ตำหนักฉือหนิงของไทเฮาในวันนี้ครึกครื้นเป็อย่างยิ่ง
หลงจื่อเหว่ยเดินตามนางกำนัลมาด้วยความรีบร้อน ทว่าด้วย่ขาสั้น ๆ ของเด็กห้าขวบกลับไม่เร็วดั่งที่ใจคิด ยิ่งเดินออกมาหิมะก็ยิ่งตกลงมาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้แม่นมเหนียงร้อนใจเป็อย่างยิ่ง เมื่อเห็นว่าร่มกระดาษน้ำมันในมือไม่สามารถบังหิมะที่ปลิวว่อนลงมาได้ทั้งหมด
ท่านแม่ของข้าจะโดนรังแกอีกหรือไม่!
หลงจื่อเหว่ยก็ร้อนใจเป็ที่สุด ความกังวลทำให้แม้ยามนี้ผิวแก้มและปลายจมูกรั้นจะถูกความเย็นกัดจนแดงก่ำ แต่เด็กหญิงตัวน้อยกลับไม่รู้สึกเจ็บแสบเลยสักนิด
เมื่อก้าวเข้ามาถึงด้านในตำหนัก สิ่งแรกที่ฮองเฮาทอดพระเนตรเห็นคือเด็กหญิงหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ที่มีเกล็ดหิมะเกาะอยู่ตามเส้นผมและลาดไหล่เล็ก ๆ ที่กำลังหอบหายใจ ใบหน้าขาวกระจ่างเปื้อนรอยหมึกจาง ๆ ยามนี้ขึ้นสีแดงระเรื่อจากพิษความเย็นกัด ชวนให้เกิดความรู้สึกสงสารจับใจ
ยิ่งเหลือบไปเห็นว่าเหล่านางกำนัลนำทาง ไม่มีร่องรอยความเปียกของหิมะแม้แต่น้อย ก็เข้าใจได้ในทันทีว่าพวกนางจงใจทอดทิ้งให้องค์หญิงสี่เดินตากหิมะมาตลอดทาง
"หมัวมัวอายุมากแล้วจนเลอะเลือนไปหมดแล้วหรืออย่างไร เหตุใดจึงปล่อยให้องค์หญิงเปียกปอนหิมะเช่นนี้! รีบพานางไปเปลี่ยนชุดด้านในก่อนเร็วเข้า" ฮองเฮาตรัสสั่งเสียงเข้ม
"หม่อมฉันสมควรตายเพคะ ฮองเฮาโปรดระงับพระโทสะ" นางกำนัลอาวุโสรีบคุกเข่าตัวสั่น ไม่คิดว่าองค์หญิงสี่ผู้นั้นจะมีความสำคัญต่อฮองเฮาเช่นนี้
"ไปเปลี่ยนชุดเถิด เสร็จสรรพแล้วข้าจะได้สอบถามนางให้เรียบร้อย" ไป๋ไท่เฮาโบกมือเบา ๆ พลางใช้นิ้วนวดขมับที่เริ่มปวดตุบ ๆ จากอาการปวดศีรษะประจำตัว
นางกำนัลในตำหนักไทเฮารีบพาหลงจื่อเหว่ยเข้าไปด้านในเพื่อผลัดทันที ครั้งนี้พวกนางระมัดระวังยิ่งกว่าเดิม เพราะไม่อยากถูกตำหนิเช่นนางกำนัลเมื่อครู่
ไม่นานนัก หลงจื่อเหว่ยก็เดินออกมาในชุดฤดูหนาวบุนวมหนานุ่มลายดอกบัวสีชมพูอ่อนตัดกับขอบสีเขียวสดใส ขับให้ร่างน้อย ๆ ยิ่งดูน่ารักน่าทะนุถนอมราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบชั้นดี
ความงามขององค์หญิงสี่ที่สืบทอดมาจากจางฉางไจ้นั้นไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ! เหล่านางกำนัลต่างลอบะโด้วยความเอ็นดูอยู่ในใจ
เมื่อเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้ว ฮองเฮาก็นำม้วนกระดาษหยาบที่มีอักษรมงคลทั้งสามแผ่นออกมาคลี่วางตรงหน้าเด็กหญิง พร้อมตรัสถามด้วยน้ำเสียงเจือความเอ็นดู "องค์หญิงสี่... เ้าเป็คนเขียนสิ่งเหล่านี้เองใช่หรือไม่"
