ตอนที่ 17 : เดรัจฉาน
“ใบไม้โรย โปรยลงพื้น
ข้านั้นตื่น ตอน่สาย
เพิ่งนึกได้ ว่าลืมวัน
เวลานี้ ที่ท่านกล่าว
ดวลเพลงยุทธ เจ็ดวันหลัง
พลังของข้า ขั้นสิบสาม
มิสู้ท่าน ขั้นเจ็ดสิบ
ข้าจึงหยิบ ยื่นเสนอ
ไม่พบเจอ พลังปราณ
สุดแล้วแต่ท่านจะออมมือ..”
“แม้บทกวีจะไม่ได้เื่ แต่เสวี่ยน้อยก็ยังอัญเชิญห้วงกวีออกมาได้” เหว่ยซานกระชับผ้าแพรผืนยาวพร้อมกับตั้งท่าต่อสู้
“ข้าจับจุดได้แล้ว การอัญเชิญห้วงกวีนั้น ต้องอัญเชิญโดยมีอารมณ์ร่วมในขณะนั้นหรือมีสิ่งที่ยังค้างคาในใจ แล้วจึงกล่าวปลดปล่อยมันออกมา.. ส่วนสีของมันนั้น ข้าคิดว่าน่าจะสื่อถึงห้วงอารมณ์ผู้อัญเชิญ” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วก็ตั้งท่ากระบี่พร้อมต่อสู้เช่นกัน แสงจากห้วงกวีสีเขียวลอยวูบวาบ ดูขัดตากับพลังิญญาสีแดงจางๆที่แผ่ออกมาจากเด็กชาย
วันนี้ครบเจ็ดวันที่ทั้งสองได้นัดประลองกันไว้ หยุนเสวี่ยเฟิงและเหว่ยซานยืนประจันหน้ากันท่ามกลางพื้นที่โล่งกลางป่าตามที่ได้ตกลงกันไว้นั้น เหว่ยซานจะไม่ใช้พลังปราณในการโจมตี แต่จะใช้เพียงป้องกันเท่านั้น.. หากว่าหยุนเสวี่ยเฟิงโจมตีได้สำเร็จ
“รับมือ!”
เหว่ยซานดวงตาทอประกายวูบ พริบตานั้น ผ้าแพรในมือถูกซัดฟาดออกไปยังหยุนเสวี่ยเฟิงทันที!
เปรี้ยง!
หยุนเสวี่ยเฟิงยกกระบี่ไม้รับไว้ได้ พร้อมกันนั้นพลังิญญาที่ครอบคลุมอาวุธทั้งสองก็เข้าประทะกันจนเกิดประกายแสงออกมา
“ไหนว่าท่านไม่ใช้พลัง...” หยุนเสวี่ยเฟิงมิทันจะได้กล่าวอันใดอีก การโจมตีครั้งถัดไปก็ตามมาติดๆ
“เสวี่ยน้อยไม่ตายหรอก!” เหว่ยซานยิ้มร่า ผ้าแพรเหว่ยซานทอแสงสีส้มเรืองรอง พุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างแม่นยำ แต่หยุนเสวี่ยเฟิงก็ปัดออกไปได้ทันท่วงทีอีกครั้ง
‘ไม่ได้การแล้ว’ หยุนเสวี่ยเฟิงเหลือบมองกระบี่ไม้ในมือ เพียงแค่รับการโจมตีสองครั้ง มันก็เริ่มปริแตกคดงอเสียแล้ว
“ภูติสายฟ้า!” รอบกายหยุนเสวี่ยเฟิงพลันเกิดกระแสสายฟ้าแล่นเป็คลื่นออกมา มันไม่คิดจะรั้งท่ารับการโจมตีต่อไป
ย๊าก!
หยุนเสวี่ยเฟิงม้วนตัวหลบการโจมตีระรอกที่สาม แล้วจึงพุ่งร่างเข้าโจมตีเหว่ยซานทันที แต่ยังไม่ทันที่มันจะเข้าถึงตัวหญิงสาว ผ้าแพรสีส้มก็วกกลับเข้ามาทางด้านหลังของมัน
‘กะไว้แล้ว!’ หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะรู้ทัน ชั่วขณะที่มันใกล้จะถึงตัวเหว่ยซาน มันก็บิดกายหันกลับหลังพร้อมกับโยนกระบี่ไม้ขึ้นขวางกั้น ก่อนจะะโถีบเข้าไปยังกระบี่ไม้ที่กำลังจะกระแทกปลายผ้าแพรนั้น
เปรี้ยง!
หยุนเสวี่ยเฟิงอาศัยแรงปะทะจากผ้าแพรที่ย้อนกลับมา ดีดตัวส่งแรงให้ร่างพุ่งเข้าหาเหว่ยซานเร็วขึ้น
“รับมือ!” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้ม ทันทีทันใดมันก็ซัดฝ่ามือที่ปกคลุมด้วยกระแสคลื่นสายฟ้าเข้าหาเหว่ยซาน แต่นางงูสาวมีหรือจะมิได้ระแวดระวัง ฝ่ามือขาวผ่องถูกซัดออกไปปะทะกับการโจมตีทันที
ปัง!
