันก็เห็นชายคนหนึ่งกำลังซื้อผ้า และมีท่าทีต่อลองกับพ่อค้าอย่างขมักเขม้น
ดินเห็นเช่นนั้น ก็ไม่รู้สึกว่าชายผู้นั้นกำลังจับตามอง พวกตนอยู่ จึงถามอย่างไม่เชื่อ "จริงรึ? ท่านทอง ท่านคงมิได้คิดไปเองหรอกกระมัง"
ทองส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจ มันคิดว่าดินนั้นจะบื้อและเชื่อคนง่ายตามที่มันแสดงออกมาก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้มันรู้แล้วว่าดินไม่ได้เป็เช่นนั้น มันเองก็มีจุดยืนทางความคิด เหมือนผู้คนทั่วไป เพียงแต่ว่า จุดยืนทางความคิดของมันถูกปิดกั้นด้วยการดูิ่ดูแคลนจากผู้อื่นเท่านั้นเอง
แต่หลังจากที่มันได้มาอยู่กับทอง มันถูกใช้ทำนู่นทำนี่ และทำนั่นอย่างมิเต็มใจ แต่กลับกลายเป็ว่ามันได้ฝึกกระบวนการทางความคิดและการตัดสินใจ อย่างที่ผู้นำควรจะมีโดยมิได้ตั้งใจ
และจากที่ทอง ลอบสังเกตดู เด็กชายผู้นี้จะต้องมีอนาคตที่สดใส และจะต้องกลายเป็ผู้นำที่เกรียงไกรคนหนึ่งแน่ เพียงแต่ว่าตอนนี้มันยังใช้เวลาอยู่กับทองน้อยเกินไป จุดเด่นนั้นยังมิได้ถูกขัดเกลาจนสามารถส่องประกายได้
แต่หากว่าเมื่อใด เมื่อถึงเวลาทองจะแยกทางกับมันเพื่อให้มันกลายเป็ผู้นำคนอย่างเต็มตัว
ทองในตอนนี้มันไม่รู้เลยว่า มันได้ฝึกเด็กชายธรรมดาๆคนหนึ่ง
ให้กลายหนึ่งวีรบุรุษที่โลกต่างยกย่องในอนาคตอันใกล้นี้
แต่ทว่ามันก็ยังเป็เพียงเื่ในอนาคต ที่ยังไม่ถูกเล่าขาน
ในสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งไม่อาจทราบได้ว่าเป็ที่ไหน มีเด็กหญิงผู้หนึ่ง กำลังนั่งเก้าอี้ฝ่ายเ้าบ้านในเรือนรับรองแขก
หากทองได้มาเห็นก็คงทราบได้ทันทีว่า เด็กหญิงผู้นี้คือแม่นางน้อย ผู้ร่วมคาระวานมากับมันนั่นเอง
นางแกว่งขาไปมา มีสีหน้าไม่สบอารมณ์
"เฒ่าพิเชษ ข้าบอกให้เ้ารีบไปจับตัว เ้าอ้วนนั่นมาให้ข้า มิใช่รึ เหตุใดป่านนี้ มันผู้นั้น ยังมิได้มาอยู่เบื้องหน้าข้าอีกเล่า"
เฒ่าพิเชษมีสีหน้าไม่สู้ดี "คุณหนู ข้าน้อยเกรงว่า มันจะไปเป็การสมควรนะขอรับ"
เด็กสาวยังคงมีท่าทีดื้อรั้น "ไม่สมควร ไม่สมควรกับหัวเ้านะสิ เพราะมันผู้นั้นแท้ๆเซียว ที่ทำให้ข้าต้องไม่สบาย .. ฮัดชิ้ว"
เฒ่าพิเชษ โต้เถียงอยู่ในใจ 'ที่ท่านเป็หวัด ก็เพราะท่านทำตัวเองมิใช่หรือ เ้าเด็กอ้วนนั่น แม้มีท่าทีกลับกลอกกวนโอ้ย แต่มันก็เตือนท่านตั้งสองครั้ง เป็ท่านที่รั้นอยากจะ เอาชนะมันผู้นั้นเอง'
แน่นอนว่าเฒ่าพิเชษไม่คิดพูดความจริงข้อนี้ออกมา มันยีงคงหาเื่บ่ายเบี่ยง พูดเบาราวกระซิบ"นายหญิงน้อย ท่านก็รู้ว่ามิใช่ข้าไม่อยากทำ แต่ว่า นายท่านเป็ถึงขุนนางใหญ่ ที่เป็พระอนุชาของ ฝ่าละอองฯ หากท่านกระทำการบุ่มบ่าม ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ เกรงว่าจะเสื่อมเสียถึงท่านใต้เท้าได้"
เด็กสาวเมื่อได้ยินเช่นนั้ก็มีท่าทีเห็นด้วยอย่างกลายๆ แต่ว่าด้วยความที่นางยังเด็ก จึงละความดื้อรั้นไม่ได้
