หลินเฉวียนนั่งอยู่บนเตียงเธอแกะอั่งเปาของสวีหว่านหนิง แล้วเห็นธนบัตรสิบหยวนสองใบถูกใส่เอาไว้
“พี่สะใภ้ให้มาตั้งยี่สิบหยวน!” หลินเฉวียนอุทาน ก่อนจะตามมาด้วยความรู้สึกปวดใจ
ไต้เหว่ยเองก็ตกใจที่สวีหว่านหนิงให้เงินเยอะเช่นนี้เขาถอนหายใจพลางกล่าวว่า “วันที่ไปโรงพยาบาล พี่สะใภ้ให้เงินฉันมายี่สิบหยวนตอนหลังฉันคืนเงินให้พี่สะใภ้ แต่พี่สะใภ้บอกว่าให้เก็บเอาไว้ ไม่ยอมรับคืนตอนนี้พี่สะใภ้ให้เงินพวกเรามาอีกยี่สิบหยวนนี่ใกล้จะเทียบเท่ากับเงินเดือนทั้งเดือนของคนในเมืองแล้วนะ”
คนในเมืองเงินเดือนสูงแต่ต้องดูแลคนทั้งครอบครัวเงินสี่สิบหยวนของสวีหว่านหนิงสามารถเลี้ยงดูพวกเขาสี่คนได้พอดี
“เงินเยอะขนาดนี้ฉันคงไม่สบายใจถ้าจะรับไว้”
ไต้เหว่ยโอบตัวเธอเข้าสู่อ้อมกอดแล้วปลอบเสียงแผ่วเบา“พี่สะใภ้ครอบครัวฐานะดี พวกเขาส่งเงินมาให้พี่สะใภ้ทุกเดือนเงินแค่นี้ไม่ถือว่าเยอะมากสำหรับเขา ในเมื่อพี่สะใภ้ยอมให้มันกับพวกเราพวกเราก็รับเอาไว้เถิด”
“เธอหมายความว่ายังไงพี่สะใภ้หวังดีให้เงินกับพวกเราแล้วยังจะเอาเปรียบเขาอีกเหรอ?”
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นเธอเข้าใจฉันผิดแล้ว!” ไต้เหว่ยรีบอธิบาย “ฉันหมายความว่า ถ้าเงินก้อนนี้ทำให้พี่สะใภ้ลำบาก เขาก็คงไม่ให้พวกเราหรอกในเมื่อเขาให้พวกเราแล้วก็รับไว้ วางใจได้ รอพี่ใหญ่ย้ายสังกัดและจัดการทุกอย่างเรียบร้อยเมื่อไรฉันจะเข้าไปทำงานที่ปักกิ่ง ตรุษจีนปีหน้าฉันจะให้อั่งเปาซองใหญ่กับแม่และพี่สะใภ้เอง”
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่ทันไรก็ผ่านวันตรุษจีนมาแล้วสิบวันทุกคนเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนกันเรียบร้อยแล้ว
หลินอันเองก็ต้องเดินทางกลับหน่วยงานสักที
เขาต้องกลับไปเดินเอกสารหลายอย่างที่กองทหารแล้วค่อยเดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง
เช้าวันก่อนออกเดินทางหลินอันเดินวนไปวนมาในบ้าน พลางหยิบของจิปาถะใส่ในกระเป๋าเดินทางแต่สักพักก็หยิบมันออกมาอีกครั้ง
เขาทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา
สวีหว่านหนิงเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติเธอลังเลว่าจะถามเขาดีหรือไม่ ก่อนจะได้ยินหลินอันถามว่า “ครั้งนี้ฉันต้องตรงไปปักกิ่งเลยเธอมีของอะไรอยากฝากไปให้ที่บ้านหรือเปล่า”
พูดตามตรงสวีหว่านหนิงกับหลินอันแต่งงานกันมาเจ็ดปีกว่าแล้วแต่เขายังไม่เคยเจอคนในครอบครัวของสวีหว่านหนิงเลย