"ใช่แล้วเพคะฮองเฮา" หลงจื่อเหว่ยตอบด้วยน้ำเสียงใสกระจ่าง พลางเอียงคอมองด้วยความสงสัยเล็กน้อยว่า
พวกนางแค่เรียกตัวนางมาถามไถ่เื่เท่านี้จริง ๆ หรือ
"องค์หญิงสี่... เ้าฝึกคัดลายมือมานานแล้วหรือ แล้วผู้ใดเป็คนสั่งสอนเ้ากัน" ไป๋ไท่เฮาเขยิบเข้ามาใกล้ด้วยความสนใจ
แววตาใสซื่อบริสุทธิ์ของเด็กสาวตรงหน้า พลันทำให้หัวใจที่ด้านชาและเหนื่อยล้ามานานของไป๋ไท่เฮาสั่นกระเพื่อม ราวกับมีคนโยนหินก้อนเล็ก ๆ ลงไปในทะเลสาบที่เงียบสงบ
แผ่นหลังของจางลี่เซียนพลันแข็งเกร็งขึ้นมาในทันที รู้สึกราวกับว่าสถานการณ์ตรงหน้า สามารถตัดสินโชคชะตาของพวกนางสองแม่ลูกได้เลย
ยามก่อนนางเคยจับมือสอนจื่อจือคัดอักษรก็จริง ทว่าตอนนั้นเด็กน้อยไม่มีทีท่าว่าจะชื่นชอบการเขียนอักษรพู่กันจีนเลยแม้แต่น้อย มายามนี้นางกลับตวัดลวดลายได้งดงามทรงพลังเช่นนี้ แม้แต่คนเป็แม่อย่างนางก็ยังนึกสงสัย
"หม่อมฉันเห็นเสด็จแม่เขียนอักษรอยู่ทุกวัน จึงเพียงทำตามเท่านั้นเพคะ" หลงจื่อเหว่ยตอบกลับพร้อมรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวทุกซี่ ดวงตาคู่สวยเหลือบมองท่านย่าผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น
แม้ว่าดวงตาดุจเหยี่ยวของไทเฮาจะดูน่าเกรงขามจนน่ากลัว ทว่าสำหรับหลงจื่อเหว่ยแล้ว นางชอบคนที่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาเช่นไทเฮามากกว่าสตรีหน้าเนื้อใจเสือคนอื่น ๆ ดังนั้นเด็กน้อยจึงเผลอยืนบิดกายไปมาด้วยท่าทางขวยเขินปนน่ารักโดยไม่รู้ตัว
แค่เห็นก็ทำตามได้เชียวหรือ? หรือว่านางจะเป็หวังซีจือท่านปรมาจารย์แห่งอักษรพู่กันจีน กลับชาติมาเกิดกันแน่?
เว่ยลี่เฟยลอบหลุดขำออกมาด้วยความหยันเหยียด
"นางจะพูดจริงหรือโกหก เื่นี้พิสูจน์ได้ง่ายมากเพคะ แค่ให้นางคัดอักษรต่อหน้าพวกเราตรงนี้ หากว่านางทำไม่ได้ หรือลายมือออกมาไม่เหมือนเดิม เช่นนั้นก็เท่ากับว่านางโกหกหลอกลวงเบื้องสูงแล้วเพคะไทเฮา"
หานเสียนเฟยพยักหน้ารับคำอย่างเห็นดีเห็นงาม นางและเว่ยลี่เฟยถือเป็ขั้วอำนาจเดียวกันที่คอยเกื้อหนุนซึ่งกันและกันมาตลอด
"ฮองเฮาลองให้องค์หญิงสี่คัดดูเถอะเพคะ"
ด้วยความรบเร้าของพระสนมทั้งคู่ ในที่สุดโต๊ะตัวเตี้ยและชุดเครื่องเขียนสี่สมบัติแห่งห้องหนังสือก็ถูกยกออกมาจัดวางตรงกลางห้อง หลงจื่อเหว่ยเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าได้ในทันที เมื่อสมองน้อย ๆ นำเื่ราวทั้งหมดมาประติดประต่อกัน
นางกำลังถูกคนพวกนี้รุมบีบคั้นให้พิสูจน์ความจริง เพื่อหาเื่เล่นงานแม่ของนาง!