เมื่อฝ่ามือทั้งสองปะทะกันก็เกิดเป็คลื่นอัดกระแทกออกไปรอบๆ แต่การโจมตีของหยุนเสวี่ยเฟิงไม่ได้มีเท่านี้ แม้ว่าจะถูกซัดให้กระเด็นออกมา แต่เมื่อสองเท้าถึงพื้น มันก็ดีดตัวเข้าหาเหว่ยซานอีกครั้งทันที
“เก่งมาก!” เหว่ยซานแม้จะใอยู่ข้าง แต่มิได้หวาดหวั่น เมื่อเด็กชายพุ่งเข้ามาพร้อมกับหมุนตัวเหวี่ยงส้นเท้าเข้าหานาง ผ้าแพรเหว่ยซานกลับพุ่งเข้ามารับการโจมตีได้ทันท่วงที!
ปัง!
กระแสคลื่นสายฟ้าแตกกระจายออกไปรอบทิศ กระแสพลังิญญาสีแดงอ่อนๆห่อหุ้มทั่วร่างของหยุนเสวี่ยเฟิงสั่นไหวเล็กน้อย แต่ทางด้านเหว่ยซานนั้นกลับยืนนิ่งอยู่กับที่ รอบกายของนางมีผ้าแพรสีเหลืองลอยวนปกคลุมอยู่ พร้อมกันนั้นกระแสพลังสีส้มเข้มเข้นก็ถูกแผ่ออกมากดดันพลังสีแดงของเด็กชาย
หยุนเสวี่ยเฟิงอาศัยแรงกระแทกพลิกกายกลางอากาศ ในขณะเดียวกันกำไลหยกดำของมันก็พลันเรืองแสงออกมา
“กระบี่หิน!” เหว่ยซานแปลกใจ ซึ่งในขณะเดียวกันหยุนเสวี่ยเฟิงก็ชี้นิ้วเป็ท่าดัชนีกระบี่ กระบี่หินที่ปรากฏออกมาจากมิติเก็บของก็ถูกห่อหุ้มไปด้วยกระแสพลังสีแดง
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเพียงพริบตาเดียว คมกระบี่ที่ถูกเคลือบไว้ด้วยพลังิญญาถูกวาดออกไปยังหญิงสาวทันที แต่ด้วยไหวพริบของหยุนเสวี่เฟิง มันคาดเดาแล้วว่าเหว่ยซานจะรับการโจมตีได้แล้วโต้กลับทันที มันจึงรั้งคมกระบี่กลับมาป้องกัน
ปัง!
กระบี่หินที่ถูกรั้งมาพลันปะทะเข้ากับผ้าแพรสีส้ม เป็อย่างที่หยุนเสวี่ยเฟิงคิด เหว่ยซานนั้นใช้ม่านพลังิญญาเพื่อนับการโจมตี ส่วนผ้าแพรนั้นกลับวิ่งวนม้วนเข้าหาตัวหยุนเสวี่ยเฟิง เมื่อเปลี่ยนมารับการโจมตีอย่างหักโหม แรงปะทะจึงส่งให้เด็กชายกระเดนถอยห่างออกมาทันที
ฝืด...
หยุนเสวี่ยเฟิงรั้งเท้าลงพื้น แต่ผลจากการปะทะทำให้มันต้องไถลกลับไปกว่าห้า่ตัว
เมื่อรั้งให้ร่างกายไม่เซไถลไปไกลได้แล้ว หยุนเสวี่ยเฟิงก็วาดดัชนีกระบี่ในท่าตั้งหลักของวิชากระบี่ดับตะวัน กระบี่หินที่ลอยอยู่ก็เคลื่อนเข้ามาหยุดตรงปลายนิ้วทั้งสอง
“เสวี่ยน้อยช่างมีหัวคิดผิดแปลกนัก” เหว่ยซานกล่าวพลางมองไปยังกระบี่หินที่ชี้ปลายไปทิศทางเดียวกับปลายดัชนี
“ถ้าใช้มือยกไม่ขึ้น ก็ใช้พลังิญญายกแทน” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มมุมปาก วิธีนี้มันคิดค้นขึ้นได้เมื่อตอนหัวค่ำวันก่อนเท่านั้น ดัชนีถูกชี้ไปยังท้ายด้ามจับกระบี่ที่ห่างออกไปเพียงปลายนิ้วัั ทำให้ไม่ต่างจากใช้มือจับ จึงสามารถร่ายรำเพลงกระบี่ได้
“เช่นนั้นกระบี่ก็ไม่จำเป็ต้องมีด้ามจับ ไว้พี่สาวจะสร้างให้ใหม่ แต่ตอนนี้นั้น... รับมือ” เหว่ยซานว่าแล้วก็ทะยานเข้าหยุนเสวี่ยเฟิงทันที
ผ้าแพรสีส้มที่ลอยวนรอบกายเหว่ยซานเริ่มหมุนเป็เกลียวอยู่เบื้องหน้าปลายดัชนีของเหว่ยซาน คลื่นพลังิญญาที่แผ่ออกมาทำให้หยุนเสวี่ยเฟิงประมาทไม่ได้ หยุนเสวี่ยเฟิงมิได้ใกับการโจมตีฉับพลันนี้ ทันทีที่เพลงกระบี่เริ่มบรรเลง มันก็ทะยานเข้าหาเหว่ยซานที่โจมตีเข้ามาทันที
ผ้าแพรสีเหว่ยซานนั้นเป็ศาสตราวุธชั้นสูง เมื่อได้เป็นายแห่งมันแล้วจะสามารถใช้พลังิญญาเข้าควบคุมมันได้กอปรกับเคล็ดวิชาผ้าแพรทลายผาที่เหว่ยซานได้เริ่มฝึก แม้ว่าจะใช้พลังิญญาเพียงครึ่งส่วนในหนึ่งส่วน(0.5%) แต่ความรุนแรงของการโจมตีก็เทียบเท่าได้กับผู้ฝึกิญญาระดับ30เลยทีเดียว
เคร้ง!
