อดีตสาวตกอับขอเจิดจรัสในฐานะเศรษฐินียุค 80

    บทที่ 73-74

    บทที่ 73 ชีวิตอบอุ่นนั้นดีที่สุด

     

    หลังมื้อเย็น ทุกคนในครอบครัวก็ออกมาที่ลานบ้าน อากาศกำลังดี ลมยามเย็นพัดผ่าน และท้องฟ้าก็ยังไม่มืดมากนัก

    ด้วยแสงจากหลอดไฟตรงลานบ้าน จี่เฟิ่งทำการวัดตัวพวกเขาเพื่อเตรียมตัดผ้าไว้เย็บเสื้อชุดใหม่

    ต่งเซียงกับเติ้งหยางเป็นคนนอก จึงเป็นเรื่องปกติที่จะวัดตัวให้พวกเขาก่อน จี่เฟิ่งวัดตัว โดยมีเล่อเวยจดข้อมูลให้

    อวี๋ซู่หลันก็ไม่ได้อยู่ในห้องเช่า การอุดอู้อยู่แต่ในห้องนั้นน่าเบื่อ สู้เอาม้านั่งออกมานั่งเล่นตรงนี้ก็ไม่ได้ เพราะภาพที่เธอเห็นตรงหน้าช่างอบอุ่นและสบายตาน่ามอง

    “รู้สึกว่าหยางหยางจะสูงขึ้นนิดหน่อยนะ” จี่เฟิ่งบอกด้วยรอยยิ้ม “ฉันจะตัดกางเกงเขาเผื่อให้ยาวไว้หน่อยแล้วค่อยพับขา โตขึ้น พอเลาะตะเข็บออกก็ยังใส่ต่อได้อีก”

    เด็กๆ โตเร็วมาก พวกเขาสูงขึ้นได้ในหนึ่งหรือสองเดือน เล่อเวยมีฐานะแล้วตอนที่มีลูกสาว เธอจึงมักจะซื้อเสื้อผ้าที่เหมาะกับตัวเด็กเสมอและเปลี่ยนใหม่ทุกครั้งที่ลูกสาวโตขึ้น แต่สำหรับครอบครัวที่ไม่มีเงินมากนัก พวกเขามักจะตัดเผื่อขนาดไว้และอดทนรออย่างน้อยๆ ครึ่งปีก่อนจะเปลี่ยนตัวใหม่

    หลังจี่เฟิ่งวัดตัวสองแม่ลูกเสร็จเรียบร้อย เธอก็หันมาวัดตัวให้เล่อเวย วัดแล้ววัดอีกอยู่หลายครั้งจนกระทั่งใบหน้าของจี่เฟิ่งเต็มไปด้วยความสงสัย

    สายตาของเธอจ้องมองที่หน้าอกของลูกสาวครั้งแล้วครั้งเล่า

    เล่อเวยได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ

    คาดว่าตอนนี้จี่เฟิ่งน่าจะเริ่มสงสัยแล้วเช่นกัน ใครเคยเห็นพัฒนาการย้อนหลังในวัยรุ่นกำลังโตบ้าง เล่อเวยไม่ใช่คนอ้วนที่ผอมลงเสียหน่อย เลยบอกว่าเพราะมวลร่างกายลดลงไม่ได้ เธอมีรูปร่างผอมเพรียวมาตลอด แล้วขนาดหน้าอกจะลดลงได้อย่างไร

    เล่อตงน่าจะมองออกแล้วเช่นกัน เขาเลยแกล้งทำมึนด้วยการเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว และแสร้งค่อยๆ นับมันทีละดวง

    อาจเป็นเพราะเล่อเวยยังเป็นเด็กสาววัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความอ่อนไหวและคิดมากเป็นพิเศษ แม้ปกติเล่อเวยจะเป็นคนมีเหตุผล แต่ก็ยากที่จะบอกว่าเธอกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ และด้วยกลัวว่าลูกสาวจะคิดมาก ถึงสงสัย แต่จี่เฟิ่งก็ตัดสินใจไม่ถาม ทำเพียงแค่จดข้อมูลอย่างเงียบๆ

    จากนั้นเธอก็วัดตัวเล่อตง และจี่เฟิ่งก็รู้สึกประหลาดใจอีกครั้ง “ตงตง น้ำหนักลูกลดลงไปเยอะเลย!”