หลงจื่อเหว่ยจำได้ดีว่าหานเสียนเฟยผู้นี้ มีนามเดิมว่าหานซู่ซิน เป็บุตรสาวของเสนาบดีกรมยุติธรรม ขุนนางขั้นสองผู้กุมอำนาจศาลและกฎหมายทั่วทั้งแผ่นดิน มักใช้ช่องโหว่ของกฎหมายหนุนหลังค้ำจุนบุตรชายและญาติมิตรในตระกูล
ทำตัวเป็ศัตรูทั้งในที่ลับและที่แจ้งกับตระกูลจางของมารดานางมาั้แ่ก่อนเข้าวังเสียอีก และในเมื่อยามนี้มารดาของนางกำลังตกที่นั่งลำบาก มีหรือที่คนอย่างหานเสียนเฟยจะยอมพลาดโอกาสเข้ามาเหยียบย่ำซ้ำแผลเก่า
"ลองเขียนสักคำให้เราดูเถอะ อะไรก็ได้ที่เ้าถนัด"
ไป๋ไท่เฮาที่เริ่มเกิดความรู้สึกสงสารเด็กน้อยหน้าตาน่ารักตรงหน้า จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงหลายส่วน
ปกติแล้วหากเป็หลานชายสาวคนอื่น ๆ เมื่อได้เห็นสีหน้าบึ้งตึงน่ากลัวของนาง ย่อมต้องร้องไห้จ้าวิ่งหนีซุกอกแม่นมไปแล้ว ทว่าเ้าก้อนแป้งสีขาวนุ่มตรงหน้านี้กลับจ้องมองนางตาแป๋วไม่กระพริบ
ทำให้ไฟโทสะและความระแวงในใจของหญิงชรา ลดน้อยถอยลงไปมากทีเดียว
หลงจื่อเหว่ยนั่งลงประจำที่อย่างเรียบร้อย มือน้อย ๆ จับด้ามพู่กันจุ่มน้ำหมึกด้วยท่าทางคล่องแคล่วราวกับฝึกฝนมานับปี
ในเมื่อพระสนมทั้งหลาย้าให้นางแสดงความสามารถ นางย่อมไม่อาจปล่อยให้โอกาสทองนี้หลุดลอยมือไป
เมื่อคิดได้ดังนั้นเด็กหญิงจึงลงมือตวัดพู่กันด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่ ใบหน้าจิ้มลิ้มเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย ผิดกับผู้คนรอบห้องที่พากันลุ้นระทึกจนแทบจะกลั้นหายใจเอาไว้
ไม่นานนัก ตัวอักษรมงคลก็ปรากฏเด่นชัดบนแผ่นกระดาษทั้งสองแผ่น หลงจื่อเหว่ยหยัดกายลุกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะก้าวท่อนขาสั้น ฉับ ๆ ตรงไปยังไป๋ไท่เฮาที่กำลังทอดพระเนตรมองนางด้วยความสนใจ
เด็กน้อยยื่นส่งกระดาษที่เพิ่งจรดน้ำหมึกเสร็จร้อน ๆ ให้แก่นางกำนัลคนสนิทของไทเฮาเพื่อนำไปถวาย
เมื่อไป๋ไท่เฮาได้ทอดพระเนตรพินิจดูอักษรนั้นดี ๆ ใบหน้าที่เคยเ็าไร้ความรู้สึกมาตลอดพลันแปรเปลี่ยนเป็มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตาเห็น!
ตัวอักษรโซ่ว 寿 อายุยืน นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยกระแสพลังงานสายหนึ่งที่แผ่ซ่านออกมา ทั้งงดงาม วิจิตร และให้ความรู้สึกอบอุ่นอบอวลไปด้วยความรักอันบริสุทธิ์
หญิงชราไม่ทราบเช่นกันว่าเหตุใดตนถึงรู้สึกเช่นนี้ ทว่าเพียงแค่นางได้อ่านและเพ่งมองตัวอักษรที่องค์หญิงสี่ผู้นี้เขียน อาการปวดตุบ ๆ ที่ศีรษะเมื่อครู่ ก็พลันอันตรธานหายไปในทันที!
เมื่อหลงจื่อเหว่ยมอบอักษรให้ไทเฮาเสร็จสิ้น นางก็ยังไม่ลืมที่จะนำอักษรมงคลคำว่า จื่อซุนหม่านถัง 子孙满堂 ลูกเต็มบ้านหลานเต็มห้อง เดินไปมอบให้แก่ฮองเฮาด้วย
“อักษรมงคลนี้จื่อจือขอมอบให้ฮองเฮาเพคะ”
เมื่อเสิ่นฮองเฮารับมา ดวงตาก็พลันเบิกกว้างไปด้วยความตื้นตัน
องค์หญิงสี่ตัวน้อยผู้นี้กลับเขียนอักษรอวยพรอันเป็มงคลสูงสุดในชีวิตสตรีให้นาง โดยที่นางไม่ได้ร้องขอด้วยซ้ำ
ม่านน้ำตาบาง ๆ พลันรื้นขึ้นมาที่ตาคู่สวยโดยที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็น นางกระชับแผ่นกระดาษในมือไว้แน่นก่อนจะคลี่ยิ้มบางออกมา
ไป๋ไท่เฮาเอ่ยวาจาชื่นชมเสียงดัง
"องค์หญิงสี่ของข้ามีความสามารถล้นเหลือถึงเพียงนี้จริง ๆ บิดาเป็ั มีหรือที่บุตรจะเป็กิ้งก่าก่าไร้ค่าไปได้!" และตวัดสายตาคมกริบตำหนิอย่างรุนแรงมาที่เว่ยลี่เฟย "เ้าจะแก้ตัวอย่างไรลี่เฟย! องค์หญิงสี่ไม่ได้พูดโกหกแม้แต่ครึ่งคำ ดูท่าเ้าอยากจะยัดเยียดให้นางเป็ขโมยให้ได้เหลือเกินนะ!"
"ไทเฮาโปรดระงับพระโทสะเพคะ หม่อมฉัน... หม่อมฉันเพียงเข้าใจผิดไปเองเพคะ" เว่ยลี่เฟยรีบคุกเข่าลง ละล่ำละลักแก้ตัวจนหน้าซีด