คมกระบี่หินเข้าปะทะกับผ้าแพรสีส้มที่หมุนเป็เกลียว ด้วยระดับที่เสริมด้วยห้วงกวีขั้นสิบแล้วอยู่ที่23 หยุนเสวี่ยเฟิงจึงตกเป็รองอยู่7ส่วน กระบี่หินจึงถูกกระแทกกลับมาตามแรง แต่เมื่อเพลงกระบี่ดับตะวันถูกบรรเลงแล้ว มีหรือที่มันจะหยุดแค่นี้
‘เพลงกระบี่ดับตะวัน!’ หยุนเสวี่ยเฟิงยันเท้าหมุนตัวเพื่อเบี่ยงแรงที่กระบี่หินถูกกระแทกเป็วงกลมก่อนจะอาศัยแรงนั้นเหวี่ยงคมกระบี่ให้กลับมาอีกด้าน แต่เหว่ยซานก็หาใช่ไม่มีวิชาใดๆ
‘ร่ายรำผ้าแพร!’ เหว่ยซานเอี้ยวตัวหลบฉากคมกระบี่ที่วาดกลับเข้ามา ก่อนจะหมุนตัวรั้งผ้าแพรให้เคลื่อนตามรัศมีที่นางเบี่ยงกาย พริบตานั้นเองปลายผ้าแพรที่โบกวาดก็พุ่งเข้าโจมตีตามทิศทางที่หญิงสาวสั่งการ
หยุนเสวี่ยเฟิงร่ายรำเพลงกระบี่อย่างต่อเนื่อง ท่วงท่าเพลงกระบี่ที่พลิ้วไหวได้หลบรอดจากการโจมตีผ้าแพรได้อย่างเฉียดฉิว จากนั้นเพลงกระบี่ก็ได้สำแดงฤทธิ์ออกมา หยุนเสวี่ยเฟิงโจมตีด้วยกระบวนท่าต่อเนื่องอีกแปดครั้ง ทั้งวาดฟาดฟันและจ้วงแทงโดยไรช่องโหว่ใดๆ แต่เหว่ยซานก็มิได้เพลี่ยงพล้ำ นางรับการโจมตีด้วยม่านพลังและหลบเลี่ยงด้วยการหมุนเอี้ยวตัวตามกระบวนท่ายุทธผ้าแพรของนาง
ความเร็วของกระบี่หินยิ่งมายิ่งรวดเร็วขึ้น การโจมตีเริ่มโหมกระหน่ำดุดันขึ้นไปอีกเท่าตัว แต่เหว่ยซานก็ยังสามารถรับมือเพลงกระบี่ได้โดยไม่ติดขัด หยุนเสวี่ยเฟงเองที่เห็นดังนั้นก็เริ่มเกิดความลังเลกลัวว่าหญิงสาวจะสวนกลับ
‘หากจะทำสิ่งใดจงอย่าได้ลังเล’ คำกล่าวนี้ย่อมใช้กับสถานการณ์เช่นนี้ เมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงเปิดช่องให้นางได้สวนกลับมีหรือที่นางจะไม่รับโอกาสนี้ไว้ ผ้าแพรสีส้มอำพันพลันถูกบังคับให้พุ่งโจมตีในระยะเผาขนทันที แต่กระนั้นเด็กชายฝืนรั้งกระบี่เข้ามาป้องกันได้อย่างฉิวเฉียด
ครืด..
กระบี่หินที่หยุนเสวี่ยเฟิงฝืนบังคับปัดเบี่ยงทิศทางผ้าแพรให้เฉียดออกไปได้เล็กน้อย เกิดเป็เสียงกรีดยาวจนแสบแก้วหู เพลงกระบี่ดับตะวันแม้ว่าจะถูกใช้โดยเด็กชายพลังิญญาระดับ23(13+10) แต่ด้วยกระบวนท่าเพลงกระบี่นั้นสามารถผ่อนแรงและเสริมแรงได้ตามจังหวะ ก็สามารถเบี่ยงทิศทางการโจมตีเทียบเท่าระดับ30ของผ้าแพรได้บ้างเล็กน้อย
และในขณะที่เหว่ยซานกำลังรั้งผ้าแพรกลับมานั้นเอง หยุนเสวี่ยเฟิงก็พลันะโออกมา
“ภูติสายฟ้า!”
