ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 52 เหลยอวี่เหยา

            เมื่อได้ยินที่เหลยอวี๊เฟิงเอ่ยขึ้นม่อเวิ่นเฉินถึงสังเกตเห็นว่าที่แท้คนที่ขี่ม้ามุ่งหน้ามาทางนี้ก็คือคุณหนูเล็กแห่งสกุลเหลย เหลยอวี่เหยา

            แม่หนูคนนี้มักจะทำอะไรโดยไม่สนใจสิ่งใดอยู่เสมอ

            ม้าวิ่งทะยานมาจนถึงเบื้องหน้าพวกเขาทั้งสามจากนั้นเหลยอวี่เหยาก็รีบดึงสายบังเหียนอย่างแรงก่อนจะพุ่งตัวเข้ากอดเหลยอวี๊เฟิงที่อยู่เบื้องหน้า “พี่ใหญ่ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว หลายวันที่ท่านไม่อยู่เจ้าพวกนั้นไม่ยอมให้ข้าออกจากบ้านเลย...ข้าแทบจะเฉาตายอยู่แล้ว...”

            นางพูดพลางยกมือขึ้นตบๆ ไหล่ของเหลยอวี๊เฟิง ช่างเป็นสตรีที่องอาจเสียจริงๆ ซูฉีฉีลอบนึกอยู่ในใจพลางพยายามไม่แสดงท่าทีชื่นชมนางออกมาให้เห็น

            ม่อเวิ่นเฉินที่โอบซูฉีฉีไว้อยู่นั้นมีสีหน้าเยือกเย็นไม่เอ่ยคำใดออกมา เขาคุ้นชินกับนิสัยโผงผางของหญิงสาวผู้นี้เสียแล้ว

            เหลยอวี๊เฟิงนั้นได้ถูกน้องสาวของเขาตีจนไอออกมาไม่หยุด ท่าทางเสเพลกระล่อนเมื่อครู่ได้หายไปหมดแล้วตอนนี้เขามีสีหน้าบึ้งตึงพลางหาทางหลบหนีจากเงื้อมมือของแม่หนูน้อยผู้นี้ ทว่าผ่านไปเนิ่นนานเขาก็ยังไม่สามารถดันตัวเหลยอวี่เหยาออกไปได้

            ม่อเวิ่นเฉินตัดสินใจจะช่วยสหายของเขาสักหน่อยจึงกระแอมออกมาเบาๆ มิเช่นนั้น ตัวเขาที่ซูฉีฉีเพิ่งจะพยายามช่วยออกมาจากยมบาลนั้นเกรงว่าคงต้องถูกส่งกลับไปอีกเป็นแน่

            เมื่อได้ยินเสียงกระแอมเบาๆ เหลยอวี่เหยาถึงจะยอมปล่อยมือจากเหลยอวี๊เฟิงก่อนจะหันไปมองม่อเวิ่นเฉินด้วยสีหน้าตื่นเต้น “พี่เวิ่นเฉินก็มาด้วยหรือ ดีจริงๆ...”

            เมื่อเอ่ยเสร็จนางก็เตรียมพุ่งตัวเข้าไปในอ้อมกอดของเขา ทว่ากลับถูกม่อเวิ่นเฉินพลิกตัวหลบได้อย่างแนบเนียน มือของเขายังคงโอบซูฉีฉีเอาไว้

            เหลยอวี่เหยาในตอนนี้ถึงจะสังเกตถึงการมีตัวตนของซูฉีฉีก่อนจะขยับลูกตาขึ้นลงเป็นการสำรวจนางรอบหนึ่ง

            และซูฉีฉีเองก็อาศัยจังหวะนี้มองสำรวจเหลยอวี่เหยารอบหนึ่งเช่นกันนางมีความละม้ายคล้ายเหลยอวี๊เฟิงถึงแปดส่วน ทั่วทั้งร่างนั้นเต็มไปด้วยความสดใสร่าเริงดวงตากลมโตนั้นกำลังกะพริบปริบๆ ขณะจ้องไปที่ซูฉีฉีผมของนางถูกรวบขึ้นไปทั้งหมดและถักเป็นเปียเล็กๆ สิบกว่าเส้นเผยให้เห็นหน้าผากอันสะอาดสะอ้าน นางสวมเสื้อผ้าแนบกับลำตัวทำให้ดูทะมัดทะแมงเฉกเช่นบุรุษ

