วันนั้น หลังจากมารตีพูดประโยคที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยินมาก่อน “พี่มีสามีสองคนและอยู่ด้วยกัน”นัทพงษ์รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนดึงเขาออกจากความเป็นจริง ใจของเขาถูกกระชากไปอยู่ในห้วงแห่งความสับสนจนแทบทนไม่ไหวเหงื่อไหลซึมตามกรอบหน้ามีเพียงลมหายใจที่สั้นและใจเต้นระรัวเท่านั้นที่ยืนยันว่าตอนนี้เขายังมีชีวิตอยู่
เขานั่งลงบนเก้าอี้ในห้องประชุม เสียงทุกคนยังประชุมกันต่อไปแต่สำหรับนัทพงษ์ ทุกเสียงรอบกายกลายเป็นเพียงเสียงคลื่นที่หลุดลอยเขาวางมือบนโต๊ะ รู้สึกถึงรอยไม้เย็นเฉียบใต้ฝ่ามือความมั่นคงที่เคยมีหายไปเสียสิ้น
“ทำไม… ทำไมถึงต้องเป็นแบบนี้...เธอมีผัวที่เดียวสองคนพร้อมกันจริงๆเหรอ...”
เสียงในหัวก้องกังวาน เขาจำได้ว่ามารตีเคยบอกเขาเบาๆ ว่า “พี่รักพวกเขาทั้งสองคน...แต่พี่ก็รักเธอเหมือนกัน”พอย้อนนึกถึงน้ำเสียงและแววตาของเธอ นัทพงษ์กลับรู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่าถูกแทงด้วยมีดนับพันเล่ม
เขาลุกขึ้นอย่างเลื่อนลอยๆ ก้าวออกจากห้องประชุม ด้วยแรงผลักดันของอารมณ์ความรู้สึกผิด รอยยิ้มหวานในคืนก่อน และความหวาดหวั่นล้วนรุมเร้า เขาเดินลงบันไดหนีไฟมายังชั้นล่างสุด ด้วยฝีเท้าถี่กระชั้น ไม่มีใครห้ามนัทพงษ์แต่หลายคนเบือนหน้าหนีเพราะเห็นสีหน้าเขาที่เปลี่ยนไป
ข้างนอก อาคารสูงดูเย็นชืดยิ่งกว่ายามไหนๆ เขาปะทะกับหยดฝนบนฟุตปาทที่เพิ่งโปรยปรายฝนเม็ดใหญ่ร่วงกระทบไหล่ ทำให้นัทพงษ์สั่น ทั้งจากความหนาวและความหวาดกลัวในใจเขาพิงหลังกับกำแพงปูนเย็นเฉียบ ปล่อยให้สายฝนหลั่งรดทรงผมและเสื้อเชิ้ตจนเปียกชุ่ม
“เราควรจะทำยังไงต่อไปดี ร่างนั้นนอกพี่ปพนต์ ตัวเราแล้วยังมีคนอื่นสัมผสอีก เรายอมรับได้จริงๆ เหรอ?”
เขาพึมพำกับตัวเอง มองถนนที่เจิ่งนองด้วยน้ำเป็นทางยาวไม่มีจุดสิ้นสุดมองไปในความสลัวรางที่ปกคลุมทุกสิ่ง ราวกับหัวใจเขาที่ไร้หนทางถอยกลับ ความทรงจำทั้งหมดการจูบใต้แสงเทียน เสียงหัวเราะในระเบียงโรงแรม ลมหายใจสั่นระริกของมารตียามขยับโยกร่างงามเย้ายวนอยู่บนกายของเขาทุกภาพกระพริบพร่ามัวและแปรสภาพเป็นภาพแห่งความสูญเสีย
ชายหนุ่มคว้าสายกระเป๋าทำงานที่ห้อยอยู่ข้างตัว ตบเอวแรง ๆราวกับกำลังฝืนใจ เขาหันหลังให้ตึกระฟ้า ก้าวเดินสู่ถนนใหญ่โดยไม่มีจุดหมายปลายทางขาสองข้างพาร่างที่เหมือนไร้ชีวิตออกจากความเป็นพนักงานออฟฟิศรู้เพียงว่าเขาต้องหนี… หนีจากความเจ็บปวดนี้ก่อนที่ความรู้สึกนั้นจะกลืนกินเขาจนหมด
ฝนสาดโครมลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาทำให้แทบไม่ได้ยินเสียงก้าวเท้าของเขา นัทพงษ์ไม่สนใจน้ำที่ไหลลงมาบนร่างของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้ว่าตนเองกำลังเดินไปไหน สายฝนที่หลั่งลงมา เหมือนหยดน้ำตาที่ไม่อาจหยุดไหล
“เรากลัว…กลัวจริงๆ ว่าเราจะแค่เป็นทางผ่านในชีวิตเธอถ้าเธอมีผัวอยู่สองคนแล้วยังไม่พอ ยังอยากมีคนที่สาม และถ้าต่อไปเธออยากมีคนที่สี่ ห้า หรือหก ต่อไปเราจะทำยังไง หรือจะต้องทน” เสียงในอกยังคงกระซิบระรัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าวนเวียนไม่รู้จบ