เขารู้แค่ว่าพวกเขาอาศัยอยู่ที่ปักกิ่งกันหมดอีกทั้งยังมีหน้าที่การงานมั่นคง ฐานะดีและรักลูกสาวเพียงคนเดียวอย่างสวีหว่านหนิงมาก
สวีหว่านหนิงหยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะหยิบกล่องไม้ใบหนึ่งออกจากลิ้นชัก
บนกล่องมีกุญแจล็อกเอาไว้สวีหว่านหนิงยื่นมันให้กับหลินอันพร้อมลูกกุญแจ
เธอเขียนที่อยู่ลงบนกระดาษแล้วกล่าวว่า“นี่คือที่อยู่บ้านฉันถึงปักกิ่งแล้วว่างเมื่อไรช่วยไปเยี่ยมพ่อแม่กับพี่ชายของฉันทีและช่วยเอากล่องไม้ใบนี้ส่งให้ถึงมือของแม่ฉันด้วย”
หลินอันพยักหน้าเขาประคองกล่องไม้ราวกับเป็นสิ่งของล้ำค่า แล้ววางมันลงในกระเป๋าเดินทางก่อนจะใช้เสื้อผ้าห่อเอาไว้เพื่อไม่ให้มันแตกระหว่างทาง
ส่วนกระดาษที่อยู่เขาพับมันใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อตัวใน
“ฉันต้องไปแล้ว” หลินอันหลุบตาลงมองหน้าสวีหว่านหนิง
สวีหว่านหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“เดินทางปลอดภัย ถึงปักกิ่งแล้วอย่าลืมเขียนจดหมายกลับมานะ”
หลินอันมองใบหน้าเจือรอยยิ้มของสวีหว่านหนิงความปรารถนาบางอย่างกำลังพลุ่งพล่านอยู่ในใจ
เขาต้องรวบรวมความกล้ามหาศาลเพื่อลองถามว่า“ก่อนไป เธอ...อยากกอดฉันสักหน่อยไหม”
หลินอันรับรู้ได้ถึงความร้อนผ่าวบนแก้มทั้งสองข้างของเขา
เขาเป็นคนไม่ค่อยแสดงออกน้อยครั้งที่จะแสดงความรู้สึกให้ใครเห็น
แต่หลายวันที่ได้อยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิดทำให้เขาเข้าใจว่าสวีหว่านหนิงไม่กล้าแสดงออกยิ่งกว่าเขาเสียอีก
ในเมื่อเขามั่นใจแล้วว่าคนตรงหน้าคือคนที่ใช่แล้วจะเป็นอะไรไปถ้าหากเขาจะเป็นฝ่ายก้าวเข้าหาเธอก่อน
สวีหว่านหนิงนิ่งอึ้งไปนึกไม่ถึงว่าหลินอันพูดอะไรแบบนี้ได้ด้วย
เมื่อเห็นดวงตาเปล่งประกายและดูสั่นไหวเล็กน้อยของเขาสุดท้ายเธอก็ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ก่อนจะใช้สองแขนโอบแผ่นหลังของเขาเอาไว้
แต่นึกไม่ถึงเลยว่าจู่ๆ หลินอันก็ยื่นมือมารวบตัวเธอให้ซบกับแผงอกของเขา
อยู่ใต้วงแขนของเขาสวีหว่านหนิงขยับตัวไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น เธอได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจเต้นของเขา
ตึกตักตึกตัก
หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะอย่างเห็นได้ชัด
“ฉันไปแล้วที่บ้านคงต้องลำบากเธอช่วยดูแล”
“คุณไม่ต้องห่วงเรื่องที่บ้านฉันจะดูแลอย่างดี”
“ฉันจะไปเยี่ยมพ่อแม่และครอบครัวของเธอแทนเธอเองแล้วจะเขียนจดหมายกลับมา”
“อืม”
“ฉัน...”