"ข้าไม่สน ไม่ว่าจะต้องทำเช่นไร เ้าต้องนำตัวเ้าเด็กนั่นมาโบยต่อหน้าข้า ข้อหาลบหลู่ดูิ่เครือพระญาติ"
เฒ่าพิเชษ ได้ยินเช่นนั้น ก็มีท่าทีเหนื่อยใจ มันผู้นี้มิใช่สามันชนคนธรรมดา แต่เป็ถึงข้าราชกาลชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักผู้หนึ่ง แต่เนื่องด้วย มีพระราชองการให้ข้าราชกาลในราชสำนักผู้หนึ่ง ออกมามามอบรางวัลแก่บัณฑิต และนายอำเภอของเมืองแห่งหนึ่ง
แต่ด้วยเนื่องว่า ฝ่าละอองได้กำชับลงมาอีกที ให้ฟพระอนุชาของพระองค์เป็ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ราชฎร แน่นอนว่าเื่นี้เป็ความลับต่อขุนนางท้องถิ่น และขุนนางในท้องพระโรงด้วย
แต่ว่าด้วยความดื้อรั้นของแม่นางน้อยผู้นี้ ทำให้พระบิดาของนาง ทนการรบเร้าไม่ไหว จึงได้พามาด้วย แต่ว่านางก็ไม่อาจอยู่รอพระบิดาของนาง ทำการตรวจเยี่ยมราษฎร จึงหนีออดมาเที่ยวต่างเมือง และมีผู้ติดตาม ตามมาด้วยคนหนึ่ง เนื่องจากพระบิดาของนาง คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว
"นายหญิงน้อย โปรดเบาๆหน่อย หากผู้คนภายนอกได้ยินจะแตกตื่นได้"
เด็กสาวยังคงที่ท่าเชิดใส่ เฒ่าพิเชษ แต่ว่านางก็ยอมลดเสียงลงตามคำขอ
"เฒ่าพิเชษ เ้าต้องรีบจัดการมันผู้นั้นซะ ไม่เช่นนั้นข้าจะขอให้ท่านพ่อโบยท่านแทน"
เฒ่าพิเชษเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เสียวสันหลังวาบ มิใช่กลัวพระบิดาของนางจะสั่งโบยมัน มันรู้ดีว่าท่านใต้เท้าเป็บุคคลมีความเที่ยงธรรม และถูกคาดการว่าจะเป็ผู้สืบราชสมบัติต่อจากพระเชษฐาของท่าน เนื่องจากตอนนี้ ฝ่าละออง เริ่มมีอาการประชวรหนัก เมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ออกว่าราชกาลยากลำบาก จึงมักให้พระอนุชาที่ทรงโปรดปราน ออกว่าราชกาลแทนมาตลอด เพื่อฝึกความสามารถ ให้บริหารบ้านเมืองต่อไปอย่างราบลื่นไม่ติดขัด
ฝ่าละอองมิได้มีพระราชโอรส และพระราชธิดา ในสันตติวงศ์ของพระองค์ จึงทำให้ภารและหน้าที่ในการสืบต่อราชสมบัติในอนาคต อาจจะตกเป็ของพระอนุชาองค์นี้ของพระองค์ แต่ว่ามีขุนนางาุโบางส่วนส่วนไม่พอใจในการตรัสสินใจของพระองค์ในครั้งนี้ เนื่องจากว่า ้าขึ้นไป ยังมีพระเชษฐาของพระองค์ คือ พระยาชัยกร และพระยาธายุกร ซึ่งคุณนางใหญ่จำนวนมากสนับสนุนทั้งสองพระองค์อยู่ หากข่าวเื่ที่มันละเลยในหน้าที่ ให้ผู้อื่นลบหลู่เกียรติพระยาทรั่วไหลออกไป มีหวังมันไม่ได้ตายดีแน่ เพราะขุนนางพวดนั้น หวังจะตัดแข้งตัดขา(กำจัดเหล่าขุนนาง)ของท่านพระยาสานุสันติเสธ
"ไม่ได้นะขอรับท่านหญิงน้อย ท่านต้องตรองดูให้ดีๆ"
แม่นางน้อยพ่นลมหายใจทางจมูกอย่างฮึดฮัด "เ้ารู้จักกลัวด้วยรึ เห็นข้าสั่งเ้าทำทีไรมิเคยทำตาม ข้าให้เวลาเ้าจนถึงเวลาที่ขบวนเกวียนกองคาระวานจะออกเดินทาง เ้าต้องจับตัวมันผู้นั่นมาให้ข้าให้ได้"