    “ไม่จริงหรอก” เล่อตงมองตัวเอง “ยังอ้วนมากอยู่เลย”

    “นายออกกำลังกายทุกวัน ทั้งชกมวย ทั้งวิ่ง ถึงแม้น้ำหนักจะไม่ได้ลดลงฮวบฮาบ แต่สัดส่วนน่าจะลดลงอยู่นะ” เล่อเวยถอยออกมามองน้องชายของเธอ

    อืม...ยังดูเป็นก้อนเนื้อก้อนโตอยู่

    “แต่ถึงจะมองด้วยตาเปล่าไม่ออก ตัวเลขสัดส่วนที่วัดได้ก็ไม่โกหกหรอกน่า”

    ได้ยินแบบนั้น เล่อตงก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก และมีกำลังใจที่จะออกกำลังกายต่อไป แน่นอน เขาจำเป็นจะต้องลดน้ำหนัก ร่างอ้วนเทอะทะแบบนี้ทำให้ทำอะไรก็ลำบากไปหมด!

    สุดท้าย เล่อเวยก็วัดตัวให้จี่เฟิ่ง และรู้สึกสบายใจขึ้นมาก เพราะจี่เฟิ่งน้ำหนักเพิ่มขึ้น หลังออกจากหมู่บ้านแค่ไม่กี่วัน ทุกคนก็บอกว่าเธอดูมีน้ำมีนวลขึ้น พอได้ยินแบบนั้นแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกโล่งใจ เธอมีแรงที่จะกินเพื่อเพิ่มน้ำหนัก เพราะเมื่อก่อนเธอผอมเกินไปจริงๆ!

    และถึงแม้อวี๋ซู่หลันจะบอกว่าไม่จำเป็น แต่เล่อเวยก็ยังบังคับวัดตัวให้เธอด้วยอยู่ดี ยังคงมีรอยยิ้มระบายอยู่บนใบหน้าของอวี๋ซู่หลันตอนที่พวกเขากลับเข้าห้องกันไปแล้ว

    เล่อเวยอยู่คุยกับจี่เฟิ่งสองสามคำ เพราะไม่อยากให้เธอปวดตา จึงห้ามไม่ให้เธอเปิดไฟเย็บผ้าตอนกลางคืน จากนั้นก็เดินกลับห้องตัวเอง และบอกกับเล่อตงว่า “พรุ่งนี้ฉันจะตื่นแต่เช้าไปตลาดซื้อของสด นายจุดเตารอไว้เลยนะ เสร็จแล้วต้มน้ำหม้อใหญ่ๆ ทิ้งไว้ด้วย”

    สิ่งที่เธอต้องการ เล่อตงไม่เคยถาม แค่ทำตามเท่านั้น

    ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกสบายใจเป็นอย่างมาก!

    สองพี่น้องเข้านอนแต่หัวค่ำ เล่อเวยตื่นนอนหลังฟ้าสาง ล้างหน้าแล้วรีบไปที่ตลาดเจิ้นซี

    เธอจะทำไส้เนื้อและขายมันในวันนี้!

    ตลาดเช้าตอนตีสี่นั้นคึกคักพอๆ กัน เวลานี้คนทำงานยังไม่ตื่น จึงเป็นเวลาแห่งการจับจ่าย ราคาผักจะถูกกว่าตอนหกหรือเจ็ดโมงเช้ามาก

    ร้านอาหารในละแวกใกล้เคียงต่างซื้อวัตถุดิบกันที่นี่ ราคาที่ขายให้เจ้าของร้านอาหารไม่เท่ากับราคาที่ขายให้กับแม่บ้าน เล่อเวยสังเกตเห็นจุดนี้ และคิดว่าเธอสามารถกดต้นทุนให้ต่ำลงได้!

    หลังเบียดเสียดอยู่ท่ามกลางฝูงชนพักใหญ่ๆ เล่อเวยก็กลับบ้านมาพร้อมกับไก่สองตัว เนื้อหมูไม่ติดมันและกระดูกหมูอีกหลายกิโล ตลอดจนเห็ดและหัวไชเท้า

    ระหว่างทางกลับ เธอซื้อหม้อเหล็กใบใหญ่ด้วยอีกใบ

    ทันทีที่ถึงบ้าน เธอก็ขอให้เล่อตงรีบล้างหม้อใบใหญ่ใบนั้นและต้มน้ำ จากนั้นก็ลวกขนไก่ด้วยน้ำร้อนที่ได้

    เธอต้องการทำน้ำสต๊อก!

