บทที่ 29 นี่คือแมว (รีไรต์)
ทันใดนั้นเสียงปืนก็ดังขึ้นอีกครั้ง คนที่ล้อมลั่วฉิงเทียนไว้หลายคนถูกยิงตาย ส่วนคนอื่น ๆ ก็พบว่าตัวเองตกอยู่ในอันตราย
พวกเขาไม่สนใจลั่วฉิงเทียนอีกต่อไป แต่หันหลังวิ่งหนีไปทันที
ไม่นานนักกลุ่มคนสวมชุดพรางก็วิ่งออกมาจากด้านหลัง ลั่วฉิงเทียนไล่ตามกลุ่มคนเ่าั้ไป เธอซ่อนแววตาฆาตกรของเธอไว้ทันที
ลั่วฉิงเทียนแสร้งทำเป็กลัวมาก แขนสองข้างของเธอกอดคอต้าไป๋เอาไว้แน่น ราวกับหญิงสาวผู้บอบบาง
“เธออยู่แถวนี้หรือ?”
ชายถือปืนคนหนึ่งเดินมาจากที่ไกล ๆ เข้ามาหาลั่วฉิงเทียนแล้วเริ่มไล่สายตาสำรวจตัวเธอ
“ใช่ค่ะ! พวกคุณเป็ใคร มาทำอะไรที่นี่?” ชายคนนั้นเห็นลั่วฉิงเทียนทำท่ากลัวพวกเขามาก จึงรีบอธิบายว่า
“พวกเราเป็คนของกองทัพ คุณไม่ต้องกลัวนะ”
ลั่วฉิงเทียนเดาได้ค่อนข้างแม่นแล้วว่าคนเหล่านี้เป็ใครั้แ่ตอนที่เธอเห็นพวกเขาครั้งแรก
แต่เธอก็ยังแสร้งทำท่าทางหวาดกลัว กอดหัวเ้าขาวเอาไว้แน่น
ต้าไป๋อยากจะตะปบคนตรงหน้าให้รู้แล้วรู้รอด แต่ลั่วฉิงเทียนก็กอดมันไว้แน่นเสียจนมันไม่มีแม้แต่แรงจะเงยหน้า
ทันใดนั้น รถเลื่อนหิมะคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดใกล้ ๆ กับลั่วฉิงเทียน
ประตูเปิดออก บูททหารข้างหนึ่งปรากฏขึ้น ตามมาด้วยขาข้างหนึ่ง
ลั่วฉิงเทียนค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเห็นชายหนุ่มในเสื้อโค้ทสีเขียวทหารเดินตรงมาทางเธอ
ใบหน้าของชายผู้นั้นดูเข้มแข็ง ดวงตาคมกริบ ท่าทางสง่าผ่าเผย บุคลิกน่าเกรงขามราวกับเป็บุคคลที่ไม่ควรเพิกเฉย
ชายคนนั้นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าลั่วฉิงเทียน มองเธอด้วยสายตาที่สูงกว่า
“เธอพักอยู่ที่ไหน”
น้ำเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาจ้องมองลั่วฉิงเทียนราวกับ้าจะค้นหาอะไรบางอย่าง
ลั่วฉิงเทียนแสร้งทำท่าทางระแวดระวัง ชี้นิ้วไปที่ย่านที่อยู่อาศัยหัวอัน
“ฉันพักอยู่ที่นั่นค่ะ”
“คุณเป็คนที่พักอยู่ในย่านที่อยู่อาศัยหัวอันหรอ? ่เวลาวิกฤตแบบนี้ ออกมาทำไม แล้วนี่คุณเลี้ยงเสือไว้หรือไง”
ตี้เจียงพูดอย่างเคลือบแคลงใจพลางก้มตัวลงเข้าไปใกล้เเสือขาว ลั่วฉิงเทียนรีบกดหัวต้าไป๋ลงกับพื้นทันที
“ไม่ใช่เสือ มันคือแมวขาวตัวโตที่เกิดการกลายพันธุ์ต่างหาก”
ลั่วฉิงเทียนพูดพลางลูบไปที่ตัวของต้าไป๋อย่างแรง มันเองก็ส่งเสียงร้องครางในลำคอสองสามครั้งราวกับเข้าใจ
ตี้เจียงขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วพูดกับลั่วฉิงเทียนว่า
“ไม่ต้องกลัว พวกเราคือทหาร จะไม่ทำอะไรคุณหรอก”
ทันใดนั้น ทหารคนหนึ่งที่วิ่งไล่กลุ่มคนร้ายก็วิ่งกลับมา
“ท่านนายพล จับตัวคนร้ายได้ครบแล้วครับ!”