เขาไม่อยากเป็นตัวสำรอง ไม่อยากเป็นเพียง “คนรักชั่วคราว” ที่มารตีมองข้ามไปเมื่อได้สมหวังในตอนนี้ เขาสับสับสนมาก เขาต้องหนีออกมาเพราะกลัวว่าจะเสียใจมากเกินไปหากอยู่ต่อและต้องทนมองหน้าสวยๆนั้น
เด็กหนุ่มเดินผ่านร้านสะดวกซื้อ เลี่ยงแสงไฟนีออนสีฉูดฉาดก้าวเข้าตรอกซอกเล็กๆ ที่ไม่มีใครสนใจ หรืออาจไม่มีใครกล้าสนใจเขานั่งลงบนขอบทางเท้า หายใจหอบเหนื่อยราวกับเพิ่งวิ่งหนีใครมาปล่อยให้ฝนชะล้างคราบน้ำตาและความสับสน
หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า กดดูหมายเลขของมารตี แต่ปลายนิ้วแข็งทื่อรู้สึกเหมือนน้ำเสียงเขาจะสั่นไหวจนไม่อยากตอบข้อความว่า “กลับมาคุยกันเถอะ”พิมพ์ข้อความไม่ได้ คำพูดค้างอยู่ในลำคอ รถหลายคันวิ่งผ่านไปเขาก้มมองมืออีกข้างที่กำลังถือถุงแก้วกาแฟ ซึ่งปกติมารตีจะซื้อให้เขาตอนพักแต่วันนี้...เขาไม่กล้ากลับไปเอากาแฟนั้น
เพราะกาแฟร้อนและกลิ่นคาปูชิโน่ที่เคยทำให้นึกถึงเสียงหัวเราะของมารตีในห้องอาหารเช้าแต่ตอนนี้ มันกลับกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้เขาขมขื่น จังหวะที่ฝนหยุดตกชั่วขณะ นัทพงษ์ก็ตัดสินใจลุกขึ้นเดินต่อไปในตรอกอับชื้น เขาไม่รู้ว่าตนเองจะเดินไปทางไหน แต่หัวใจบอกว่า “ยังกลับไปตอนนี้ไม่ได้”
ชายหนุ่มใช้เวลาหลายวันหลังจากหลบหนีออกมาจากออฟฟิศ เพื่อสงบสติอารมณ์เขาเก็บตัวอยู่ในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ของตัวเอง วันแรกที่เขาไม่กลับไปออฟฟิศเขาทำได้เพียงนอนทอดกายอยู่บนเตียง ปล่อยให้ผ้าห่มอุ่นๆห่มร่างไว้แทนความอบอุ่นจากใครบางคน ในใจของเขา ราวกับมีผีเสื้อนับร้อยโบยบินไปมาขวักไขว่
“เราควรกลับไปไหม?”
“เรายังรักเธออยู่หรือเปล่า?”
“เธอรักเราอย่างที่เรารักเธอไหม?”
“ถ้าเธอรักเรา แล้วทำไมถึงต้องนอนกับชายอื่นอีก”
“ถ้าเรากลับไปแล้วเธอขอไปนอนกับชายอื่นอีกเราจะทำยังไง เราจะต้องทนเหรอ
คำถามเหล่านั้นทิ่มแทงใจเขาจนแทบจะระเบิด นัทพงษ์ลุกขึ้นจากเตียงอย่างงุนงงเดินไปยังห้องครัว หยิบน้ำดื่มเย็นๆ มาดื่มลดอาการใจสั่น แต่มันก็ไม่ช่วยอะไรริมฝีปากของเขายังคงแห้งผาก ความร้อนรุ่มในหัวใจยังไม่บรรเทาลง
อีกวันหนึ่ง เขาพยายามออกไปเดินเล่นริมทะเล หวังจะได้กลิ่นไอของทะเลมาเยียวยาใจแต่คลื่นที่ซัดเข้าหาดกลับทำให้เขานึกถึงคืนที่มารตีกับเขาจุมพิตกันใต้แสงเทียนในรีสอร์ตริมชายหาดเมื่อน้ำทะเลกระทบเท้า ภาพเสียงหัวเราะของเธอกับเขาก็ดังก้องขึ้นในหัว
“เราจะไม่ยอมให้รักนี้… หายไปง่ายๆ แบบนี้” เขากระซิบกับตัวเอง แต่คำมั่นสั้นๆนั้นหลุดรอดออกจากปากพร้อมกับลมทะเลที่หนาวเย็น เขาหยุดยืนกลางทราย หัวใจเหมือนกำลังหล่นลงไปในเหวลึกเหมือนว่าเม็ดทรายทุกเม็ดกำลังซึมลงไปที่หัวใจที่ปวดร้าว