            รูปโฉมเช่นนี้ช่างประจวบเหมาะกับนิสัยของนาง

            “ท่านผู้นี้คงจะเป็นพี่สะใภ้สินะ”หลังจากที่เหลยอวี่เหยามองพิจารณาอยู่นานนางก็เอ่ยถามออกมาอย่างมิค่อยพึงพอใจนัก

            “สวัสดีน้องสาว”ซูฉีฉีเห็นแววตาไม่เป็นมิตรในดวงตาของเหลยอวี่เหยาอย่างชัดเจนในใจก็คิดว่าในจวนอ๋องนั้นมีคนหนึ่งก็ถือว่าแล้วไปมาถึงสำนักเหลยยังมีอีกคนหนึ่งเสียได้

            ทว่านางก็ไม่ได้แสดงสีหน้าใดออกมาพลางเอ่ยถามกลับไปเสียงเรียบ ดูสุขุมเยือกเย็น สง่างามมีมารยาท

            เหลยอวี่เหยาเหล่มองไปที่ซูฉีฉีแวบหนึ่งพลางส่ายหน้า “เป็นดั่งเช่นข่าวลือจริงๆ รูปโฉมไม่งดงาม”

            เมื่อประโยคนี้เอ่ยจบสีหน้าของเหลยอวี๊เฟิงและม่อเวิ่นเฉินล้วนเปลี่ยนไปทันที

            จริงอยู่ที่โฉมหน้าของซูฉีฉีนั้นมิได้งามสะดุดตาแต่ว่าถูกคนเอ่ยเช่นนี้ต่อหน้า สำหรับม่อเวิ่นเฉินแล้วก็ถือเป็นการท้าทายอย่างหนึ่ง

            “อวี่เหยา”นานๆ เหลยอวี๊เฟิงจะจริงจังสักครั้งท่วงท่าของเขาแฝงไปด้วยอำนาจพลางเอ่ยเสียงต่ำออกมาเบาๆ

            ม่อเวิ่นเฉินมีสีหน้าคล้ำเข้มขณะจ้องไปที่เหลยอวี่เหยาดวงตาของเขาไม่เป็นมิตรนัก

            ซูฉีฉีที่ได้ยินประโยคเมื่อครู่กลับยิ้มออกมาอย่างไม่ถือสานางไม่ถือสาจริงๆ เพราะนางเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจถ้าหากเหลยอวี่เหยาพูดว่านางมีรูปโฉมงดงามดุจนางฟ้านั้นอาจทำให้นางรู้สึกแย่เสียมากกว่า

            แต่ว่าตอนนี้ที่ต้องอับอายขายหน้านั้นกลับเป็นม่อเวิ่นเฉิน เพราะฉะนั้นในใจของนางก็ไม่อาจสงบลงได้เท่าใดนัก

            เมื่อเห็นเหลยอวี๊เฟิงมีโทสะและม่อเวิ่นเฉินเองก็มีท่าทีประดุจพายุกำลังจะโหมกระหน่ำมานั้นเหลยอวี่เหยาถึงได้ยอมรามือเล็กน้อยพลางกระทืบเท้าออกมาอย่างไม่พอใจ “สวัสดีพี่สะใภ้”

            มีความไม่พอใจอยู่บ้างในน้ำเสียง

            “เอาเถอะพวกเราเดินทางมาตั้งไกลก็ล้วนแต่เหนื่อยกันแล้ว เจ้าไปเที่ยวเล่นเถิดแต่อย่าก่อเรื่องเป็นอันขาด”สีหน้าของเหลยอวี๊เฟิงยังคงไม่ดีขึ้นเขารู้มาโดยตลอดว่ารูปโฉมของซูฉีฉีนั้นถือเป็นการดูหมิ่นอย่างหนึ่งสำหรับม่อเวิ่นเฉิน

            มิใช่เพราะว่านางมีรูปโฉมที่ไม่งดงามแต่เพราะว่าไม่งดงามพอจึงถูกฮ่องเต้โยนมาให้กับเขา

            ไม่สิคือเป็นคนที่ฮ่องเต้โยนทิ้งเพราะไม่ต้องการแล้วก็ยัดเยียนมาให้กับม่อเวิ่นเฉิน

            แม้ว่าโดยปกติแล้วเหลยอวี่เหยาจะโดนตามใจจนเสียนิสัยแต่ว่าตอนนี้กลับรู้สถานการณ์ นางทำปากยื่นๆ รับคำแล้วจึงจากไป