คลื่นกระแสสายฟ้าพลันแตกกระจายไปรอบทิศทาง เหว่ยซานที่ยังอยู่ในรัศมีก็ถูกคลื่นสายฟ้าแผ่ออกมากลืนกิน แต่ก็ถูกพลังิญญาสีส้มที่แผ่ออกมาป้องกันได้อย่างทันท่วงที พร้อมกันนั้นเหว่ยซานก็ดีดตัวทิ้งห่างออกจากรัศมีหลายสิบก้าว
“เสวี่ยน้อยเก่งมาก” เหว่ยซานกล่าวชม
“ข้ายังไม่เห็นท่านใช้เคล็ดวิชาหรือพลังธาตุใดๆ นอกจากเปลี่ยนคนเป็ทราย” หยุนเสี่ยเฟิงกล่าวขึ้นพร้อมกับควงกระบี่หนักมาเป็ท่าตั้งแรกเริ่มเพลงกระบี่
“พี่สาวมีหนึ่งวิชาปราณและหนึ่งวิชายุทธ นั่นก็คือคลื่นธุลี กับผ้าแพรทลายผา.. เสวี่ยน้อยเตรียมตัว พี่สาวจะทดสอบให้ดู”
“วิชาปราณหรือ.. เอ๊ะ” หยุนเสวี่ยเฟิงเกิดความสงสัย แต่แล้วมันก็รู้สึกตัวในทันที ว่ามันกลายเป็เป้าทดสอบแล้ว
เหว่ยซานแผ่พลังปราณธาตุดินและลมอันเข้มข้นออกมารอบกาย ร่างของนางลอยขึ้นช้าๆ ผ้าแพรสีอำพันทอแสงสีส้มออกมาลอยวนเวียนไปรอบๆร่างบางของหญิงสาว
“เคล็ดวิชาผ้าแพรทลายผา.. คลื่นปฐี!”
สิ้นเสียงะโของเหว่ยซาน ผืนแผ่นดินเบื้องล่างพลันเกิดแรงสั่นะเื ผ้าแพรที่ลอยวนเวียนทอแสงเจิดจ้าพร้อมกับขยายใหญ่ขึ้น จากนั้นเหว่ยซานก็เริ่มร่ายรำผ้าแพรอยู่กลางอากาศอย่างรวดเร็ว ผ้าแพรที่ขยายใหญ่ขึ้นพลันถูกโบกออกไปตามวงวาดของการ่ายรำ เกิดเป็กระแสพลังปราณสีส้มพุ่งลงมายังพื้นดิน เมื่อกระทบกับพื้นก็เกิดเป็แท่งดินขนาดใหญ่พุ่งขึ้นมาจากพื้น
ตู้ม ตู้ม ตู้ม!
หยุนเสวี่ยเฟิงเบิกตากว้าง แท่งหินและดินพุ่งขึ้นเป็เส้นสายเข้าหาตัวมัน เด็กชายไม่รีรออันใด สองเท้าเริ่มออกวิ่งหนีทันที มิหนำซ้ำมันยังเสริมร่างกายด้วยพลังิญญาทั้งหมดที่มันมี!
“พี่ซานซานข้ายอมแพ้แล้ว!” หยุนเสวี่ยเฟิงะโลั่นในขณะที่วิ่งหนีแท่งหินดินที่ผุดขึ้นมาไล่ตามมัน แต่คล้ายว่าเสียงของมันจะถูกกลบด้วยคลื่นปฐีที่ไล่ตามมัน
‘ต้องทำอะไรสักอย่าง!’ หยุนเสวี่ยเฟิงไม่รอช้า มันรีบวิ่งอ้อมเข้าป่าไปทันที
“หนีไม่รอดหรอกเสวี่ยน้อย” เหว่ยซานยิ้มออกมาพร้อมกับฟังเสียงคลื่นปฐีดังขึ้นเป็สายไล่ตามหยุนเสวี่ยเฟิงภายในป่าด้านข้าง
เคล็ดวิชาคลื่นปฐีนี้ เดิมทีจะปรากฏลิ่มแหลมสูงเสียดฟ้าผุดขึ้นมาติดตามเป้าหมายจำนวนหนึ่งร้อยแท่ง แต่เหว่ยซานนั้นได้ลดทอนพลังิญญาที่ใช้ลงไปให้เหลือเพียงหนึ่งในร้อยส่วน และดัดแปลงเล็กน้อยให้เป็เพียงแท่งหินและดินผุดขึ้นมาเท่านั้น
“ห้าสิบ ห้าสิบเอ็ด..” เหว่ยซานหลับตานับเสียงที่เกิดจากแท่งหินและดินผุดขึ้นมาอย่างใจจดใจจ่อ โดยไม่สนใจว่าเสียงนั้นกำลังเคลื่อนกลับเข้ามาหาแล้ว
สวบ!
แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น หยุนเสวี่ยเฟิงพลันปรากฏกายบนยอดไม้ใกล้เคียงที่เหว่ยซานลอยตัวอยู่ มันไม่รอให้หญิงสาวได้รู้สึกตัว รีบย่อตัวะโฝ่าดงไม้หนาทึบเข้าหาเป้าหมายทันที
หยุนเสวี่ยเฟิงหมุนตัวกลางอากาศ พร้อมกับแทงปลายกระบี่หินที่ห่อหุ้มด้วยพลังิญญาเข้าหาเหว่ยซาน แต่แล้วเื้ัของหญิงสาวกลับปรากฏเงาแสงรูปร่างคล้ายงูขึ้นมา พร้อมกับดวงเนตรทอประกายสีส้มที่เบิกขึ้นมองมัน
“คลื่นธุลี!” เหว่ยซานกล่าวจบพลันปรากฏคลื่นแสงสีส้มพุ่งเข้าหาตัวหยุนเสวี่ยเฟิงกล่งอากาศทันที
ทั้งร่างของหยุนเสวี่ยเฟิงพลันปรากฏทรายสีขาวเข้าครอบคลุมไปทุกส่วน เด็กชายไม่สามารถจะขยับร่างได้แม้แต่น้อยแรงส่งที่มันะโจากปลายยอดไม้ใหญ่เริ่มหมดก่อนจะเริ่มตกลงไปยังเบื้องล่าง
ตู้ม!
หยุนเสวี่ยเฟิงที่ทั่วร่างห่อหุ้มไปด้วยทรายตกกระแทกพื้นอย่างรุนแรง ใขณะเดียวกันคลื่นลิ่มปฐีที่เหลืออีก3ระลอกก็วิ่งเข้ามาปะทะมันซ้ำอีกที เกิดเป็ฝุ่นทรายมากมายคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
“แคก แคก” หยุนเสวี่ยเฟิงไอสำลักเม็ดฝุ่นทรายรอบตัว ในขณะเดียวกันก็โบกมือคล้ายจะไล่ฝุ่นที่คละคลุ้ง เมื่อหมอกควันเริ่มจากหาย ก็พบว่าหยุนเสวี่ยเฟิงนอนราบไปกับพื้น เนื้อตัวเต็มไปด้วยเศษดินหญ้ามากมาย
“พี่ซานซาน ข้ายอมแพ้” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วมันก็เก็บกระบี่หนักใส่ช่องมิติเก็บของ เหว่ยซานที่เห็นดังนั้นก็ลอยตัวลงมายืนบนพื้นอย่างแ่เบา
“ตอนแรกข้ากลัวว่าจะเป็รูปปั้นทรายเสียแล้ว”
“เคล็ดวิชาสามารถดัดแปลงได้เสมอ วิชาคลื่นธุลีเมื่อครู่นั้น พี่สาวควบคุมให้คลื่นที่ปะทะเปลี่ยนเป็ทรายเข้ากักขังเสวี่ยน้อยเท่านั้น ส่วนการจะเปลี่ยนร่างกายเป้าหมายเป็ทรายได้นั้น ขึ้นอยู่กับระดับพลังิญญาของฝ่ายตรงข้ามที่ใช้ป้องกัน” เหว่ยซานกล่าว ในขณะเดียวกันนางก็ฉุดแขนของหยุนเสวี่ยเฟิงให้ลุกขึ้น
“เช่นนั้นก็หมายความว่า ผู้ที่มีระดับพลังิญญาที่สูงระดับหนึ่ง ก็จะไม่ถูกทำให้กลายเป็ทรายได้ง่ายๆ... เอ๊ะ.. แล้วเคล็ดวิชาปราณเป็อย่างไรหรือ?” ยังมิทันจะได้ทำสิ่งใดต่อ ต่อมความอยากรู้ของเ้าเด็กน้อยก็เริ่มทำงานอีกแล้ว
เหว่ยซานได้ยินดังนั้นก็ยิ้มส่ายหัว ดูเหมือนว่านางคาดเดาไว้ก่อนแล้วว่าหยุนเสวี่ยเฟิงจะต้องถาม นางจึงยื่นข้อเสนอว่าจะอธิบายในขณะที่เดินกลับบ้าน
“เคล็ดวิชาปราณนั้น อสูรชั้นกลางและสูงจะมีเคล็ดวิชาตัวั้แ่เกิด1อย่าง ของพี่สาวนั้นมีเคล็ดวิชานี้ ของเจี้ยนเหล่ยนั้นคือเคล็ดวิชาเรียกสายฟ้า ส่วนมนุษย์นั้นจะต้องดูดซับศึกษาจากคัมภีร์เคล็ดวิชา ซึ่งหาได้ยากยิ่ง”
“เดิมทีนั้นข้าสงสัยอยู่พักหนึ่งแล้ว ทั้งตำรายุทธและเคล็ดวิชาปราณ ผู้ใดเป็คนสร้างขึ้นมา?” คำกล่าวของหยุนเสวี่ยเฟิงทำให้เหว่ยซานที่เดินอยู่ชะงักนิ่งทันที แววตาของนางฉายแววครุ่นคิดครู่หนึ่ง