“เรากลัว…กลัวว่าจะไม่มีวันได้เป็นคนสำคัญในชีวิตเธออีก” เสียงในอกกระซิบจนเขาแทบไม่ได้ยินเสียงคลื่นกลับมาถึงอพาร์ตเมนต์ เขาเปิดคอมพิวเตอร์และเลื่อนดูรูปภาพที่เก็บไว้มากมายโทรศัพท์ของเขาเต็มไปด้วยภาพถ่ายที่เขาเก็บไว้ทุกโมเมนต์ระหว่างเขาและมารตี แต่พอนึกต่อไปว่าถ้าหญิงสาวไปถ่ายภาพแบบนี้กับชายอื่นอีกโดยที่เขาทำอะไรไม่เขาคงแทบขาดใจ
ภาพยิ้มหวานๆ ในงานปาร์ตี้เล็กๆ ภาพริมสระน้ำที่ทั้งคู่แช่เท้าเล่นขณะที่พระอาทิตย์ใกล้ลาลับขอบฟ้า ทุกภาพถูกบันทึกด้วยความสุข แต่ตอนนี้ภาพเหล่านั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนว่านั่นอาจไม่ใช่ความจริง อีกต่อไป
“ถ้ามองย้อนกลับไป… เราเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่าเธอคงแค่เห็นเราเป็นของใหม่ที่อยากลิ้มลองใช่ไหม” เขาถามตัวเองขณะปัดลบรูปภาพบางส่วนออกไป
วันถัดมา เพื่อนร่วมงานจากออฟฟิศโทรมาหา ถามเขาว่าไม่สบายหรือเปล่าปกติแล้วนัทพงษ์จะตอบว่า “สบายดี” ด้วยรอยยิ้ม แต่ครั้งนี้เสียงเขากลับสั่น “ผม…ขอโทษผมยังต้องจัดการเรื่องส่วนตัว” และก็วางสายไปโดยไม่รอให้เพื่อนถามต่อความเงียบก้องกังวานในหูทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังสร้างกำแพงปิดตัวเองให้ห่างจากทุกคน
ค่ำวันหนึ่ง เขาลองเดินเข้าไปในร้านกาแฟที่มารตีเคยพาเขาไป ณ ที่นี้บทสนทนาระหว่างเขาและเธอกลายเป็นความทรงจำที่หวานชื่นแต่ในค่ำคืนนี้ กลับดูเงียบเหงาไร้ชีวิตชีวา นัทพงษ์สั่งกาแฟดำร้อนและเมื่อได้กลิ่นคาปูชิโน่จางๆ ก็ทำให้เขาอดคิดถึงริมฝีปากของมารตีที่เคยประทับจูบเขาไม่ได้
“เราเต็มใจสละทุกอย่าง… ให้ได้แค่ใกล้เธอ เพียงแค่ให้เธอหยุดที่เรา” เขาพึมพำกับตัวเองแต่เสียงแผ่วเบาเสียจนแทบเลือนหายไปกับเสียงเครื่องบดกาแฟ
คืนหนึ่งเขาพยายามหลับ แต่ลมหายใจของเขาหนักขึ้นเรื่อยๆฝันร้ายตามมาสลับกับภาพความจริงที่มารตีบอก นัทพงษ์สั่นสะท้านเมื่อตื่นขึ้นมากลางดึกเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้ววางลง แล้วก็หยิบขึ้นมาอีกครั้ง แต่ปลายนิ้วกลับนิ่งเฉย“จะโทรหาเธอดีไหมนะ แล้วถ้าเกิดเธอไม่รับสายล่ะ...ต่อไปจะยังไงอีก...เฮ้อ”
ผ่านไปหลายวันแล้ว แต่อาการของเขากลับไม่ดีขึ้นเลยทุกเช้าที่เขาตื่นขึ้นมา หัวใจกลับหนักอึ้งจนแทบทนไม่ไหว “เรายังรักเธอใช่หรือเปล่า?” เขาเฝ้าถามตัวเองทุกเช้า แต่ไม่เคยมีคำตอบที่ชัดเจนเลยสักครั้ง
เมื่อนึกถึงร่างสวยงามเย้ายวนน่าหลงใหลของหญิงสาวที่เขาหลงรักกำลังถูกชายอื่นเคล้าคลึง
จนวันหนึ่ง นัทพงษ์รู้ตัวว่าไม่อาจหลบหนีได้อีกต่อไปแล้วความคิดถึงและความรักที่แท้จริงได้เอาชนะความกลัวในหัวใจของเขาอย่างเด็ดขาดแล้ว
“เราต้องกลับไปหาพี่มารตี...เราทนต่อไปไม่ไหวแล้วถึงแม้เธอจะไม่ยอมหยุดที่เราก็เถอะ”
เขาสูดลมหายใจเข้าสุดแรง เตรียมรับมือกับความเจ็บปวดที่อาจเกิดขึ้นแต่หัวใจกลับเต็มไปด้วยความมั่นใจที่ไม่เคยมีมาก่อน “เราต้องต่อสู้เพื่อความรักครั้งนี้...แม้ว่า...”
ในที่สุดนัทพงษ์ก็ทำใจได้ และเลือกที่จะยอมรับในสิ่งที่เธอเป็นเพราะเธอคือสิ่งเดียวที่เขาโหยหามาตลอดชีวิตและในชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาก็ไม่อาจอยู่ได้โดยไม่มีเธอ...มารตี