      

    บทที่ 74 คนทำการค้าต้องเรียนรู้การตั้งราคา

     

    น้ำสต๊อกเป็นขั้นตอนพื้นฐานในการเตรียมทำอาหารจีน และไม่ได้ใช้เพียงแค่ในภัตตาคารระดับสูงเท่านั้น แม้แต่ในร้านบะหมี่ริมทาง เจ้าของร้านบางร้านก็ให้ความสำคัญกับน้ำสต๊อกเป็นพิเศษ

    หากต้องการทำซาลาเปาน้ำซุป น้ำสต๊อกก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน

    แต่เล่อเวยไม่ได้วางแผนที่จะทำซาลาเปาน้ำซุป และไม่สามารถทำได้ด้วย เพราะการทำซาลาเปาน้ำซุปจำเป็นจะต้องมีตู้แช่ และตัวน้ำสต๊อกจะต้องเอาไปแช่แข็งก่อนนำมาห่อด้วยแผ่นแป้งอีกที

    สิ่งที่เธอต้องการทำคือไส้เนื้อจากสูตรลับที่ต่งเซียงมอบให้เธอเมื่อชาติที่แล้ว!

    โดยต้มไก่ทั้งตัวกับกระดูกหมูเพื่อทำน้ำสต๊อก พร้อมกับหมักเนื้อหมูทิ้งไว้ งานเหล่านี้ล้วนต้องใช้เวลา จึงจำเป็นจะต้องตื่นแต่เช้า!

    โชคดีที่มีเล่อตงอยู่ด้วย จึงสามารถนวดแป้ง หมักเนื้อหมู ต้มน้ำสต๊อก และรีดเปลือกแป้งออกมาได้อย่างราบรื่นในคราวเดียว

    นอกจากกำกับให้เล่อตงช่วยงานแล้ว งานหลักของเล่อเวยคือการเตรียมส่วนผสมน้ำหมัก และบดเครื่องปรุงที่จำเป็นสำหรับปรุงไส้ซาลาเปา

    เล่อเวยให้เล่อตงแล่เนื้อไก่ออกมาสับ จากนั้นก็เลาะเนื้อหมูติดกระดูกออกมา และสุดท้ายก็หั่นเนื้อหมูตุ๋นเป็นชิ้นเล็กๆ ทั้งหมดนี้ใช้เป็นไส้ซาลาเปา ห่อด้วยแผ่นแป้งก่อนจะนึ่งจนสุกพร้อมรับประทาน

    ระหว่างทำ เล่อตงรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก “นี่ดูไม่เหมือนการทำซาลาเปาเลย แต่เหมือนทำโร่วเจียหมัว[1]มากกว่า”

    “นายยังไม่เคยลองกินใช่ไหม” เล่อเวยบอกพร้อมรอยยิ้ม “อีกสักพักตอนเอาออกจากเตา นายลองชิมดูก่อนก็ได้”

    จี่เฟิ่งกับต่งเซียงตื่นมาเวลาไล่ๆ กัน และเริ่มเตรียมซาลาเปาไส้เห็ดกับหัวไชเท้า

    ไม่นานนัก ซาลาเปาก้อนโตทั้งหมดก็ถูกนำออกมาจากหม้อนึ่ง เล่อเวยยื่นซาลาเปาลูกหนึ่งให้กับเล่อตง ถึงแม้ว่าซาลาเปาส่วนใหญ่ในนั้นเขาจะทำเองกับมือ แต่เล่อตงยังค่อนข้างสงสัยว่าซาลาเปาแบบนี้จะอร่อยหรือเปล่า

    หลังจากกัดไปหนึ่งคำ ดวงตาของเขาก็ลุกวาว

    อร่อย!

    ไม่เพียงอร่อยเท่านั้น แต่ยังมีความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ซ่อนอยู่อีกด้วย กัดหนึ่งคำให้ความรู้สึกเหมือนโร่วเจียหมัว กัดอีกคำให้ความรู้สึกเหมือนซาลาเปา แต่ไม่ว่าจะเป็นโร่วเจียหมัวหรือซาลาเปา แค่กัดทีละคำ ซาลาเปาลูกใหญ่ก็หมดได้ในพริบตา

    จี่เฟิ่งกับต่งเซียงชิมแล้วออกปากชมไม่หยุด

    ถึงแม้ว่าจะขาดความรู้สึกแน่นเหมือนกับไส้ซาลาเปาแบบเดิม แต่รสชาติที่พิเศษ และยากจะบอกได้ว่ามันคืออะไร กลับทำให้คนหยุดกินไม่ได้!