“เสวี่ยน้อย.. ในโลกนี้มีดีและชั่วปะปนกันไป เคล็ดวิชาเหล่านี้จะได้มาจากการสังหารทวยเทพและอสูร หากว่าวันหนึ่งเสวี่ยน้อยได้พบเจออสูรเหล่านี้ จงอย่าได้โลภจนลืมเลือนความผิดชอบชั่วดี”
ได้ฟังเช่นนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงพลันขมวดคิ้วมองหญิงสาวเบื้องหน้าที่มีท่าทีกลัวเกรงบางอย่าง
“พี่ซานซาน.. ท่านให้ชีวิตใหม่แก่ข้า เป็ทั้งพี่สาว เป็เหมือนมารดาที่ข้าไม่มี เพียงเท่านี้ข้าก็คิดได้แล้วว่าสิ่งที่ดีที่สุดก็หาใช่เคล็ดวิชาใดๆ หากแต่เป็จิตใจที่ดีงามต่างหาก.. เช่นเดียวกันหากในวันหน้าข้านั้นอาจได้พบเจอพวกอสูรที่ชั่วร้าย ข้าย่อมไม่ละเว้นมัน”
ได้ยินเช่นนั้นเหว่ยซานก็ถอดถอนหายใจ ตามที่นางได้รับรู้มา ไม่ว่าจะเป็มนุษย์หรืออสูร หากเป็ผู้มีจิตใจชั่วร้ายแล้วย่อมตามล่าเข่นฆ่าเพื่อเคล็ดวิชาให้ได้มาซึ่งพลัง แต่ก่อนแต่ไร เผ่าพันธุ์อสูรต้องถูกล่าเพียงเพราะพวกมันเมื่อตาย จะให้เคล็ดวิชาปราณเท่านั้น ไม่เว้นแม้แต่เผ่าพันธุ์อสูรด้วยกันที่ตามล่าหาพลังให้ตนเองแข็งแกร่ง เพื่อให้รอดพ้นจากการถูกล่า
“เช่นนั้นพี่สาวก็เบาใจ แต่พี่สาวมีบางอย่างที่ต้องเตือนเสวี่ยน้อยให้จดจำไว้”
“อะไรหรือ?”
“เมื่อสังหารอสูรจะได้รับเคล็ดวิชาปราณ แต่เหล่าทวยเทพนั้นแตกต่างกัน แม้ว่าเมื่อตายจะมอบเคล็ดวิชายุทธ แต่พวกมันสามารถสร้างเคล็ดวิชายุทธขึ้นได้เช่นกัน สิ่งที่พี่สาวอยากเตือนก็คือ.. จงอย่าได้เชื่อใจเหล่าทวยเทพ” กล่าวถึงตรงนี้เหว่ยซานก็ออกเดินต่อ
“ข้าจะจำไว้” หยุนเสวี่ยเฟิงพยักหน้าก่อนจะเดินตามหญิงสาวไป
‘เป็เหมือมารดาหรือ?’ เหว่ยซานเผยรอยยิ้มเล็กน้อย
อีกด้านหนึ่งที่สุดจะห่างไกลของดินแดนเทียนฉิน หากมองจากแผนที่แล้ว จะพบว่ามีอาณาจักรแห่งหนึ่งตั้งเป็เอกเทศหากว่าอาณาจักรเทียนฉินที่กินเนื้อที่มากกว่าห้าส่วนของโลกนี้แล้วคือที่อยู่ของมนุษย์เป็หลัก อาณาจักรที่แยกเป็เอกเทศนี้ก็จะเป็ถิ่นฐานของเหล่าทวยเทพ
จริงอยู่ว่ามนุษย์ ทวยเทพ และอสูร ต่างอยู่ร่วมคละเคล้ากันไปแต่ละส่วนของโลกเทียนฉินนี้ เพียงแต่ว่าอาณาจักรแห่งนี้ได้ถูกปกครองโดยเหล่าทวยเทพ ต่างจากอาณาจักรเทียนฉินที่ปกครองโดยมนุษย์ ผู้คนต่างเรียกชื่ออาณาจักรแห่งนี้ว่า.. เยว่เสวียน
“แดนเมืองฟ้าคราคร่ำด้วยผู้คน
ล้วนอยู่บนพื้นเพเหล่าทวยเทพ
ผู้เห็นต่างย่อมต้องจมล่มลงดิน
ผู้เห็นดีเห็นงามย่อมอยู่เย็น
มนุษย์อยู่ใต้อาณัติของทวยเทพ..เช่นนั้นจึงจะถูกต้อง”
บทคำกล่าวของชายหนุ่มผู้หนึ่งล่องลอยตามถนนหนทาง ในขณะเดียวกันเครื่องดนตรีสายชนิดหนึ่งก็บรรเลงให้เข้ากับจังหวะ
ภายในเมืองหลวงแห่งอาณาจักรเยว่เสวียน มีเหล่าสุราหรูหราถูกตั้งไว้ด้านทิศใต้ของเมือง เหล่าผู้คนในเมืองนี้คล้ายจะชาชินกับซุ่มเสียงคำกล่าวและเสียงบรรเลงเสียแล้ว พวกมันเดินผ่านไปมามิได้สนอกสนใจเหลาสุราที่ตรงระเบียงมีร่างของชายผมทองในอาภรณ์สูงศักดิ์กำลังนั่งจิบสุราด้วยจอกที่ดูแปลกตา ด้านข้างของมันนั้นเป็เด็กสาวเรือนผมสีดำประกายทองอาภรณ์สูงศักดิ์เช่นกัน