            ก่อนจากไปยังหันไปจ้องซูฉีฉีอีกครั้งหนึ่งในดวงตาเต็มไปด้วยความท้าทาย

            “ดูเหมือนว่าจะต้องหาบ้านสักหลังแต่งอวี่เหยาออกไปเสียแล้วนางเป็นเช่นนี้พลางแต่จะก่อเรื่องก่อราวไปทั่ว” เหลยอวี๊เฟิงแสดงท่าทีหนักใจออกมา

            พลางเอ่ยกับม่อเวิ่นเฉินอย่างไม่ใส่ใจนัก

            “เห็นด้วย”ม่อเวิ่นเฉินเองก็มิได้เกรงใจ เอ่ยตอบรับเขาไปเรียบๆ สองคำ

            เขาได้ปล่อยมือจากซูฉีฉีแล้ว ตอนนี้พวกเขาทั้งหลายเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันมุ่งตรงไปด้านหน้าทว่าบรรยากาศกลับไม่รื่นเริงเหมือนดั่งเดิมอีก

            เหลยอวี๊เฟิงได้สั่งให้คนจัดห้องพักสองห้องให้กับม่อเวิ่นเฉินและซูฉีฉีจากนั้นเขาก็ขอตัวไปจัดการเรื่องของภายในสำนักแล้ว

            มิใช่เพราะว่าเหลยอวี๊เฟิงคิดอย่างไรมากเพราะสองห้องพักนั้นเป็นคำขอของซูฉีฉีเอง นางยังไม่เคยชินกับการที่จะพักห้องเดียวกับม่อเวิ่นเฉิน แม้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองจะเข้ากันได้ดีแล้วแต่ว่าก็ยังห่างจากการรักใคร่กันอยู่เพียงก้าวหนึ่ง

            และก้าวหนึ่งนั้น ในช่วงเวลาอันสั้นนี้คนทั้งสองก็ยังไม่มีใครกล้าก้าวข้ามไป

            บางทีอาจเป็นเพราะประโยคเมื่อครู่ของเหลยอวี่เหยาซูฉีฉีถึงได้มีระยะห่างกับม่อเวิ่นเฉินอีกครั้งและม่อเวิ่นเฉินที่เห็นทุกอย่างในสายตาก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาเพิ่มเติม

            เขารู้ว่าทุกอย่างล้วนต้องใช้เวลา

            ก็เหมือนกับการที่เขายอมรับในตัวซูฉีฉีซูฉีฉีเองก็ต้องใช้เวลาในการที่จะยอมรับเขาม่อเวิ่นเฉินกระมัง

            พวกเขามิได้ไปเมืองอ้าวแต่กลับเปลี่ยนทิศทางมาที่สำนักเหลยจุดประสงค์มีอยู่อย่างเดียวก็คือรักษาอาการบาดเจ็บให้กับเหลยอวี๊เฟิงที่นี่เป็นพื้นที่ของเขา อยากได้อะไรก็ย่อมได้ สมุนไพร ยาคุณภาพทุกชนิดสมบัติเงินทอง ไม่มีสิ่งใดขาดสักอย่าง

            เพราะฉะนั้นร่างกายของเหลยอวี๊เฟิงที่อยู่ภายใต้การดูแลของซูฉีฉีจึงหายดีไปถึงเจ็ดแปดส่วนแล้ว

            และเหลยอวี่เหยาทุกวันก็จะมาก่อกวนม่อเวิ่นเฉินครั้งหนึ่งแต่กลับปลีกตัวออกห่างจากซูฉีฉีหรือจะเรียกได้ว่าทำเหมือนนางไม่มีตัวตนเสียจะดีกว่า

            ทว่านี่กลับทำให้ซูฉีฉีรู้สึกนิ่งสงบนางมิชอบสตรีที่ขี้โวยวายเช่นนั้น

            ใกล้จะถึงวันปีใหม่แล้วเมื่อเห็นว่าอาการบาดเจ็บของเหลยอวี๊เฟิงนั้นเกือบจะหายดีแล้วม่อเวิ่นเฉินก็เอ่ยเรื่องเดินทางกลับเมืองอ้าวขึ้น

            ซูฉีฉีเองก็มีท่าทีสบายๆ มิได้ร้องขออะไรนางเพียงแค่ติดตามม่อเวิ่นเฉินเท่านั้นที่นางรักษาอาการบาดเจ็บให้กับเหลยอวี๊เฟิงก็เป็นเพราะว่านางเห็นแก่ที่เขายอมเสี่ยงชีวิตเพื่อม่อเวิ่นเฉิน