“อืม!” ตี้เจียงหันไปมองยังทิศทางไกลสุดสายตา คนร้ายกลุ่มเดิมที่วิ่งหนีไปตอนนี้ถูกทหารล้อมเอาไว้หมดแล้ว
ตี้เจียงมองลั่วฉิงเทียนที่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้นพลางเอ่ยว่า
“กลับไปเถอะ อากาศแบบนี้ออกมาอันตราย ไม่เหมาะกับหญิงสาวอย่างเธอ”
ลั่วฉิงเทียนแสร้งทำท่าทางหวาดกลัวพยักหน้าพร้อมกับตอบรับคำอย่างสุภาพ
“ค่ะ ขอบคุณท่านนายพล พวกเราจะไปเดี๋ยวนี้แล้วค่ะ”
ลั่วฉิงเทียนพูดจบก็ปีนขึ้นไปบนหลังต้าไป๋ แล้วหายไปจากสายตาของตี้เจียง
ตี้เจียงยังคงมองตามลั่วฉิงเทียนไปจนลับตา นายทหารคนสนิทที่อยู่ข้าง ๆ เห็นเข้าก็เอ่ยแซว
“ท่านนายพล หญิงสาวคนน่าตาสวยมาก ถึงเธอจะดูขี้ขลาด อ่อนแอ แต่ก็ดูน่าทะนุถนอมนะครับ”
ตี้เจียงแสยะยิ้มมุมปากอย่างเ็า
“อ่อนแอ? ขี้ขลาด? ในสถานการณ์แบบนี้ยังมีข้าวกิน แล้วยังกล้าออกมาเดินคนเดียวได้ เธอจะอ่อนแอได้อย่างไง?”
นายทหารคนสนิทได้ยินดังนั้นก็พลันฉุกคิดขึ้นได้ ตอนที่พวกเขามาถึง หญิงสาวผู้นั้นเผชิญหน้ากับคนมากมายขนาดนั้น แต่กลับไม่คิดจะหนีแม้แต่น้อย
ตอนแรกเขาคิดว่าเด็กสาวคนนั้นแค่ใ แต่ตอนนี้เมื่อคิดดูอีกที เด็กสาวคนนั้นอาจไม่ได้กลัว แต่เป็...
รองผู้บัญชาการหลี่คิดมาถึงตรงนี้ก็รีบพูดอย่างตื่นเต้นว่า
“ท่านผู้บัญชาการ พวกเราจับตัวเธอกลับมาเถอะครับ! คงยังไม่ทันวิ่งไปไกล!”
ตี้เจียงมองรองผู้บัญชาการหลี่อย่างเ็าแล้วพูดว่า
“จับเธอมาทำไม? เธอไม่ได้กินคนนี่ น่าจะมีอาหารสะสมไว้ที่บ้าน ไม่งั้นจะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงให้อ้วนพีขนาดนั้นได้ยังไง”
ตี้เจียงพูดพลางเดินไปทางกลุ่มคนกินคน เหตุผลที่เขาเข้าใกล้ลั่วฉิงเทียนเพราะเขารู้สึกคุ้นเคยกับเธออย่างประหลาด
ความคุ้นเคยนี้มาจากไหนเขาบอกไม่ถูก เขาตัดความคิดนั้นทิ้งแล้วเดินไปหากลุ่มคนกินคน
“ฆ่าให้หมด! คนแบบนี้เอาไว้ไม่ได้”
พวกที่กินคนแล้วก็ไม่นับว่าเป็มนุษย์อีกต่อไป และไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมมนุษย์ปกติได้อีก
คนแบบนี้มีชีวิตอยู่ก็เป็อันตราย
หลังจากที่ลั่วฉิงเทียนนั่งบนหลังเสือขาวตัวใหญ่ และปล่อยให้มันค่อย ๆ ทิ้งระยะห่างจากตี้เจียงเธอก็ลงจากหลังเสือ
“ต้าไป๋ ต่อไปแกต้องระวังหน่อยนะ ที่นี่เราจะสร้างฐานทัพ คนจะต้องเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เจอคนห้ามกระโจนใส่เด็ดขาด ต้องเชื่อฟังฉัน รู้ไหม!”