“น้องพี่.. เหตุฉไนนเ้าจึงไม่ทำสัญญาและบรรเลงเสริมให้เป็ขั้นที่แปดกันเล่า ข้านั้นกว่าจะอัญเชิญขั้นที่ห้าได้เช่นนี้มิได้ทำได้เสียทุกวัน” ชายหนุ่มกล่าวแล้วก็ยกจอกสุราแดงรูปร่างคล้ายดอกไม้ขึ้นจิบ รอบกายของมันปรากฏดวงแสงห้วงกวีสีทองจำนวนห้าดวงลอยวนเวียน
“บทบรรเลงพิณของข้านั้น มิได้สอดคล้องกับพี่ และตอนนี้ข้าเสริมได้ถึง4ขั้นแล้ว” เด็กสาวผมทองกล่าว ดวงตาของนางมองลงไปยังพิณในอ้อมอก
“ตามใจเ้า หากว่าเ้าจะตามหาวาสนาเพื่อทำสัญญาบทเพลง พี่ก็จะช่วยเ้า.. แต่ถามจริงๆ พี่ชายแท้ๆของเ้าคนนี้ไม่ดีตรงไหน ถึงไม่คู่ควรกับบทเพลงเสริมขั้นของเ้า?” ชายหนุ่มดูท่าแล้วคงจะเริ่มเมาแล้ว
“ไม่มีส่วนไหนที่ไม่ดี เพียงแต่ท่านพี่ไม่เหมาะสมกับข้าา หากว่าเป็ผู้ที่เหมาะสม.. จะว่ากล่าวเห่าหอนเป็สุนัขเยี่ยงไรผู้นั้นก็เหมาะสมกับข้า” เด็กสาวกล่าวแก้มป่อง ครั้งนี้เป็ครั้งที่เท่าใดแล้วไม่ทราบ ที่พี่ชายของนางไถ่ถาม
“เฮ่อ..ตามใจเ้าก็แล้วกัน อีกสามปี ท่านพ่อถึงจะอนุญาตให้เ้าได้ออกไปโลกภายนอก ถึงตอนนั้นพี่จะช่วยเ้าตามหามันผู้นั้นอีกแรง” ชายหนุ่มกอดอก มันสับผงกและสะอึกคราหนึ่งคล้ายว่าจะเมาเต็มที่แล้ว
“ถึงตอนนั้นถ้าท่านพ่อไม่อนุญาต ข้าก็จะหนีไป!”เด็กสาวว่าแล้วก็เริ่มบรรเลงพิณอีกครั้ง จังหวะบรรเลงคล้ายว่าจะปลดปล่อยอารมณ์โกรธเคืองบางอย่าง
“แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น น้องพี่..ฉินฮวา เ้าต้องเร่งฝึกฝนแล้วนะ วันนี้ข้าได้ข่าวมาว่า ‘ธิดาเทพเทียนลี่อิน’ สามารถบรรเลงทำนองเสริมได้ถึงขั้นที่5แล้ว และยังได้รับคำใบ้วาสนาแล้วเช่นเดียวกับเ้า เอิ๊ก..” ชายหนุ่มกล่าวแล้วก็สะอึกเสียงบรรเลงพิณที่เด็กสาวเพิ่งจะเริ่มนั้นกลับหยุดหายไป
“เื่ของนางก็ส่วนของนาง เื่ของข้าก็ส่วนของข้า เหตุฉไนนต้องเป็ เทียนลี่อินเทียบเยว่ฉินฮวาทุกคราไป!” เด็กสาวกล่าวคล้ายมีโทสะ แต่ผู้เป็พี่กลับหัวเราะชอบใจ
“จะไม่ให้เทียบก็คงมิได้ สายเืสูงศักดิ์ เกิดวันเดียวกัน ชอบเครื่องดนตรีเหมือนกัน มิหนำซ้ำยังเป็ผู้มีความสามารถเสริมบทกวีได้อีก เฮ้..ข้าได้ข่าวมาว่า’เทียนลี่อิน’ก็รูปโฉมก็งดงามไม่แพ้เ้าเลยนะ”
“เื่ของนาง! ข้าไม่สนทนากับท่านพี่แล้ว!” เยว่ฉินฮวาว่าแล้วก็กระแทกเท้าลุกเดินจากไป
“นิสัยใจคอของเ้าและนางต่างกันลิบลับ ภายภาคหน้า หวังว่าเ้าทั้งสองจะไม่ชมชอบบุรุษผู้เดียวกันนะ ไม่เช่นนั้น.. เ้าคงได้กินแห้วเสียแล้ว ฮ่า ฮ่า” ชายหนุ่มกล่าวทิ้งท้าย แต่พลันนั้นเด็กสาวก็หันกลับมา พร้อมกันนั้นสายพิณของเด็กสาวก็ถูกดีดออก เกิดเป็คลื่นพลังิญญาสีทองทะลักออกมาสาดกระแทกไปยังชายหนุ่มที่กำลังยกจอกสุราขึ้นดื่มในทันที
ตู้ม!