เฒ่าพิเชษมีสีหน้าไม่สู้ดี แต่ก็ก้มศีรษะรับคำสั่งแต่โดยดี พร้อมเดินออกไปอย่ารวดเร็ว
ในขณะนั้นเอง คุณชายเต่ากำลังเดินเข้าไปในจวนของนายอำเภอ เนื่องจากเต่าเป็ลูกชายของพี่นายอำเภอ ซึ่งเต่าถูกพ่อของมัน นำมาฝากไว้กับน้องชายของตน ซึ่งก็คือนายอำเภอเพิ่อมาศึกษาบัณฑิต จะได้มีคุณสมบัติเข้ารับราชกาลในอนาคต
แต่ว่าเนื่องจากเต่าเป็ชายหนุ่มเสเพล ถูกตามใจมาั้แ่เด็ก จึงมักจะรวมหัวกับลูกพี่ลูกน้องของมัน ซึ่งก็คือลูกชายของท่านนายอำเภอ ก่อเื่ก่อราวอยู่เป็ประจำ จึงแม้ใช้เวลาหลายปีก็ยังจบได้แต่เพียง อ่านออกเขียนได้ขั้นต้นเท่ากับทอง
มันเดินผ่านประตูเข้าไปภายในจวน ซึ่งผู้คุมประตูก็ก้มหัวต้อนรับอย่างเคารพนพนอบ
มิมีทีท่าไม่ใส่ใจ มันเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงเข้าไปยังห้องสมุด ซึ่งมักจะเก็บเอกสารสำคัญเอาไว้
มันเปิดประตูเข้าไปอย่างรีบร้อน ไปที่ชั้นวางหนังสือ ประเภททะเบียนราฎ คว้าออกมาของสามเล่ม
มันจดรายชื่อลงบนกระดาษอีกแผ่นหนึ่ง ซึ่งรายชื่อทั้งหมดเป็เศรษฐีอันดับต้นๆภายในอำเภอแห่งนี้ ซึ่งแต่ละคนล้วนเป็ผู้มีความสามรถใช้จ่ายเกินหนึ่งพันตำลึงต่อวัน
ซึ่งเมื่อรวบรวมรายชื่อมาได้แล้ว มันจึงทำท่าทางจะออกไปยังสถานที่เหล่านี้ด้วยตัวเอง แต่ทว่ามันก็คิดได้ หากไปสถานที่เหล่านี้ด้วยตัวเอง มันใช้เวลา10วันก็ไปไม่ครบทั้งหมด
มันครุ่นคิดสักพักหนึ่ง ก็มีท่าทีเหมือนคิดได้ มันจึงไม่รอช้า ไปยังสถานที่แห่งหนึ่งทันที
เมื่อมันมาถึงจึงหยุดทันที มองไปที่ป้ายซึ่งเขียนว่ารับทำใบประกาศใบปลิวเทียบเชิญ
เมื่อมองเห็นเช่นนั้น ก็รู้ว่าตนเองมาถูกที่ จึงได้เดินเข้าไปอย่างช้าๆ
"อ้าว นายน้อยเต่า ลมอะไนหอบท่านมาที่แห่งนี้ได้"
พ่อค้าที่กำลังตรวจนับสินค้าของตนเองอยู่ เมื่อได้เห็นเต่าเดินเข้ามา จึงกล่าต้อนรับเป็อย่างดี
"ท่านกร ข้าอยากจะสวานให้ท่านทำเทียบเชิญ สักสองร้อยเทียบ ซึ่งห้าสิบเทียบเป็เทียบเชิญแบบพิเศษ ข้าอยากจะให้ท่านช่วยทำมันสักหน่อย"
พ่อค้าผู้นนั่น เมื่อได้ยินที่กล่าว ก็กล่าวอย่างยินดี "ได้เลยขอรับนายน้อย ท่านมารับ ภายในเย็นพรุ่งนี้ได้เลย ขอรับ"
เต่าเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ "เ้าสามารถทำให้เสร็จภายในเย็นได้รึไม่"
พ่อค้าผู้นั้นเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วเช่นกัน "คงจะยากขอรับนายน้อยเต่า เนื่องจากเทียบเชิญแบบพิเศษนั้นทำยากกว่าเทียบเชิญธรรมดาหลายเท่า หากทว่า ทำเพียงแค่เทียบเชิญแบบพิเศษอย่างเดียวก่อน ข้าว่า นี่าจะทำเทียบเชิญทั้งห้าสิบเทียบเสร็จภายในเย็นนี้ขอรับ"
เต่าเมื่อได้ฟังเช่นนั่นก็พยักหน้า "ได้เช่นนั้นก็รบกวนเ้าแล้ว เดี๋ยวเมื่อเย็นข้าจะมารับของ ไม่ทราบว่าราคาของเทียบเชิญทั้งหมดราคาเท่าไร"
"สิบตำลึงนะขอรับ"
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นเต่าจึงหยิบเงินออกมา สิบตำลึง ก่อนเดินออกไปอย่างรวดเร็ว