ต้าไป๋ยังคงไม่ค่อยเข้าใจนัก มันเอาหัวถูไถมือของลั่วฉิงเทียนอย่างออดอ้อน
เสือขาวกับหญิงสาวเดินเคียงข้างกันอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางผืนน้ำแข็งและหิมะสีขาวโพลน ทันใดนั้น กระต่ายขนยาวสีขาวตัวหนึ่งก็วิ่งผ่านไปต้าไป๋พุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วด้วยความดีใจ
ไม่นานต้าไป๋ก็คาบกระต่ายตัวหนึ่งที่มีรูปร่างแปลกประหลาดกลับมา กระต่ายตัวนั้นถูกเสือขาวกัดตายแล้ว เืสีแดงสด ๆ ยังคงไหลซึมออกมาจากร่างกาย
ลั่วฉิงเทียนหยิบกระต่ายขึ้นมาดู
กระต่ายตัวนี้ไม่ได้อ้วนท้วน แต่ขนของมันกลับแข็งมาก โดยเฉพาะขนสีขาวอมเทา เมื่อเธอเอื้อมมือไปัั ก็รู้สึกได้ถึงหนามเล็ก ๆ บนขนนั้น
ฟันสี่ซี่หน้าปากของกระต่ายยื่นยาวออกมา แหลมคมอย่างมาก เมื่อเห็นกระต่ายแบบนี้ ลั่วฉิงเทียนก็รู้สึกขนลุกไปทั้งตัว
“นี่มันกระต่ายกลายพันธุ์งั้นเหรอ? แต่แถวนี้ทำไมถึงมีกระต่ายได้ล่ะ?”
ลั่วฉิงเทียนมองไปรอบ ๆ และพบว่า พวกเธอมาถึงบริเวณใกล้กับูเาหลังโดยไม่รู้ตัว
ขณะนั้นเอง สายลมเย็นยะเยียบพัดผ่าน เฉือนร่างกาย เธอรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่ลดต่ำลงอีก ฉิงเทียนตัดสินใจไม่ขยับกายไปไหนทั้งนั้น ก้มหน้าลงพลางเอ่ยกับเ้าเสือโคร่งขาวว่า
“ต้าไป๋ กระต่ายตัวนี้เดี๋ยวพวกเราเอากลับไปปรุงที่บ้านนะ เพราะตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว เราอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว กลับกันเถอะ”
สิ้นคำลั่วฉิงเทียนก็ปีนขึ้นไปบนหลังของต้าไป๋ก่อนที่ทั้งสองจะออกวิ่งฝ่าความมืดมิดกลับไปยังย่านที่อยู่อาศัยหัวอัน
เมื่อกลับถึงห้องพัก เธอก็รินไวน์แดงอย่างสบายอารมณ์ พร้อมกับหยิบสเต๊กเนื้อวัวชั้นดีออกมา เธอจัดการชำแหละกระต่ายและหั่นเนื้อสัตว์ทั้งสองอย่างลงในจานอย่างพิถีพิถัน ก่อนจะเริ่มลงมือทำอาหารมื้อเย็นแสนอร่อยให้กับตัวเองและเ้าเสือขาวั์
บรรยากาศภายนอกอาคาร ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินตัวสั่นเทาเข้ามาภายในหมู่บ้าน
“นี่นายหลอกพวกเรารึเปล่า” เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างไม่พอใจ
“ใช่ พวกเรามาไกลขนาดนี้ ไม่อยากกลับไปมือเปล่านะ”
ชายร่างกำยำสองคน เตะเข้าที่ร่างของนายหานซั่วอย่างไม่ใยดี ความหนาวเหน็บที่กัดกินอยู่แล้ว ยิ่งทำให้ร่างกายของเขาสั่นเทา เมื่อถูกเตะเข้าอย่างนั้น เขาก็ล้มลงไปกองกับพื้นหิมะทันที
“พี่ใหญ่ ผมไม่ได้โกหกนะ ตอนที่ผมโทรศัพท์หาพี่ แอปมันก็ระบุตำแหน่งตรงนี้ ผมว่ายัยนั่นต้องซื้อบ้านแถวนี้แน่ ๆ ยัยนั่นน่ะชอบกักตุนอาหารไว้ เรามาถึงที่นี่แล้วต้องถูกรางวัลอย่างแน่นอน”
หานซั่วยังใช้ข้อศอกสะกิดหลิวซือฉีที่เดินตามหลังมา
หลิวซือฉี พูดอย่างเหนื่อยหอบ
“ใช่ค่ะ พี่หานพูดถูก ก่อนวันสิ้นโลก ฉันเห็นยัยนั่นกวาดซื้อของคงขนมาไว้ที่นี่หมดแน่ ๆ ”