“อ๊ากก..” ชายหนุ่มร้องเสียงหลง ร่างของมันปลิวออกจากชั้นสองของเหลาน้ำชาตกลงไปยังคูน้ำใกล้เคียงทันที
“เฮ่อ.. ทำไมข้าต้องเกิดมาเป็เช่นนี้กันนะ” เยว่ฉินฮวาส่ายหัวแล้วจึงเดินลงจากเหลาสุราไป
“โอย.. ฉินฮวาน้องสาวข้าจะมือหนักเกินไปแล้ว” ชายหนุ่มที่ตกจากชั้นสองของเหลาสุรากล่าว มันลุกขึ้นยืนมองไปยังเด็กสาวที่เดินจากไป พร้อมกันนั้นก็เร่งเร้าพลังิญญาออกมาเพื่อขจัดน้ำและโคลนที่เปรอะเปื้อนตามอาภรณ์
ชายหนุ่มผมทองเดินโซซัดโซเซตามเส้นทางที่เยว่ฉินฮวาเดินจากไป ครั้งนี้มันได้ร่ำสุราเสียจนควบคุมสติไม่ได้อาภรณ์ชนชั้นสูงมิได้ทำให้มันดูดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย บรรดาชาวบ้านชาวช่องที่ได้เห็นก็คล้ายว่าจะทำทีเป็ไม่สนใจ จนเมื่อมันเดินผ่านร้านซาลาเปาแผงลอยแห่งหนึ่ง ก็มีคนกล่าวทักทายมัน
“โอ้... นายน้อยเสวียนซา วันนี้ท่านก็ยังดูมีสง่าราศีเช่นเดิม”
“แสดงว่าข้ายังร่ำสุราไม่เพียงพองั้นสิ?”
“ถูกต้องแล้ว อย่างนายน้อยจำร่ำสุราทั้งวันคืนก็มิได้ลดทอนภาพพจน์ลงเลยแม้แต่น้อย.. นายน้อยเสวี่ยนซา วันนี้ข้าขายซาลาเปาไม่ได้สักลูก หวังว่าท่าน..”
“เออๆ ข้ารู้แล้ว เขตนี้นับวันยิ่งไม่ได้เื่!” ชายหนุ่มกล่าวหัวเสียทันที มันโบกมือเป็สัญญาณบางอย่างออกไปคราหนึ่ง พลันนั้นร่างเงาจำนวนห้าสายก็มาปรากฏตัวคุกเข่าต่อหน้ามัน
“งดเว้นภาษีสองวัน..” เสวียนซากล่าวชะงักไปคราหนึ่ง มันคล้ายจะครุ่นคิดบางอย่างชั่วครู่ จากนั้นใบหน้าของมันก็ฉายแววยิ้มเหี้ยม พร้อมกับกล่าวว่า
“แต่ให้เพิ่มเป็สองเท่าสี่วันหลังจากนั้น!” ผู้ถูกเรียกว่านายน้อยเสวียนซากล่าวเสียงดังกึกก้อง บรรดาชาวบ้านต่างแสดงสีหน้าอกสั่นขวัญแขวน บ้างก็ส่งสายตาเอาเื่เอาความมายังคนขายซาลาเปา
“น้อมรับบัญชา” ผู้อยู่ใต้อาณัติทั้งห้ารับคำ จากนั้นก็แยกแยกย้ายกลายเป็เงาออกไปทันที
“ชิ! พวกมนุษย์ชั้นต่ำ” เสวียนซาว่าแล้วก็ถุยน้ำลายลงไปยังสำรับซาลาเปาที่ยังร้อนอยู่ จากนั้นจึงก้าวเท้าเดินไปตามเส้นทางของตน
ครั้นเมื่อจากมาได้ระยะหนึ่งแล้ว เสียงร้องโหยหวนจากคนขายซาลาเปาก็ดังระงมแว่วมา ไม่ต้องสืบสาวหาความใดเป็ผู้ทำมาค้าขายในระแวกนั้นเองที่กำลังลงประชาทัณฑ์คนขาซาลาเปา โทษฐานที่นำความเดือดร้อนมาสู่คนหมู่มาก
“เดรัจฉานย่อมตบตีกันเอง.. มนุษย์ก็เยี่ยงเดรัจฉาน.. มิอาจยกตนเหนือขึ้นได้ จึงอยู่ใต้อาณัติทวยเทพ เช่นนั้นจึงเหมาะสม..” เสวียนซายิ้มเหี้ยม
จบตอน.
ผู้เขียน : ตอนหน้าจะไทม์สคิปแล้วนะ