    เล่อเวยเข้าไปในห้อง หยิบกล่องกระดาษที่เล่อตงทำเอาไว้ออกมา ลองคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเขียนข้อความสองสามคำลงไป

    หลังสองพี่น้องตั้งแผงขายของเสร็จแล้ว พี่ชายร้านน้ำเต้าหู้ที่อยู่แผงข้างๆ ก็เดินเข้ามาถาม “เมื่อวานทำไมไม่มา”

    “เมื่อวานฉันมีงานต้องทำที่บ้าน พี่โต้ว ยายเฉิน นี่ซาลาเปาไส้ใหม่ของเรา ทั้งสองคนลองกินดูสิคะ” เล่อเวยยิ้มและแบ่งซาลาเปาให้คนทั้งคู่ พวกเขาเลยให้น้ำเต้าหู้กับไข่ต้มใบชากลับมาเพื่อแลกกัน พี่โต้วกัดซาลาเปาหนึ่งคำก่อนจะพูดว่า “ฮะ นี่มันไส้อะไรกัน สุดยอดจริงๆ”

    เขาเดินมาที่แผงแล้วดูป้ายสินค้า “ซา...ซาลาเปาไส้โร่วเจียหมัว”

    “ใช่ค่ะ!” เล่อเวยไม่ได้อธิบายมาก เพราะลูกค้ามาต่อแถวกันแล้ว ซาลาเปาไส้เห็ดและหัวไชเท้านั้นมีลูกค้าประจำรออยู่ เมื่อวานพวกเธอไม่ได้มาขาย ลูกค้าบางคนจึงตั้งตารอ เช้านี้พอเห็นร้านซาลาเปาเปิด ก็รีบมาต่อแถวทันที

    เมื่อเห็นข้อความบนป้าย หลายคนก็เกิดความสงสัยเช่นกันว่า อะไรคือไส้โร่วเจียหมัว

    แต่พอเห็นราคาหนึ่งหยวนที่ด้านล่าง หลายคนก็ยอมแพ้

    ในเมื่อซาลาไส้เนื้อราคาลูกละแปดเหมา ไส้หมูราคาเพียงหกเหมา นี่มันซาลาเปาล้ำค่าอะไรกัน ราคาตั้งหนึ่งหยวน!

    เล่อเวยไม่รีบร้อน เธอคาดเดาถึงสถานการณ์นี้เอาไว้แล้ว ราคาหนึ่งหยวนนั้นแพงจริงๆ แต่ถ้าไม่แพง แล้วมันจะพิเศษหรือแตกต่างจากซาลาเปาทั่วไปได้อย่างไร

    การกำหนดราคาเป็นศาสตร์ในการขายอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ยิ่งถูกยิ่งดี แต่ต้องเข้าใจจิตวิทยาของลูกค้าด้วย

    ไส้เนื้อของเธอมีทั้งไก่ หมูตุ๋นและเนื้อติดกระดูก ขายถูกไปอาจทำให้คนรู้สึกว่าไม่ใช่สินค้าที่คุ้มราคา แต่สงสัยว่าอาจจะเป็นเนื้อคุณภาพต่ำ จึงขายในราคาที่ไม่สูง!

    ตอนแรกเล่อเวยไม่มีแผนที่จะทำมันเพิ่ม เธอตั้งใจขายเพียงสองเข่ง เข่งละสิบลูกเท่านั้น และปล่อยให้คนพูดปากต่อปากกันไปก่อน

    ตลาดเจิ้นซีเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีคนมีเงินมากมายที่ได้ลองซาลาเปาไส้เห็ดและหัวไชเท้าแล้วอยากลองกินซาลาเปาไส้เนื้อดูบ้าง ซาลาเปาทั้งยี่สิบลูกนั้นเลยขายหมดเร็วกว่าที่เล่อเวยคาดเอาไว้เสียอีก

    ดูเหมือนเธอจะประเมินระดับการใช้จ่ายของเจิ้นซีต่ำเกินไป!

    ที่บ้านยังมีไส้เหลืออยู่ ทำไมไม่ลองทำอีกสักเข่งมาเร็วๆ ล่ะ เธอว่าน่าจะขายได้!

    ตอนที่เล่อเวยกำลังเก็บเข่งเปล่า เธอก็ได้ยินเสียงกะล่อนๆ ของใครคนหนึ่งดังขึ้นมาว่า “พี่เป้า ร้านนี้ไง ซาลาเปาอร่อยสุดๆ”

     


     


    [1] โร่วเจียหมัว คือเนื้อตุ๋นห่อในแป้งท้องถิ่นสีขาวคล้ายหมั่นโถวกลมๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ ผิวกรอบนอกนุ่มใน เป็นอาหารพื้นเมืองของซีอาน

    คล้ายกับเรื่องอดีตสาวตกอับขอเจิดจรัสในฐานะเศรษฐินียุค 80 ที่คุณอ่าน

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663