“พ่อเกวียนของปู่ซุนมารอที่หน้าบ้านแล้วครับ พ่อเก็บของเสร็จหรือยังครับ”
จู่ๆต้าชุนก็โผล่พรวดเข้ามาทำลายบรรยากาศหวานซึ้งของทั้งคู่จนหมดสิ้น
สวีหว่านหนิงรีบผละออกจากอ้อมกอดของหลินอันแล้วใช้มือเกลี่ยเส้นผม จัดแต่งทรงให้เรียบร้อย ก่อนจะรีบกล่าวว่า “พวกเราออกไปกันเถอะอย่าปล่อยให้เขารอนาน”
ครั้งนี้สวีหว่านหนิงไม่ได้ไปส่งหลินอันด้วยตัวเองเธอยืนอยู่หน้าบ้านพลางมองเกวียนของปู่ซุนเคลื่อนห่างออกไปเรื่อยๆ
เธอรับรู้ได้ว่าหัวใจของตนรู้สึกว่างเปล่า
สมกับเป็นพระเอกนิยายเสน่ห์ของหลินอันไม่จำเป็นต้องจงใจแสดงออกมา ก็สามารถทำให้คนรอบข้างสัมผัสได้
แค่สิบกว่าวันที่อยู่ร่วมกันเธอเหมือนจะชอบสามีในนามของตนมากขึ้นทุกที
สวีหว่านหนิงถอนหายใจยาวจนกระทั่งมองไม่เห็นเกวียนแล้วถึงกลับเข้าไปในบ้าน
หลังกินอาหารเช้าเสร็จสวีหว่านหนิงไม่ปล่อยให้ตัวเองว่าง เธอขี่จักรยานเข้าไปในเมือง
สองวันก่อนตงจื่อส่งจดหมายมาว่าเครื่องมือที่สวีหว่านหนิงต้องการสร้างเสร็จแล้ว เธอต้องไปดูด้วยตัวเองถ้ามันผ่านมาตรฐาน เธอก็จะสามารถเริ่มผลิตอาหารกระป๋องได้
ก่อนออกจากบ้านสวีหว่านหนิงกำชับไต้เหว่ยว่า “ว่างเมื่อไรช่วยไปสืบข่าวตามหมู่บ้านใกล้เคียงให้ฉันทีว่าครอบครัวไหนมีท้อแช่แข็งบ้าง ไม่ว่าจะใช้เงินซื้อมาหรือใช้อาหารแห้งแลกมาก็พยายามรวบรวมมาให้ได้มากที่สุด”
ไต้เหว่ยขานรับทันที“พี่สะใภ้วางใจได้ ผมรู้ว่ามีครอบครัวไหนบ้าง ผมจะรีบเอาของไปแลกมาครับ”
สวีหว่านหนิงเดินทางมาถึงในเมืองตอนเที่ยงตรง
เธอไปที่บ้านตงจื่อเป็นลำดับแรกตงจื่อกับชุ่ยเฟินกำลังกินมื้อเที่ยงเมื่อเห็นสวีหว่านหนิงมาหาจึงรีบเรียกเธอมานั่งกินข้าวด้วยกัน
“ฉันกินมาก่อนหน้านี้แล้วพวกเธอไม่ต้องสนใจฉันหรอก”
ตงจื่อรีบโกยข้าวต้มที่เหลือในชามใส่ปากแล้วพูดเสียงอู้อี้ว่า “ผมใกล้กินเสร็จแล้วครับ พี่รอผมเดี๋ยวนะ”
“ไม่รีบร้อนฉันจะไปดูหลานหน่อย”
หนูน้อยกำลังหลับเพราะสวีหว่านหนิงมักจะเอาข้าวมาให้เป็นระยะๆ หนูน้อยจึงไม่ต้องทนหิวตอนนี้จึงกลายเป็นทารกน้อยอวบอ้วนน่ารักน่าเอ็นดู
เพียงแต่ผิวอาจจะคล้ำไปบ้างเพราะได้เชื้อมาจากตงจื่อ
สวีหว่านหนิงยังไม่เคยอยู่ใกล้ชิดกับทารกที่ตัวเล็กขนาดนี้มาก่อนเธอเห็นแก้มยุ้ยสองข้างของเขาแล้วอดยื่นมือไปขยำไม่ได้
เพียงแต่มือของเธอยังไม่ทันแตะแก้มของทารกน้อยจู่ๆ เขาก็ลืมตาขึ้นมา
ดวงตาสองข้างดำสนิทมองตรงมาทั้งยังส่งยิ้มให้เธอ
“ทารกอายุยังไม่ถึงสองเดือนแยกแยะว่าใครเป็นใครได้แล้วหรือ?”
ชุ่ยเฟินได้ยินเสียงจึงเดินมาหาเธอยิ้มพลางกล่าวว่า “น่าจะแยกไม่ได้หรอกค่ะ แต่เขาสัมผัสได้นี่คะ พี่ดีกับเขาขนาดนี้เขาย่อมรับรู้ได้ค่ะ”