            ความจริงแล้ว ที่เหลยอวี๊เฟิงคุ้มครองมารดาของตนนั้นก็เพราะได้รับคำสั่งจากม่อเวิ่นเฉิน

            ตอนที่นักฆ่าบุกเข้าโจมตีนั้นนางเอาตัวเข้าบังเหลยอวี๊เฟิงโดยไม่สนชีวิตตนเองนั้นก็เป็นเพราะว่านางเห็นแก่ที่เขาได้ช่วยนางเอาไว้ในครั้งแรกที่พบกัน

            “ต้องไปแล้วจริงๆหรือ” เหลยอวี๊เฟิงหันไปมองม่อเวิ่นเฉินพลางเอ่ยอย่างมิค่อยพอใจนัก “เมืองอ้าวไม่มีเจ้าก็ยังคงเจริญรุ่งเรืองก็เหมือนกับสำนักเหลยที่ไม่มีข้าอยู่นี่”

            ม่อเวิ่นเฉินกลอกตามองเขา “สำนักเหลยไม่มีเจ้าจะยิ่งอุดมสมบูรณ์หรือไม่ก็จะยิ่งเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น”

            “เจ้า...” สีหน้าของเหลยอวี๊เฟิงไม่ดีนักเสมือนว่าเขาใกล้ถึงจุดที่จะระเบิดโทสะแล้วทว่าเขากลับไม่ได้มีโทสะจริงๆจากนั้นเขาก็หันไปมองด้านนอกพลางเห็นซูฉีฉีกำลังยืนนิ่งชื่นชมดอกไม้อยู่ใต้ต้นเหมยจึงขยับเดินเข้าไปใกล้ม่อเวิ่นเฉินอีกก้าวหนึ่ง “ดูเหมือนว่าเจ้าใกล้จะชนะแล้ว”

            ม่อเวิ่นเฉินกระตุกยิ้มที่มุมปากมิได้เอ่ยอะไรออกมา ทว่าสายตาของเขาก็หันไปมองซูฉีฉีเช่นกัน

            ต้นเหมยกำลังออกดอกผลิบานอยู่เต็มต้น ซูฉีฉีที่กำลังสวมใส่เสื้อผ้าสีขาวบริสุทธ์ผมของนางมิได้รวบขึ้นแต่กลับปล่อยให้มันพาดผ่านไหล่ของตนและแผ่กระจายอยู่เต็มแผ่นหลังบนเสื้อผ้านั้นไม่มีเครื่องประดับแม้แต่ชิ้นเดียวบนศีรษะของนางก็ไม่ได้ประดับอะไรไว้เช่นกัน นางในตอนนี้ดูงามสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน

            ภาพเบื้องหน้าทำให้ม่อเวิ่นเฉินต้องตกตะลึงอยู่บ้าง ความสง่างามของซูฉีฉีนั้นเป็นอะไรที่ซูเมิ่งหรูไม่อาจเทียบได้ แม้ว่าด้วยโฉมหน้าแล้วซูเมิ่งหรูจะเหนือกว่านาง

            ถูกต้อง ม่อเวิ่นเฉินได้ชนะ เพราะซูฉีฉีได้หลงรักม่อเวิ่นเฉินเข้าจริงๆเสียแล้ว เป็นความรักอย่างต่ำต้อย ยินยอมทำเพื่อเขาทุกอย่าง

            “ดาบเสวียนหยวนจะเอามาให้ได้เมื่อใด”ผ่านไปเนิ่นนานม่อเวิ่นเฉินถึงจะดึงสายตาของตนกลับมาพลางเอ่ยถามเสียงเรียบ

            และเหลยอวี๊เฟิงเองก็ดึงสายตาของตนกลับมาเช่นกันพร้อมกับหัวเราะออกมา “นางรักเจ้าแต่นางกลับคอยหลบหน้าเจ้า อย่างนี้ข้าก็ไม่ถึงว่าแพ้กระมัง”

            แม้ว่าเขาจะไม่สนใจดาบเสวียนหยวนแต่ว่าพ่ายแพ้อย่างนี้ ในใจเขาก็ไม่ยินยอม

            เขาคิดว่าซูฉีฉีนั้นปกป้องตนเองมากเกินไป การที่จะให้นางเปิดใจรักใครสักคนอย่างจริงจังนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก

            แน่นอนว่าระหว่างทางที่มานั้นม่อเวิ่นเฉินก็ได้ทำให้ซูฉีฉีหวั่นไหวแล้วจริงๆ

    คล้ายกับเรื่องชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452